ใจดี มีความสุข

29 ก.ย. 2558
ที่มา : หนังสือมองธรรมถูกทาง มีสุขทุกที่

โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตโต)

ชีวิตที่เป็นอยู่ถูกต้อง หรือ อยู่เป็นนั้น ต้องดำเนินไปด้วยดีหรืออยู่ให้ดี ครบทั้ง 3 แดน คือ แดนสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม แดนจิตใจ และแดนปัญญาทั้ง 3 แดนนี้ทำงานไปด้วยกัน เป็นชีวิตอันเดียว

ในยุคที่ผ่านมา จะเห็นว่า คนสมัยใหม่ตื่นเต้นสนใจแดนโน้นที แดนนี้ที ก่อนนี้ไม่นานนัก ก็เน้นแดนปัญญา พูดกันนักหนาในเรื่อง IQ

จนกระทั่งไม่กี่ปีมานี้เอง ก็หันมาจี้กันในแดนจิตใจ พูดกันนักถึง EQ แล้วก็ emotional intelligence ที่แปลกันว่า “ความฉลาดเชิงอารมณ์” หรือ “ปรีชาเชิงอารมณ์” หรืออะไรทำนองนี้ คือมาเน้นที่ emotion (ถ้าไม่ระวัง จะเหมือนกับมีแฟชั่นทางวิชาการ)

Emotion นั้นแปลกันมาว่า “อารมณ์” ซึ่งเป็นคำแปลที่ไม่อยากใช้ในที่นี้ เพราะ “อารมณ์” เป็นคำพระที่เอามาใช้ในภาษาไทย แต่ความหมายเพี้ยนไปจนสับสนกับความหมายเดิมขอใช้คำเผื่อเลือกว่า “ภาวะจิตใจ” หรือสั้นๆ ว่า “ภาวะจิต”

เราต้องการให้คนมีจิตใจดี ที่เขาเรียกว่ามี positive emotions (อารมณ์บวก) คือมีภาวะจิตดี หรือภาวะจิตกุศล เช่นมีความรักความปรารถนาดี เอื้อเฟื้อ ร่าเริงแจ่มใส กระตือรือร้น ฯลฯ ไม่ให้มีภาวะจิตอกุศล เช่น โกรธ เกลียด กลัว ริษยา เศร้า ซึม เป็นต้นที่เป็น negative emotions

เพื่อไม่ให้พร่า คลุมเครือ หรือฟั่นเฝือ เราควรรู้หลักในการพัฒนาจิตใจ ซึ่งท่านสอนไว้ชัดเจนว่า เราควรมีภาวะจิตดี หรือภาวะจิตกุศล ที่เป็นพื้นฐานไว้ประจำตัว 2 ชุด คือ

- ชุดพัฒนาในตัว 5 อย่าง กับ
- ชุดแผ่ออกนอกตัว 4 อย่าง

เรียกให้เป็นวิชาการว่า

ภาวะจิตดีเพื่อชีวิต 

กับ 

ภาวะจิตดีเพื่อสังคม

ชุดแรก เป็นภาวะจิตดีที่ควรมีประจำอยู่ในตัวตลอดเวลาเพื่อความอยู่ดีของตนเอง และเป็นพื้นฐานของการพัฒนาชีวิตต่อไป

ชุดนี้ พุทธศาสนาเน้นมากว่า เป็นเครื่องวัดความก้าวหน้าของการพัฒนาจิตใจ คนไหนที่ไปปฏิบัติธรรม ถ้ายังไม่ได้คุณสมบัติ ๕ อย่างนี้ ถือว่ายังไม่ประสบความสำเร็จ (ยังไม่ก้าวหน้าด้วยซ้ำ) ได้แก่

1. ปราโมทย์ คือ ความร่าเริงเบิกบานใจ ข้อนี้เป็นพื้นใจเลยทุกคนควรมีภาวะจิตนี้เป็นประจำ

ปราโมทย์นี้สำคัญมาก พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ปาโมชฺชพหุโล ภิกฺขุ ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสติ” แปลว่า ภิกษุผู้มากด้วยปราโมทย์ จะทำทุกข์ให้หมดสิ้นไป ทุกคนจึงควรมีจิตใจที่ร่าเริงเบิกบานอยู่เสมอ

2. ปีติ คือความอิ่มใจ ปลื้มใจ หมายความว่า เวลาทำงานทำการ ถ้าจิตของเราไม่ตั้งไว้ผิด ใจของเราไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่ไปมัวหวังเพ้อกับกาลข้างหน้า เราจะได้ความอิ่มใจจากงานที่ทำ เราทำงานไป งานก็เดินหน้าไป จิตของเราก็ปีติ อิ่มใจไปกับงานที่เดินหน้านั้นถ้าได้ผลสำเร็จสำคัญ ก็ปลื้มใจ

3. ปัสสัทธิ คือ ความผ่อนคลาย เรียบรื่น สงบเย็น ไม่เครียดข้อสามนี้ ตรงข้ามกับที่เราเป็นปัญหากันนักในปัจจุบัน อย่างที่บ่นกันว่าคนมักจะเครียด แสดงว่าดำเนินชีวิตผิด

เราบอกว่าโลกเจริญ ถ้าเจริญจริง คนก็ต้องมีชีวิตที่ดีขึ้น คือ ต้องดำเนินชีวิตถูก ใจต้องสบาย ไม่เครียด ต้องมีปัสสัทธิ

สามข้อนี้ตามกันเองโดยธรรมชาติ เมื่อมีปราโมทย์แล้วปีติก็เกิดได้ พอมีปีติ อิ่มใจ ปลื้มใจแล้ว ปัสสัทธิก็ตามมาเองโดยอัตโนมัติ คือจะรู้สึกผ่อนคลายสงบเย็น

มีแง่พิเศษว่า ปัสสัทธิ นี้เป็นข้อที่โยงระหว่างกายกับใจ คือพอเกิดปัสสัทธิแล้ว ความผ่อนคลายก็จะมีทั้งทางกายและทางใจ(ความเครียด ก็เช่นเดียวกัน ถ้าเกิดความเครียดแล้ว ก็จะเครียดทั้งกายและใจ)

4. สุข คือ ความฉ่ำชื่นรื่นใจ พอมีปัสสัทธิผ่อนคลายแล้วคนก็มีความสุข แล้วความสุขก็เป็นตัวเอื้อเปิดโอกาสให้จิตเป็นสมาธิ

5. สมาธิ คือ ภาวะจิตตั้งมั่น แน่ว อยู่ตัว ไม่มีอะไรรบกวน จะคิด จะพิจารณา จะทำอะไร ใจก็อยู่กับเรื่องนั้น ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่วอกแวกหวั่นไหว เข้าที่ อะไรๆ รบกวนไม่ได้ อยู่กับสิ่งที่ต้องการได้ตามต้องการ

ดูง่ายๆ ว่า จิตที่เป็นสมาธิ ก็คือจิตที่อยู่กับสิ่งที่ต้องการได้ตามต้องการ และจิตนั้นไม่ถูกรบกวน หรืออะไรๆ มากวนมันไม่ได้

เป็นอันว่า คุณสมบัติ 5 อย่างนี้ ควรทำให้มีในจิตใจอยู่เสมอเป็นภาวะจิตที่ดี จะเรียกว่าสุขภาวะทางจิตก็แล้วแต่ คือ ปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิ สุข สมาธิ

พอจิตเป็นสมาธิแล้ว ก็เป็น “กัมมนีย์” (หรือ กรรมนีย์แปลว่า ควรแก่งาน คือเป็นจิตที่เหมาะแก่การใช้งาน หรือใช้งานได้ดี ถ้าเอาไปใช้งานทางปัญญา ก็จะถูกต้องและดีที่สุด เป็นไปตามระบบของการพัฒนาชีวิต

ควรย้ำว่า ทุกคนอยากมีความสุข ถ้าความสุขมากับภาวะจิตดีข้ออื่นๆ ในชุดนี้ ครบทั้งห้าอย่าง ก็จะเป็นความสุขที่มีความปลอดภัยสูง และมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นความสุขที่มากและสูงขึ้นไปอีกไกลทีเดียว

ใจเรานี้ ต้องอยู่กับตัวเองข้างในด้วย และต้องนึกคิดต่อคนอื่นข้างนอกด้วย

ดังนั้น ในการพัฒนาจิตใจ ท่านจึงให้เรามีภาวะจิตดี หรือภาวะจิตกุศล ไว้เป็นพื้นฐานประจำตัวทั้งสองด้าน คือ ด้านประจำอยู่ข้างใน และด้านแผ่ออกไปข้างนอก

ด้วยเหตุนี้ จึงมีภาวะจิตดี 2 ชุด คือ ชุดพัฒนาในตัว 5 อย่างกับชุดแผ่ออกนอกตัว 4 อย่าง แล้วสองชุดนั้นก็เป็นปัจจัยหนุนกันและกันในการพัฒนาชีวิตของเรา

ภาวะจิตดีชุดในตัวได้พูดไปแล้ว ที่นี้

ชุด 2 ที่แผ่ออกนอกตัว 4 อย่าง 

เราควรมีไว้ เพื่อการสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนมนุษย์ และเป็นพื้นฐานของการช่วยผู้อื่นให้พัฒนา พร้อมกันนั้นมันก็แสดงถึงการพัฒนาของตัวเราเองด้วย

ธรรม คือ คุณสมบัติ ที่พึงพัฒนาขึ้นไว้เป็นพื้นฐานในการสัมพันธ์ทางสังคม ก็คือภาวะจิตที่เรียกว่า พรหมวิหาร 4 ซึ่งคนไทยได้ยินชื่อกันจนคุ้น แต่ก็มักเข้าใจคลาดเคลื่อนไปไกลด้วย

ในที่นี้ จะพูดกันแค่ห้วข้อ และคำอธิบายย่อ ดังนี้

1. เมตตา คือ ความรัก ความปรารถนาดี อยากให้เขามีความสุข ความมีใจแผ่ไมตรี และใฝ่ทำประโยชน์แก่ผู้อื่น

2. กรุณา คือ ความสงสาร อยากช่วยเขาให้พ้นทุกข์ ใฝ่ใจจะปลดเปลื้องบำบัดความทุกข์ยากเดือดร้อนของผู้ประสบทุกข์

3. มุทิตา คือ ความชื่นบานพลอยยินดี เมื่อเขาอยู่ดีมีสุข ก็มีใจร่าเริง บันเทิงด้วย ชื่นชมต่อผู้ที่ทำความดีงามประสบความสุขความสำเร็จ พลอยเบิกบานยินดีด้วย มีใจส่งเสริมเมื่อเขาทำอะไรๆ ได้ดี มีสุข เจริญงอกงามยิ่งขึ้นไป

4. อุเบกขา คือ ความมีใจเป็นกลาง วางตัวตั้งอยู่ในธรรมตามที่ได้พิจารณาเห็นด้วยปัญญา คือมีจิตเรียบตรงเที่ยงธรรมดุจตราชู ไม่เอนเอียงด้วยรักหรือชัง พิจารณาเห็นกรรมที่สัตว์ทั้งหลายกระทำแล้ว อันควรได้รับผลดีหรือชั่ว สมควรแก่เหตุที่ตนประกอบพร้อมที่จะวินิจฉัยและปฏิบัติไปตามธรรม

รวมทั้งรู้จักวางเฉยสงบใจมองดู ไม่เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงในเมื่อไม่มีกิจที่ควรทำ เพราะเขารับผิดชอบตัวได้ดีแล้ว เขาสมควรรับผิดชอบตนเอง หรือเขาควรได้รับผลอันสมกับความรับผิดชอบของตน

อุเบกขานั้นสำคัญนัก เป็นธรรมที่เชื่อมต่อด้านความรู้สึกกับด้านความรู้ จึงมาด้วยกันกับปัญญา เป็นตัวให้โอกาสแก่ปัญญาที่เข้ามาทำงาน จึงดูว่าเฉย เป็นกลาง ตั้งหลักไว้และตั้งหลักได้ คือเป็นเวลาที่ปัญญาจะมองได้แจ่มแจ้งชัดเจนนั่นเอง

ใครมีธรรมครบ 4 ข้อ ถ้าปฏิบัติถูกต้อง ก็จะมีใจที่แผ่กว้างขวางครอบคลุมสรรพสัตว์ หรือคนสัตว์ทุกถ้วนหน้า เป็นจิตใจที่สากล

ที่ว่าเป็นสากลครอบคลุมทั้งหมดนั้น นอกจากทั่วทุกตัวตนเสมอกันแล้ว ก็เพราะครบทุกสถานการณ์ ซึ่งมีวีธีดูง่ายๆ ดังนี้

1. เมตตา มีต่อคนสัตว์ ในสถานการณ์ที่เขาอยู่เป็นปกติ

2. กรุณา มีต่อคนสัตว์ ในสถานการณ์ที่เขาตกทุกข์เดือดร้อน

3. มุทิตา มีต่อคนสัตว์ ในสถานการณ์ที่เขาได้ดีมีสุขเจริญยิ่งขึ้น

4. อุเบกขา มีต่อคนสัตว์ ในสถานการณ์ที่เขาพึงรับผิดชอบกรรมที่เขาทำ

การที่เรามีธรรมชุดนี้ สาระก็อยู่ที่ต้องการให้เพื่อนร่วมโลกหรือร่วมสังคมมีความสุข ให้คนอื่นสัตว์อื่นทุกคนทุกตนเป็นสุขกับเราด้วย

ถ้ามีธรรมชุดนี้ ความสุขของเขา ก็เป็นความสุขของเราด้วย เช่น เมตตาคืออยากให้เขาเป็นสุข พอเห็นเขาเป็นสุข เราก็เป็นสุขด้วย จึงเป็นความสุขร่วมกัน

แล้วก็ชัดด้วยว่า ภาวะจิตดีเพื่อสังคมชุดนี้ กลับไปหนุนภาวะจิตดีเพื่อชีวิตให้พัฒนามากขึ้น เช่น เราช่วยเขาได้ เราก็ยิ่งอิ่มใจปลื้มใจ มีความสุข แล้วใจเราก็สงบ (ทั้งสี่ข้อนี้ ใช้ฝึกสมาธิได้หมด)

ทั้งนี้ ไม่ใช่สุขเรื่อยเปื่อย แต่ให้สุขในความดีงามถูกต้องชอบธรรม หรือมีสุขที่เป็นธรรม เฉพาะอย่างยิ่งให้เป็นความสุขที่เกื้อหนุนการพัฒนาชีวิตของเขาเอง และไม่ใช่สุขเฉพาะตัว แต่เอื้อให้ทั้งโลกเป็นสุข

ขอบคุณภาพจาก www.ligminchalearning.com
Read more ...

