อายุจะ 30 ควรหยุด

30 ต.ค. 2557
โดยพันทิพ เมื่อ 31 ต.ค.2557

อายุจะ 30 แล้ว ควรหยุดพฤติกรรมดังนี้

1. หยุดการใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือย
คุณต้องเริ่มคิดเกี่ยวกับการใช้เงิน ควรเริ่มเก็บเงินเพื่อเอาไว้ใช้ในอนาคตได้แล้ว คิดถึงตอนที่คุณเกษียณออกจากการสิ ว่าตอนนั้นคุณจะเอาเงินที่ไหนใช้ ถ้าไม่เริ่มเก็บตั้งแต่ตอนนี้ เพราะเพียงแค่เงินบำเหน็จบำนาญคงไม่พอหรอก

2. หยุดลังเลเกี่ยวกับการทำงานและการหางานใหม่
เมื่ออายุย่างเข้าวัย 30 คุณควรจะมีงานที่มั่นคงและเป็นงานที่คุณรักจริงๆได้แล้ว เพราะถ้าคุณยังลังเลกับงานที่ทำอยู่ และรู้สึกว่ามันไม่ใช่ทีหลัง มันฏ้คงจะสายเกินไปที่จะไปเริ่มทำงานอื่นใหม่

3. หยุดการเล่นอินเทอร์เน็ตที่มากเกินไป
คุณควรเริ่มทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันและมีคุณค่าดีกว่า ยังจมกับการเล่นโซเชียล เล่นได้แต่ต้องมีขอบเขต เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้คุณเสียเวลาและไม่ได้ประโยชน์อะไรจากมันเลย

4. หยุดการโพสต์อะไรโง่ๆลง Facebook ได้แล้ว
ในกรณีที่ คุณไปสมัครงาน และแน่นอนว่านายจ้างคุณต้องเช็คประวัติบน Facebook ของคุณแน่ๆ ดังนั้นไปตรวจดูว่าตัวเองได้โพสต์อะไรแย่ๆรึเปล่า และลบมันออกซะ!

5. หยุดนึกถึงความล้มเหลวในอดีคที่ผ่านมา
เพราะการคิดถึงแต่เรื่องร้ายๆที่ผ่านมา จะทำให้ความสุขที่คุณควรจะได้รับในปัจจุบันหายไป อีกอย่างมันไม่ได้ช่วยให้คุณได้ทำงานดีๆที่คุณฝันไว้หรอกนะ ลืมมันไปเถอะ! แล้วมาเริ่มชีวิตใหม่กัน!

6. หยุดการเล่นมือถือขณะขับรถ
พฤติกรรมนี้เป็นพฤติกรรมของพวกคนที่อายุต่ำกว่า 30 เขาทำกัน!! คุณถือว่ามีอายุมากสำหรับเรื่องความรับผิดชอบ ถ้าทำได้ จะช่วยลดปัญหาการจลาจรและอุบัติเหตุได้เยอะเลยล่ะ

7. หยุดนิสัยการนอนในวันหยุดสุดสัปดาห์
บางคนอาจจะคิดว่าการนอนในช่วงวันหยุดจะช่วยชดเชยช่วงเวลาที่ไม่ค่อยได้นอนตอนทำงาน แต่นักวิชาการออกมาบอกว่า มันไม่ได้ช่วยชดเชยเลยจริงๆแถมยังทำให้คุณเพลียยิ่งกว่าเดิม แทนที่จะนอนอยู่แบบนั้น ออกมาทำกิจกรรมสนุกๆดีกว่า

8. หยุดกินแอลกอฮลล์จนเมาค้าง
การเมาค้างเป็นอะไรที่เสียเวลามากๆ แทนที่คุณจะได้ออกไปทำงานหรือข้างนอก คุณกลับต้องมาจมอยู่กับอาการเวียนหัวนี้โดยไม่ได้ทำอะไรเลย ฉะนั้นไม่ควรกินจนเมาขนาดนั้น และควรดื่มน้ำเยอะๆ

9. หยุดการสร้างมิตรภาพจอมปลอม
ถึงเวลาที่คุณควรจะมีเพื่อนที่ดีและจริงใจกับคุณจริงๆแล้ว คนที่มาเพียงเพื่อจะเอาประโยชน์จากตัวคุณหรือเอาเปรียบคุณ ตัดพวกเขาออกไปจากชีวิตเถอะ ไม่ต้องแคร์!!

