แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเมือง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเมือง แสดงบทความทั้งหมด

ผ่าต้นทุน"ข้าวลายจุด"เวอร์ชัน1 เลิกขายเพราะ"ขาดทุน"จริงหรือ?!

21 เม.ย. 2558
โดยข่าวสด เมื่อ 20 เม.ย.2558

กรณีที่นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ “บก.ลายจุด” รับซื้อข้าวจากชาวนาในราคาเกวียนละ 15,000 บาท ซึ่งลักษณะเดียวกับโครงการรับจำนำข้าว เพื่อนำมาจำหน่ายโดยใช้ชื่อว่า “ข้าวลายจุด” ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ในราคาถุงละ 200 บาท

โดยหลังจากออกวางจำหน่ายได้ไม่นาน พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นว่า "ข้าวลายจุด" นั้น เป็นจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์การเมือง และมองว่าการขายข้าวทุกชนิดทุกพันธุ์ในราคาเกวียนละ 15,000 บาท เป็นไปไม่ได้ เพราะจะทำให้กลไกตลาดได้รับความเสียหาย

กระทั่งล่าสุดเมื่อวันที่ 18 เม.ย. ที่ผ่านมา นายสมบัติได้ประกาศหยุดผลิตและจำหน่ายข้าวลายจุชั่วคราว ด้วยเหตุผลว่าต้องการยกระดับมาตรฐานในเชิงพาณิชย์มากขึ้น ในขณะที่หลายฝ่ายให้ความเห็นว่า เป็นเพราะ "ขาดทุน" เสียมากกว่า

เพื่อคลายข้อสงสัยก่อนปิดฉาก "ข้าวลายจุด" เวอร์ชั่นแรก นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกระเด็นข้างต้น โดยระบุว่า

"ข้าวสาร ลายจุด" กำลังดัง "พานทองแท้" เลยขอเกาะกระแส สัมภาษณ์ บก.ลายจุด ด้วยตัวเองเลยครับ..!!

พี่หนูหริ่ง(สมบัติ บุญงามอนงค์) หรือที่หลายคนเรียกว่า บก.ลายจุด ได้เปิดใจถึงเหตุผลที่รับซื้อข้าวจากชาวนาเกวียนละ 15,000บาท ไว้อย่างน่าสนใจดังนี้

ตั้งแต่คสช.เข้ามาปกครองประเทศ ตนเองถูกจับกุมตัวไปปรับทัศนคติ ถูกอายัดบัญชีธนาคาร ทำให้ไม่สามารถเบิกเงินออกมาใช้ได้ ตนเป็นหัวหน้าครอบครัว ซึ่งมีอีกหลายชีวิตที่ต้องรับผิดชอบ จำเป็นต้องประกอบอาชีพเพื่อมาหาเลี้ยงครอบครัว

ในฐานะที่ตนเองเป็น NGO ทำงานเพื่อสังคมมาโดยตลอด เมื่อจะหารายได้จากการค้าขาย จึงคิดที่จะขายของที่เป็นการช่วยเหลือสังคมไปด้วย เมื่อทราบว่าปัจจุบันพี่น้องชาวนายากลำบาก ขายข้าวไม่ได้ราคา เมื่อลองศึกษาดูโครงสร้างราคาข้าว พบว่าชาวนาซึ่งเป็นผู้ที่เหนื่อยยาก ลำบากที่สุดในวงจรการผลิตข้าว กลับเป็นผู้ที่ถูกพ่อค้าคนกลางเอาเปรียบ แทบไม่เหลือกำไรจากการปลูกข้าวเลย เมื่อคิดจะขายข้าวบก.ลายจุดจึงได้คำนวนราคาซื้อ-ขายข้าว ออกมาแบบนี้ครับ...