ทำไมญี่ปุ่นพัฒนาเร็วกว่าไทย?

6 ก.ย. 2558
โดย FBกานดา นาคน้อย https://goo.gl/JqIrY7

ก) คนญี่ปุ่นมีนิสัยละเอียดและคิดเป็นระบบ ไม่คิดแค่ซื้อมาขายไป ญี่ปุ่นมีตลาดขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าก่อนสหรัฐฯถึง 100 กว่าปี มีมา 300 กว่าปีแล้ว ไทยเพิ่งมี 10 ปีเอง

ข) คนญีปุ่นไม่ถือคติ"เลือดข้นกว่าน้ำ" ถ้ามีลูกไม่เก่งก็รับคนเก่งมาเป็นลูกบุญธรรมหรือลูกเขยเพื่อให้บริหารธุรกิจ แนวคิดนี้วิวัฒนาการมาเป็นการบริหารโดยมืออาชีพคล้ายแนวคิดตะวันตก

ค) นายทุนญี่ปุ่นอยากพัฒนาอุตสาหกรรมแบบตะวันตก เลยผลักดันการก่อตั้งมหาลัยก่อนไทยหลายทศวรรษ มีทั้งแบบเลียนแบบมหาลัยไอวีลีคและแบบวิทยาลัยศิลปศาสตร์ ไม่ได้เลียนแบบแค่สหรัฐฯ มีเลียนแบบประเทศยุโรปด้วย นายทุนอุตสาหกรรมญี่ปุ่นเหมือนนายทุนอุตสาหกรรมอเมริกันในภาคเหนือที่เห็นมหาวิทยาลัยเป็นสถานที่สร้างคนสร้างแรงงานมีทักษะเพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมเพื่อส่งออกสินค้า (นายทุนญี่ปุ่นไม่เห็นมหาลัยเป็นโรงงานผลิตคนรับใช้)

ส่วนนายทุนไทยคิดเหมือนนายทุนเกษตรกรรมอเมริกันในภาคใต้ที่มีทาส มีทาสแรงงานถูกก็ขยายการเกษตรเพื่อส่งออกสินค้าเกษตรไปอังกฤษ ไม่ยอมเสี่ยงลงทุนพัฒนาสินค้าอุตสาหกรรมแบบนายทุนอเมริกันภาคเหนือ

ง) คนญีปุ่นไม่นับถือผี แม้เคยเชื่อว่าจักรพรรดิเป็นลูกพระเจ้า มีวัฒนธรรมติดสินบนพระเจ้าตามศาลเจ้าเล็กน้อยแต่ไม่มากเท่าคนไทยติดสินบนภูติผีปิศาจ เป็นจารีตนิยมที่เชื่อในการทำงานพากเพียรมากกว่าคนไทยมาก

ขอบคุณภาพจาก http://www.wegointer.com/2014/06/yjapanese/
Read more ...

การทำงานให้สำเร็จ

29 ส.ค. 2558
ที่มา pantip 

ข้อคิดเตือนใจ โดยพระมหาสมปอง

การทำงานให้สำเร็จ มิใช่อยู่ที่แรงถึงอย่างเดียว

แต่อยู่ที่ความตั้งใจแน่วแน่ไม่เปลี่ยนแปลง

ไม่ละสายตาไปจากเป้าหมาย
Read more ...

เพจแจกของรางวัลปลอม ๆ ตัน พาไปสกลที v.2

29 ส.ค. 2558

เขียนเมื่อ 29 ส.ค.2558 เวลา 13.17 น.

เพจตัน พาไปสกลที v.2 โพสต์ข้อความแจกไอโฟน6 จำนวน 100 เครื่อง โดยให้ลูกเพจกดไลค์ กดแชร์ พิมพ์ชื่อนามสกุลในช่องคอมเม็นท์ เพื่อเสี่ยงโชครอรับไอโฟน 6

ปรากฎว่า ใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมง มีผู้

- กดไลค์ จำนวน 42,000 คน
- กดแชร์ จำนวน 34,000 คน
- คอมเม็นท์ จำนวน 32,000 ข้อความ

ทั้งที่มองดูผ่าน ๆ ก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าเพจนี้เป็นเรื่องทำเล่นขำ ๆ ไม่ได้เป็นเรื่องจริงใด ๆ
แต่กลับกลายเป็นว่า มีคนจำนวนนับหมืนหลงเชื่อ ทำตามที่เพจกำหนด เพื่อหวังผลรางวัลเป็นโทรศัพท์มือถือ

ผมได้แง่คิดว่า คนเราถ้ามีผลประโยชน์ที่ถูกใจมาก ๆ มาล่อ ต่อให้เป็นเรื่องน่าอดสูใจแค่ไหน คนเราก็ยอมทำเพื่อผลประโยชน์เหล่านั้น

ผมก็เชื่อว่า ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ตอนนี้ถูกหลอกให้ทำเพื่อผลประโยชน์คล้าย ๆ กันนี้ แต่ที่ผมยังทำสิ่งต่าง ๆ อยู่นี้ ก็เพราะผมมองไม่ออกถึงสิ่งหลอกลวงที่ถูกสร้างขึ้น ก็ได้แต่ศึกษาหาความรู้ต่อไปเพื่อให้มองเห็นกับดัก สิ่งหลอกลวงเหล่านั้น

เรื่องนี้คงต้องใช้ปัญญาในทางพระพุทธศาสนาในการมองสิ่งหลอกลวง ล่อลวงเหล่านี้

ประเด็นนี้ตรงกับ คลิปวีดีโอที่บุคคลท่านนี้กล่าวไว้ ตามคลิปด้านล่าง เกี่ยวกับการถูกล่อลวงจากธรรมชาติในการมีชีวิตรอดของแมลง และสัตว์อื่น ๆ รวมถึงคนเราด้วย
Read more ...

เว็บไซต์รถหาย ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

28 ส.ค. 2558
เปลี่ยนแปลงชื่อเว็บไซต์ของศูนย์ปราบปรามการโจรกรรมรถ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็น

www.รถหาย.com
Read more ...

สรุปย่อคดีทุจริตธนาคารกรุงไทย

28 ส.ค. 2558
กรณีศาลพิพากษาคดีทุจริตของธนาคารกรุงไทย

สรุปโดยผู้ใช้ facebook ชื่อ Phawinee Buraphawithidham ลิงก์ https://goo.gl/lYv8Jv

กระผมขออนุญาตคัดลอกข้อความมาปรับเปลี่ยนบางส่วนเพื่อเผยแพร่ ดังนี้

1. กฤษดานครติดแบล็คลิสต์ ไม่มีสิทธิกู้ ในวงการการเงิน เป็นที่รู้ทั่วกัน

2. กฤษดานคร จึงตั้งบริษัทใหม่ใช้ชื่ออื่นมากู้ เพื่อไปทำโปรเจ็คอภิมหาอลังการ ตามที่คิดขึ้นมาได้

3. กู้เกือบหมื่นล้าน แต่อนุมัติผ่านง่ายๆ ไม่มีความสงสัย การตั้งบริษัทใหม่มากู้ วิธีน่าสงสัยแบบนี้ ทำไมคนใน ธ.กรุงไทย ซึ่งมีความรู้ความสามารถไม่รู้

4. การสอบสวนพบว่าหลังจากปล่อยกู้ผ่าน มีการโอนเงินบางส่วน กระจายไปยังตระกูลนักการเมืองชื่อดัง รายละหลักสิบล้า

5. เงินที่กู้ได้ มิได้นำไปใช้ตามโครงการที่ขอกู้

6. หากฟ้องศาลปกติขึ้น 3 ศาล อาจรอ ถึง15 ปี แต่คดีนี้ฟ้องเป็นคดีนักการเมือง ที่มีศาลเดียว เหตุเกิดปี 51 ฟ้องปี 55 ตัดสิน ปี 58

7. คนที่ถูกฟ้อง แบ่งเป็น 3 พวก

(A) พวกนักการเมือง แลกสินบน ค่าอำนวยความสะดวกแปะเจี๊ยะ สั่งให้ปล่อยกู้ หรือสั่งให้ผ่าน  มีผลประโยชน์ในเงินก้อนนี้
(B) คนของกรุงไทย คนใด ทีมใดมีอำนาจ เสนอ ชงส่งเรื่อง อนุมัติ ฟ้องหมด
(C) ตัวต้นเหตุ ลูกค้าที่ขอกู้ แบบไม่ซื่อตรง

8. ศาลเก็บผลตัดสินเป็นความลับไว้อย่างดี จำเลยที่มาศาล ไม่คาดคิดว่า บุคคลระดับตน จะได้รับโทษจำคุก ถึง 12 ปี 18 ปี พอศาลตัดสินออกมาแบบนี้ ญาติพี่น้องจึงตกใจ เสียใจ สลดใจ ร้องไห้กันระงม
Read more ...

เศรษฐี แปลว่า มีความประเสริฐที่สุด

28 ส.ค. 2558
เศรษฐี แปลว่า มีความประเสริฐที่สุด ประเสริฐที่สุดที่ตรงไหน เศรษฐีนั้นมีธรรมะ รู้ว่าการงานนี้เป็นธรรมะ ก็เลยสนุกในการทำงาน ก็ผลิตได้มาก ผลิตผลได้มาก ครั้นได้มากแล้ว ใช้-กิน-จ่าย แต่พอดี มันก็เหลือมาก เมื่อเหลือก็เอาไปช่วยผู้อื่น 

- พุทธทาสภิกขุ


ขอบคุณภาพจาก http://kalyanamitra.org/2554/chadok_detail.php?page=16
Read more ...

ปัญหาของสังคมไทย

28 ส.ค. 2558

เขียนเมื่อ 28 ส.ค.58

- คนมีอำนาจสนับสนุนแต่คนใกล้ตัว ลูกน้องสนิท และญาติพี่น้อง 

- รักความสบาย ไม่ให้ความสำคัญกับความเพียรพยายาม

- โง่งมงายเรื่องไสยศาสตร์ อิทธิฤทธิ์ ปราฏิหารย์

- เล่นสนุกสนานไม่ถูกกาละเทศะ ไม่แยกแยะเรื่องจริง เรื่องเล่น

- หลอกตัวเองว่าเป็นประเทศที่โลกดีกว่าประเทศอื่นในโลก

- ระบบเส้นสาย ทำให้คนไม่ทำงาน เพราะคนรู้ว่าทำไปไม่เกิดประโยชน์ต่อตัวเอง สุดท้ายทุกคนไปวิ่งเต้นหาเส้นสายหมด บ้านเมืองจึงไม่พัฒนา


Read more ...

วิธีหาเงินของคนชอบศึกษาหาความรู้

27 ส.ค. 2558
เขียนเมื่อ 27 ส.ค.2558

ผมขอแนะนำอาชีพเสริม สำหรับคนที่ชอบศึกษาหาความรู้ ชอบอ่านเรื่องราวต่าง ๆ ในโซเชียลเน็ตเวิร์คต่าง ๆ ให้นำความรู้ ความคิดที่ได้จากการอ่านสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น มาสรุปแล้วเขียนลงบล็อคส่วนตัว เพื่อให้คนอื่นได้อ่านเรื่องราวดี ๆ เหล่านั้น

มันจะได้ประโยชน์ต่อสังคม ในเรื่องการเจริญงอกงามของความรู้ที่มันแตกแขนงออกมาจากความรู้ที่เราได้รับมา และได้ประโยชน์ต่อส่วนตัว เป็นการฝึกฝนการคิดอย่างเป็นระบบ ทำให้เราฉลาดขึ้น สามารถเรียบเรียงถ้อยคำต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ทำให้พูดเก่งขึ้น คิดเป็นระบบขึ้น

และที่สำคัญสามารถสร้างเม็ดเงินให้กับเราจากการติดโฆษณาที่ด้านข้างของบล็อคที่เราเขียนได้ด้วย

ดีกว่าไปเขียนอะไรในเว็บของคนอื่น แต่เราไม่ได้ค่าโฆษณา เจ้าของเว็บไซต์ได้ค่าโฆษณาร่ำรวยกันไป

ขอบคุณภาพจาก  www.leadership-idn.com/ 
Read more ...

ความคิดดี ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา การไม่จดบันทึกทำให้ความคิดดี ๆ สูญหายไป

27 ส.ค. 2558
เขียนเมื่อ 27 ส.ค.2558

โดยปกติคนเราก็จะคิดโน่นคิดนี่อยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว

มีทั้งความคิดที่ดีและความคิดที่ไม่ดี

บางความคิดสามารถสร้างให้คน ๆ นั้น เป็นมหาเศรษฐีระดับโลกได้ ถ้าสามารถนำไปปฏิบัติได้

ผมเชื่อว่า ความคิดดี ๆ ที่คนสำคัญของโลกเคยคิดและนำไปปฏิบัติ จนสร้างให้เขาเป็นคนระดับโลก ต้องมีคนเคยคิดมาก่อนแน่นอน แต่คนที่คิดได้ก่อนเหล่านั้น ไม่ได้จดบันทึกและสร้างการปฎิบัติให้ความคิดเหล่านั้นเกิดเป็นผลขึ้นมา

การจดบันทึกความคิดดี ๆ เจ๋ง ๆ จึงสำคัญมาก เพราะเป็นบันไดขั้นแรกในการแปรเปลี่ยนความคิดซึ่งไม่มีตัวตน ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง ที่สามารถจับต้องได้ และสามารถนำมาอ่านทบทวนความคิดได้ แม้เวลาผ่านไปนานนับปีแล้วก็ตาม

อย่าลืมจดบันทึกความคิดดี ๆ กันไว้เยอะ ๆ นะครับ

ขอบคุณภาพจาก www.perfecttranslator.com/Alieo
Read more ...