10. หยุดแก้ตัวเกี่ยวกับเรื่องการออกกำลังกาย
หลายๆคนคงจะผลัดวันและเลี่ยงการออกกำลังกายมาตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มสาวแล้ว แต่! เมื่ออายุย่างเข้าเลข 3 หมายความว่าร่างกายคุณกำลังจะร่วงโรยแล้วนะคะ ดังนั้นควรหันมาใส่ใจกับการออกกำลังกายจริงๆเสียที

11. หยุดพฤติกรรมการกินอาหารขยะ
อายุขนาดนี้แล้ว ก็ควรจะรู้จักการทำอาหารทานเองได้แล้วนะคะ เพราะการทานอาหารขยะมันไม่ดีต่อร่างกายเลย และยิ่งอายุมากขึ้นยิ่งควรดูแลสุขภาพมากขึ้นนะ

12. หยุดปิดกั้นจิตใจตัวเองที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
ช่วงเวลาที่ผ่านมา คุณอาจจะพลาดอะไรหลายๆไปเพราะการปิดใจตัวเองไว้ เพียงแค่ลองเปิดใจและเรียนรู้ คุณจะพบว่าโลกมันกว้างกว่าที่คุณคิด

13. หยุดการขับรถอย่างไม่ระมัดระวัง
อย่างที่บอกไปก่อนนี้แล้วว่า อายุมากขึ้นยิ่งต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น ควรใส่ใจและขับรถอย่างระมัดระวังได้แล้ว เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อตัวเองและผู้อื่น ยังไม่สายเกินไปที่จะคิดได้นะคะ

14. หยุดนิสัยติดเกมส์ตลอดเวลา
เกมส์เป็นกิจกรรมที่ช่วยฆ่าเวลาและคลายเครียดได้ดีเลยนะ แต่ถ้าเล่นมากไปและเล่นตลอดเวลา มันไม่ใช่เรื่องที่ดีเลยนะคะ ยิ่งอายุ 30 แล้วด้วย

15. หยุดการเพิ่มรอยสักให้ตัวเอง
คุณอาจเกิดอาการอายและต้องซ่อนรอยสักของคุณไว้เมื่อคุณต้องทำงานในบริษัทใหญ่ที่เข้มงวด รอยสักที่คุณมีตั้งแต่แรกๆสมัยวัยรุ่นอาจจะไม่เป็นอะไร แต่คุณจะอธิบายยังไงล่ะ ถ้าเจ้านายเจอรอยสักอันใหม่ที่คุณเพิ่งไปทำมา ตอนคุณอายุ 30 นี้
Read more ...

Mind Map ของอดีตนายกทักษิณ ในการพัฒนาประเทศ

25 ต.ค. 2557
 
โดย http://pantip.com/topic/31072167 เมื่อ 25 ต.ค.2557
Read more ...

ผลวิจัยชี้ดื่มกาแฟเสี่ยงมีบุตรยาก

25 ต.ค. 2557
โดยวอยซ์ทีวี เมื่อ 24 ตุลาคม 2557 เวลา 21:13 น.

ผลวิจัยชี้ว่าการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่เหมาะสม ช่วยให้สมรรถภาพทางเพศของคุณผู้ชายดีขึ้น แต่การดื่มกาแฟในปริมาณมากกลับส่งผลเสีย ทำให้มีบุตรยาก

เป็นที่ทราบกันดีในวงการแพทย์ว่าการดื่มแอลกอฮอล์เป็นจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อสมรรถภาพทางเพศของสุภาพบุรุษทั้งหลายได้ แต่ผลวิจัยล่าสุดหลายชิ้น ซึ่งนำเสนอภายในการประชุมประจำปีของสมาคมอเมริกันเพื่อการเจริญพันธ์ทางการแพทย์ครั้งที่ 70 พบว่า 

การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่พอเหมาะเช่น เบียร์ 1 พินท์หรือไวน์ 1 แก้ว สามารถช่วยให้มีสมรรถภาพทางเพศดียิ่งขึ้น 

ในทางตรงกันข้าม ผลวิจัยชี้ว่า

การดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนทำให้ผู้ชายเสี่ยงต่อการเกิดภาวะมีบุตรยาก

ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยโรเชสเตอร์ มลรัฐนิวยอร์กของสหรัฐฯ 

