พระพุทธเจ้า

28 พ.ย. 2552

Read more ...

ร้านคิดงาน

20 พ.ย. 2552
โอเดียนสโตร์ สยามสแควร์ ซอย 1
เป็นร้านหนังสือที่มีทั้งหนังสือใหม่และหนังสือเก่า สามารถไปหาหนังสือแบบเรียนเก่าๆ หนังสืออ่านทางวิชาการที่มีรูปภาพ illustration และตัวหนังสือที่สวยงาม แถมยังมีมุมเครื่องเขียนเล็กๆ ขายของที่เคยใช้ตั้งแต่สมัยเด็ก เช่น ไม้บรรทัดสามมิติ ตัวขูด ตัวลอก สมุดโทรศัพท์ที่มี index เลื่อนๆ เปิดได้

สยามมาร์เก็ตติ้ง ชั้น 3 เซ็นทรัลเวิร์ลด์ (ห้อง C303)
เป็นร้านเครื่องเขียนรุ่นเก๋า มีเครื่องเขียนดีๆ แปลกๆ ราคานักเรียน ไม่ว่าจะเป็น Post-it ที่มาในรูปแบบสก็อตเทป เป็นม้วนยาวๆ ให้ฉีกไปใช้ในขนาดที่ต้องการ มีตัวหนังสือขูด ตัวกราฟิกขูด ที่เคยเฟื่องฟูในยุคก่อนคอมพิวเตอร์ให้เลือกซื้อมากมาย

Macchiato ซอยอารีย์ พหลโยธิน 7
ร้านแกแฟเล็กๆ ที่กาแฟอร่อย คนขายอัธยาศัยดี (ไม่ชวนคุยมากไปหรือน้อยไป) บรรยากาศรื่นรมย์ มีต้นไม้ให้ความรู้สึกร่มเย็น ทั้งๆ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ลานจอดรถ

ห้องสมุด TCDC ชั้น 6 ห้างเอ็มโพเรียม
เป็นที่นั่งคิดงาน เพราะโดยอาชีพผมจำเป็นต้องหาดูงานอ้างอิง และหาแรงบันดาลใจเป็นประจำ ห้องสมุด TCDC เป็นห้องสมุดเฉพาะทาง ที่มีหนังสือดีๆ เยอะมาก เดินทางสะดวก และบรรยากาศดี ทุกครั้งที่ไปก็จะได้เจอคนรู้จัก เช่น เพื่อนร่วมอาชีพ รุ่นพี่รุ่นน้อง ลูกศิษย์ ฯลฯ รู้สึกอบอุ่นดี

Shades of Retro สุขุมวิท 55 (ซอยธารารมณ์ 2)
เปิดตั้งแต่บ่ายสองโมงถึงเที่ยงคืน เป็นร้านคาเฟ่เปิดดนตรีแจ๊ส ที่จำหน่ายของมือสอง ตั้งแต่แผ่นเสียงไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์ เป็นแหล่งรวมของคนทำงานครีเอทีฟ (เพลง ภาพยนตร์ และกราฟฟิกดีไซน์เป็นส่วนใหญ่) ชอบไปนั่งเพราะเพลงดี เครื่องดื่มอร่อย ราคาไม่แพง นั่งได้นาน มีที่ทางเป็นส่วนตัว เหมาะทั้งคิดงานคนเดียว หรือคุยกับคนมั่วๆ เพื่อหาข้อมูลใหม่ๆ งานที่เขากำลังสนใจกันอยู่

Starbucks สาขาหลังสวน
ค่อนข้างเงียบ กลิ่นดี มีบริการ Wi-Fi ดื่มกาแฟเสร็จสามารถเดินไปทำงานต่อในสวนลุมพินีได้

ร้านหนังสือประตูสีฟ้า ซอยเอกมัย
มีบริการอาหาร มีโต๊ะที่วาง Laptop และหนังสือได้สบาย แสงสว่างเพียงพอ มีหนังสือดีๆ จำหน่าย ใกล้ๆ มีออฟฟิศครีเอทีฟหลายแห่ง เช่น A Day, Smallroom และร้าน Happy Monday

Kinokuniya สาขาสยามพารากอน
การได้สำรวจร้านหนังสือเป็นความสนุกอย่างหนึ่ง นอกจากจะช่วยตอบคำถามในเรื่องที่เรากำลังสนใจแล้ว ยังทำให้เกิดความสนใจใหม่ๆ ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่เราไม่รู้ ไม่ได้สนใจมาก่อน หรือเรื่องที่ไม่ได้นึกถึงเวลาอยู่ข้างนอก (ในที่ที่มีหนังสือน้อย) ดูหนังสือแล้วทำให้รู้สึกถึงความเป็นไปได้ในเรื่องต่างๆ รู้สึกมีความหวัง ได้ฟังฝันไปเรื่อยๆ มีเรื่องอะไรให้ทำอีกเยอะแยะไปอีกหลายสิบปี ถือเป็นการหาเรื่องใส่ตัวที่ทำให้หายเบื่อได้

Kinokuniya สาขาอิเซตัน
ร้าน Kinokuniya สาขานี้มีเซ็กชั่นหนังสือภาษาญี่ปุ่นที่ใหญ่มาก (ซึ่งสาขาสยามพารากอนไม่มี)

ซุปเปอร์มาร์เก็ต Foodland สาขาลาดพร้าว
อยู่ใกล้บ้าน แวะได้ง่าย มีร้านอาหารที่ทุกคนจำหน้าเราได้ (และเราก็จำหน้าทุกคนได้เช่นกัน) ชอบไปเดินเล่นที่นี่ ดูอาหาร ขนม แถมมีมุมร้านหนังสือที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมงด้วย ซึ่งกรุงเทพไม่ค่อยมี
Read more ...

พัฒนาการของมนุษย์

13 พ.ย. 2552

ผศ.ดร. เจษฎา เด่วดวงบริพันธ์ นายกสมาคมนักเรียนทุนโครงการ พสวท. แปลและเรียบเรียง

ได้แสดงให้เห็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ ที่บอกว่ามนุษย์และญาติสนิทของเราทางวิวัฒนาการมีลำดับพันธุกรรมที่เหมือนกันถึงเกือบ 99 % คำถามที่น่าปวดหัวเป็นอย่างยิ่งคือ แล้วอะไรที่ทำให้เราวิวัฒนาการมาจนกลายเป็นสัตว์เดินสองขาที่ครองโลกอยู่ในขณะนี้ได้ ทำไมดีเอ็นเอที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อยระหว่างมนุษย์และลิงชิมแพนซีจึงทำให้เราและลิงมีความแตกต่างได้ถึงขนาดนี้