วิธีใช้เงินซื้อตำแหน่ง ระบบเส้นสายที่ทำลายประเทศไทย

27 ส.ค. 2558
เขียนเมื่อ 27 ส.ค.2558

วิธีการใช้เงินสร้างเส้นสายของราชการไทย  คือ

- เข้าไปหาผู้ใหญ่ที่มีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายซึ่งเคยรู้จักกันมาก่อน (อาจเป็นเจ้านายเก่า หรือเคยร่วมงานกัน)
- เอาเงินไปให้ อ้างว่า ต้องการดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายในการดูแลลูกน้องคนผู้มีอำนาจ
- ครั้งแรกคนมีอำนาจ จะไม่รับ เพราะดูน่าเกลียด แต่ถ้ายืนยันหนักแน่นว่าต้องการดูแลลูกน้องของเขาจริง ๆ เขาก็จะรับ
- เมื่อเอาเงินไปให้หลาย ๆ ครั้ง จะเกิดความสนิทสนมระหว่างคนให้และคนรับ
- ผู้มีอำนาจจะโทร.หาคนวิ่งเต้น และใช้งานต่าง ๆ เช่น ไปทำธุระส่วนตัวไม่เกี่ยวกับงานให้, ซ่อมรถ, ซื้ออาหารกลางวันไปฝาก เป็นต้น
- เมื่อถึงเวลาแต่งตั้งโยกย้าย ผู้มีอำนาจจะสอบถามว่าต้องการตำแหน่งไหน และจะจัดการให้
- สุดท้ายคนจ่ายเงินดูแลผู้มีอำนาจจะเจริญก้าวหน้ากว่าคนอื่น
จบข่าว ประเทศไทย
Read more ...

ทึ่ง!ฝรั่งออสซี่จิตอาสา เก็บขยะชายหาดประจวบฯมากว่า10ปี

17 มิ.ย. 2558
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 มี.ค. 2555 20:30

น่านับถือ... ฝรั่งออสซี่ อดีตทหาร จีไอ ใช้เวลาว่างร่วมกับภรรยาชาวไทย และสุนัขอีก 2 ตัว เดินเก็บขยะชายหาดอ่าวประจวบฯ ทุกวัน มากว่า 10 ปี เพราะอยากเห็นชายหาดสวยงาม โอดเก็บทุกวัน แต่ขยะไม่เคยน้อยลงเลย ...

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 23 มี.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านริมถนนเลียบชายทะเลด้านหน้าโรงแรมหาดทองใน เขตเทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์ ว่า พบชาวต่างชาติเดินเก็บขยะบริเวณชายหาดพร้อมภรรยา และสุนัข 2ตัว เป็นประจำ จึงเดินทางไปตรวจสอบ พบมิสเตอร์โรเบิร์ต หรือ บ๊อบ เคเนดี้ อายุ 64ปี สัญชาติออสเตรเลีย พร้อมภรรยาชาวไทย นางสินจัย เคเนดี้ อายุ 49 ปี ชาว อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี และสุนัขพันธุ์ไทยอีก 2 ตัว กำลังเก็บขยะใส่ถุงพลาสติกที่บริเวณชายหาดอ่าวประจวบคีรีขันธ์ ด้านหน้าโรงแรมหาดทอง โดยใช้รถซาเล้ง ยี่ห้อฮออนด้า เวฟ 100 สีน้ำเงินหมายเลขทะเบียน กลร 222 ประจวบคีรีขันธ์ เป็นพาหนะในการเดินทาง

นายโรเบิร์ต กล่าวเป็นภาษาไทยว่า ตนและภรรยาพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 2/8 หมู่บ้านสันติสุข ในเขตเทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์ อดีตเคยเป็นทหารจีไอ รบในประเทศเวียดนาม และเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ตรวจหนังสือเดินทางประจำสนามบินดอนเมือง หลังจากเกษียณอายุราชการ มีความรักและผูกพันกับประเทศไทย เนื่องจากคนไทยมีน้ำใจ อัธยาศัยดี มีธรรมชาติที่สวยงาม จึงเดินทางมาซื้อบ้านพักอาศัยที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมภรรยา และใช้เวลาว่างในช่วงเช้าและช่วงบ่ายได้ออกเดินเก็บขยะบริเวณชายหาดอ่าวประจวบคีรีขันธ์ อ่าวน้อย อ่าวมะนาว ในกองบิน 5 ชายหาด ด้านหน้าอุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ ในพื้นที่ ต.คลองวาฬ และบริเวณถนนสาธารณะ

"เป็นภารกิจประจำวันทุกวันนานต่อเนื่องกว่า 10 ปี โดยถือว่าเป็นการเดินออกกำลังกาย และบางครั้งคนไทยที่เป็นนักท่องเที่ยวได้ออกมาร่วมกันเก็บขยะ เพื่อทำให้ชายหาดของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีความสวยงาม และลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่ควรรอให้เป็นภาระของทางราชการที่รับผิดชอบในพื้นที่นั้นๆ แต่แปลกใจว่าหลังจากเก็บขยะมานานนับสิบปี จำนวนขยะแต่ละวันไม่เคยลดน้อยลง” นายโรเบิร์ต กล่าว.
Read more ...

หนุ่มสเปนจิตอาสา เดินเก็บขยะชายหาดกระบี่-จนท. ปักธงแดงทะเล

17 มิ.ย. 2558


โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 มิ.ย. 2558 14:29

http://www.thairath.co.th/content/505681

จนท. ปักธงแดงทะเลกระบี่ บริเวณชายหาดคลองแห้ง หรือหาดนพรัตน์ธารา เตือนนักท่องเที่ยว เพิ่มความระวังในการเล่นน้ำ หลังคลื่นลมแรง ทึ่ง! หนุ่มสเปน เดินเก็บขยะ หลังมาดำน้ำแล้วพบว่า มีการทิ้งขยะเกลื่อนหาด ...

เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 58 เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ติดธงแดง บริเวณชายหาดคลองแห้ง หรือหาดนพรัตน์ธารา หน้าที่ทำการอุทยานฯ หลังช่วงนี้มีคลื่นลมพัดแรงต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงน้ำขึ้น และมีลมแรง คลื่นลมในทะเลจะมีกำลังแรงพัดเข้าฝั่งอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตือนนักท่องเที่ยวให้เพิ่มความระมัดระวังในการเล่นน้ำทะเล

โดยวันนี้ มีคลื่นแรงพัดเข้าปะทะกับแนวกันคลื่นตลอดแนวยาวกว่า 2 กม. ส่งผลให้แนวกันคลื่นที่ชำรุดจากการถูกคลื่นซัดเสียหาย เมื่อมรสุมที่แล้ว เริ่มเสียหายหนักมากขึ้น อย่างไรก็ตาม จากภาวะคลื่นลมและมีฝนตกต่อเนื่อง ก็ทำให้มีนักท่องเที่ยวลดลงอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนี้ บริเวณริมชายหาดนพรัตน์ธารา หรือหาดคลองแห้ง ยังพบ นายเปาโล อายุ 29 ปี สัญชาติสเปน เดินเก็บขยะริมชายหาด หลังจากได้เดินทางมาเที่ยวประเทศไทย และมาสอนดำน้ำอยู่ในพื้นที่ ต.อ่าวนาง โดยเดินเก็บขยะแบบนี้ มากว่า 1 สัปดาห์แล้ว ซึ่งวันนี้ นายเปาโล ได้ร่วมกับอาสาสมัครกลุ่มชาคฮีโร่ ซึ่งมีชาวไทย และชาวต่างชาติรวมกลุ่มกันประมาณ 10 คน ร่วมกันเก็บขยะด้วย

นายเปาโล เผยว่า มาเมืองไทยประมาณ 1 เดือนแล้ว โดยมาสอนดำน้ำ หลังจากได้ลงไปดำน้ำในทะเล และเดินตามชายหาด พบว่ามีขยะอยู่จำนวนมาก ทำให้เกิดความไม่สบายใจ เพราะส่งผลเสียต่อแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดกระบี่ จึงได้ออกเก็บขยะตามจุดต่างๆ และทราบว่า มีกลุ่มอาสาสมัครชาวไทย และต่างชาติ ร่วมกันเก็บขยะอยู่แล้ว จึงตามหาจนมาเจอ และร่วมเก็บขยะด้วย ซึ่งหลังจากทำมาได้ระยะหนึ่งก็ทำให้สบายใจ ที่เห็นแหล่งท่องเที่ยวสะอาดขึ้น.
Read more ...

แนวทางการใช้ชีวิต

17 มิ.ย. 2558
เขียนเมื่อ 17 มิ.ย.58

1. อย่าทำลายความหวังของใคร เพราะทั้งชีวิตเขาอาจเหลืออยู่แค่นั้นก็ได้

2. เมื่อมีคนเล่าว่าเขามีส่วนร่วมในเหตุการณ์สำคัญ จงเป็นผู้ฟังที่ดี อย่าไปคุยทับ อย่าไปขัดคอ

3. จงตั้งใจฟังให้ดี โอกาสทองบางทีมันก็มาถึงแบบแว่วๆเท่านั้น

4. อยุดอ่านคำอธิบายสถานที่ทางประวัติศาสตร์ ตามทางบ้าง เพราะมีอะไรดี ๆ บางอย่างซ่อนอยู่

5. จะคิดทำการใด จงคิดการให้ใหญ่เข้าไว้ แต่ให้เติมความสนุกสนานลงไปด้วยเล็กน้อย

6. หัดทำสิ่งดี ๆ ให้กับผู้อื่น จนเป็นนิสัย โดยไม่จำเป็นต้องให้เขาได้รับรู้

7. จงจำไว้ว่าข่าวทุกชนิดล้วนถูกบิดเบือนมาแล้วทั้งนั้น

8. เวลาเล่นเกมกับเด็ก ๆ ก็จงปล่อยให้เด็กชนะไปเถอะ

9. ใครจะวิจารณ์เรายังไงก็ตาม อย่าเสียเวลาไปโต้ตอบ แต่ให้ปรับปรุงตนเอง

10. จงให้โอกาสผู้อื่น เป็นครั้งที่สอง แต่อย่าให้ถึงสาม

11. อย่าไปวิจารณ์นายจ้าง ถ้าทำงานไม่มีความสุขก็ลาออกดีกว่า

12. ทำตัวให้สบาย ๆ อย่าคิดมาก ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายแล้ว อะไร ๆ ก้ไม่สำคัญอย่างที่เราคิดไว้แต่แรกหรอก

13. ใช้เวลาให้น้อย ๆ ในการคิดว่า ใครผิด แต่ใช้เวลาให้มากในการคิดว่า อะไร เป็นสิ่งที่ผิด

14. จงจำไว้ว่าเราไม่ได้ต่อสู้กับ คนโหดร้าย แต่กำลังสู้กับ ความโหดร้าย ในตัวคน

15. โปรดคิด คิด คิด และคิดให้รอบคอบ ก่อนที่จะให้เพื่อนเรา มีภาระในการเก็บรักษาความลับ

16. ยอมที่จะแพ้ในสงครามย่อย ๆ เมื่อการแพ้นั้นจะทำให้เราชนะในสงครามใหญ่

17. เป็นคนถ่อมตน จำไว้ว่าคนอื่นทำอะไรต่อมิอะไรสำเร็จกันมามากมายก่อนเราเกิดเสียอีก

18. ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานะการณ์เลวร้ายสักเพียงใด จงสุขุมเยือกเย็นเข้าไว้

19. มีมารยาทและอดทนกับคนสูงวัยกว่าเสมอ

20. อย่าให้ปัญหาของเราต้องทำให้คนอื่นเบื่อหน่าย ถ้ามีใครถามว่า เป็นไง ตอบไปเลยว่า สบายมาก

21. อย่าพูดว่าเรามีเวลาไม่พอ เพราะทุกคนในโลกก็มีเวลาวันละ 24 ช.ม เท่ากัน

22. จงเป็นคนใจกล้าและเด็ดเดี่ยว เมื่อเหลียวไปดูอดีต เราจะเสียใจในสิ่งที่ควรทำแล้วไม่ได้ทำ มากกว่าเสียใจในสิ่งที่ทำไปแล้ว

23. จริงจังและเคี่ยวเข็ญต่อตนเองให้มาก แต่จงอ่อนโยนและผ่อนปรนต่อผู้อื่น

24. ประเมินตนเองด้วยมาตรฐานตนเอง ไม่ใช่มาตรฐานคนอื่น

25. ให้ความนับถือแก่ทุกคนที่ทำงานเพื่อเลี้ยงชีพโดยสุจริต ไม่ว่างานนั้นจะดูแย่แค่ไหน ในสายตาคนรอบข้าง

26. คำนึงถึงการมีชีวิตให้ กว้างขวาง มากกว่าการมีชีวิตเพื่อ ยืนยาว

27. บางครั้ง ! อย่าไปหวังเลยว่าในชีวิตนี้จะมีความยุติธรรม

28. ว่ากันว่า มี 3 สิ่งที่ไม่ควรถูกทำให้แตกหรือทำลาย ได้แก่ ของเล่นเด็ก คำสัญญา และจิตใจของใคร ๆ ก็ตาม
Read more ...