ศึกษา

ประชากรตัวอย่างซึ่งเป็นผู้ชายจำนวน 753 คน มีอายุเฉลี่ย 35 ปี ที่อยู่ในระหว่างการรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพทางเพศระหว่างปี 2546-2554 

โดยทั้งหมดถูกสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ ว่ามีผลต่อความพึงพอใจในการมีเพศสัมพันธ์หรือไม่ โดย 3 ใน 4 ของประชากรตัวอย่าง ดื่มแอลกอฮอล์ และร้อยละ 16 สูบบุหรี่ ผลปรากฏว่า ผู้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีสมรรถภาพทางเพศดีกว่าผู้สูบบุหรี่

ส่วนผลวิจัยโรงพยาบาลกลางมลรัฐแมสซาชูเซตส์ที่ได้จากการเก็บข้อมูลระหว่างปี 2550-2556 พบว่า 

ผู้ชายที่ดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีสารคาเฟอีนประมาณ 265 มิลลิกรัมต่อวัน 

มีความเสี่ยงที่จะทำให้ภรรยาตั้งครรภ์ได้ยากขึ้น เพราะจะหลั่งอสุจิได้น้อยลง โดย

ปริมาณการดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มคาเฟอีนที่เหมาะควรอยู่ที่ 88 มิลลิกรัมต่อวัน 

แต่ถ้าหากผู้ชายดื่มแอลกอฮอล์ก็จะสามารถลดความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ยากได้

ด้านนางรีเบกกา โซโคล ผู้อำนวยการสมาคมอเมริกันเพื่อการเจริญพันธ์ทางการแพทย์ กล่าวว่า อวัยวะส่วนต่างๆและสารในร่างกายของมนุษย์เป็นสิ่งที่ซับซ้อน เมื่อพวกเราหายใจเข้าหรือดูดซึมสารต่างๆเข้าไป มันก็จะส่งผลต่อการกระตุ้นส่วนต่างๆของร่างกายไปด้วย 

ซึ่งการศึกษาเหล่านี้จะช่วยให้ทราบข้อมูลใหม่ทางการแพทย์ เพื่อเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำหรับคุณผู้ชายหลายๆคนให้มีสุขภาพที่ดี มีความสุขกับภรรยา และลูกๆในอนาคต
Read more ...

ตัวอย่างของความเอาจริงเอาจัง

24 ต.ค. 2557
ที่มา http://www.macstroke.com/21371/woz-nobody-macintosh-team-wanted-work-jobs-ever

Steve Wozniak เผยความในใจ… ในทีม Macintosh ไม่มีใครอยากกลับไปทำงานกับ Steve Jobs อีกเป็นอันขาด

14 กรกฎาคม 2014 - 3:00 น. News

เชื่อได้ว่าความเนี๊ยบ ความเคร่ง และความเอาจริงเอาจังของ Steve Jobs น่าจะเป็นตัวอย่างชีวิตการทำงานที่หลายๆ คนอยากทำตาม แต่ใครมันจะไปรู้ว่าเพราะความเนี๊ยบและเคร่งแบบเอาจริงเอาจังของ Steve Jobs เนี่ย ทำให้คนที่เคยร่วมงานมาด้วยกัน ถึงกับขยาด และเมื่อถามถึงครั้งที่สอง ก็มีแต่คนปฏิเสธ!

โดยในประเด็นนี้ Steve Wozniak ผู้ก่อตั้งร่วมของ Apple ได้ให้สัมภาษณ์กับ Milwaukee Business Journal ในประเด็นของการทำงานกับ Steve Jobs ภายใน Apple ว่า ตัวเขากับ Steve Jobs นั้น ก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันมาตลอด และเขาก็ไม่ได้มีด้านลบอะไรกับตัว Steve Jobs เลยแม้แต่น้อย แต่ด้วยเหตุผลส่วนตัวเขาก็ไม่สามารถเป็นวิศวกรอาวุโสของ Apple ต่อไปได้

นอกจากนั้นในบทสัมภาษณ์ Steve Wozniak ยังเผยต่อว่า เขาได้พูดคุยกับเพื่อนๆ ที่ทำโปรเจค Macintosh ร่วมกันมา ทั้งทีมวิศวกร และทีมดีไซน์ ซึ่งทั้งหมดต่างก็ให้เสียงแข็งว่า ถ้าต้องทำงานกับคนอย่าง Steve Jobs อีก สู้ไปทำอย่างอื่นที่ไม่มี Steve Jobs มากวนใจดีกว่า ซึ่งส่วนหนึ่ง Wozniak ได้ให้ความเห็นว่า