ถ้าตนซื้อข้าวจากชาวนาตันละ 15,000 บาท

นำมาสีเป็นข้าวขาวมีค่าใช้จ่ายตันละ 1,100 บาท

จะได้ข้าวสารมาขายทั้งสิ้น 460 กิโล

ที่เหลือเป็น ปลายข้าว แกลบ และรำข้าว ซึ่งขายรวมๆ กันได้ 3,500 บาท

เท่ากับตนได้ข้าวสารมา 460กิโล

ด้วยต้นทุน 15,000 + 1,100 - 3,500 = 12,600บาท

นำมาบรรจุถุง ถุงละ5กิโล คิดค่าใช้จ่ายรวมค่าขนส่งทั้งสิ้นถุงละ 10บาท(ตกกิโลละ2บาท) รวมเป็นต้นทุนการผลิต 13,520 บาท

เมื่อนำข้าวมาขายถุงละ200 บาท จะได้เงิน 18,400 บาท

คงเหลือเป็นกำไร 18,400 - 13,520 = 4,880บาท

บก.ลายจุดบอกว่ากำไร เกือบ 5,000บาทต่อข้าวเปลือก 1เกวียน ตนก็อยู่ได้สบายๆแล้ว จะต้องไปเบียดเบียนชาวนา ด้วยการกดราคาทำไม แต่ในระบบค้าข้าวที่รัฐบาลไม่ช่วยเหลือชาวนานั้น พ่อค้าคนกลางได้กำไรเกิน10,000 บาท ในขนะที่ชาวนาผู้ยากลำบาก เหลือกำไรเกวียนละไม่กี่ร้อย บางครั้งถึงกับขาดทุน

การค้าขายแบบที่ บกลายจุดทำนี้ ในประเทศที่เจริญแล้วเค้าเรียกว่า Fair Trade ครับ เค้าจะระบุเลยว่าสินค้าตัวนี้ ซื้อจากชาวไร่ชาวนา มาในราคาที่เป็นธรรมเท่านี้ๆ และนำมาขายให้ผู้บริโภคราคานี้ เมื่อคำนวนออกมา เงินกำไรที่ได้จะกระจาย ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงมือผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม นอกจากภาครัฐไม่ควรขัดขวางแล้ว ยังควรจะต้องสนับสนุนให้มีการค้าขายแบบ Fair Trade นี้เยอะๆเลยด้วยซ้ำ

สุดท้าย พี่หนูหริ่ง ฝากมาว่า

รัฐบาลควรจะคืนความสุขให้กับชาวไร่ชาวนา

ด้วยการไปไล่จับคนที่กดราคาสินค้าเกษตรให้ตกต่ำ

มากกว่ามาไล่จับ คนที่ให้ราคาที่เป็นธรรม แบบนี้นะครับ
Read more ...

โชว์ขายข้าวถุง ยี่ห้อ"ลายจุด" รับซื้อชาวนา เกวียนหมื่น5

7 เม.ย. 2558
โดยข่าวสด เมื่อ 7 เม.ย.2558

บ.ก.ลายจุด นายสมบัติ บุญงามอนงค์ โชว์ข้าวถุง "ข้าวลายจุด" เผยรับซื้อข้าวจากชาวนาในราคา 15,000 บาท/เกวียน เท่ากับโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ตั้งราคาขายถุงละ 200 บาท แพงกว่าท้องตลาดเล็กน้อย แต่ชาวนาได้เงินเต็มๆ ใช้เครือข่ายผู้ขับรถแท็กซี่เป็น ผู้กระจายสินค้า เปิดขายมา 1 เดือน ได้รับการตอบรับดีมาก ขายข้าวไปแล้ว 5 ตัน อนาคตอาจจะมีการขายข้าวพันธุ์หลากหลายมากขึ้น สั่งซื้อได้เฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากกรณีนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบ.ก.ลายจุด โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวข้อความ "ข้าวลายจุดพร้อมขายแล้ว" ข้าวในถุงนี้ซื้อจากชาวนาในราคา 15,000 บาทต่อเกวียน แบบเดียวกับโครงการรับจำนำข้าว ภายใต้แนวคิด คนปลูก-คนขาย-คนกิน อยู่ได้บนความยุติธรรม ติดต่อสั่งซื้อข้าวลายจุดได้ที่ บ.ก.ลายจุด ราคา 200 บาทต่อถุง (5 ก.ก.) โดยเริ่มโพสต์ขายเมื่อวันที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา ก่อนจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