ความเข้าใจผิด เรื่อง การปล่อยวาง

13 มิ.ย. 2558
โดย พุทธสามัคคี  https://goo.gl/TAsPcG

 เราจะคิดอย่างไรหากพบกรณีอย่างนี้

- เด็กปล่อยห้องรกเป็นรังหนู ขยะเกลื่อน พอผู้ใหญ่เตือนก็บอก อย่าไปยึดมั่นถือมั่น ต้องรู้จักปล่อยวาง ทุกอย่างอยู่ที่ใจ

- โจรใต้ต้องการแบ่งแยกดินแดน แล้วมีคนพูดว่า ทุกอย่างเป็นอนัตตา ไม่ใช่ของของเรา อย่าไปยึดมั่นถือมั่น ต้องรู้จักปล่อยวาง ยกให้เขาไปเถิด

- มีคนลบหลู่ดูหมิ่นพระรัตนตรัยอย่างรุนแรง แล้วมีชาวพุทธบางคนบอกช่างเขา ปล่อยเขาทำไป ต้องรู้จักปล่อยวาง อย่าไปยึดมั่นถือมั่น สำคัญที่ใจ

- คนยากจนไม่ยอมทำงาน คอยแต่ขอความช่วยเหลือจากคนอื่น มีคนไปบอกให้หางานทำ เขาก็บอกว่าอย่าติดวัตถุ ต้องรู้จักปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น

- พุทธศาสนิกชนในไทยเหลือน้อยลงทุกที ถ้าปล่อยต่อไปพุทธอาจสูญจากไทยเหมือนอินเดีย แล้วชาวพุทธบางคนบอกมันก็เป็นอย่างนี้แหละ ทุกอย่างไม่เที่ยง ต้องเสื่อมสูญไปเป็นธรรมดา ปล่อยมันไปไม่ต้องทำอะไร

ความจริงธรรมะมีทั้งระดับโลกียะเพื่อการดำรงอยู่ในโลกนี้และระดับโลกุตตระเพื่อความหลุดพ้น คนบางคนแยกไม่ออก เอาธรรมะระดับโลกุตตระมาใช้กับเรื่องโลกียะ พูดให้ดูเหมือนเท่มีหลักการ แต่ความจริงคือ การดูดาย ความไม่รับผิดชอบ

*** ปัจฉิมโอวาทของพระพุทธเจ้าก่อนปรินิพพานพระองค์ยังทรงรับสั่งให้ชาวพุทธบำเพ็ญประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเลย พระองค์ไม่ได้สอนให้ชาวพุทธดูดาย ไม่รับผิดชอบ ***

เห็นใครที่ใช้ธรรมะผิดระดับ พูดเรื่องปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น แต่ศีล 5 ยังไม่ครบ สมาธิภาวนาไม่ค่อยได้ทำ ให้ช่วยกันสอนให้เขาเข้าใจเรื่องความรับผิดชอบ การทำหน้าที่ของตนด้วย ถ้าเราปล่อยให้ความเห็นผิดเรื่องการปล่อยวาง ซึ่งจริงๆ คือ การดูดาย ไม่รับผิดชอบ ขยายวงกว้างออกไป จะเป็นเหตุให้พระพุทธศาสนาเสื่อมสูญจากประเทศไทยไปได้เช่นกัน คนเราถ้าไม่รับผิดชอบต่อประเทศ ประเทศก็ล่มสลายได้ ไม่รับผิดชอบต่อตนเอง ก็จะลำบากยากจนไปตลอดชาติ

คนที่จะพูดคำว่าไม่ยึดมั่นถือมั่น ปล่อยวาง ไม่ยึดติดวัตถุมุ่งแต่จิตใจได้นั้น อย่างน้อยที่สุดต้องเป็นคนที่มีศีล 5 ครบบริบูรณ์ หมั่นเจริญสมาธิภาวนาอย่างจริงจัง จนใกล้จะหลุดพ้น เข้าสู่ภูมิอริยบุคคลแล้ว

ถ้าศีลยังไม่รักษา สมาธิยังไม่นั่ง แล้วอะไรเกิดขึ้นก็พูดช่างมัน ไม่ยึดติด ก็คือ การหนีความจริง การไม่รับผิดชอบ ทั้งยังเกียจคร้านอีกด้วย
Read more ...

“น็อต” อดิศักดิ์ กลิ่นโกสุมภ์ “สร้างสนามฟุตบอลกลางทุ่งนาให้เด็กเตะเล่น

8 มิ.ย. 2558


จากเว็บไซต์สนุกดอดคอม http://sport.sanook.com/151537/ เมื่อ 28 พ.ค.2558

อดิศักดิ์ กลิ่นโกสุมภ์ วัย 22 ปี นักฟุตบอลตำแหน่งกองกลางจากสโมสร ชัยนาท ฮอร์นบิล

มาจากบ้านบัวชุม ต.บัวชุม อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี

ใช้พื้นที่ที่บ้านเดิม สร้างสนามฟุตบอลให้เด็กแถวบ้าน ใช้เตะฟุตบอลกัน เพื่อให้เด็กได้เตะฟุตบอล สร้างโอกาสให้กับตัวเด็กเองต่อไป
Read more ...

โอวาทสี่ ของท่านเหลี่ยวฝาน

2 มิ.ย. 2558
ฟังเสียงอ่านบทความ หรืออ่านบทความ โอวาทสี่ ของท่านเหลี่ยวฝาน
ถอดความโดย เจือจันทน์ อัชพรรณ (มิสโจ)

ตามลิงก์ด้านล่าง

http://www.watconcord.org/miscellaneous/60-2011-02-16-16-11-11

บทนำ
ก่อนเริ่มเรื่อง
โอวาทข้อที่ 1 การสร้างอนาคต
โอวาทข้อที่ 2 วิธีแก้ไขความผิด 3 ประการ
โอวาทข้อที่ 3 วิธีสร้างความดี 8 ประการ
โอวาทข้อที่ 4 การถ่อมตน

"...คนทำความดีมากๆ แล้ว ชะตาชีวิตจักทำอะไรได้ โหราศาสตร์นั้น หยั่งไม่ถึงกรรมดีกรรมชั่วของคนเราหรอก วิชาโหราศาสตร์ จึงยึดถือเป็นบรรทัดฐานไปหมดมิได้ เพราะคนดีนั้น ถึงแม้ชะตาชีวิตจะบ่งไว้ว่าไม่ดีอย่างไร แต่พลังแห่งกุศลกรรมนั้น ใหญ่หลวงนัก สามารถพลิกความคาดหมายของโหราศาสตร์ได้ คนจน ก็กลายเป็นคนรวยได้ คนอายุสั้นก็กลายเป็นคนอายุยืนได้ ในทำนองเดียวกัน คนที่สร้างอกุศลกรรมอย่างหนักไว้ ชะตาชีวิตก็ไม่สามารถผูกมัดเขาไว้ได้เช่นกัน แม้จะถูกลิขิตมาว่า จะได้ดีมีสุขอย่างไร แต่พลังแห่งอกุศลกรรมนั้นหนักนัก ย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงความสุขเป็นความทุกข์ ความมีลาภยศ กลายเป็นหมดลาภยศ ความอายุยืน ก็กลายเป็นอายุสั้นได้เช่นกัน..."
Read more ...

ทำอาหารอร่อยๆ วันละ 300 กล่อง เพื่อมาแจกฟรีให้คนยากไร้ ทำมา 3 ปีแล้ว

5 พ.ค. 2558
คุณ อัมพาพันธ์ อมรวานิชย์ อายุ 61 ปี หรือ คุณจ๋า นักธุรกิจเจ้าของห้างผ้าโชคดี ถนนชมพูพล ต.ท่าวัง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ได้นำข้าวสวยพร้อมน้ำพริกและไข่ต้มและเมนูเจต่างๆ วันละ 300 กล่อง มาแจกฟรีให้ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ทำแบบนี้มา3ปีแล้ว
Read more ...

เมดอินไทยแลนด์ 2010 - 2014 : SUPERCUT

4 พ.ค. 2558
โดยช่องยูทูป นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ https://www.youtube.com/watch?v=t_0sTfxHSMc

Published เมื่อ Oct 5, 2014
4 ปีที่ผ่านมา... คนไทยผ่านวิกฤติเซอร์เรียลอัลไลมาบ้าง
เรามาร่วมรำลึกกัน / 2 นาทีครึ่งแห่งความเวรี่ไทย
supercut by นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์

บทความนี้เขียนขึ้นเมื่อ 4 พ.ค.2558 เวลา 14.37 น.

Read more ...

ทางไปสู่ความสำเร็จ

22 เม.ย. 2558
เมื่อ 23 เม.ย.2558

1. กำหนดเป้าหมาย
2. ตัดสิ่งไม่เกี่ยวข้องออกไป
3. เขียนสิ่งที่จะทำเพื่อเป้าหมายทุกเช้า
4. ทำตามแผนที่เขียนไว้
Read more ...

วิธีการเพื่อความสำเร็จ

21 เม.ย. 2558
เมื่อ 21 เม.ย.2558

วิธีทำเพื่อความสำเร็จ คือ ออกจากพื้นที่เฉื่อยชาซะ

Read more ...

เป้าหมาย

21 เม.ย. 2558
สุภาษิตยิว
สร้างบทความนี้ เมื่อ 21 เม.ย.2558

จงตั้งเป้าหมายให้สูงถึงดวงอาทิตย์
แม้ไปไม่ถึงดวงอาทิตย ก็ยังถึงดวงจันทร์
แม้ไม่ถึงดวงจันทร์์ ก็ยังถึงดวงดาว

ซึ่งดีกว่าคนไม่มีเป้าหมายใด ๆ เลย


Read more ...

ผ่าต้นทุน"ข้าวลายจุด"เวอร์ชัน1 เลิกขายเพราะ"ขาดทุน"จริงหรือ?!

21 เม.ย. 2558
โดยข่าวสด เมื่อ 20 เม.ย.2558

กรณีที่นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ “บก.ลายจุด” รับซื้อข้าวจากชาวนาในราคาเกวียนละ 15,000 บาท ซึ่งลักษณะเดียวกับโครงการรับจำนำข้าว เพื่อนำมาจำหน่ายโดยใช้ชื่อว่า “ข้าวลายจุด” ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ในราคาถุงละ 200 บาท

โดยหลังจากออกวางจำหน่ายได้ไม่นาน พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นว่า "ข้าวลายจุด" นั้น เป็นจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์การเมือง และมองว่าการขายข้าวทุกชนิดทุกพันธุ์ในราคาเกวียนละ 15,000 บาท เป็นไปไม่ได้ เพราะจะทำให้กลไกตลาดได้รับความเสียหาย

กระทั่งล่าสุดเมื่อวันที่ 18 เม.ย. ที่ผ่านมา นายสมบัติได้ประกาศหยุดผลิตและจำหน่ายข้าวลายจุชั่วคราว ด้วยเหตุผลว่าต้องการยกระดับมาตรฐานในเชิงพาณิชย์มากขึ้น ในขณะที่หลายฝ่ายให้ความเห็นว่า เป็นเพราะ "ขาดทุน" เสียมากกว่า

เพื่อคลายข้อสงสัยก่อนปิดฉาก "ข้าวลายจุด" เวอร์ชั่นแรก นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกระเด็นข้างต้น โดยระบุว่า

"ข้าวสาร ลายจุด" กำลังดัง "พานทองแท้" เลยขอเกาะกระแส สัมภาษณ์ บก.ลายจุด ด้วยตัวเองเลยครับ..!!

พี่หนูหริ่ง(สมบัติ บุญงามอนงค์) หรือที่หลายคนเรียกว่า บก.ลายจุด ได้เปิดใจถึงเหตุผลที่รับซื้อข้าวจากชาวนาเกวียนละ 15,000บาท ไว้อย่างน่าสนใจดังนี้

ตั้งแต่คสช.เข้ามาปกครองประเทศ ตนเองถูกจับกุมตัวไปปรับทัศนคติ ถูกอายัดบัญชีธนาคาร ทำให้ไม่สามารถเบิกเงินออกมาใช้ได้ ตนเป็นหัวหน้าครอบครัว ซึ่งมีอีกหลายชีวิตที่ต้องรับผิดชอบ จำเป็นต้องประกอบอาชีพเพื่อมาหาเลี้ยงครอบครัว

ในฐานะที่ตนเองเป็น NGO ทำงานเพื่อสังคมมาโดยตลอด เมื่อจะหารายได้จากการค้าขาย จึงคิดที่จะขายของที่เป็นการช่วยเหลือสังคมไปด้วย เมื่อทราบว่าปัจจุบันพี่น้องชาวนายากลำบาก ขายข้าวไม่ได้ราคา เมื่อลองศึกษาดูโครงสร้างราคาข้าว พบว่าชาวนาซึ่งเป็นผู้ที่เหนื่อยยาก ลำบากที่สุดในวงจรการผลิตข้าว กลับเป็นผู้ที่ถูกพ่อค้าคนกลางเอาเปรียบ แทบไม่เหลือกำไรจากการปลูกข้าวเลย เมื่อคิดจะขายข้าวบก.ลายจุดจึงได้คำนวนราคาซื้อ-ขายข้าว ออกมาแบบนี้ครับ...

ถ้าตนซื้อข้าวจากชาวนาตันละ 15,000 บาท

นำมาสีเป็นข้าวขาวมีค่าใช้จ่ายตันละ 1,100 บาท

จะได้ข้าวสารมาขายทั้งสิ้น 460 กิโล

ที่เหลือเป็น ปลายข้าว แกลบ และรำข้าว ซึ่งขายรวมๆ กันได้ 3,500 บาท

เท่ากับตนได้ข้าวสารมา 460กิโล

ด้วยต้นทุน 15,000 + 1,100 - 3,500 = 12,600บาท

นำมาบรรจุถุง ถุงละ5กิโล คิดค่าใช้จ่ายรวมค่าขนส่งทั้งสิ้นถุงละ 10บาท(ตกกิโลละ2บาท) รวมเป็นต้นทุนการผลิต 13,520 บาท

เมื่อนำข้าวมาขายถุงละ200 บาท จะได้เงิน 18,400 บาท

คงเหลือเป็นกำไร 18,400 - 13,520 = 4,880บาท

บก.ลายจุดบอกว่ากำไร เกือบ 5,000บาทต่อข้าวเปลือก 1เกวียน ตนก็อยู่ได้สบายๆแล้ว จะต้องไปเบียดเบียนชาวนา ด้วยการกดราคาทำไม แต่ในระบบค้าข้าวที่รัฐบาลไม่ช่วยเหลือชาวนานั้น พ่อค้าคนกลางได้กำไรเกิน10,000 บาท ในขนะที่ชาวนาผู้ยากลำบาก เหลือกำไรเกวียนละไม่กี่ร้อย บางครั้งถึงกับขาดทุน

การค้าขายแบบที่ บกลายจุดทำนี้ ในประเทศที่เจริญแล้วเค้าเรียกว่า Fair Trade ครับ เค้าจะระบุเลยว่าสินค้าตัวนี้ ซื้อจากชาวไร่ชาวนา มาในราคาที่เป็นธรรมเท่านี้ๆ และนำมาขายให้ผู้บริโภคราคานี้ เมื่อคำนวนออกมา เงินกำไรที่ได้จะกระจาย ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงมือผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม นอกจากภาครัฐไม่ควรขัดขวางแล้ว ยังควรจะต้องสนับสนุนให้มีการค้าขายแบบ Fair Trade นี้เยอะๆเลยด้วยซ้ำ

สุดท้าย พี่หนูหริ่ง ฝากมาว่า

รัฐบาลควรจะคืนความสุขให้กับชาวไร่ชาวนา

ด้วยการไปไล่จับคนที่กดราคาสินค้าเกษตรให้ตกต่ำ

มากกว่ามาไล่จับ คนที่ให้ราคาที่เป็นธรรม แบบนี้นะครับ
Read more ...