“เพื่อนผมทุกๆ คน ที่ทำ Macintosh ด้วยกันมา ต่างก็ทำโปรเจคนี้กันอย่างเต็มที่ แต่ทั้งหมดบอกกับผมว่า พวกเขาขอไม่ทำงานกับ Steve Jobs อีกต่อไป และจะไม่มีวันเกิดขึ้นอีก เพราะมันรู้สึกแย่”

แต่อย่างไรเสีย Wozniak ขยายความต่อว่า เพราะ Jobs เป็นที่คนฉลาดชนิดที่ว่าหาใครมาเทียบไม่ได้ (people who were really really brilliant) และตัว Wozniak เองก็เป็นฝ่ายที่เลือก Jobs เข้ามาร่วมสร้าง Macintosh ด้วยกัน เขายังบอกต่อว่าความสัมพันธ์ระหว่าง Steve Jobs และ Bill Gates (ผู้ก่อตั้ง Microsoft) นั้นก็เป็นความสัมพันธ์ฉันมิตร ไม่ได้แสดงออกว่าเป็นศัตรูที่ต้องโค่นกันให้ได้เหมือนตามงานแถลงข่าวแต่ละเวที

และในขณะที่กำลังพัฒนา iPhone เขาก็ไม่ได้เอาต้นแบบไปปรึกษากับ Bill Gates ด้วย เพราะกลัวว่า Microsoft จะลอกเลียนแบบไอเดียที่เขาและบริษัทได้คิดค้นไปใช้ แต่ถึงกระนั้นก็ตามอดีตบอร์ดคนหนึ่งของ Apple (Eric Schmidt ผู้ก่อตั้ง Google) กลับล่วงรู้ถึงความลับนี้ทั้งหมด และก็กลายเป็นศัตรูคนสำคัญอันดับหนึ่งของ Apple ไปโดยปริยาย

เรียกได้ว่าความเคร่งของ Steve Jobs ทำเอาหลายคนขยายกันไปตามๆ กันเลยทีเดียว แต่เชื่อว่ายังไงก็ตาม วิถีการทำงานฉบับ Steve Jobs นั้น มีใครหลายๆ คนอยากเอาไปเป็นตัวอย่างในการดำเนินชีวิตด้วยแน่นอนครับ
Read more ...

เพราะความไม่เอาจริงเอาจังของคนไทย ทำให้ประเทศไทยเจริญได้แค่นี้

24 ต.ค. 2557
24 ต.ค.2557 เวลา 20.57 น.

วันนี้ ผมได้อ่านข้อความด้านบนจากเพจแห่งหนึ่งบนเฟซบุํคแล้ว
ทำให้ผมคิดได้มาก ๆ ว่าเพราะอะไรจึงทำให้ประเทศไทย เดินมาถึงจุดที่ปกครองด้วยระบบเผด็จการได้
เพราะคนไทยส่วนใหญ่มันอ่อนมาก ไม่สามารถทำอะไรให้บ้านเมืองมันแข็งแกร่งขึ้นมาได้
น่าเศร้าใจจริง ๆ
มันช่างแตกต่างจากประเทศที่เขาพัฒนาแล้วจริง ๆ
ประเทศเหล่านั้น เขายอมตายเพื่อทำให้ประเทศชาติก้าวหน้า
คนไทยส่วนใหญ่ยังรักตัวกลัวตาย ไม่ยอมเสียสละ เพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง
เศร้าใจครับ

ผมได้เป้าหมายของผมแล้ว คือ ทำให้ประเทศชาติก้าวหน้าทัดเทียมประเทศอื่น ๆ ให้จงได้
Read more ...