ใคร ๆ ก็คงบอกได้ว่า ถ้าไม่นับขนที่ปุกปุยและสัดส่วนร่างกายที่แปลกออกไป ลิงชิมแพนซีนั้นคล้ายคลึงกับคนเพียงใด นอกจากจะมีลักษณะเหมือนกันทางกายภาพแล้ว ลิงชิมแพนซียังมีพฤติกรรมหลายอย่างที่คล้ายมนุษย์เช่น เรารู้จักสร้างและใช้เครื่องมือ รวมทั้งสามารถถ่ายทอดความรู้นี้ไปให้ลูกหลาน นอกจากนี้ลำดับชั้นวรรณะในสังคมของลิงชิมแพนซีก็มีความซับซ้อน และมันยังสามารถจดจำสิ่งต่าง ๆ และเรียนรู้วิธีการสื่อสารผ่านการส่งภาษาใบ้ได้ด้วย ทั้งหมดนี้อธิบายได้ดังที่ ชาล์ส ดาร์วิน (Charles Darwin) บิดาแห่งวิชาวิวัฒนาการเคยกล่ายไว้เมื่อกว่าร้อยห้าสิบปีแล้วว่า มนุษย์และลิงเอป (ape) สืบสายเลือดมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน

ขณะเดียวกัน ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยของดีเอ็นเอนี้ ได้ช่วยให้เรามีสมองที่ซับซ้อนกว่าจนสามารถเดินตัวตรงสองขาได้ รวมทั้งทำให้เราเป็นโรคบางชนิดที่ลิงชิมแพนซีไม่เป็น เช่น มาเลเรีย เอดส์ และโรคอัลไซเมอร์ ความลับของดีเอ็นเอดังกล่าวกำลังถูกคลี่คลายในอีกไม่นานนี้ จากผลการศึกษาวิจัยของ ดร.ชวานเต้ พาโบ (Svante Paabo) นักอณูพันธุศาสตร์ (molecular geneticist) แห่ง สถาบันแม็กซ์แพล็งค์ เพื่อศึกษาวิวัฒนาการของมนุษย์ (Max Planck Institute for Evolutionary Anthropology) ในเมืองไลป์ซิ๊ก ประเทศเยอรมณี ที่กำลังพยายามจะถอดรหัสดีเอ็นเอของมนุษย์นีแอนเดอทอล (Neanderthal) ญาติใกล้ชิดที่สุดของเราซึ่งเป็นมนุษย์ถ้ำที่สูญพันธุ์ไปแล้วเมื่อหลายหมื่นปีก่อน

ดร.พาโบ เชื่อมั่นว่าเขาพบวิธีที่จะสามารถเรียบเรียงลำดับพันธุกรรมของมนุษย์ถ้ำนีแอนเดอทอลใหม่ จากดีเอ็นเอที่สกัดจากซากกระดูกโบราณอายุกว่าสามหมื่นแปดพันปี ถ้าเขาทำได้สำเร็จแล้ว และนำเอาลำดับดีเอ็นเอของมนุษย์นีแอนเดอทอลมาเปรียบเทียบกับลำดับดีเอ็นเอของคน ลิงชิมแพนซี ลิงกอริลล่า และสัตว์ตระกูลไพรเมต (primate) อื่น ๆ ได้แล้วล่ะก็ จะทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถอธิบายได้ถึงประเด็นที่ทำให้เราวิวัฒนาการจนกลายเป็นมนุษย์ รวมถึงสาเหตุของโรคพันธุกรรมต่าง ๆ และวิธีที่จะรักษาโรคเหล่านั้นด้วย

การศึกษาความสัมพันธ์เชิงชีวเคมี (biochemistry) ระหว่างคนและลิงเอปเริ่มในราวปี พ.ศ. 2503 โดยของ ดร.มอร์ริส กู้ดแมน (Morris Goodman) แห่งมหาวิทยาลัยเวนย์ เสตท (Wayne State University) ซึ่งได้พบว่าไก่ที่ถูกฉีดโปรตีนจากเลือดของคน ลิงชิมแพนซี และลิงกอริลล่า จะตอบสนองโดยการสร้างภูมิคุ้มกันที่เหมือนกัน ขณะที่เลือดของลิงอุรังอุตังและชะนีจะไม่สร้างภูมิคุ้มกันนั่น แสดงว่าคนมีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมใกล้ชิดกับลิงชิมแพนซีและลิงกอริลล่า มากกว่ากับลิงอุรังอุตังและชะนี

ในปี พ.ศ. 2518 ดร.แมรี่-แคลร์ คิง (Mary-Claire King) และดร. อัลลัน วิลสัน (Allan Wilson) แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ (University of California, Berkeley) ได้ประสบความสำเร็จในการประมาณว่าคนและลิงชิมแพนซีมีสารพันธุกรรมเหมือนกันระหว่าง 98% ถึง 99% และต่อมาในปี พ.ศ. 2541 ดร.อาจิต วาร์กี (Ajit Varki) แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก (University of California, San Diego) ได้พบว่า คนที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคมาเลเรียและไข้หวัดง่ายกว่าลิงชิมแพนซี เพราะมีโครงสร้างที่ผิดปกติของสารชนิดหนึ่งที่เรียกว่ากรดซิอะลิก (sialic acid) บนผิวของเซลล์มนุษย์ซึ่งยีน (gene) สำหรับสร้างกรดซิอะลิกในคนจะแตกต่างของลิงชิมแพนซี และทำให้เกิดกรดซิอะลิกที่มีโครงสร้างเหมาะสมในการเป็นจุดรับ (docking site) ของเชื้อจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคดังกล่าว

ทีมวิจัยของดร. พาโบ เมื่อไม่นานมานี้ได้เคยศึกษาวิวัฒนาการของ ยีนฟ็อกซ์พีทู (FOXP2) ซึ่งมีบทบาทสำคัญยิ่งในการทำให้มนุษย์สามารถพัฒนาการพูดและภาษาได้ และพบว่ายีนนี้ได้วิวัฒนาการเมื่อสองแสนปีก่อนนี้ จึงนับว่านานหลายล้านปีหลังจากที่บรรพบุรุษของเราเริ่มวิวัฒนาการมาเดินสองขา นอกจากนี้เขายังได้นำลำดับของโปรตีนที่แปลงรหัสจากยีน FOXP2 ของคนมาเปรียบเทียบกับลำดับโปรตีนของไพรเมตอื่น รวมถึงของหนูด้วย ซึ่งเป็นที่น่าแปลกในอย่างยิ่งที่ว่า ความสามารถที่ต่างกันระหว่างคนและลิงชิมแพนซีทางด้านการพูดนั้น เกิดจากความแตกต่างของลำดับกรดอะมิโน (amino acid) ในโปรตีนจากยีน FOXP2 ของคนและลิงชิมแพนซีเพียง 2 ตำแหน่งเท่านั้น จากทั้ง 715 ตำแหน่ง

ต่อมาในปี พ.ศ. 2547 คณะวิจัยของ ดร.ฮันเซลล์ สเตดแมน (Hansell Stedman) แห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย (University of Pennsylvania) ได้พบความผิดปกติของอีกยีนหนึ่งที่นำไปสู่วิวัฒนาการที่แปลกขึ้นไปอีก พวกเขาเชื่อว่าการที่มนุษย์มีการกลายพันธุ์ (mutation) ของยีนหนึ่งบนโครโมโซมคู่ที่ 7 ขณะที่ลิงเอปอื่นไม่มีนั้น ทำให้เมื่อประมาณสองล้านปีก่อนบรรพบุรุษของมนุษย์ไม่สามารถสร้างโปรตีนไมโอซิน (myosin) ชนิด MYH16 ในกล้ามเนื้อขากรรไกรที่ใช้กัดและบดเคี้ยวได้ ความผิดปกติของโปรตีนนี้อาจทำให้บรรพบุรุษของเราต้องเคี้ยวอาหารชิ้นเล็กลง และส่งผลต่อเนื่องไปถึงการพัฒนากะโหลกและสมองให้มีขนาดใหญ่ขึ้น