ความมีวินัย

20 เม.ย. 2558
เมื่อ 21 เม.ย.2558

แม้มีความสามารถมากมาย แต่ไม่มีวินัย
ความสามารถนั้นก็ไม่พัฒนาได้อย่างเต็มที่

คนที่มีวินัยเท่านั้น ที่จะพัฒนาศักยภาพของตนได้สูงสุด

เขาเป็นผู้นำได้ เพราะ เขาชนะตนเอง
Read more ...

นร.สาวสุดปลื้ม-สายธารน้ำใจแห่ช่วย ยอดเงินกว่าล้านบาท หลังสอบติดเภสัชฯ ไร้ทุนเรียน

10 เม.ย. 2558

โดยข่าวสด เมื่อ 10 เม.ย.2558

จากกรณีที่ “ข่าวสด” นำเสนอข่าวของ น.ส.จิราพร ภักสุวรรณ์ นักเรียนโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร สอบติดคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร แต่ด้วยครอบครัวมีฐานะยากจน อาศัยอยู่กัยยายวัย 86 ปี พร้อมกับน้องชายตามลำพัง โดยพ่อและแม่แยกทาง แม่ไปมีสามีใหม่ มีอาชีพขายจอบเสียมอยู่ที่จังหวัดร้อยเอ็ด ในแต่ละเดือนแม่จะส่งเงินมาให้ 1 พันบาท เพื่อเป็นค่าอยู่กิน บางวันเธอเองต้องออกไปทำงานรับจ้างหักข้าวโพด เสียบมัน หาเงินจุนเจือครอบครัว

โดยหลังจากที่สอบติดคณะเภสัชศาสตร์ดังกล่าวแล้ว ด้วยความตั้งใจที่อยากจะเรียนต่อหวังจบออกมามีงานทำ ดูแลแม่และยาย จึงบอกกับ นางจรินญา สีสมุทร อายุ 44 ปี ผู้เป็นแม่รับรู้ แต่ติดขัดเรื่องเงินลงทะเบียนเรียน ผู้เป็นแม่จึงบอกขายที่นาจำนวน 9 ไร่ ที่จังหวัดนครสวรรค์ ที่มีอยู่ สมบัติชิ้นสุดท้ายที่ได้รับมรดกตกทอด แต่ยังไม่สามารถขายได้ จึงตระเวนเดินทางไปหาหยิบยืมเงินจากญาติได้จำนวน 2 หมื่นกว่าบาท แต่ด้วยหนทางที่จะเดินต่อไป มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงกับระยะเวลาที่ น.ส.จิราพรจะต้องศึกษาเล่าเรียนถึง 6 ปี ซึ่งจากการประมาณการคร่าวๆ ต้องใช้ค่าใช้จ่ายต่อปีประมาณ 1 แสนบาท ทำให้เกิดความท้อถ้อยและตัดสินใจวอนขอความเมตตาจากผู้ใจบุญ รวมทั้งสื่อมวลชน เผยแพร่ข่าวเพื่อเป็นกระบอกเสียงสร้างฝันของเด็กสาวให้เป็นจริง

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 10 เม.ย. ผู้สื่อข่าว “ข่าวสด” ประจำจังหวัดกำแพงเพชร พร้อม นายสุนทร รัตนากร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร และนายศุภชัย ศรีงาม ผู้อำนวยการกองการศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม องค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร ได้ร่วมเดินทางไปยังบ้านเลข ที่ 79 หมู่ 4 บ้านหนองกอง ต.นาบ่อคำ อ.เมืองกำแพงเพชร ได้พบกับ น.ส.จิราพรอยู่ยายและแม่ น้องชายตัวน้อย และหลานสาว ด้านหน้ามีสมุดเล่มเก่าที่ใช้จดรายชื่อผู้แจ้งความประสงค์ในการหยิบยื่นน้ำใจช่วยเหลือ

โดยน.ส.จิราพร เล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่มีข่าวออกไป มีผู้ใจบุญจำนวนไม่น้อยทั้งในและต่างประเทศทั่วสารทิศได้โทรหาเธอตลอดทั้งวัน พร้อมกับขอเลขบัญชีเพื่อที่จะโอนเงินช่วยเหลือ ดังนั้น ในช่วงเวลาเช้าที่ผ่านมา ตนจึงเดินทางไปพบกับนายศุภชัย ศรีงาม รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียน พร้อมคณะครูที่ให้การดูแลเพื่อเดินทางไปตรวจสอบยอดเงินพบว่า ขณะนี้มียอดบริจาคช่วยเหลือเป็นทุนการศึกษาแล้ว 1 ล้านหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นกว่าบาท ซึ่งตนแทบไม่เชื่อในความเมตตาที่ผู้ใจบุญได้ให้การช่วยเหลือ และคิดว่าเท่านี้น่าจะเพียงพอที่จะเป็นกำลังใจให้เธอได้เรียนต่อสมกับความตั้งใจแล้ว

ส่วนนางจรินญา ผู้เป็นแม่ กล่าวด้วยความปลื้มปิติว่า ต้องขอขอบคุณท่านผู้มิจิตเมตตาทุกคนที่เกี่ยวข้องและช่วยเหลือ ตอนนี้ที่นาของตนเอง ซึ่งเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่เคยประกาศขายก็คงเก็บ ไว้ทำกินและเป็นมรดกของลูกต่อไปในอนาคต ส่วนเงินนั้น ตนจะไม่ยุ่งเกี่ยวให้ผิดวัตถุประสงค์ ที่หลายคนตั้งใจในการช่วยเหลือ คงมอบให้ลูกสาวและคณะครูได้ช่วยกันดูแลต่อไป

ด้านนายสุนทร รัตนากร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร กล่าวว่า โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร เปิดมา 7 ปี นักเรียนส่วนใหญ่กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ จะเป็นเด็กที่ครอบครัวมีฐานะยากจนและด้อยโอกาส ที่เราได้ให้ความช่วยเหลือในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นการแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง เช่น น.ส.จิราพร ที่มีความตั้งใจเรียน มุมานะจนสามารถสอบติดคณะเภสัชศาสตร์ เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้ที่ร่วมกันบริจาคเงินช่วยเหลือและความต้องการของ น.ส.จิราพรและครอบครัวที่อยากจะให้โรงเรียนได้เข้ามามีส่วนช่วยในการบริหารจัดการวางแผนการใช้จ่ายเงิน

จึงมอบหมายให้นายศุภชัย ศรีงาม รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียน พร้อมคณะครูร่วมเป็นกรรมการดูแลติดตาม คอยให้คำแนะนำเพื่อให้การใช้เงินเป็นไปด้วยความโปร่งใส

โดยเบื้องต้นคงจะพิจารณาว่าในแต่ละเดือนมีความจำเป็นต้องใช้เงินเท่าใด ในขณะที่เรียนสิ่งไหนที่เป็นการทำงานเสริมความรู้และมีรายได้ก็มอบหมายให้คณะครูได้ประสานกับผู้ที่แจ้งความประสงค์เข้ามา เพื่อที่จะเป็นการฝึกให้เด็กได้รู้จักอดออม หลังจากเรียนจบแล้วนอกจากจะมีงานทำ หากใช้จ่ายเงินอย่างประหยัดและมีการวางแผนที่ชัดเจนแล้วเชื่อว่า ยังพอที่จะมีเงินเก็บไว้เป็นทุนในการสร้างอนาคตดูแลแม่ละยายอีกด้วย
Read more ...

แห่ชื่นชม!! ฝรั่งรักเมืองไทย ปั่นจักรยาน-เก็บกวาดขยะที่น้ำตกทุกวัน-นานนับปี

10 เม.ย. 2558
โดยข่าวสด เมื่อ 10 เม.ย.2558

วันที่ 10 เม.ย. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า ทุกๆ เช้าจะมีชายชาวต่างชาติรายหนึ่งปั่นจักรยานจากบ้านซำอีเลิศหมู่ที่ 18 ต.ท่าพล อ.เมืองเพชรบูรณ์ ไป

ที่น้ำตกวังหินหอ หมู่ 5 ต.ท่าพล อ.เมืองเพชรบูรณ์ 

ระยะทางเกือบสิบกิโลเมตร เพื่อไปเก็บกวาดขยะที่นักท่องเที่ยวทิ้งไว้ ทำเช่นนี้ทุกวัน มาเป็นระยะเวลาปีกว่าแล้ว จึงเดินทางไปตรวจสอบ พบ

ชายชาวต่างชาติ ชื่อ Mr.Tim lamdre อายุ 66 ปี

จากการสอบถาม นายทิม เล่าให้ฟังว่า ตนเองเป็นชาวแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ประกอบอาชีพเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านช่วยเหลือแพทย์ในการผ่าตัด แต่ปัจจุบันได้เกษียณอายุแล้ว

โดยก่อนหน้านี้ เมื่อประมาณปี พ.ศ.2538 ได้มีโอกาสมาเที่ยวที่ประเทศไทยหลายครั้ง กระทั่งได้รู้จักกับครอบครัวของชาวไทยครอบครัวหนึ่ง ซึ่งเป็นพ่อครัวอยู่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ และได้มาเที่ยวที่บ้านของครอบครัวนั้นที่อยู่บ้านซำอีเลิศ จ.เพชรบูรณ์ แห่งนี้ ทำให้ตนรู้สึกชอบเพราะเป็นเมืองที่สงบ อากาศบริสุทธิ์ ผู้คนมีความรักให้แก่กัน เมื่อเกษียณอายุแล้วตนจึงเดินทางมาอาศัยอยู่ที่บ้านซำอีเลิศแห่งนี้ โดยได้รับการดูแลจากผู้ใหญ่บ้านเป็นอย่างดี รวมทั้งตนรู้สึกรักคนไทย รักประเทศไทย และจะขออาศัยอยู่ในประเทศไทยตลอดไป

การที่ตนมาเก็บกวาดขยะ เนื่องมาจากก่อนหน้านี้ได้ขี่รถจักรยานออกกำลังกายจากบ้านไปที่น้ำตกวังหินหอ พบเห็นขยะที่นักท่องเที่ยวทิ้งไว้ รวมทั้งเศษแก้วที่มีนักท่องเที่ยวบางคนได้ดื่มสุราและทิ้งขวดลงที่พื้นถนน ทำให้ขวดแตกกระจาย ทำให้ดูสกปรกและเป็นอันตรายแก่คนที่ผ่านไปผ่านมา ทำให้สถานที่ท่องเที่ยวไม่น่าดูด้วย จากนั้นตนก็ทำมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันถือเป็นการออกกำลังกายไปในตัวด้วย โดยทุกวันนี้ก่อนออกจากบ้าน ก็จะนำไม้กวาดทางมะพร้าวมัดติดรถจักรยานไปด้วย เมื่อพบเศษขวดหรือแก้วที่แตกอยู่บนถนน ก็จะเก็บกวาดให้สะอาด

นายทิมได้ฝากถึงนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวว่าให้ช่วยกันเก็บขยะที่แต่ละคนได้สร้างขึ้นมาแล้วนำไปทิ้งในถังขยะ หรือไปทิ้งที่บ้านก็จะไม่มีความสกปรกเกิดขึ้น รวมทั้งอยากจะขอให้มีคนเข้ามาดูแลความเรียบร้อยและความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว อีกทั้งให้มีเจ้าหน้าที่มาเก็บขยะไปทิ้งทุกวัน เพราะมิฉะนั้นก็จะมีสุนัขมาคุ้ยเขี่ย ทำให้เกิดความสกปรก

นายสนิท ชัยวัน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 18 ต.ท่าพล อ.เมืองเพชรบูรณ์ กล่าวว่า นายทิมเป็นคนที่มีอารมณ์ดี เป็นที่รักของทุกคนในหมู่บ้าน หลังจากที่นายทิมเก็บเศษขยะที่น้ำตกแล้วก็จะนำขยะที่รีไซเคิลได้มาให้กับผู้สูงอายุชาวบ้านรายหนึ่งเพื่อนำไปขายเป็นรายได้ให้แก่ผู้สูงอายุรายนั้น ทำเช่นนี้ทุกวันยกเว้นวันที่ป่วยหรือฝนตก

ด้านนางอัญชลี บุญมั่ง อายุ 52 ปี แม่ค้าจำหน่ายเครื่องดื่ม ที่บริเวณน้ำตกวังหินหอ กล่าวว่า ทุกๆ วันจะเห็นนายทิมปั่นจักรยานมาเก็บกวาดขยะทุกวัน โดยเมื่อมาถึงก็จะเดินทักทายแม่ค้าเกือบทุกคน จากนั้นก็ลงไปเก็บขยะบริเวณน้ำตกและนำไปทิ้งในถังขยะ โดยใช้เวลาอยู่ที่น้ำตกแห่งนี้ประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นก็ขี่จักรยานกลับบ้าน
Read more ...