"ข้อแนะนำ"เหล่าสาวก"บัญญัติ 8 ประการ"สิ่งที่ควรทำ และไม่ควรทำ ในโลกแห่ง"เฟซบุ๊ก-ทวิตเตอร์"

15 ต.ค. 2557
โดยมติชน เมื่อ 16 ต.ค.2557

ในโลกยุคปัจจุบัน เฟซบุ๊ค หรือทวิตเตอร์ หรือ"เครือข่ายชุมชนออนไลน์ "ทุกวันนี้ เห็นได้ชัดว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้กลายเรื่องอดิเรกอีกต่อไปแล้ว หากแต่ได้กลายเป็นปัจจัยที่ห้า หรือ"ลมหายใจ"ของผู้คนในยุคนี้ ที่มีวิถีชีวิตที่ยึดติดแน่นโลกสื่อสารใบใหม่ หรือ"โลกคุยผ่านภาษาออนไลน์"ที่ได้เปลี่ยนโฉมหน้ารูปแบบการสนทนาของโลกในสังคมก่อนหน้านี้ เพียงแค่การพบปะแบบเผชิญหน้า

เมื่อวินาทีนี้ เฟซบุ๊ค และทวิตเตอร์ ได้"ทลาย"กำแพงข้อจำกัดแห่งการสนทนา คือ สามารถบันดาลให้เราสามารถคุยกับทุกคนบนโลกนี้ได้ จนกล่าวได้กล่าว"โซเชี่ยล มีเดีย"เหล่านี้ คือโลกใบใหม่ที่ผุ้คนได้เดินปะปนกันอย่างขวักไขว่และคึกคัก ในทุกชม.ยามที่ผู้คนได้ข้องเกี่ยวตลอด 24 ชม.ของแต่ละวัน

ทว่า "เฟซบุ๊ค"และ"ทวิตเตอร์"ก็มีทั้ง"ด้านดี"และด้านร้าย"ขึ้นอยู่กับการใช้ของแต่ละบุคคล เพราะแต่ละคนต่างก็ใช้เฟซบุ๊คในรูปแบบที่แตกต่างกัน ทั้งเหมาะสมและไม่เหมาะสม บนพื้นฐานความต้องการแสดงออกของบุคคลนั้น ๆ โดยเฉพาะการใช้"เฟซบุ๊คตัวเอง"เป็นเครื่องมือแสดงการระบายความรู้สึกและอารมณ์ตัวเองเป็นหลักใหญ่ รวมทั้งพฤติกรรมต่าง ๆ นานา

สิ่งเหล่านี้กระทำอยู่บนท่ามกลางผู้คน หรือ"เพื่อน"ในเฟซบุ๊คของเราเอง ที่กำลังมองเราอยู่ ในทุกวินาทีที่เรา"โพสต์ข้อความใหม่ๆ"ลงไปทุกครั้งด้วยและด้วยเหตุผลนี้ จึงมีคำถามตามมาว่า เราจะใช้เฟซบุ๊ค หรือเครือข่ายชุมชนออนไลน์อย่างไรให้เหมาะสม

แน่นอน ในประเด็นนี้ มีทัศนะของผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ หรือกูรูระดับอินเตอร์บางรายได้ออกมาแนะนำ หลักการใช้เฟซบุ๊ค ที่อาจเรียกว่าเป็น"บัญญติ 4 ประการ ถึง สิ่งที่ควรทำ และไม่ควรทำ"กับโลกใบใหม่แห่งการสื่อสาร"ของเรา

4.สิ่งที่ควรทำ

1.ต้องรู้จัก"รับฟัง"ผู้อื่น เท่ากับ"การพูด"ของเรา

ในโลกโซเชี่ยล มีเดีย นั้น เป็นเรื่องของการเกี่ยวข้องและการเรียนรู้"ซึ่งกันและกัน"นั่นหมายถึง เราจะต้อง"เรียนรู้"ว่า ผู้อื่นคิดอยางไร และกำลังพูดเรื่องอะไร ขณะที่การปฎิสัมพันธ์ในเฟซบุ๊ค ควรดำเนินไปอย่างเท่าเทียมกัน เช่น หากเราเอาแต่"พูด"หรือบ่นแต่เรื่องของเรา ให้คนอื่น ๆ ฟัง เราก็จะไม่ให้รู้จักโลกของเฟซบุ๊ก หรือชุมชนออนไลน์ อย่างแท้จริง แต่ในทางกลับกัน หากเรา เรียนรู้ที่จะ"รับฟัง"เรื่องชาวบ้าน หรือฟัง และ"เกี่ยวพัน"กับผู้อื่น เช่นคลิกไลค์ หรือแสดงความเห็น เราก็จะได้รับประโยชน์ จาก"บทสนทนา"ในเฟซบุ๊คอย่างมาก