จนกระทั่งเมื่อสองปีก่อนนี้เอง ที่ลำดับ ดีเอ็นเออย่างหยาบ (rough draft) ของจีโนมลิงชิมแพนซีได้ถูกตีพิมพ์เผยแพร่ ผลการค้นพบที่ได้ ช่วยยืนยันว่าจีโนมของมนุษย์กับของลิงชิมแพนซีนั้นแตกต่างกันน้อยมาก คือต่างกันเพียง 1.23% โดยที่ความแตกต่างส่วนใหญ่อยู่ที่โครโมโซมวาย (Y chromosome) ซึ่งมีในตัวผู้เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังพบอีกว่าเปิดปิดยีนอยู่ในลำดับดีเอ็นเอบริเวณที่ไม่ได้ถอดรหัสเป็นยีน (noncoding region) ในจีโนมซึ่งก่อนหน้านี้มักจะเรียกว่าเป็นดีเอ็นเอขยะ (junk DNA) แต่ภายหลัง นักวิทยาศาสตร์พบว่ากว่า 3% ถึง 4% ของจีโนม เป็นดีเอ็นเอขยะแบบที่ทำงานได้ เช่น มีส่วนในการเปิดหรือปิดยีน แม้ว่าตัวมันเองจะไม่ได้ถอดรหัสเป็นโปรตีนใด ๆ ก็ตาม

ตามปกติ การกลายพันธุ์สามารถเกิดขึ้นได้โดยการสุ่มภายในจีโนม ซึ่งส่วนมาจะเกิดขึ้นระหว่างการแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส (meiosis) เพื่อสร้างเซลล์สืบพันธุ์ ซึ่งอาจจะเกิดความผิดพลาดได้ในขณะที่มีการเพิ่มจำนวนซ้ำ (duplication) หรือการขาดหายไป (deletion) หรือการกลับทิศ (inversion) ในสายดีเอ็นเอ ถ้าความผิดพลาดนี้เกิดขึ้นในบริเวณดีเอ็นเอขยะที่ไม่ได้ถูกใช้ในจีโนม เราจะไม่ได้เห็นความผิดปกติหรือการเปลี่ยนแปลงใด ๆ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าความผิดพลาดนี้เกิดขึ้นบนยีนหรือบนลำดับดีเอ็นเอที่ไม่ใช่ยีนแต่ทำหน้าที่ควบคุมการเปิดปิดยีน การเปลี่ยนแปลงก็อาจเกิดตามมา ซึ่งส่วนมากจะทำให้เกิดอันตรายกับสิ่งมีชีวิตนั้น แต่ในบางครั้งก็อาจทำให้เกิดลักษณะใหม่ที่ดีกว่าเดิม และส่งผลให้เกิดลูกหลานที่ดีขึ้นได้

คณะวิจัยของ ดร.เจมส์ ซิเกลา (James Sikeia) แห่งมหาวิทยาลัยโคโลราโด แห่งเดนเวอร์ (University of Colorado at Denver) ในเมืองออโรร่า รัฐโคโลราโด ได้พบตัวอย่างความผิดปกติของยีนที่กลับทำให้มนุษย์วิวัฒนาการต่างออกไปจากบรรพบุรุษที่คล้ายลิงได้ และได้ตีพิมพ์ผลงานในวารสาร Science ฉบับเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 ซึ่งแถลง ผลการศึกษายีนที่ถอดรหัสให้โปรตีน DUF1220 ซึ่งพบมากในสมองส่วนที่เกี่ยวกับจิตสำนึกและการรับรู้สิ่งต่าง ๆ และพบว่า เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มลิงเอป ยีนดังกล่าวในคนจะมีจำนวนชุดซ้ำ (copy) มากที่สุด ขณะที่ลิงชิมแพนซีและลิงกอริลล่าในทวีปแอฟริกามีจำนวนชุดซ้ำกว่า และมีเหลือน้อยมากในลิงอุรังอุตัง

ผลการวิจัยอีกชิ้นหนึ่งได้นำเสนอในวารสาร Nature ฉบับเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2549 โดย ดร.แคทเธอรีน พอลลาร์ด (Katherine Pollard) แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส (University of California, Davis) และ ดร.โซฟี ซาลามา (Sofie Salama) แห่ง มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานตาครู้ซ (University of California, Santa Cruz) ซึ่งกล่าวถึงการค้นพบยีนหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการของสมองมนุษย์ โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ซับซ้อนมาก ทำการตรวจค้นจีโนมของคน ลิงชิมแพนซี และสัตว์มีกระดูกสันหลังอื่น ๆ เพื่อค้นหาตำแหน่งของดีเอ็นเอในจีโนมของคนที่มีอัตราวิวัฒนาการเร็วกว่าของสัตว์อื่น คณะวิจัยได้ค้นพบ ตำแหน่งที่วิวัฒนาการเร็วมากกว่า 49 แห่งในจีโนมมนุษย์ และเรียกบริเวณเหล่านี้ว่า HAR (human accelerated region)

ตำแหน่งหนึ่งที่พบว่ามีวิวัฒนาการแตกต่างกันมากที่สุดระหว่างของคนและลิงชิมแพนซีคือ บริเวณ HAR1 ซึ่งภายหลังถูกพบว่าเป็นส่วนหนึ่งของยีนที่มีการทำงานในเนื้อเยื่อของทารกในครรภ์ ระหว่างสัปดาห์ที่ 7 ถึง สัปดาห์ที่ 19 ของการตั้งครรภ์ ถึงแม้ว่าเรายังไม่ทราบว่ายีนนี้มีหน้าที่เฉพาะอะไร แต่ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่โปรตีนชนิดหนึ่ง เรียกว่าโปรตีนรีเอลิน (reelin) ซึ่งมีส่วนช่วยพัฒนาสมองส่วน ซีรีบรอล คอร์เท็กซ์ (cerebral cortex) ของมนุษย์ให้ก่อตัวขึ้นเป็นโครงสร้างแบบหกชั้นที่ยิ่งน่าสนใจไปกว่านั้นกับผลการวิจัยนี้ คือ บริเวณ HAR เกือบทั้งหมดถูกพบว่าอยู่ในลำดับดีเอ็นเอในจีโนม บริเวณที่ไม่ได้ถอดรหัสแต่อาจมีหน้าที่ทำงานนั้น ซึ่งช่วยสนับสนุนว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของวิวัฒนาการระหว่างสิ่งมีชีวิตแต่ละสปีชีส์ อยู่ในบริเวณที่เคยเชื่อกันว่าเป็นดีเอ็นเอขยะ