เมื่อวันที่ 6 เม.ย. นายสมบัติกล่าวว่า การที่ตนทำข้าวตราลายจุดวางจำหน่าย เนื่องจากรัฐบาลใหม่นี้ไม่มีโครงการรับจำนำข้าว ทำให้มีชาวนามาบ่นให้ฟังว่า ข้าวราคาถูกมากเหลือประมาณตันละ 6,000 กว่าบาท ตนรู้สึกสะเทือนใจมาก จึงคิดว่าจะทำอย่างไรให้ราคาข้าวเพิ่มขึ้นและสร้างคุณภาพชีวิตให้ชาวนา โดยนำข้าวมาใส่ถุงแล้วขายกันในหมู่คนที่เห็นใจชาวนา เมื่อคำนวณต้นทุนแล้วก็คิดว่าทำได้ โดยล็อตแรกได้รับซื้อข้าวพันธุ์หอมปทุมจากชาวนา จ.ปทุมธานี ในราคาตันละ 15,000 บาท แล้วออกแบบแพ็กเกจให้น่าสนใจ โดยเริ่มทำเมื่อประมาณต้นเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งทำจำหน่ายขนาดเดียวคือถุงละ 5 กิโลกรัม ราคา 200 บาท เมื่อเทียบกับข้าวหอมปทุมยี่ห้ออื่น อาจจะแพงกว่าประมาณ 20-30 บาท ต่อ 5 กิโลกรัม แต่ทำให้ชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

นายสมบัติกล่าวต่อว่า จากนั้นก็เริ่มทำการตลาดบนเฟซบุ๊ก โดยฝากข้าวใส่หลังรถแท็กซี่ไว้จำนวน 20 ถุง หากมีคนสั่งก็ให้แท็กซี่ในพื้นที่นั้นไปส่งให้ถึงบ้าน ตอนแรกตั้งใจทำปริมาณ 1 ตันก่อน แต่ตอนนี้สามารถจำหน่ายไปแล้ว 5 ตัน และยังมีคนสั่งเข้ามาเรื่อยๆ จนเกือบจะเกินความสามารถแล้ว แต่ก็ตั้งใจว่าจะทำให้เต็มที่ อนาคตอาจจะมีการขายข้าวพันธุ์หลากหลายมากขึ้น ซึ่งมีคนติดต่อให้ขายข้าวหอมมะลิจาก จ.กาฬสินธ์ุ จ.สุรินทร์ และจ.ร้อยเอ็ด จึงอาจจะทำเป็นล็อตสอง ส่วนล็อตสามจะมีข้าวเหนียว ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสังข์หยด และ ข้าวพันธุ์อื่นๆ ที่หายาก สำหรับข้าวหอมปทุมหรือปทุมธานี 1 เป็นข้าวที่พัฒนามาจาก ข้าวหอมมะลิ แต่สามารถปลูกในภาคกลางได้ หากสนใจสั่งซื้อข้าวลายจุดติดต่อได้ที่ เฟซบุ๊ก สมบัติ บุญงามอนงค์ และโทรศัพท์ 09-8872-2616
Read more ...

ผู้นำทางการเมือง

30 พ.ย. 2557
เมื่อ  Sep 26, 2011

ผู้นำทางการเมือง ต้องทำ หรือพูด ในสิ่งถูกต้อง แม้คนยังรับไม่ได้
เพื่อรณรงค์ให้การศึกษา ให้คนเข้าใจมากยิ่งขึ้น
คิดถึงคนที่เสียสละชีวิตไปเป็นร้อยเป็นพันคนเพื่อเรียกร้อง ปชต.ให้ประเทศนี้ด้วย 
Read more ...

เพราะความไม่เอาจริงเอาจังของคนไทย ทำให้ประเทศไทยเจริญได้แค่นี้

24 ต.ค. 2557
24 ต.ค.2557 เวลา 20.57 น.

วันนี้ ผมได้อ่านข้อความด้านบนจากเพจแห่งหนึ่งบนเฟซบุํคแล้ว
ทำให้ผมคิดได้มาก ๆ ว่าเพราะอะไรจึงทำให้ประเทศไทย เดินมาถึงจุดที่ปกครองด้วยระบบเผด็จการได้
เพราะคนไทยส่วนใหญ่มันอ่อนมาก ไม่สามารถทำอะไรให้บ้านเมืองมันแข็งแกร่งขึ้นมาได้
น่าเศร้าใจจริง ๆ
มันช่างแตกต่างจากประเทศที่เขาพัฒนาแล้วจริง ๆ
ประเทศเหล่านั้น เขายอมตายเพื่อทำให้ประเทศชาติก้าวหน้า
คนไทยส่วนใหญ่ยังรักตัวกลัวตาย ไม่ยอมเสียสละ เพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง
เศร้าใจครับ

ผมได้เป้าหมายของผมแล้ว คือ ทำให้ประเทศชาติก้าวหน้าทัดเทียมประเทศอื่น ๆ ให้จงได้
Read more ...