โชว์ขายข้าวถุง ยี่ห้อ"ลายจุด" รับซื้อชาวนา เกวียนหมื่น5

7 เม.ย. 2558
โดยข่าวสด เมื่อ 7 เม.ย.2558

บ.ก.ลายจุด นายสมบัติ บุญงามอนงค์ โชว์ข้าวถุง "ข้าวลายจุด" เผยรับซื้อข้าวจากชาวนาในราคา 15,000 บาท/เกวียน เท่ากับโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ตั้งราคาขายถุงละ 200 บาท แพงกว่าท้องตลาดเล็กน้อย แต่ชาวนาได้เงินเต็มๆ ใช้เครือข่ายผู้ขับรถแท็กซี่เป็น ผู้กระจายสินค้า เปิดขายมา 1 เดือน ได้รับการตอบรับดีมาก ขายข้าวไปแล้ว 5 ตัน อนาคตอาจจะมีการขายข้าวพันธุ์หลากหลายมากขึ้น สั่งซื้อได้เฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากกรณีนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบ.ก.ลายจุด โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวข้อความ "ข้าวลายจุดพร้อมขายแล้ว" ข้าวในถุงนี้ซื้อจากชาวนาในราคา 15,000 บาทต่อเกวียน แบบเดียวกับโครงการรับจำนำข้าว ภายใต้แนวคิด คนปลูก-คนขาย-คนกิน อยู่ได้บนความยุติธรรม ติดต่อสั่งซื้อข้าวลายจุดได้ที่ บ.ก.ลายจุด ราคา 200 บาทต่อถุง (5 ก.ก.) โดยเริ่มโพสต์ขายเมื่อวันที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา ก่อนจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

เมื่อวันที่ 6 เม.ย. นายสมบัติกล่าวว่า การที่ตนทำข้าวตราลายจุดวางจำหน่าย เนื่องจากรัฐบาลใหม่นี้ไม่มีโครงการรับจำนำข้าว ทำให้มีชาวนามาบ่นให้ฟังว่า ข้าวราคาถูกมากเหลือประมาณตันละ 6,000 กว่าบาท ตนรู้สึกสะเทือนใจมาก จึงคิดว่าจะทำอย่างไรให้ราคาข้าวเพิ่มขึ้นและสร้างคุณภาพชีวิตให้ชาวนา โดยนำข้าวมาใส่ถุงแล้วขายกันในหมู่คนที่เห็นใจชาวนา เมื่อคำนวณต้นทุนแล้วก็คิดว่าทำได้ โดยล็อตแรกได้รับซื้อข้าวพันธุ์หอมปทุมจากชาวนา จ.ปทุมธานี ในราคาตันละ 15,000 บาท แล้วออกแบบแพ็กเกจให้น่าสนใจ โดยเริ่มทำเมื่อประมาณต้นเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งทำจำหน่ายขนาดเดียวคือถุงละ 5 กิโลกรัม ราคา 200 บาท เมื่อเทียบกับข้าวหอมปทุมยี่ห้ออื่น อาจจะแพงกว่าประมาณ 20-30 บาท ต่อ 5 กิโลกรัม แต่ทำให้ชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

นายสมบัติกล่าวต่อว่า จากนั้นก็เริ่มทำการตลาดบนเฟซบุ๊ก โดยฝากข้าวใส่หลังรถแท็กซี่ไว้จำนวน 20 ถุง หากมีคนสั่งก็ให้แท็กซี่ในพื้นที่นั้นไปส่งให้ถึงบ้าน ตอนแรกตั้งใจทำปริมาณ 1 ตันก่อน แต่ตอนนี้สามารถจำหน่ายไปแล้ว 5 ตัน และยังมีคนสั่งเข้ามาเรื่อยๆ จนเกือบจะเกินความสามารถแล้ว แต่ก็ตั้งใจว่าจะทำให้เต็มที่ อนาคตอาจจะมีการขายข้าวพันธุ์หลากหลายมากขึ้น ซึ่งมีคนติดต่อให้ขายข้าวหอมมะลิจาก จ.กาฬสินธ์ุ จ.สุรินทร์ และจ.ร้อยเอ็ด จึงอาจจะทำเป็นล็อตสอง ส่วนล็อตสามจะมีข้าวเหนียว ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสังข์หยด และ ข้าวพันธุ์อื่นๆ ที่หายาก สำหรับข้าวหอมปทุมหรือปทุมธานี 1 เป็นข้าวที่พัฒนามาจาก ข้าวหอมมะลิ แต่สามารถปลูกในภาคกลางได้ หากสนใจสั่งซื้อข้าวลายจุดติดต่อได้ที่ เฟซบุ๊ก สมบัติ บุญงามอนงค์ และโทรศัพท์ 09-8872-2616
Read more ...

ธาตุแท้ของคน ดูได้จากตอนมีอำนาจ

25 มี.ค. 2558

โดย https://www.facebook.com/DramaAdd/photos/a.411063588290.186101.141108613290/10153228321228291/?type=1

อับราฮัม ลินคอล์น บอกเอาไว้ว่า....

"ถ้าอยากรู้ว่าเขาเป็นคนอย่างไร ก็เอา "อำนาจ" ใส่มือเขาดู
และ “ธาตุแท้” ของเขาก็จะปรากฏให้เห็นตัวตนและจิตใจของเขา"
Read more ...

10 ข้อที่ “นักธุรกิจหมื่นล้าน” ที่อายุยังน้อยมีเหมือนกัน

19 มี.ค. 2558
เมื่อ 11 มี.ค.2558

วันนี้เราเลยขอเอา 10 ข้อที่ “นักธุรกิจหมื่นล้าน” ที่อายุยังน้อยมีเหมือนกันมาฝาก เผื่อใครหลายๆ คนอาจจะได้ไอเดียไปปรับใช้ในชีวิตการทำงานได้นั่นเอง

1. ทำ “เร็ว”

ทุกคนมีไอเดียดีๆ ได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถทำมันได้ “ไว” พอก่อนที่คนอื่นจะทำไอเดียนั้นให้เป็นจริงก่อนคุณ ลองนึกภาพสิ ถ้า Mark Zuckerberg สร้างเฟสบุ๊กช้ากว่านั้นอีกซัก 2-3 ปี มันจะเป็นอย่างไร เขาอาจจะไม่เกิดเลยก็ได้ เพราะฉะนั้น พอได้ไอเดียแล้ว “ทำทันที” เพราะเวลาไม่เคยคอยคุณ

2. สร้าง “ทีม” ให้แกร่ง

ไม่ว่าคุณจะเก่งกาจแค่ไหน “ทีม” ที่เก่งคือเรื่องสำคัญ ตอนที่ Steve Jobs ก่อตั้ง Apple เขาไม่ได้สร้างมันขึ้นมาคนเดียว ทีมของเขา ช่วยเขาสร้างมันขึ้นมา และช่วยเหลือเขา เพราะไม่มีใครเก่งไปซะทุกอย่างหรอก เชื่อสิ

3. ไม่ชอบหยุดอยู่กับที่ ให้ความสำเร็จ “สร้าง” ความสำเร็จไปเรื่อยๆ

นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไม Google ไม่หยุดอยู่แค่ Google แต่เขายังเป็นเจ้าของเว็บไซต์อื่นๆ อีก อาทิ YouTube เพราะนักธุรกิจเหล่านี้ ไม่ยอมหยุดอยู่กับที่ถึงแม้ว่าเขาจะประสบความสำเร็จไปแล้ว เขาเอาความสำเร็จที่เกิดขึ้น สร้างความสำเร็จต่อไปไม่หยุดสิ้น

4. ยึดมั่นใน “ความคิด” ของตนเอง แม้มีคนคัดค้านก็ตาม

Jack Ma นักธุรกิจหมื่นล้านเจ้าของ Alibaba คือตัวอย่างที่ดี ตอนที่เขามีไอเดียเว็บไซต์นี้ตอนแรก เขาเชิญเพื่อนนับยี่สิบคนมาที่บ้าน เพื่อเล่าไอเดียให้ฟัง มีเพียงคนเดียวที่เห็นด้วย นอกนั้นคัดค้านหมด และแนะนำให้เขาอย่าลาออกจากงานเพื่อทำสิ่งนี้ และวันนี้เขาก็ทำสำเร็จ เพราะการยืนหยัดในความคิดของตัวเองในวันนั้น

5. ฝันให้ “ใหญ่” ไว้ก่อน!

คนพวกนี้ไม่เคยฝันอะไรเล็กๆ เขาคิดการใหญ่ และไม่เคยให้ความยิ่งใหญ่ของมันมาทำให้เขากลัว โดยในทุกๆ วันเขาจะทำสิ่งเล็กๆ ทีละก้าวที่เขาทำได้ แต่สายตาต้องมองไปที่เป้าใหญ่ปลายทางเสมอ เพื่อไม่ให้เขาหลงทาง

6. ทำสิ่งที่ “รัก”

คนเราจะประสบความสำเร็จได้ ไม่ใช่ทำสิ่งที่ตนเองไม่ชอบ หรือฝืนทำ แต่เขาต้องทำในสิ่งที่เขาสนใจ สิ่งที่เขารัก เพราะบางที การที่ไอเดียหนึ่งๆ ดีนั้น แต่มันอาจจะไม่ได้เหมาะกับทุกคน อาทิ ตอน Steve Jobs พยายามโน้มน้าวให้เพื่อนของเขา John Sculley ที่มีการงานมั่นคงใน Pepsi ออกมาร่วมงานกับเขาใน Apple นั้น เขาบอกเพื่อนเขาว่า “นายอยากทำงานขายน้ำอัดลมไปตลอดชีวิต หรือนายอยากมาเปลี่ยนโลกกับฉัน” ซึ่งนั่นเป็นคำพูดที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น และรักในสิ่งที่เขากำลังจะทำมากเลยทีเดียว!

7. มุ่งมั่น ไม่วอกแวก

เมื่อมีการสัมภาษณ์พนักงาน Facebook หลายๆ คนเกี่ยวกับการทำงานของ Mark Zuckerberg คำตอบที่ได้ยินมามากที่สุดคือ Mark เป็นคนที่ “มุ่งมั่น” มากๆ เขามีเป้าหมายเดียวคือทำให้โลกทั้งใบ กับคนหลายพันล้านคน เชื่อมเอาไว้ในเว็บไซต์ของเขา และการตัดสินใจทุกอย่างของเขา มีขึ้นเพื่อเป้าหมายนี้เป้าหมายเดียว และนั่นทำให้เขามีวันนี้ได้

8. พวกเขารักที่จะ “เรียน”

การที่คุณ “รวยแล้ว” หรือ “ประสบความสำเร็จ” ในระดับหนึ่งแล้ว ไม่ได้หมายความว่าคุณควรหยุด “เรียนรู้” และนี่คือ สิ่งที่คนเหล่านี้มี พวกเขารักที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิต พวกเขาจัดสมนาบ่อยๆ เพื่อเปิดรับฟังความเห็นจากหน่วยงานอื่น องค์กรอื่น เพราะเขาคิดว่า ไอเดียดีๆ จะมาจากที่ไหน เวลาไหนก็ได้ เพราะฉะนั้น การเปิดรับตลอดเวลา คือสิ่งที่ฉลาดที่สุด

9. พวกเขารักที่จะ “สอน”

วิธีที่ดีวิธีหนึ่งในการทำให้คุณเก่งขึ้น มีทักษะในเรื่องที่คุณทำมากขึ้น คือการถ่ายทอดให้คนอื่นฟัง และนี่คือสิ่งที่นักธุรกิจเหล่านี้เป็น เขาจะสอนๆๆ คนในทีมของเขา ซึ่งนอกจากการทำให้คนในทีมเก่งขึ้นแล้ว ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในทีมอีกด้วย

10. ไม่กลัวที่จะ “ล้มเหลว”

ข้อสุดท้าย และสำคัญที่สุดคือ พวกเขาไม่กลัวว่าจะล้มเหลว Bill Gates เคยบอกไว้ว่า “คุณสามารถฉลองในความสำเร็จได้ แต่คุณไม่ควรลืมที่จะใส่ใจในความล้มเหลวของคุณ เพราะการเรียนรู้จากความล้มเหลวเนี่ยแหละ คือสิ่งที่จะทำให้คุณก้าวหน้าต่อไปได้เรื่อยๆ”

H/T: Lifehack
Read more ...

ชาวเยอรมันจิตอาสา ที่อุดรธานี

24 ก.พ. 2558
https://www.facebook.com/udonthaniupdate/posts/758604380901333

เขาเป็นชาวเยอรมัน เขาทำโดยไม่ได้รับค่าจ้างใดๆ เขาชื่ออะไรไม่มีใครทราบ เขากำลังเช็ดถูตู้โทรศัพท์ที่สกปรก ตู้ที่พวกเราคนไทยได้ขีดเขียนไว้ เขาบอกว่าเขารักเมืองไทยมากๆ แล้วพวกเราคนไทยล่ะทำอะไรอยู่
ภาพนี้ถ่ายเมื่อ19กพ58เวลา14.00
หน้า ธ ออมสิน สาขาถนนโพศรี
ขอขอบคุณเจ้าของภาพมา ณ ที่นี้ด้วย
Read more ...