จากที่ได้กล่าวถึงความสำคัญของการนำเอาวิธีการเปรียบเทียบยีนต่อยีน หรือจีโนมต่อจีโนม มาใช้ศึกษาเพื่ออธิบายความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการระหว่างมนุษย์และลิงชิมแพนซีได้อย่างมหัศจรรย์ และเริ่มทำให้เราเข้าใจว่าเหตุใดจุดที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อยระหว่างลำดับพันธุกรรมของเราและญาติสนิทขนปุยโดยเฉพาะบริเวณดีเอ็นเอที่ไม่ได้ถอดรหัสในโปรตีนใด ๆ นี้ ถึงกลับทำให้เกิดความแตกต่างอย่างมหาศาลในเชิงกายภาพได้

การนำจีโนมของสัตว์ตระกูลไพรเมตชนิดต่าง ๆ มาเปรียบเทียบกันยังนำไปสู่แนวคิดใหม่ ๆ เกี่ยวกับจุดกำเนินของความเป็นมนุษย์ (humanity) ด้วย คณะวิจัยของ ดร. เดวิด รีซ (David Reich) แห่งสถาบันบร้อด (Broad Institute) ในเมืองเคมบริด์จ รัฐแมซซาซูเซตต์ ได้นำดีเอ็นเอของคนและลิงชิมแพนซีมาเปรียบเทียบกับของลิงกอริลล่า ลิงอุรังอุตัง และลิงอื่น ๆ พวกเขาได้คำนวณค่าอัตราการเกิดวิวัฒนาการบนโครโมโซม และพบว่า คนและลิงชิมแพนซีวิวัฒนาการแยกจากบรรพบุรุษร่วม (common ancestor) เมื่อประมาณ 5.4 ล้านปีก่อน หรืออย่างมากก็ไม่เกิน 6.3 ล้านปี ซึ่งน้อยกว่าที่เคยคาดกันไว้มากจากการประมาณอายุด้วยซากฟอสซิล

เพราะวิวัฒนาการของโครโมโซมเอ็กซ์ (X chromosome) ของมนุษย์มีวิวัฒนาการแตกต่างจากโครโมโซมเอ็กซ์ของลิงชิมแพนซีอย่างสมบูรณ์ และใช้เวลานานกว่าโครโมโซมอื่นถึง 1.2 ล้านปี จึงนำไปสู่คำอธิบายที่น่าพิศวงว่า บรรพบุรุษของคนวิวัฒนาการแยกจากบรรพบุรุษของลิงชิมแพนซีก็จริง แต่ยังมีการผสมข้ามสายพันธุ์อยู่เป็นครั้งคราวก่อนจะวิวัฒนาการแยกจากกันอย่างสมบูรณ์ ทฤษฎีนี้แม้จะดูประหลาดก็ตาม แต่กลับช่วยอธิบายการค้นพบซากฟอสซิลโบราณที่มีลักษณะของคนและลิงชิมแพนซีผสมปนกันได้ ซึ่งอาจแสดงความเป็นบรรพบุรุษร่วมระหว่างสัตว์ทั้งสองสายพันธุ์ หรือการเกิดลูกผสม (hybrid) ระหว่างคนและลิงชิมแพนซี

ได้มีข้อถกเถียงกันมากในกรณีดังกล่าวซึ่งส่วนใหญ่แล้วมาจากความแม่นยำของการประมาณค่าอายุซากฟอสซิลและความน่าเชื่อถือของการคำนวณอัตราการเกิดวิวัฒนาการของดีเอ็นเอ ซึ่งต่างก็มีจุดบกพร่องด้วยกันทั้งคู่ อย่างไรก็ตาม นักพันธุศาสตร์ (geneticist) เชื่อกันว่า ถ้าเราสามารถนำจีโนม ของสัตว์กลุ่มไพรเมตมาเปรียบเทียบมากขึ้น เราจะสามารถตอบคำถามต่าง ๆ ได้มากยิ่งขึ้น ปัจจุบันนี้มีเพียงลำดับดีเอ็นเออย่างคร่าว ๆ ของจีโนมมนุษย์ ลิงชิมแพนซี ลิงอุรังอุตัง และลิงอีกบางชนิดเท่านั้น ดังนั้นจะเป็นการดีมากถ้าเราสามารถลำดับจีโนมของลิงกอริลล่า ชะนี และ ลีมัวร์ (lemur) แล้วนำมาเปรียบเทียบด้วย

แต่สิ่งที่น่าจับตามองที่สุด อยู่ที่ผลการศึกษาจีโนมของญาติสนิทคนสำคัญที่สุดของมนุษย์เรา คือ มนุษย์ถ้ำนีแอนเดอร์ทัล ที่ถือกำเนิดบนโลกประมาณเมื่อห้าแสนปีมาแล้ว ยุคสมัยของนีแอนเดอร์ทัลได้ดำเนินไปกว่าหลายหมื่นปี โดยอาศัยอยู่ร่วมกับบรรพบุรุษของมนุษย์เรา หรืออาจมีอยู่จำนวนมากกว่าเสียด้วยซ้ำ ดังที่พบหลักฐานในทวีปยุโรปและเอเชียตะวันตกจากนั้นจึงสูญพันธุ์ไป โดยผลการค้นพบใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature ฉบับเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 ระบุว่ามนุษย์นีแอนเดอร์ทัล กลุ่มสุดท้ายน่าจะเคยอาศัยอยู่ที่ช่องแคบยิบรอลต้า (Gibraltar) ตอนใต้สุดของคาบสมุทรไอบีเรียน (Iberian Peninsula) เมื่อ 28,000 ปีก่อน

มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลนั้นมีวิวัฒนาการระดับสูงกว่าที่หลายคนเข้าใจ พวกเขาสามารถใช้ไฟได้ มีการประกอบพิธีฝังศพ และมีความสามารถทางศิลปะ แต่อย่างไรก็ตามนีแอนเดอร์ทัลก็ยังไม่ได้เจริญสูงถึงขั้นที่บรรพบุรุษของมนุษย์เราเคยทำไว้เมื่อ 10,000 ถึง 15,000 ปีก่อนได้ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเบื้องหลังของความสำเร็จของมนุษย์ซ่อนอยู่ในยีนของเรานี้เอง ทีมวิจัยชั้นนำของโลกสองทีม คือ กลุ่มของ ดร.ชวานเต้ พาโบ (Svante Paabo) และคณะวิจัยของ ดร.เอ็ดดี้ รูบิน (Eddy Rubin) แห่งสถาบันความร่วมมือด้านจีโนม (Joint Genome Institute) ในเมืองวาลนัท ครี้ก รัฐแคลิฟอร์เนีย กำลังพยายามใช้เทคนิคที่ต่างกันในการศึกษาหาลำดับดีเอ็นเอของจีโนมมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล

จึงอาจจะฟังดูเป็นเรื่องง่าย แต่ในความเป็นจริงแล้วการศึกษาดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิตที่สูญพันธุ์ไปนานเช่น นีแอนเดอร์ทัลเป็นเรื่องที่ยากมาก ตามปกติสารอินทรีย์ที่เป็นโมเลกุลซับซ้อนเช่น ดีเอ็นเอนี้จะสลาย (degrade) ไปเองตามกาลเวลา ส่วนกระดูกซึ่งถูกฝังอยู่ใต้ดินเป็นพัน ๆ ปีก็จะอาจปนเปื้อนด้วยดีเอ็นเอของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา ยิ่งไปกว่านั้น ใครก็ตามที่สัมผัสกับซากฟอสซิล นี้ยังอาจทำดีเอ็นเอปนเปื้อนก็ได้ การศึกษาซากฟอสซิลของนีแอนเดอร์ทัลประมาณ 60 ชิ้นจากที่มีอยู่ราว 400 ชิ้น คณะวิจัยของ ดร.พาโบ ได้พบเพียงแค่ 2 ชิ้นเท่านั้นที่สามารถสกัดดีเอ็นเอได้ และที่แย่ไปกว่านั้น คือมีเพียง 6% ของดีเอ็นเอที่สกัดที่น่าจะเป็นของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลจริง ๆ