กลุ่มหนุนสันติวิธีจับกลุ่มอ่านหนังสือ "1984" ต้านรปห. กลางลานสกายวอร์ค บีทีเอสช่องนนทรี

29 พ.ค. 2557
โดยข่าวสด เมื่อ 29 พ.ค.2557

เวลา 18.00 น. วันที่ 29 พ.ค. ที่ลานสกายวอร์คสถานีบีทีเอส ช่องนนทรี มีนักกิจกรรมด้านสันติวิธีทั้งชายและหญิงประมาณ 10 คน ชวนกันมาอ่านหนังสือต้านรัฐประหาร

โดยน.ส.พิมพ์สิริ (สงวนนามสกุล) นักกิจกรรมรายหนึ่งเปิดเผยว่า กิจกรรมดังกล่าวเป็นการแสดงถึงอารยะขัดขืน ไม่ยอมรับการยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งได้ทำลายระบอบประชาธิปไตย กิจกรรมเน้นแสดงออกอย่างสงบ ไม่ตะโกน ไม่ชูป้าย หลีกเลียงการปะทะ ส่วนหนังสือที่เลือกนำมาอ่านได้แก่ หนังสือประเภทสังคมการเมืองและวรรณกรรมที่กล่าวถึงการครอบงำทางความคิดและเผด็จการ เช่น หนังสือ 1984 ของนักประพันธ์ชื่อจอร์จ ออเวลล์

อย่างไรก็ตามทางกลุ่มได้นัดหมายทำกิกรรมกันทางโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คซึ่งก่อนหน้านี้ได้จัดกิจกรรมดังกล่าาวไปครั้งหนึ่งแล้วที่หอศิลปวัฒนธรรม กทม. แยกปทุมวัน และจะจัดต่อไปเรื่อยๆ ตามความสะดวกและความเหมาะสมของกลุ่มฯ ทั้งนี้กลุ่มมีความประสงค์ที่จะให้กิจกรรมถูกเผยแพร่ออกไปยังสาธารณะมากขึ้น เพื่อคนที่ไม่ยอมรับอำนาจจะรวมตัวจัดกิจกรรมนี้ในที่สาธารณะที่ใดก็ได้ และไม่จำกัดจำนวนคน จะมากหรือจะน้อยก็ได้ กลุ่มฯเชื่อว่าผู้มีอำนาจและผู้สนับสนุนเผด็จการจะไม่คุกคามข่มขู่ผู้ที่ทำกิจกรรมดังกล่าว เพราะขณะนี้กรุงเทพฯได้ฉายาว่าเมืองหนังสือโลก มีความจำเป็นต้องปกป้องและสนับสนุนสิทธิและเสรีภาพมากกว่าสนับสนุนเผด็จการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างกิจกรรม มีประชาชนทั่วไปเดินสัญจรไปมา และถ่ายรูปไว้ด้วยความแปลกใจ ทั้งนี้การอ่านหนังสือต้านรัฐประหารใช้เวลาประมาณ 1 ชม. จากนั้นกลุ่มฯจึงแยกย้าย โดยไม่มีเหตุรุนแรงแต่อย่างใด และทางกลุ่มฯได้นัดหมายอ่านต้านรัฐประหารอีกครั้ง ที่ลานสกายวอร์ค บีทีเอสช่องนนทรี เวลา 17.00 น. วันที่ 30 พ.ค.
Read more ...

Tom Plate วิเคราะห์การเมืองไทย: สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตอนนี้ ไม่ควรเกิดขึ้นเลย

18 พ.ค. 2557
โดยข่าวสด เมื่อ 18 พ.ค.2557

Tom Plate คอลัมนิสต์และนักข่าว ผู้เชี่ยวชาญด้านอาเซียนและแปซิฟิคศึกษาจากมหาวิทยาลัย Loyola Marymount, เจ้าของหนังสือชุด Giants of Asia ซึ่งเป็นซีรี่ยส์บทสัมภาษณ์ของผู้นำคนสำคัญในประเทศต่างๆ เช่น ลีกวนยู มหาเธ โมฮัมหมัด, บันคีมูน และทักษิณ ชินวัตร ได้เขียนคอลัมน์วิเคราะห์การเมืองไทย ในชื่อว่า “It’s a Thai thing: ditching the new for the old” ลงในเว็ปไซต์ The Japan Times โดยให้ความเห็นว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในไทยตอนนี้นั้นเป็นเรื่องที่น่าเศร้า และไม่ควรเกิดขึ้นอย่างยิ่ง