นศ.ฝึกงานแบงก์ ออฟ อเมริกา 'ทำงานจนตาย'

10 ก.พ. 2558
โดยวอยซ์ทีวี เมื่อ 22 ส.ค.2556

เมื่อเร็วๆ นี้เพิ่งจะมีเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการรับนักศึกษาฝึกงานในอังกฤษ นั่นก็คือการที่

แบรนด์อเล็กซานเดอร์ แมกควีน แบรนด์หรูระดับไฮเอนด์ชื่อดังสัญชาติอังกฤษ 

จ้างนักศึกษาฝึกงานนานถึง 11 เดือนโดยไม่ให้เงินเดือน ให้เพียงค่าอาหารเดือนละ 50 ปอนด์ หรือ 2,000 กว่าบาทเท่านั้น จนกลายเป็นประเด็นวิจารณ์อย่างดุเด็ดเผ็ดมันจนทางบริษัทต้องออกมาขอโทษ และยกเลิกสัญญาจ้างที่เอาเปรียบดังกล่าว

แต่ล่าสุดกลับมีกรณีที่ร้ายแรงยิ่งกว่าเกิดขึ้น นั่นก็คือการที่จู่ๆ

โมริส เออร์ฮาร์ท นักศึกษาฝึกงานวัย 21 ปี ที่ทำงานให้กับแบงก์ ออฟ อเมริกา สาขากรุงลอนดอน 

ล้มลงเสียชีวิตอย่างกะทันหันในอพาร์ทเมนต์ของตัวเอง สาเหตุการเสียชีวิตของเขาไม่เป็นที่เปิดเผย แต่ตำรวจลอนดอนยืนยันว่าไม่ใช่เหตุฆาตกรรม ขณะที่โลกออนไลน์เผยแพร่ข่าวลือที่ว่าเขาเสียชีวิตหลังจากทำงานหนักจนถึง 6 โมงเช้าของวันรุ่งขึ้นเป็นเวลา 3 วันติดต่อกัน

ข่าวลือนี้สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในอินเทอร์เน็ตอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะเมื่อแบงก์ ออฟ อเมริกา ไม่ได้ออกมาปฏิเสธ โดยกล่าวเพียงว่ารู้สึกเสียใจกับเหตการณ์ที่เกิดขึ้น และยกย่องว่าเออร์ฮาร์ทเป็นนักศึกษาฝึกงานที่เก่งและขยันขันแข็งที่สุดคนหนึ่งของบริษัท
แบงก์ ออฟ อเมริกา ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสถาบันที่มีคนอยากเข้าไปฝึกงานมากที่สุด เพราะได้รับค่าตอบแทนสูงถึงปีละ 45,000 ปอนด์ หรือ 2 ล้าน 1 แสนบาท อาจจะไม่มากมายอะไรนักเมื่อเทียบยกับค่าครองชีพในลอนดอน แต่ในยุคที่อัตราว่างานของวัยรุ่นในยุโรปสูงถึง 23% รายได้ระดับนี้ก็ถือว่าน่าสนใจ สำหรับนักศึกษาที่ยังไม่ได้มีงานทำเป็นหลักแหล่ง ที่สำคัญอาจจะได้มีโอกาสเข้าเป็นพนักงานของแบงก์ ออฟ อเมริกาได้อีกด้วย

แต่เหตุผลเหล่านี้ ก็ส่งผลในด้านลบ คือมีการแข่งขันกันสูงมากในระหว่างเด็กฝึกงาน คนที่ได้เข้าไปฝึกงานจะต้องทำงานหนักเพื่อให้เจ้านายเห็นถึงความสามารถ สร้างความประทับใจให้กับบริษัท จนกระทั่งบางครั้งการทำงานหนักเกินไปก็ส่งผลร้ายอย่างไม่คาดคิดเช่นการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรแบบเออร์ฮาร์ท

หลายคนโทษว่าการตายของเออร์ฮาร์ทไม่ได้เกิดจากการที่เขาอยากทำให้บริษัทประทับใจ แต่เป็นเพราะวัฒนธรรมองค์กรของบรรดาสถาบันการเงิน รวมถึงสถาบันกฎหมาย ที่พนักงานมักทำงานเกินเวลากันจนเคยชิน ทำให้เด็กฝึกงานต้อง "ตามน้ำ" และอาจจะยิ่งทำมากกว่าพนักงานบริษัททั่วไป เพราะเด็กเหล่านี้ยังไม่เคยทำงานจริงๆ ไม่รู้ว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรในการทำงานออฟฟิศ
Read more ...

หน่อไม้..ไซยาไนด์ สารพิษร้ายใกล้ตัว

13 ม.ค. 2558
โดยไทยรัฐ เมื่อ 17 ก.ค.2555

ไซยาไนด์...สารพิษชนิดนี้ร้ายแค่ไหน

“สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ชาวยิวถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไปหลายล้านคน ก็เพราะถูกรมด้วยก๊าซพิษไซยาไนด์นี่แหละ”

นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยถึงพิษร้ายเฉียบพลันของไซยาไนด์ ที่คนยุคนี้อาจจะห่างเหินไม่ค่อยคุ้นเคย

แม้มีพิษร้ายแรง แต่ก็เป็นสารที่มีประโยชน์ในอุตสาหกรรมหลายประเภท ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต ไนลอน เส้นใยอะครีลิก เรซิน แยกแร่ทองคำ ชุบโลหะด้วยไฟฟ้า ทำโลหะให้บริสุทธิ์ รวมทั้งใช้เป็นยาปราบศัตรูพืชทั้งหลาย

นั่นเป็นสารพิษที่ใช้อยู่ในแวดวงอุตสาหกรรม ผู้คนทั่วไปยากจะได้พบสัมผัส

แต่ยังมีไซยาไนด์อีกชนิด ใกล้ตัว ใกล้ปากคนไทย...ไซยาไนด์ที่ธรรมชาติซุกซ่อนไว้ในพืชผล

เมล็ดถั่วอัลมอนด์ มันสำปะหลัง ข้าวฟ่าง รวมทั้งหน่อไม้

พืชสำคัญที่คนไทยนิยมบริโภคเป็นอาหารมากเป็นพิเศษ ใช้ทั้งในการต้ม ผัด แกง จิ้มน้ำพริก...อุดมไปด้วยไซยาไนด์ เอามากินดิบๆ มีสิทธิ์เจ็บป่วยและตายได้

“ความร้ายแรงของไซยาไนด์ขึ้นอยู่กับปริมาณความเข้มข้นที่ได้รับ ถ้าได้รับในปริมาณเข้มข้นแบบที่ใช้สังหารหมู่ชาวยิว จะเสียชีวิตทันทีแบบไม่ทันรู้ตัว

แต่ถ้าได้รับจากการกินพืชที่มีไซยาไนด์ในปริมาณเล็กน้อย อาการเริ่มต้นระดับแรกจะรู้สึกปวดหัว หายใจยาก ความดันโลหิตต่ำ มึนงง หมดสติ และถ้าได้รับในปริมาณที่มากถึง 1.5 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม จะมีผลทำให้เสียชีวิต

เนื่องจากไซยาไนด์จะเข้าไปจับเกาะธาตุเหล็กในกระแสเลือด ทำให้ธาตุเหล็กไม่สามารถนำพาออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้ เซลล์สมองจะหยุดการทำงาน และคนที่ได้รับพิษในปริมาณมาก การเสียชีวิตจะมีลักษณะเหมือนคนเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจ”

ถึงพืชเหล่านี้จะมีไซยาไนด์ที่ทำให้คนตายได้ก็ตาม อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ย้ำว่า อันตรายนี้มีเฉพาะในกรณีที่กินแบบดิบๆ เท่านั้น ถ้าทำให้สุกก่อนจะไม่มีปัญหา เพราะไซยาไนด์สามารถกำจัดได้ด้วยความร้อน

“ใครที่เคยรับประทานต้มจืดซี่โครงหมูกับหน่อไม้ไผ่ตง ถ้าคนปรุงอาหารทำแบบต้มหน่อไม้แล้วไม่ยอมทิ้งน้ำแรก เราซดน้ำต้มจืดเข้าไปแล้ว รสชาติจะรู้สึกขมเฝื่อนๆ นั่นแหละรสชาติที่มีไซยาไนด์เจือปนอยู่

ถ้าต้มหน่อไม้ให้สุกแล้วทิ้งน้ำแรก รสชาติขมเฝื่อนของไซยาไนด์จะหายไป”

แต่เดิมนั้นในวงการแพทย์รู้กันอยู่แล้ว ในหน่อไม้นั้นมีไซยาไนด์ แต่ไม่เคยรู้ว่าในหน่อไม้ที่คนไทยนิยมบริโภคนั้น มีไซยาไนด์มากขนาดไหน...เพิ่งจะมาสนใจอย่างจริงจังเมื่อปี 2550

ด้วย 21 ก.ค. 2550 เกิดเหตุการณ์คนงานพลัดตกลงไปในบ่อหมักหน่อไม้ดองของโรงงานใน ต.อ่างทอง อ.เมือง จ.ราชบุรี...ทั้งคนงานที่พลัดตกลงไปและคนที่ลงไปช่วย หมดสติพร้อมกันถึง 8 ราย เสียชีวิตไป 2 คน

ในเบื้องต้นสันนิษฐานว่า บ่อหมักหน่อไม้ดองเป็นที่อับไม่มีที่ระบายอากาศ ออกซิเจนมีน้อย และน่าเป็นที่สะสมของก๊าซพิษหลายชนิด ทั้งก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ หรือที่รู้จักว่าก๊าซไข่เน่า ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซมีเทน จึงทำให้คนหมดสติและเสียชีวิต

แต่เมื่อหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบอย่างละเอียด จึงได้รู้ว่า ก๊าซพิษที่ทำให้เสียชีวิตและหมดสตินั้นคือ...แก๊สไฮโดรเจนไซยาไนด์ ที่มาจากตัวหน่อไม้นั่นเอง

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น สำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จึงลงมือศึกษาไซยาไนด์ในหน่อไม้...เก็บตัวอย่างหน่อไม้ที่คนไทยบริโภค จำนวน 496 ตัวอย่าง จากพื้นที่ทั่วประเทศ 31 จังหวัด

เป็น

หน่อไม้สด 199 ตัวอย่าง, 
หน่อไม้ดอง 149 ตัวอย่าง และ
หน่อไม้ต้ม 148 ตัวอย่าง
และเมื่อนำมาตรวจวิเคราะห์ในห้องทดลอง พบว่า...หน่อไม้สด ทั้ง 149 ตัวอย่าง มีปริมาณไซยาไนด์ เฉลี่ยอยู่ที่ 167 มิลลิกรัม ต่อ 1 กิโลกรัม

โดยมีค่าต่ำสุดอยู่ที่ 18 มิลลิกรัม ต่อ 1 กิโลกรัม ขึ้นไปจนสูงสุดมีค่าอยู่ที่ 943 มิลลิกรัมต่อ 1 กิโลกรัม แต่ต่างไปตามสายพันธุ์และพื้นที่เพาะปลูก

หน่อไม้ดองมีปริมาณไซยาไนด์เฉลี่ย 41.1 มิลลิกรัม ต่อ 1 กิโลกรัม...โดยมีค่าต่ำสุด-สูงสุด อยู่ที่ 10-261 มิลลิกรัม ต่อ 1กิโลกรัม

ส่วนหน่อไม้ต้มมีปริมาณไซยาไนด์ เฉลี่ย 19.2 มิลลิกรัม ต่อ 1 กิโลกรัม...มีค่าต่ำสุด-สูงสุด อยู่ที่ 10-92 มิลลิกรัมต่อ 1 กิโลกรัม

และเมื่อนำข้อมูลการบริโภคอาหารของคนไทย จัดทำโดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ที่ระบุว่า คนไทยที่รับประทานหน่อไม้ต้ม รับประทานเฉลี่ยวันละ 126.6 กรัม มาร่วมวิเคราะห์หาว่าคนไทยได้รับไซยาไนด์ในระดับอันตรายแค่ไหน

ที่ FAO และ WHO กำหนดให้ปริมาณการได้รับสารไซยาไนด์ในแต่ละวันได้ไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม...ถ้าคนมีน้ำหนักตัว 60 กก. ต้องได้รับไซยาไนด์วันละไม่เกิน 3 มิลลิกรัม

คนไทยน้ำหนักเฉลี่ยอยู่ที่ 60 กก. รับประทานหน่อไม้ต้มวันละ 126.6 กรัม หรือวันละ 1 ขีดนิดๆ จะได้รับไซยาไนด์ประมาณ 2.43 มิลลิกรัม ถือว่าอยู่ในระดับที่ปลอดภัย...ร่างกายสามารถขับออกปัสสาวะได้หมด

แต่สำหรับคนที่อยู่ในกลุ่มชอบกินหน่อไม้มากเป็นพิเศษ ตามข้อมูลการบริโภคอาหารของคนไทย คนกลุ่มนี้รับประทานหน่อไม้ต้มมากถึงวันละ 283.5 กรัม หรือ วันละกว่า 2 ขีด...จะได้รับไซยาไนด์ 5.44 มิลลิกรัมต่อวัน

ถือเป็นระดับอันตรายที่สูงกว่าค่ามาตรฐานมากถึง 1.8 เท่า

แต่ตัวเลขความปลอดภัย ความเสี่ยงของการกินหน่อไม้นี้ วัดจากการกินหน่อไม้ต้มซึ่งมีค่าไซยาไนด์ต่ำกว่าหน่อไม้ดองและหน่อไม้สด ที่สำคัญยังเป็นตัวเลขจากค่าเฉลี่ยเท่านั้น...หน่อไม้ต้มบางพันธุ์มีค่าไซยาไนด์สูงกว่าค่าเฉลี่ย

จึงยังไม่อาจที่จะระบุได้ชัดว่า หน่อไม้สด-ดอง-ต้ม ที่ขายในท้องตลาดแบบไหน พันธุ์ไหนควรจะบริโภคเท่าไรถึงจะห่างไกลไซยาไนด์ได้มาตรฐาน

ฉะนั้น เพื่อความปลอดภัยที่แน่นอนที่สุด นพ.บุญชัย แนะ ไม่ว่าจะหน่อไม้สด-ดอง-ต้ม และไม่ว่าจะซื้อจากที่ไหนมาก็ตาม ให้นำไปต้มก่อนเป็นดีที่สุด

เพราะการศึกษาพบว่า ถ้านำไปต้มในน้ำเดือด 10 นาที ไซยาไนด์ที่ซุกอยู่ในหน่อไม้จะหายไป 91% ต้ม 20 นาที ไซยาไนด์จะหายไป 98%...และถ้า 30 นาที ไซยาไนด์จะเกลี้ยงไม่มีเหลือ

ต้มนานกลัวจะเละไป ไม่ถูกปาก...10 นาที มีไซยาไนด์หลงเหลือบ้าง แต่รับรองปลอดภัยได้มาตรฐานชัวร์.
Read more ...

ขับรถต้องหยุดให้คนข้ามบริเวณทางม้าลาย

11 ม.ค. 2558
เมื่อ 12 ม.ค.2558

มีข้อกฎหมายมาฝาก เพื่อให้ปฏิบัติตาม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นอีกด้วย

1. ผู้ขับรถที่ไม่หยุดรถให้คนข้ามถนนบริเวณทางม้าลาย ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท

2. คนข้ามถนนที่ไม่ใช้ทางม้าลาย หรือ สะพานลอย ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 200 บาท
Read more ...