อุปสรรคดังกล่าว ทำให้งานวิจัยคืบหน้าไปช้ามาก ดร.พาโบ ได้แถลงในวารสาร Nature ในปลายปี พ.ศ. 2549 ว่าพวกเขาได้อ่านลำดับดีเอ็นเอของนีแอนเดอร์ทัลไปหนึ่งล้านตำแหน่งที่จะต้องศึกษา ซึ่งการศึกษาเบื้องต้นแสดงว่านีแอนเดอร์ทัลได้วิวัฒนาการแยกไปจากมนุษย์เมื่อประมาณ 370,000 ปีก่อน ในขณะที่กลุ่มของ ดร.รูบิน ได้ตีพิมพ์ในวารสาร Science ให้ผลสรุปที่คล้ายคลึงกัน จากการอ่านลำดับดีเอ็นเอไปแล้ว 65,250 คู่เบส แม้ข้อมูลจะต่างกันที่ตัวเลขแต่จำนวนปีก็ประมาณได้อยู่บ้าง

ถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้มีการศึกษา ความแตกต่างของลำดับดีเอ็นเอที่ทำให้ คนเราไม่เหมือนกับมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลมาก การที่นักวิทยาศาสตร์เริ่มสามารถหาลำดับดีเอ็นเอจากสิ่งมีชีวิตที่สูญพันธุ์ไปนานแล้วเช่นนี้ ได้ช่วยพิสูจน์แนวคิดและความสำคัญของการศึกษาวิวัฒนาการด้วยการเปรียบเทียบจีโนมสิ่งมีชีวิตทีมวิจัยทั้งสองเชื่อว่าอีกไม่กี่ปีเราก็จะมีลำดับดีเอ็นเอที่สมบูรณ์พอใช้งานได้ของจีโนม ของนีแอนเดอร์ทัล และเมื่อนำไปเปรียบเทียบร่วมกับดีเอ็นเอของลิงชิมแพนซี ก็น่าจะนำไปสู่องค์ความรู้ใหม่เกี่ยวกับจุดกำเนินของภาวการณ์เป็นโรคต่าง ๆ และการเกิดภูมิคุ้มกันของมนุษย์ได้ ยิ่งไปกว่านั้น นักวิทยาศาสตร์อาจจะหาวิธีนำเอาชิ้นส่วนดีเอ็นเอของมนุษย์และนีแอนเดอร์ทัล มาศึกษาเปรียบเทียบโดยการใส่เข้าไปในหนูทดลอง เพื่อดูผลกระทบที่จะตามมาได้อีกด้วย

ถึงแม้ว่าข้อมูลจากงานวิจัยเกี่ยวกับจีโนมของมนุษย์ถ้ำนีแอนเดอร์ทัล น่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านกลับไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้ ดร.เลิฟจอย (Lovejoy) แห่ง มหาวิทยาลัยเค้นท์ (Kent State University) แย้งว่า นีแอนเดอร์ทัลถือกำเนิดบนโลกเมื่อไม่นานมานี้เอง และเป็นตัวแทนของวิวัฒนาการของมนุษย์ที่จำเพาะต่อสิ่งแวดล้อมบางส่วนของโลก เช่น ในทวีปยุโรปเท่านั้น ดร.เลิฟจอย ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดเรื่องการผสมข้ามสายพันธุ์ (mutation rate) ของจีโนม มาใช้ในการประมาณช่วงเวลาในการเปลี่ยนแปลงทางวิวัฒนาการ เป็นวิธีการที่ไม่ละเอียดเลย นักวิทยาศาสตร์หลายคนเชื่อว่าลักษณะต่าง ๆ ที่ทำให้มนุษย์เราแตกต่างจากสัตว์อื่น ตั้งแต่สมองขนาดใหญ่ ภาษาพูด การเดินตัวตรง นิ้วโป้งที่พับเข้าได้ ไปจนถึงความจำเพาะในการเป็นโรคบางอย่างนั้น ล้วนเป็นลักษณะที่มีความซับซ้อนสูงและน่าจะต้องผ่านกระบวนการคัดเลือก (selection) เป็นระยะนานกว่าห้าหมื่นชั่วอายุคน

อย่างไรก็ตาม เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปในวงนักชีววิทยาว่า การวิจัยเปรียบเทียบหาความแตกต่างระหว่างจีโนมของคนกับของสัตว์อื่น ๆ บนโลก จะก่อให้เกิดประโยชน์มหาศาลหลายครั้งที่ความแตกต่างเหล่านี้ได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์เชิงปฏิบัติโดยตรง ดูตัวอย่างได้จากการค้นพบของ ดร.วากิ ที่สามารถจะทราบว่าเซลล์ของมนุษย์ขาดกรดซิอะลิก (sialic acid) ที่จำเป็นไปรูปทรงหนึ่ง ได้สำเร็จก่อนที่โครงการถอดรหัสจีโนมของมนุษย์จะแล้วเสร็จ กลุ่มของ ดร.วากิ ยังค้นพบอีกว่ามียีนถึง 10 ยีน ในทั้งหมดกว่า 60 ยีนซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างและทำงานของกรดซิอาลิก ที่มีความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างของชิมแพนซีและของมนุษย์ องค์ความรู้ที่ได้จากศึกษาเปรียบเทียบจีโนมนี้จะนำไปสู่ความเข้าใจในกระบวนการเกิดโรคร้าย เช่น โรคมาเลเรีย เอดส์ และโรคไวรัสตับอักเสบได้ดีกว่าการศึกษาแค่เฉพาะจีโนม ของมนุษย์เพียงอย่างเดียว

ไม่ว่าการถกเถียงเชิงวิทยาศาสตร์นี้จะดำเนินไปอย่างไร สำหรับชาวบ้านธรรมดาคำถามสำคัญที่สุดยังคงไม่พ้นปัญหาที่ว่าอะไรคือตัวกำหนดให้เราเป็น

“มนุษย์” วิวัฒนาการนั้นเป็นกระบวนการที่สลับซับซ้อนและเกิดขึ้นโดยสุ่มตามธรรมชาติ ตามกลไกความสัมพันธ์ระหว่างการผันแปรของพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตที่ทำงานสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป จนทำให้เกิดเป็นสิ่งมีชีวิตใหม่ที่มีความสามารถในการอยู่รอดดีกว่าตัวอื่น ๆ กระบวนการวิวัฒนาการที่ยากต่อการจินตนาการตามไปด้วยนี้ ดำเนินอย่างสุ่มเป็นเวลากว่าสามพันห้าร้อยล้านปี จนนำมาสู่เผ่าพันธุ์ของมนุษย์ซึ่งสามารถสร้างสรรค์วัฒนธรรมและสิ่งประดิษฐ์ได้อย่างอัศจรรย์ หวังว่าอีกไม่กี่ปี เราจะสามารถเข้าใจได้อย่างชัดเจน ว่ากระบวนการวิวัฒนาการของมนุษย์เราโดยแท้จริงแล้วเป็นเช่นไร
Read more ...