(บทแปล)

นิสัยปกติของคนไทย: ชอบเอาของเก่ามาแทนของใหม่

ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย ยูเครน ไครเมีย หรือในซีเรียที่รุนแรงอย่างมาก ก็ยังไม่มีเหตุการณ์ไหนที่น่าเศร้าเท่าที่เกิดขึ้นในประเทศไทยอยู่ในขณะนี้เลย เพราะว่าโศกนาฎกรรมที่เกิดขึ้นอยู่ตอนนี้นั้นมันไม่ควรที่จะเกิดขึ้นเลย ไม่ควรเลย

มีผู้คนจำนวนมากมายที่ต้องอยู่ภายใต้เงาการปกครองของรัฐบาลที่ตนเองไม่ชอบ และก็ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง หรือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ที่ตนเองไม่ได้เลือก และถึงขั้นรังเกียจเหยียดหยามเลยด้วยซ้ำ แต่ในโลกนี้(หรืออาจจะในโลกหน้าด้วย) น้อยคนนักที่จะได้ในสิ่งที่ตนเองต้องการทุกอย่างในทางการเมือง

ทว่าในประเทศไทย กลุ่มคนบางกลุ่ม จำนวนหนึ่งเลยทีเดียว ที่ต้องการทุกๆอย่าง และเพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ พวกเขาก็พร้อมที่จะปฎิเสธทุกอย่างๆที่ทุกๆคนเรียกร้อง

และมันเป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างมากต่อประชาชนในประเทศไทยที่ได้ทำการโหวตให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ (ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นนายกฯคนที่ 28 ของไทยจากการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2011 และเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย) และต้องพบว่าเธอ ซึ่งเป็นผู้เป็นสตรีที่แสนดีและทำงานหนักต้องถูกขับออกจากตำแหน่ง

เพราะอะไรน่ะหรือ? ก็เพราะว่ามีกลุ่มจำนวนเล็กๆจำนวนหนึ่งไม่ชอบการเมืองแบบคนส่วนใหญ่น่ะสิ

สิ่งที่น่าขยะแขยงที่สุดคือเรื่องการเลือกสุภาพสตรีคนนี้มาเป็นดั่งกระสอบทรายให้กับชนชั้นนำกรุงเทพฯ เห็นได้จากการกระทำที่หลายคนเรียกว่า “การรัฐประหารโดยศาล” เนื่องด้วยว่าพวกเขาไม่สามารถที่จะเอาชนะรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในการเลือกตั้งได้แบบตัวต่อตัว

เหล่าชนชั้นนำได้รวมตัวเข้าพวกกันโดยใช้ชื่อว่า “ศาลรัฐธรรมนูญ” (ประกอบไปด้วยเหล่าชนชั้นนำที่เป็นปฎิปักษ์ต่อรัฐบาลทั้งหลาย) ตัดสินให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเกือบทั้งหมดต้องพ้นจากตำแหน่งไป

ด้วยคำวินิจฉัยที่ว่า การแต่งตั้งโยกย้ายอย่างกระทันหันโดยรัฐบาลนั้นเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและจำต้องส่งผลให้รัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่ง เป็นสไตล์การให้เหตุผลของศาลจากโรงเรียนกฎหมายแห่งความเพ้อฝัน

คำวินิจฉัยนี้เป็นการสร้างแบบแผนที่ผิดมหันต์ และเลวร้ายที่สุดมันจะเป็นการปูทางไปสู่สงครามกลางเมือง เหมือนดังที่นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ ได้กล่าวไว้ว่า ระบบยุติธรรมนั้นได้ทำการสั่นคลอนพลังทางการเมือง เพื่อที่จะทำลายพรรคการเมืองต่างๆที่เป็นพรรคพวกของทักษิณ

“คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในช่วงเดือนที่ผ่านมานั้นได้ทำลายความน่าเชื่อถือของพวกเขาเอง” บัณฑิตกล่าว “ถ้าหากกฎหมายไม่สามารถสร้างบรรทัดฐานความเท่าเทียมในการบังคับใช้กับทุกคนได้ ความรุนแรงในอนาคตนั้นก็ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้เลย”