ซึ่งแน่นอนว่า เราอาจต้องมองและทบทวนตัวเองว่า เราเอาแต่"แอด"รับเพื่อน"(เยอะๆ) เพื่อแสดงออกแต่ความรู้สึกของเรา ทำให้คนอื่นเอาแต่"ฟังเรา" โดยไม่เคยสนใจโพสต์ของ"เพื่อนๆ" นั่นคือ"รับฟัง"และ"แสดงทัศนะ"ต่อความคิดคนอื่นเลยหรือไม่

2.ต้อง"โพสต์แต่"เรื่องจริง"

การโพสต์เรื่องที่เป็นความจริงจะทำให้เราเป็น"เพื่อน"ที่มีความเชื่อถือในสายตาของเพื่อน ๆ ของเราในเฟซบุ๊ค ส่วนการทวีตข้อความ ควรจะทวีตข้อความที่มาจากตัวเราเองเป็นหลัก เพราะจะทำให้ผู้อื่นกล้าที่สนทนาด้วย หรือหากมีเวลาจำกัด ก็ควรทวีตหรือรีทวีตข้อความไม่ต้องบ่อยอย่างพร่ำเพรื่อ เพราะการโพสต์เรื่องที่เป็นจริงจะทำให้เราได้รับการตอบรับหรือการตอบโต้จากเพื่อน ๆ ได้อย่างดี รวมทั้งการทวีตข้อความเอง ก็จะทำให้ผู้คนรู้สึกได้สัมผัส"ตัวตนแท้จริง"ของเราด้วย

3.ต้อง"ทบทวนให้ถี่ถ้วน"ก่อนจะ"ส่งข้อความ"

อย่างแรกบางทีเราอาจจะโพสต์ข้อความบ่อยมาก โดยไม่ได้อ่านทบทวน จนติดเป็นนิสัย ทำให้เกิดการโพสต์คำผิด ๆ บ่อย ๆ ซึ่งนั่นจะทำให้ผู้ใช้คนอื่น ๆ รู้สึกว่าเราเป็นคนชุ่ย เพราะโลกที่เราสื่อสารอยู่นั้น ไม่ใช่โลกส่วนตัว แต่เป็นโลกส่วนรวม

อีกประการที่สำคัญมาก พยายามหลีกเลี่ยงการโพสต์ข้อความขณะมี"อารมณ์หงุดหงิด"เพราะนั่นจะทำให้เราโพสต์ข้อความอย่างหุนหันพลันแล่น ไม่รอบคอบ ซึ่งจะทำให้ภาพลักษณ์เราดูแย่ในสายตาคนอื่น แม้กระทั่งเพื่อนสนิทของเรา จงจำไว้ว่า อะไรก็ตามที่เราโพสต์ไปแล้ว มันจะกลายเป็นสิ่งติดตัวเราไปตลอด และหากเราโพสต์สิ่งใดอย่างชุ่ย ๆ เราอาจต้องรับผิดชอบกับความผิดพลาดนั้น ๆ

4.รู้จักหลักมารยาท

เป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องเข้าใจถึงการใช้ภาษา และหลักธรรมเนียม ของการสื่อสาร ในแต่ละแบบ เช่น ในทวิตเตอร์ อย่านำเอาข้อความของคนอื่นมาทวีตโดยไม่ให้เครดิตเขาอย่างเหมาะสม หรือในเฟซบุ๊ค จงรู้จักมารยาทในการสื่อสาร และจงสุภาพ เมื่อใดก็ตามที่เราสะท้อนทัศนะออกไป สิ่งนั้นจะบอกถึงตัวตนของเรา รวมทั้งเรื่องงานหรืออาชีพของเรา รวมทั้งหากเราไม่เห็นด้วยกับทัศนะของเพื่อนคนอื่น จงพยายามปฎิเสธ หรือใช้ภาษาอย่างสุภาพ และไม่ใช่ถ้อยคำหยาบคาย เพราะสิ่งนั้นจะทำให้เราถูกมองว่า"ขาดวุฒิภาวะ"หรือ"ความเป็นคนที่มีความคิด มีการศึกษา และเจริญแล้ว"