งานหนัก ไม่เคยฆ่าคน ใครที่ตายเพราะทำงานหนัก ครูจะสร้างอนุสาวรีย์ไว้ในแม่โจ้ (Hard work never kill man)

12 พ.ย. 2552

ตำนานแม่โจ้ 8

ศาสตราจารย์ ดร.วิภาต บุญศรี วังซ้าย (แม่โจ้ รุ่น 1)

Vipata B. Wangsai (2459 - 2527)(1916 - 1984)

The first claimed "Hard Work Never Kill Anyone." on June 9, 1955

อมตะโอวาท “ งานหนักไม่เคยฆ่าคน” วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2498

อาจารย์ วิภาต บุญศรี วังซ้าย ผู้อำนวยการ นั่งอยู่หน้าสุดบนเวทีของห้องประชุม ด้านล่างห้องประชุม ตอนหน้าสุด มีนักเรียนชั้นปีที่สามจำนวน 52 คน นักเรียนชั้นปีที่สองจำนวน 120 คน และนักเรียนชั้นปีที่หนึ่ง (รุ่น 20) จำนวน 221 คน

พิธีไหว้ครู เริ่มขึ้นเมื่อเวลา 09.00 น.

หลังพิธี ไหว้ครู อาจารย์ วิภาต บุญศรี วังซ้าย ได้ให้โอวาท มีถ้อยคำตอนหนึ่งที่ทุกคนจำได้จนถึงทุกวันนี้

“ ....งานหนัก ไม่เคยฆ่าคนใครที่ตายเพราะทำงานหนัก ครูจะสร้างอนุสาวรีย์ไว้ในแม่โจ้ .. ”

วจนโอวาทนี้มีความหมายต่อพวกเรา ชาวแม่โจ้ อย่างมาก และได้กลายเป็นบทท่องคาถายามเหน็ดเหนื่อย เป็นมนต์ขลังสร้างพลังใจให้แก่นักศึกษาทุกรุ่น สร้างให้ “ นักศึกษาแม่โจ้” มีความแกร่งและกล้าตัดสินใจในการทำงาน และเป็น อมตะโอวาทที่จำได้ทุกคนตลอดระยะเวลา 51 ปีที่ผ่านมา

“ งานหนักไม่เคยฆ่าคน”

ประวัติโดยย่อของ ศาสตราจารย์ ดร. วิภาต บุญศรี วังซ้าย

อาจารย์วิภาต เกิดเมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2459 ที่บ้านสันกลาง ตำบลในเวียง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ เป็นบุตรคนที่ 7 ของนายบุญมา และ นาง บัวเกี๋ยง วังซ้าย

อาจารย์วิภาตเรียนจบการศึกษาชั้นมัธยม 6 จากโรงเรียนพิริยาลัย จังหวัดแพร่ แล้วมาเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนยุพราชวิทยาลัยในปี พ.ศ. 2476

พ.ศ. 2477 สอบเข้าเรียนเป็นนักเรียนทุนโรงเรียนประถมกสิกรรมฝึกหัดครูภาคเหนือแม่โจ้ ถือเป็นรุ่นบุกเบิกและสร้างแม่โจ้ โดยมี อำมาตย์โท พระช่วงเกษตรศิลปการ เป็นอาจารย์ใหญ่

พ.ศ. 2479 เรียนจบแล้วไปทำงานเป็นพนักงานเกษตรกรรม แผนกยาง กรมเกษตรและการประมง ประจำที่จังหวัดสงขลา แล้วสอบชิงทุนหลวงไปศึกษาต่อที่ มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ เมืองลอสบานโยส สาขาเศรษฐศาสตร์ เรียนจบปริญญาตรี เดินทางกลับประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2484 และเข้ารับราชการเป็นอาจารย์ที่แม่โจ้ รับตำแหน่งเป็นอาจารย์ฝ่ายปกครอง

พ.ศ 2489 ลาออกจากราชการ ลงสมัครเลือกตั้งผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ และได้ดำรงตำแหน่งเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพานิชย์

พ.ศ. 2491 มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร อาจารย์วิภาตจึงอำลาชีวิตการเมือง ไปทำไร่ส่วนตัวที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมาเป็นเวลา 6 ปี

พ.ศ. 2497 กลับเข้าราชการ เป็นอาจารย์เอก ตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ โรงเรียนเกษตรกรรมแม่โจ้ กองโรงเรียนเกษตรกรรม กรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

พ.ศ.2499 ได้รับการแต่งตั้งเป็น ผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรกรรมเชียงใหม่ แม่โจ้

พ.ศ. 2508 เลื่อนตำแหน่งเป็น ผู้อำนวยการวิทยาลัย ชั้นพิเศษ

พ.ศ. 2518 – 2526 ได้รับตำแหน่งเป็น อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีการเกษตร รวม 2 สมัย

เมื่อครบวาระเกษียณอายุราชการ อาจารย์วิภาตได้เดินทางไปเยี่ยมเยียนลูกศิษย์และเพื่อนฝูงในต่างจังหวัดอยู่เสมอ

ปลายเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2527 เข้าตรวจสุขภาพร่างกาย และต้องไปพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลมหาราชชียงใหม่ รวม 2 ครั้ง อาการได้ทรุดลงเรี่อยๆ และได้จากลูกศิษย์ชาวแม่โจ้ไปเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2527 รวมอายุได้ 68 ปี

อาจารย์ วิภาต เป็นนักประชาธิปไตย เป็นผู้มีเมตตาธรรม ท่านมีคำพูดที่ประทับใจว่า “ ปลูกไมตรีดีกว่าพาล”

อาจารย์วิภาตเป็นผู้มีความริเริ่มและพัฒนางานใหม่ๆเสมอ ท่านได้สร้างคน สร้างคุณภาพของงานและผลผลิตที่สังคมยอมรับ ให้ปรากฎโดยทั่วไปเป็นที่ประจักษ์ตราบเท่าทุกวันนี้

นักเรียนแม่โจ้ แต่ละรุ่นที่จบออกไป เปรียบเทียบแม่โจ้ว่า เป็น มหาวิทยาลัยแห่งชีวิต

อาจารย์วิภาตเป็นนักพัฒนาชนบท ท่านพูดเสมอว่า ปรัชญาแม่โจ้นั้น ต้องเน้นด้านการพัฒนาชนบทเป็นงานแรก และถือเป็นงานสำคัญ ที่จะทำให้แม่โจ้ “ เด่น” ไปจากมหาวิทยาลัยอื่นๆ

อาจารย์วิภาตเป็นนักปกครองที่ดีเยี่ยมและเต็มไปด้วยบารมี เป็น “ ครู” ที่ประเสริฐ

เป็นปรมาจารย์ของศิษย์ทั้งปวง

อาจารย์ วิภาต เป็นผู้มีความสมถะ และท่านเป็นปูชนียบุคคลของแม่โจ้ เป็นสัญลักษณ์ของสถานศึกษา เกษตร-แม่โจ้ ตลอดไป