ภายในลึกๆ ของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ แน่นอนว่าเกิดจากความเกลียดชังในตัวพี่ชายของเธอ ทักษิน ก็ถูกขับออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่จากการรัฐประหารโดยศาลในปี 2006 แต่จากรัฐประหารโดยทหารกลุ่มหนึ่ง

ความเกลียดชังที่มีต่อทักษิณนั้นมีมากมายมหาศาล ถึงแม้ว่าเขาจะลี้ภัยไปแล้ว ดูเหมือนไฟแห่งความเกลียดชังก็จะไม่มีวันลดลง ซึ่งมันไร้เหตุผลมากๆ

ความเกลียดชังในลักษณะนี้ที่ใกล้เคียงที่สุดที่พอจะนึกได้ก็คงจะเป็นความเกลียดชังของพวกอเมริกันฝ่ายซ้ายที่มีต่อประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ที่ตอนนี้ประวัติศาสตร์ดูเหมือนว่าจะให้เกียรติเขามากขึ้นแล้ว (จากความคิดของเขาในการพูดคุยกับจีน, ขยายนโยบายภายใน ฯลฯ)

ย้อนกลับมาดูเรื่องที่คล้ายคลึงกัน ทักษิณ ดำรงตำแหน่งอยู่ในช่วงปี 2001-2006 ทำให้เศรษฐกิจเฟื่องฟูอย่างมาก รัฐบาลของเขานั้นได้รับการเลือกตั้งเป็นสมัยที่สอง เขาได้ออกนโยบายมากมายด้านสุขภาพและการกระจายรายได้ เขาได้ให้ความหวังแก่ประชาชนภายนอกกรุงเทพให้มีโอกาสได้ลืมตาอ้าปาก

อย่างไรก็ดี เขาก็ถูกขับไล่ ด้วยข้อหา “คอร์รัปชั่น” อย่างกับว่าเขาเป็นนักการเมืองคนแรกของประเทศไทยที่(ถูกกล่าวหา) ว่าทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวในขณะที่ดำรงตำแหน่ง อย่างไรอย่างนั้นแหละ

กลุ่มคนที่ต่อต้านทักษิณจึงจำต้องเพ่งเล็งไปที่น้องสาวของเขา ยิ่งลักษณ์ สุภาพสตรีที่ทรงเสน่ห์และขยันทำงาน คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญของไทยที่ขับเธอให้พ้นออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นการกระทำที่ตื้นเขินมาก เพราะมันจะนำพาประเทศที่กำลังเริ่มไปได้สวย ให้ดิ่งลงเหว

ข้าพเจ้ารู้สึกมากกว่าเศร้า ข้าพเจ้าคิดว่าคนไทยหลายคนคงคิดว่าข้าพเจ้ามีอคติ จากผลงานของข้าพเจ้าในหนังสือ “จับเข่าคุย ทักษิณ ชินวัตร” ที่ออกมาในปี 2011 หนังสือเล่มนี้พยายามถ่ายทอดคำบอกเล่าของอดีตนายกรัฐมนตรีในด้านของเขาอย่างมากที่สุดจากปากของเขาเอง

ในปี 2010 ข้าพเจ้าได้ใช้เวลาสัปดาห์ครึ่งกับเขาในดูไบ ในขณะที่เขาลี้ภัย พูดอย่างสัตย์จริงก็คือว่าข้าพเจ้าพบว่าเขานั้นเป็นคนที่น่าคบหา ฉลาด และมีความรักชาติไทย ข้าพเจ้าคิดว่าเขาทำเพื่อประโยชน์ตนเองหรือไม่? ข้าพเจ้าขอถามหน่อย: คุณเคยเห็นนักการเมืองคนไหนที่ไม่ทำอย่างนั้นหรือ?

ในความเป็นจริงแล้ว ศัตรูของทักษิณเองก็ชื่นชมหนังสือเล่มนี้ว่ามันได้ฉายภาพมุมมองของทักษิณอย่างตรงไปตรงมา เช่นเดียวกับฝ่ายสนับสนุนเขาก็ยกย่องมันเช่นเดียวกันเพราะมันได้เปิดโอกาสให้บุคคลผู้อื้อฉาวท่านนี้ได้พูดเองบ้าง และนั่นคือสิ่งที่นักข่าวตัวจริงต้องทำ นั่นคือการเชิดชูความเป็นจริงที่ไร้อคติ