4 สิ่งที่ไม่ควรปฎิบัติ

1.สื่อออนไลน์"ย่อมไม่ใช่พื้นที่ส่วนตัว"เสมอไป

จงอย่าคิดผิดๆว่า"เฟซบุ๊ค"หรือสื่อออนไลน์"ที่เราใช้ เป็นพื้นที่ส่วนตัว หรือเป็น"บ้านเราเอง"เสมอไป และเราสามารถทำอะไร ๆ กับมันก็ได้ เพราะจริงๆ แล้ว สื่อเหล่านี้ก็เปรียบเสมือน"เส้นถนนคู่ขนาน" ที่อีกด้านยังเป็นสื่อสาธารณะ ที่สื่อถึงกันอย่างกว้างขวางมากมาย ฉะนั้น จงอย่าเขียนสิ่งใดที่"ไม่ดี"หรือ"แย่ๆ"ที่อาจกลายเป็นกระแสข่าวในโลกออนไลน์ อื่น ๆ หรือกลายเป็นข่าวฉาวในหน้าหนังสือพิมพ์

จริงอยู่ เฟซบุ๊ค หรือทวิตเตอร์ อาจเป็นพื้นที่ส่วนตัวของเรา ทว่าในความเป็นจริง เป็นเรื่องเสี่ยงมากหากเราเที่ยวโพสต์สิ่งใด ที่จะถูกนำไป"ส่งต่อ"หรือ"อ้างอิง"อย่างไม่ดี ซึ่งนั่นจะกลายเป็นศรย้อนมาทำร้ายเราอย่างคาดไม่ถึง

2.อย่าเที่ยว"แชร์"สิ่งที่เรารู้ไม่จริง

เราพึงควรระมัดระวังในการโพสต์หรือรีทวีตข้อความที่มีลักษณะเป็น"ข่าวลือ"หรือสิ่งที่ไม่มีการรายงานอ้างยืนยัน ฉะนั้น เราจึงควรพิจารณาเรื่องดังกล่าวให้รอบคอบก่อนโพสต์หรือรายงาน จงอย่าลืมว่า คนอื่น ๆ ที่มีสถานะต่าง ๆ เช่น เพื่อน หุ้นส่วน นายจ้าง ลูกจ้าง หรือผู้ลงทุน กำลังมองดูเราอยู่ และเราจะสูญเสียเครดิต จากเล็ก ๆ น้อย ๆ ถึงระดับใหญ่โต หากเราโพสต์ข้อความหรือสิ่งใด ๆ ที่ปรากฎว่า"ไม่เป็นเรื่องจริง"

3.จงอย่าเปิดเผยข้อมูลลับของ"ตัวเอง-อาชีพของเรา"

การกระทำเช่นนี้จะทำให้ผู้อื่นสามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ หรือแชร์ไปทั่วโลกออนไลน์ นั่นจะทำให้ความลับไม่เป็นความลับอีกต่อไป นอกจากนี้ ในบางสังคมยังถือว่า ข้อความของเฟซบุ๊ค ถือเป็นสิ่งที่สามารถใช้เป็น"หลักฐาน"ได้ (หรือแม้แต่นำไปใช้ในการฟ้องร้อง) ฉะนั้น จะต้องรอบคอบอย่างมากในข้อห้ามนี้

4.อย่าโพสต์ข้อความในสิ่งยังไม่เกิดขึ้น

จงโพสต์ข้อความในเวลา ณ ปัจจุบัน ขณะนั้น หรือโพสต์ในเวลา"เรียล ไทมส์" เพราะมันเป็นการโพสต์บนพื้นฐานความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะการโพสต์สิ่งล่วงหน้าที่ยังไม่เกิดขึ้นจะทำให้ผู้คนคาดหวัง และผิดหวังหากผลลัพธ์ออกมาไม่ได้เป็นอย่างที่เราคุยหรืออ้างไว้ จงจำไว้ว่า ในทุกระดับหน้าที่การงานที่คุณเป็นอยู่ เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องเข้าใจถึงวิธีการสื่อที่เหมาะสม ด้วย"สารที่เหมาะสม"
Read more ...

ประหยัดด้วยกาแฟสตาร์บัคส์ ชงกินเอง

12 ต.ค. 2557
ราคา 
1. แพ็คเล็ก บรรจุ 3 ซอง ราคา 95 บาท
2. แพ็คใหญ่ บรรจุ 12 ซอง ราคา 350 บาท

มี 2 รสคือ
1. Starbucks VIA Colombia (ความเข้มกลางๆ  นุ่ม  ผลิตจากกาแฟอราบิก้า 100%)
2. Starbucks VIA Italian Roast (ความเข้มระดับสูงมาก หนักแน่น)
Read more ...

ความคิดเห็นล่าสุด

Recent Comments Widget