ท่าน ผู้มีเกียรติ์ ศิษย์เก่าแม่โจ้ นักศึกษาแม่โจ้ บุคลากรมหาวิทยาลัยแม่โจ้ทุกท่าน กระผมในฐานะผู้ทำหน้าที่สรุปประวัติโดยย่อ และอ่านคำสดุดีอนุสาวรีย์ ศาสตราจารย์ ดร. วิภาต บุญศรี วังซ้าย ขอขอบพระคุณผู้มีเกียรติ์ทุกท่านที่มาร่วมงานวันนี้ ขอขอบพระคุณพี่ๆ อาวุโส ทุกท่านที่อุตส่าห์เดินทาง ไกลๆ มาจากต่างจังหวัด เพื่อมารำลึกถึงคุณ งามความดีของ ศาสตราจารย์ ดร. วิภาต บุญศรี วังซ้าย ในวาระครบรอบปีที่ 72 แห่งการก่อตั้ง เกษตร-แม่โจ้

ขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ สวัสดี

*****************

คำจารึกที่ฐานอนุสาวรีย์

“ ความเอาจริง มุ่งมั่น ขยัน บากบั่น มานะ พยายาม จะนำไปสู่ความสำเร็จ

คนเราควรก้าวหน้าไปให้ไกล ให้สูง เท่าที่จะสามารถทำได้

แต่ต้องมีศีลธรรม จรรยา ที่ดี ควบคุมตัวเองอยู่ตลอด ”

วิภาต บ.วังซ้าย

*******************
ข้อมูลเพิ่มสำหรับผู้อ่านคำสดุดี

เรียบเรียงจาก หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์ ดร.วิภาต บุญศรี วังซ้าย

วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2528 สุสานแม่โจ้

*******************

ภาพถ่ายจริง พ.ศ. 2479
นักเรียนแม่โจ้ รุ่น 3
รวมพลังความสามัคคี ปรับพื้นที่สร้างสนามฟุตบอล
หน้าเกวียน - บุญรอด บุญบงการ (ธนบุรี)
หน้าล้อเกวียน - พยนต์ ศรลัมภ์ (อุทัยธานี)
หลังล้อเกวียน - แถว สินธิพงศ์ (อ่างทอง)
ท้ายเกวียน - ผิว โกมลวณิช (พระนคร)
Read more ...

นสพ.โยมิอุริ ชิมบุนฉลองครบรอบ 135 ปีด้วยการเปิดบริการฐานข้อมูลออนไลน์ ( 26 ก.พ.2552)

12 พ.ย. 2552
พฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ 2009 12:58:50 น.

โยมิอุริ ชิมบุน (Yomiuri Shimbun) หนังสือพิมพ์รายใหญ่ที่สุดของประเทศญี่ปุ่น

ฉลองครบรอบ 135 ปีด้วยการเปิดให้บริการฐานข้อมูลออนไลน์ในชื่อ 

"โยมิดาส เรคิชิคัง" (Yomidas Rekishikan) 

เพื่อนำเสนอฐานข้อมูลเชิงพาณิชย์ผ่านระบบออนไลน์เป็นรายแรก โดยจะเริ่มให้บริการตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป

ฐานข้อมูลออนไลน์ดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นผ่านบทความกว่า 10 ล้านชิ้นโดยเนื้อหาหลักในฐานข้อมูลจะประกอบด้วยภาพข่าว บทความ รวมไปถึงฐานข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลสำคัญที่ทางโยมิอุริ ชิมบุน ทำการรายงานมาตลอดระยะเวลา 135 ปีที่ผ่านมา

โดยบริการล่าสุดนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการอ่านบทความของโยมิอุริ ชิมบุน ตั้งแต่สมัยเมจิ ไทโช โชวะ และเฮเซ เพื่อประโยชน์ในการศึกษาประวัติศาสตร์และสังคมญี่ปุ่นในแง่มุมต่างๆ รวมถึงเพื่อการศึกษาพัฒนาการของภาษาญี่ปุ่น 

อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อสถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย หอสมุด สถานที่ราชการ วิสาหกิจ และองค์กรอื่นๆ ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ หนังสือพิมพ์โยมิอุริ ชิมบุน ฉบับแรกได้รับการตีพิมพ์เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 1874 โดยโยมิอุริ ชิมบุน ก้าวขึ้นเป็นหนังสือพิมพ์กรอบเช้ารายใหญ่สุดของญี่ปุ่น ด้วยยอดจำหน่าย 7.2 ล้านฉบับในปี ค.ศ. 1977 และในปี 1994 ยอดจำหน่ายของโยมิอุริ ชิมบุน ทะลุ 10 ล้านฉบับจนสามารถก้าวขึ้นรั้งตำแหน่งหนังสือพิมพ์ที่มียอดจำหน่ายสูงสุดในญี่ปุ่นมาได้จนถึงปัจจุบันนี้
Read more ...

"อ่านหนังสือเล่มนี้ แล้วทำให้รู้สึกอยากเขียน...อย่างกล้าหาญ" พัณณิดา ภูมิวัฒน์

6 พ.ย. 2552
ที่จริงแล้วมีหนังสือเล่มโปรดมหาศาล ไม่สามารถแนะนำได้หมด แต่คิดว่าในฐานะคนเขียนหนังสือ จะพูดถึงหนังสือที่เกี่ยวกับการเขียนหนังสือก็แล้วกัน มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งชื่อ If You Want to Write คนเขียนชื่อ Brenda Ueland เขียนมานานมากแล้ว แต่ยังเป็นคลาสสิกเล่มหนึ่งของคนที่อยากเขียนหนังสือ

หนังสือเล่มนี้ แม้จะเขียนถึงเรื่องเขียนก็จริง แต่ไม่ได้พูดถึงเทคนิคอะไรทั้งนั้น กลับพูดถึงการเป็นตัวของตัวเอง เชื่อในเสียงของตัวเอง และเรื่องราวที่ตัวเองต้องการจะเล่า เป็นหนังสือที่มักจะเก็บไว้กับตัวเสมอ และอ่านเวลาที่รู้สึกไม่สบายใจ เพราะทำให้รู้สึกว่ามีกำลังใจขึ้นมา รู้สึกว่าอยากเขียนหนังสือ “อย่างกล้าหาญ” และ “จริง” อย่างที่คุณยายคนเขียนคนนี้บอก สไตล์ของคุณยายไม่มีสไตล์อะไรเลย และไม่เคยบอกว่าเราจะต้องพยายามเลียนแบบหรือทำตามอย่างใครด้วย แต่บอกว่าการเขียนหนังสือเป็นการค้นพบตัวเอง คิด ๆ ดูแล้วคงเหมือนกับเรื่องต้นส้มแสนรัก คนเขียนเขียนถึงประสบการณ์ของตัวเอง และความเจ็บปวดของตัวเอง เมื่อออกมาจากตัวเอง มันจึง“จริง” และทำให้คนอีกมากมายรู้สึกได้
บางคนอาจจะไม่ชอบหนังสือเล่มนี้ เพราะคุณยายคนเขียนไม่มีอะไรให้ทั้งนั้น ไม่มีทั้งเทคนิคและสไตล์ แต่ส่วนตัวแล้วชอบมาก คิดว่าสักวันจะเขียนหนังสือให้ได้เหมือนคุณยาย
Read more ...