บก.ลายจุด ชวนทำงานช่วยเหลือผู้อื่น

11 ม.ค. 2558

โดยเฟซบุ๊ค สมบัติ บุญงามอนงค์ เมื่อ 3 ม.ค.2558

ที่มูลนิธิกระจกเงา

สำหรับคนที่อยากทำความดี ช่วยเหลือผู้อื่น ให้มาทำงานเป็นอาสาสมัครเตรียมอาหารให้กับคนเร่ร่อนในทุกวันจันทร์

หรืออาสาสมัครยกของ ซึ่งสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ดีมาก ๆ ครับ 
Read more ...

4 ความจริงที่คนเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย ไม่กลับมาเล่าให้คุณฟัง

9 ม.ค. 2558
โดย http://www.dodeden.com/58473.html

เจ้าของ Blog CookieCoffee ที่ปรึกษาด้าน Online Marketing ได้เล่าถึงประสบการณ์ที่ทำงานตั้งแต่สมัยเรียนปี 2 เพื่อจ่ายค่าเทอม ค่าห้อง และต่อมาก็ซื้อรถเองตอนปี 4 ก่อนจะลาออกจากมหาวิทยาลัยตอนปีสุดท้าย ลองไปดูมุมมองที่น่าสนใจของเขากันดูนะครับ…

ผมนั่งอยู่ Starbucks และ “Steve Jobs กับ Bill Gates ก็เรียนไม่จบ” คือบทสนทนาที่ต้องได้ยินในร้านนี้เสมอ จนผมสงสัยว่าพวกเขาเชื่อจริงๆ รึว่า “ที่ Gates กับ Jobs ประสบความสำเร็จก็เพราะสองคนนี้เรียนไม่จบ”

แน่นอนว่าผมไม่เคยปกปิดเรื่องที่ตัวเองลาออกจากมหา’ลัย และเรื่องที่ผม “เกิดมายากจน”

แต่ในชีวิตนี้ ผมไม่เคยแนะนำให้ใครเลิกเรียน

ตรงกันข้าม ผมเคยจ่ายค่าเทอมให้เด็กที่ไม่มีเงินเรียนแบบไม่หวังอะไรตอบแทนเลยมา 2 คนแล้ว

ในฐานะที่เรียนไม่จบมหาวิทยาลัย ผมมี 4 ข้อที่อยากฝากไว้ จากประสบการณ์ตรง…

1. Jobs & Gates ไม่ได้รวยเพราะเรียนไม่จบ

บางคนเชื่อแบบนั้นจริงๆ หรือไม่ก็ถูกหลอกด้วยการใช้ Logic ที่ผิด ทุกคนรู้ว่า “Bill Gates ก็เรียนไม่จบ”

แต่ไม่ค่อยทราบกันครับว่า Gates สอบติด Harvard ด้วยตัวเองและ Gates ก็สอบผ่านปี 1 ด้วยเกรดสูงมากโดยที่ไม่ได้เข้า Class เลย ก่อนจะเริ่มสร้าง Computer และก่อตั้งก้าวแรกของ Microsoft ตอนเรียนปี 2

ในสายตาผม Bill Gates เก่งในระดับที่ “เรียนจบแล้วตั้งแต่เข้ามหา’ลัย” จะเรียนจบหรือไม่ มันเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับความเก่งของ 2 คนนี้

2. ผมเคยถูกปฏิเสธงานเพราะไม่มีวุฒิ / ใบปริญญา

หลายปีก่อน มีผู้ใหญ่ในบริษัทฝรั่งระดับ Top 10 เคยชวนผมไปสมัครงานโดยที่เขาไม่ทราบว่าผมเรียนไม่จบ ..ก็ส่ง Resume ไป แต่ถูกคัดทิ้งในรอบสุดท้ายด้วย 2 เหตุผล

คือแผนก HR กลัวว่าคนที่ไม่มีวุฒิกระทั่งปริญญาตรีจะคุมงานเด็กที่จบโทไม่ได้

และอีกเหตุผลหนึ่งซึ่งผมชอบมาก (แม้มันจะทำให้ไม่ได้งานนั้นก็ตาม) คือ “คุณอาจเป็นคนเก่งก็จริง แต่ทุกคนที่มาสมัครงานที่บริษัทเราก็เก่งเท่าๆ กับคุณ โดยที่มีพวกเขาใบปริญญาติดมาด้วย”

มาทราบทีหลังว่าการมีใบปริญญามันสะดวกทั้งเวลาเลื่อนตำแหน่ง หรือขึ้นเงินเดือน และคนที่จะรับผมเข้าทำงานโดยไม่มีวุฒิก็ต้องรับความเสี่ยง ต่อการถูกระดับบริหารถามว่าทำไมเลือกคนนี้ ?

3. และผมก็เคยคัดคนมาสัมภาษณ์ แน่นอนว่าผมดูที่ใบปริญญาก่อน

มีอยู่ทีที่ผมไปช่วย Consult ด้าน Online Marketing ให้ ฺBrand ใหญ่และสุดท้ายต้องหาใครสักคนมาทำงานแทนในฐานะพนักงานประจำ จึงต้องช่วยทางบริษัทนั้นคัด Resume มาอ่านเพื่อเรียกคนมาสัมภาษณ์ และผมก็ดูทั้งชื่อมหา’ลัย เกรด และกิจกรรมที่ทำสมัยเรียน

เหตุผลก็เหมือนข้อ 2

เกรดในมหา’ลัยอาจบอกได้ว่าคุณชอบเรียนวิชาอะไร ทำไมถึงเข้าคณะนี้ มีความรับผิดชอบแค่ไหน

คนที่ไม่มีใบปริญญาก็อาจจะถูกเรียกมาสัมภาษณ์ได้ แต่ต้อง “เหนือกว่าผู้สมัครทุกคน” แบบทิ้งห่างจริงๆ

ซึ่ง Gates & Jobs ทำได้ แต่จะมีสักกี่คนบนโลกที่ทำได้แบบ 2 คนนี้ ?

4. ความขี้เกียจเป็นอภิสิทธิ์ของ Genius

ทุกวันนี้ผมไม่เข้าร้านหนังสือไทย เพราะในนั้นเต็มไปด้วย “How To รวยด้วยหุ้นใน 3 นาที” หรือไม่ก็ “นอนทั้งวันก็รวยได้ด้วย Passive Income” ซึ่งก็มั่นใจได้ว่า 8 ใน 10 เล่มจะต้องเริ่มต้นคำนำด้วยประโยคว่า “Steve Jobs กับ Bill Gates ก็เรียนไม่จบ” ..ย้อนกลับไปอ่านข้อ 1 ใหม่อีกที

เดี๋ยวนี้ผมเจอเยอะมาก คนสมัยใหม่ที่ “โง่” ไม่พอ แต่ยังเลือก “ขี้เกียจ” เพิ่มเข้าไป ด้วยข้ออ้างว่า “Steve Jobs กับ Bill Gates ก็เรียนไม่จบ”

โลกไม่เคยบอกหรอกครับในบรรดาคนที่ลาออกจากมหา’ลัย 10 ล้านคน มีชีวิตอย่างไรกันบ้าง

โลกใบนี้รู้จักก็แค่ 2 ใน 10,000,000 คนที่ประสบความสำเร็จ นั่นคือ Jobs และ Gates โดยลืมไปว่ามีอีก 9,999,998 คนนอนอยู่ข้างถนนและไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะมีข้าวกินหรือไม่ มีชีวิตต่อไปอย่างไร ?

แต่ 9,999,998 คนที่ว่า ไม่ได้กลับมาเล่าให้คุณฟัง มันก็เท่านั้นเอง
Read more ...

Coaching ให้สำเร็จ ต้องเริ่มจากความสัมพันธ์ที่ดี

8 ม.ค. 2558

ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร / กุมภาพันธ์ 24, 2011

พูดถึงเรื่องของการสอนงาน (Coaching) ในปัจจุบันนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่บริษัทส่วนใหญ่พยายามพัฒนาให้หัวหน้างานและผู้จัดการมีทักษะในการสอนงานลูกน้องตนเอง แต่ถ้าจะถามว่าสำเร็จสักแค่ไหน อันนี้ก็คงจะยังไม่มากนักที่จะมีบริษัทที่หัวหน้างานทุกคนเป็น coach ที่ดี และสามารถสอนงานลูกน้องตนเองได้อย่างดี

หัวหน้างานเองก็ถูกพร่ำสอนว่า จะต้องเป็น Coach ที่ดี และมีหน้าที่ที่จะต้องพัฒนาและสอนงานลูกน้องเพื่อให้ลูกน้องมีผลงานที่ดีขึ้น แต่ในทางปฏิบัตินั้น สำเร็จแค่เพียง 15% เท่านั้น แล้วอีก 85% ล่ะทำไมถึงไม่สำเร็จ สาเหตุที่เกิดขึ้นก็คือ หัวหน้างานมักจะไม่ค่อยชอบสอนงานลูกน้องตนเอง และบางคนก็ไม่อยากสอนด้วยซ้ำไป ทั้งนี้อาจจะเนื่องมาจาก งานที่รัดตัว และไม่มีเวลาที่จะมานั่งสอนงาน บางส่วนก็คิดว่าตนเองสอนงานแล้ว แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ทำแค่เพียงการวางแผนและควบคุมติดตามเท่านั้น ไม่ได้ทำหน้าที่สอนงานอย่างจริงๆ จังๆ เลยสักนิด

มีงานวิจัยอยู่ชิ้นหนึ่งซึ่งทำขึ้นโดยบริษัท CO2 Partners ซึ่งสอบถามพนักงานที่ทำงานในบริษัทต่างๆ ด้วยคำถามที่ว่า “ใครที่คุณจะไปปรึกษาหารือด้วยถ้าเกิดปัญหาในงานของตนเอง?” คำตอบที่ได้มีดังนี้ครับ


งานวิจัยนี้บอกเราว่า พนักงานส่วนใหญ่ไม่ค่อยที่จะไปหารือกับหัวหน้างานของตนเองเลย เวลาที่มีปัญหาในการทำงาน แต่กลับไปปรึกษาหารือกับคนอื่นมากกว่า มีเพียงแค่ 10% จากผู้ตอบทั้งหมด 100% ที่บอกว่าไปคุยกับหัวหน้างานของตนเอง ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น คำตอบที่ได้มามีดังนี้ครับ

- ไม่อยากให้หัวหน้ารู้ว่าเราทำไม่ได้

- หัวหน้าเราอาจจะไม่รู้คำตอบก็ได้ เพราะขนาดเรายังไม่รู้เลย

- หัวหน้าของเราดูเหมือนทำงานยุ่งอยู่ตลอดเวลา และเขาคงไม่มีเวลาที่จะมาช่วยเราแน่นอน

- หัวหน้างานไม่ชอบฟังให้จบ และมักจะบอกว่า ไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลย

- ต้องการคนที่เข้าใจปัญหาจริงๆ ไม่ใช่แค่เพียงรับฟังปัญหาแค่แป๊ปๆ แล้วก็บอกเราว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง

โดยสรุปรวมแล้ว ผู้ทำวิจัยบอกว่า ปัญหาที่ทำให้พนักงานไม่มาปรึกษาหารือเรื่องงานกับหัวหน้าก็คือ การขาดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันครับ พอขาดความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ก็จะขาดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน พอขาดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน คราวนี้จะพูดอะไร หรือจะสอนอะไร ก็ไม่สำเร็จแล้วครับ เพราะต่างคนต่างก็ไม่ฟังกันแล้ว ลูกน้องก็ไม่อยากฟังนายสอน นายก็บอกว่าลูกน้องไม่อยากให้สอน ก็เลยไม่รู้ว่าใครผิดใครถูก

ดังนั้นจากงานวิจัยข้างต้น ถ้าเราจะนำเอาผลมาใช้ในทางปฏิบัติ ก็แปลว่า ถ้าจะให้องค์กรของเรามีการสอนงานที่ประสบความสำเร็จอย่างจริงจังนั้น ก็ต้องเริ่มต้นที่การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างหัวหน้ากับลูกน้องกันก่อนเลย และคนที่จะต้องเป็นฝ่ายเริ่มก่อนก็คือ “หัวหน้า” นี่แหละครับ จะให้ลูกน้องเข้าหาก่อนก็คงจะยาก การที่เราเป็นหัวหน้างานนั่นก็แปลว่าเราจะต้องทำให้ลูกน้องอยากทำงานให้เรา ดังนั้นสิ่งสำคัญก็คือ ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน เพื่อให้เกิดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน จุดนี้ต้องใช้เวลามากในบางคน แต่สำหรับหัวหน้างานบางคนนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ง่ายมากสำหรับเขาเลยก็มี จะเห็นว่าหัวหน้างานแบบนี้ ลูกน้องมักจะเข้าหาและมีเรื่องมาปรึกษาหารืออยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน หรือเรื่องส่วนตัว

เมื่อความสัมพันธ์ดีขึ้น การสอนงานก็จะประสบความสำเร็จ เพราะต่างฝ่ายต่างเข้าใจซึ่งกันและกัน และรู้ว่าแต่ละฝ่ายนั้นต้องการอะไร มีเจตนาอย่างไร

จะเห็นได้ชัดเลยว่า ในบางบริษัทนั้นเสียเงินค่าฝึกอบรมหัวหน้างานในเรื่องของการสอนงานไปมากมาย เพื่อจะที่จะทำให้หัวหน้างานสอนงานลูกน้องเป็น มีการเรียนรู้เทคนิคต่างๆ ในการสอนงานมากมาย แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ สาเหตุก็คือ การขาดความสัมพันธ์ที่ระหว่างกันนี่แหละครับ

ดังนั้นก่อนที่จะเริ่มต้นมุ่งเน้นในเรื่องของการสอนงาน เราควรจะเริ่มต้นจากการสร้างบรรยากาศในการทำงานที่ดีระหว่างหัวหน้ากับลูกน้องเสียก่อนครับ ให้หัวหน้างานได้เรียนรู้ที่จะสร้างสัมพันธ์ที่ดี และสร้างความไว้วางใจจากลูกน้องของตน เมื่อไรที่มีจุดนี้แล้ว คราวนี้ไม่ใช่แค่การสอนงานนะครับ เรื่องอื่นๆ ก็จะดีตามมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแรงจูงใจ การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม ฯลฯ ก็จะเกิดขึ้นอย่างห้ามไม่ได้เลยครับ
Read more ...

ความคิดเห็นล่าสุด

Recent Comments Widget