สิ่งที่ควรทำยิ่งของพระพุทธเจ้า

1 พ.ย. 2552



สมเด็จพระราชาธิบดินทร์มิลินทราชพระบาทท้าวเธอตรัสถามปัญหาข้อต่อไปอีกว่า
ข้าแต่พระนาคเสน พระผู้เป็นเจ้ากล่าวไว้สิ่งที่ควรทำทั้งสิ้น สมเด็จพระมหามุนินทร์ ทรงทำสำเร็จแล้วที่ภายใต้ไม้ศรีมหาโพธิ ไม่มีสิ่งที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปอีก ไม่มีการสะสมสิ่งที่ทำแล้ว ดังนี้ แต่มีปรากฏอยู่ว่า พระตถาคตเจ้าได้ทรงประทับอยู่ในสงัดถึง ๓ เดือน

ถ้าพระคถาคตเจ้าได้ทำสิ่งที่ควรทำหมดแล้ว คำที่ว่า พระตถาคตเจ้าทรงเช้าอยู่ในที่สงัดถึง ๓ เดือนนั้นก็ผิดไป
ถ้าถือการที่พระตถาคตเจ้าอยู่ในที่สงัดตลอด ๓ เดือนนั้นถูก คำที่ว่า พระตถาคตเจ้าได้ทำสิ่งที่ควรกำหนดแล้วนั้นก็ผิดไป

ข้าแต่พระนาคเสน การอยู่ในที่สงัด คือการเข้าฌานสมาบัติ ย่อมไม่มีแก่ผู้ที่ได้ทำสิ่งที่ควรทำเสร็จแล้ว
เหมือนกับความจำเป็นที่ต้องทำ ด้วยยา ย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีโรค ความจำเป็นด้วยโภชนาหาร ย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่หิวฉะนั้น ปัญหาข้อนี้เป็นอุภโตโกฏิ มีถึงพระผู้เป็นเจ้าแล้วขอโปราดแก้ไขด้วยเถิด
พระนาคเสนเถระวิสัชราว่า

ขอ ถวายพระพร สมเด็จพระชินวรได้ทำสิ่งที่ควรทำเสร็จแล้ว ที่ภายใต้โพธิพฤกษ์ ไม่มีสิ่งที่ควรทำอีก ไม่มีการสะสมสิ่งที่ควรทำไว้แล้วนั้นก็เป็นจริง

คำ ที่ว่า พระตถาคตเจ้าได้ทรงเข้าฌานสมาบัติอยู่ตลอด ๓ เดือนนั้นก็จริง คือเมื่อพระตถาคตเจ้าทั้งหลายทรงเข้าฌาน อันมีคุณมาก มีคุณเป็นเอนก แล้วจึงสำเร็จพระสัพพัญญุตญาณ เมื่อทรงระลึกถึงคุณที่ฌานเหล่านั้น ได้กระทำไว้แล้ว จึงทรงเข้าฌานอีก

เหมือนกับผู้ได้รับพรจากพระพราชา คือได้ลาภยศจากพระราชาแล้ว เมื่อระลึกถึงคุณของพระราชา ก็ไปเฝ้าพระราชาอยู่เนือง ๆ

หรือ เหมือนกับบุรุษผู้เจ็บไข้ ได้หายเจ็บไข้ เพราะหมอคนใด เมื่อระลึกถึงคุณหมอคนนั้น ก็ไปหาหมอเนือง ๆ ไปเพิ่มทรัพย์ให้หมอคนนั้นอีกเนือง ๆ ฉะนั้น


การเข้าฌานมีคุณ ๒๘


ขอถวายพระพร การเข้าฌานมีคุณ ๒๘ เมื่อสมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ทรงระลึกถึงคุณ ๒๘ นั้น ก็ทรงเข้าฌาน


คุณแห่งการเข้าฌาน ๒๘ นั้น คือ


๑. รักษาตัว
๒. ทำให้อายุเจริญ
๓. ทำให้เกิดกำลัง
๔. ปิดเสียซึ่งโทษ
๕. กำจัดเสียซึ่งสิ่งที่ไม่มียศ
๖. ทำให้เกิดยศ
๗. กำจัดเสียซึ่งความไม่ยินดีในธรรม
๘. ทำให้เกิดความยินดีในธรรม
๙. กำจัดเสียซึ่งภัย
๑๐. กระทำให้เกิดความกล้าหาญ
๑๑. กำจัดเสียซึ่งความเกียจคร้าน
๑๒. ทำให้ความเพียร
๑๓. กำจัดซึ่งราคะ
๑๔. ระงับซึ่งโทสะ
๑๕. กำจัดเสียซึ่งโมหะ
๑๖. กำจัดเสยซึ่งมานะ
๑๗. ทิ้งเสียซึ่งวิตก
๑๘. ทำจิตให้มีอารมณ์เป็นหนึ่ง
๑๙. ทำให้จิตรักในที่สงัด
๒๐. ทำให้ร่าเริง
๒๑. ทำให้เกิดปีติ
๒๒. ทำให้เป็นที่เคารพ
๒๓. ทำให้เกิดลาภ
๒๔. ทำให้เป็นที่รักแก่ผู้อื่น
๒๕. รักษาไว้ซึ่งความอดทน
๒๖. กำจัดเสียซึ่งอาสวะแห่งสังขารทั้งหลาย
๒๗. เพิกถอนเสียซึ่งการเกิดในภพต่อไป
๒๘. ให้ถึงซึ่งสามัญผลทั้งปวง

ดู ก่อนมหาราชะ การเข้าฌานย่อมมีคุณ ๒๘ ประการดังที่ว่านี้ สมเด็จพระชินห์ทั้งหลายจึงเข้าทรงฌาน อีกประการหนึ่ง เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายทรงต้องการเสวยสุขอันสงบ ก็ทรงเข้าฌาน

อนึ่ง สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลาย ย่อมทรงเข้าฌานโดยเหตุ ๔ คือ เพื่อความอยู่เป็นสุข ๑ เพื่อความไม่มีโทษมีแต่มากด้วยคุณ ๑ เพื่อความเจริญแห่งพระอริยะอย่างไม่เหลือ ๑ เป็นของที่พระพุทธเจ้าทั้งปวงสรรเสริญว่าประเสริฐ ๑

สมเด็จ พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมทรงเข้าฌานด้วยเหตุเหล่านี้ไม่ใช่ทรงเข้าฌานด้วยเหตุที่ยังมีสิ่งที่ควร ทำอยู่หรือด้วยเหตุเพื่อจะสะสมสิ่งที่ควรทำแล้วทรงเข้าด้วยทรงเล็งเห็น คุณวิเศษโดยแท้ขอถวายพระพร

พระผู้เป็นเจ้าโปรดนี้โยมไม่มีข้อสงสียโยมจะรับไว้ซึ่งถ้อยคำของพระผู้เป็นเจ้า ด้วยประการดังนี้

Read more ...

ความคิดเห็นล่าสุด

Recent Comments Widget