ข้าพเจ้าเชื่อว่าประเทศไทยควรจะเป็นอย่างนั้น ทว่าในขณะนี้มันกับกลายเป็นว่าประเทศไทยกำลังเดินหน้าไปสู่การทำลายตัวเอง

ปัญหาการเมืองใดๆในโลกทุกวันนี้ไม่ได้ทำให้ข้าพเจ้าเวทนาได้เท่ากับสิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนฝันร้ายกับประเทศไทยเลย นี่เป็นโศกนาฎกรรมที่ต้องจดจำ มันคือการทำลายตัวเองอย่างโจ่งแจ้ง

ได้แต่หวังว่าจะมีใครสักคนหรืออะไรสักอย่างในประเทศไทยที่จะสามารถนำพาประเทศให้พ้นวิกฤตครั้งนี้ได้

ที่มา http://www.ispacethailand.com/
Read more ...

ความคิด อ.นิธิ ในสถานการณ์เสื้อแดงเรียกร้องสิทธิ

18 ก.ค. 2553
- ประเทศไทยไม่ใช่สังคมเกษตรหมือนอดีต แต่เป็นสังคมอุตสาหกรรมและการบริการ

- เกษตรที่อยู่ในภาคเกษตร ก็เป็นการผลิตเพื่อขาย มิใช่ผลิตเพื่อบริโภคเอง

- เกษตรกร เรียกได้ว่าเป็น คนชั้นกลางระดับล่าง

- ทุกคนอยากให้ลูกมีการศึกษา อยากให้ลูกมีสุขภาพแข็งแรง สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ และดอกเบี้ยไม่แพง

- คนชั้นกลางระดับกลาง ไม่ได้อยู่ดีกินดีเหมือนก่อนปี 40

- จึงพากันพุ่งเป้าไปที่การคอรัปชั่น หรือเรียกร้องให้หยุดโกงกิน

- เริ่มตั้งแต่ปี 2525 50% อยู่ในเมือง เทศบาลก็รวมในนั้น

- จึงบริโภคสื่อ เข้าอยู่ในเมือง ข่าวสารมากมายจึงได้รับรู้

- ชนชั้นต้องสืบทอดสู่ลูกหลายได้

- 9% จนดักดาน 6 ล้านไม่มีงานชัดเจน ภาคการเกษตร รอฤดูกาล

- คนชั้นกลางไม่ใช่แค่ต้องการให้ลูกไปได้ไกลกว่าตัวเอง

- รายได้ไม่เพียงพอกับการศึกษา ไม่เหมือนสมัยพ่อแม่ที่อยู่สุขสบายกว่า

- อเมริกาคล้ายไทย แต่ไม่เหมือนซะทีเดียว เพราะแทรกขึ้นไปอยู่ระดับบนได้ แต่ไทยไม่เปิดโอกาส

- ทักษิณ จับคนระดับกลางกลุ่มนี้ได้ ไม่ใช่คนจนจริง ๆ เพราะเหลืออยู่น้อยแล้วคนลักษณะนั้น

- สุดท้ายทักษิณ ไม่ฟังคนกรุงเทพฯ

- เป็นการทำลายอำนาจของคนชั้นกลางระดับบน และกลางใน กทม. ที่เคยควบคุม กทม.

- การต่อรองของชนชั้นกลางระดับล่างเพื่อให้มีส่วนร่วมบ้าง

- สู้ได้ทุกกรณีทั้ง สภา,สหภาพ และท้องถิ่น

- กรณีเขื่อนปากมูล รัฐสภาไทยไม่เคยเข้าไปตรวจสอบดูในพื้นที่เลย

- ฝรั่งเศส ประชาชนมีการต่อรองตลอด เกษตรกรสามารถนำสินค้ามาเททิ้งได้เลย ทำมากว่า 100 ปีแล้ว

- ไม่มีพื้นที่สื่อของคนชั้นล่าง

- ม็อบคือพื้นที่แสดงออกและต่อรองของคนชั้นล่าง

- ไม่เชื่อว่า ใครจะคิดแทนคนอื่นได้ในเรื่อง รธน.

- รธน.อเมริกา เป็นการตกลงระหว่างเจ้าของที่ดิน กับรัฐบาลว่า ท้องถิ่นมีอำนาจใหญ่กว่า

- อดีตไทย เป็นการต่อรองระหว่าง ชนชั้นสูง กับชนชั้นกลางระดับบน ที่ทำแทนสถาบันกษัตริย์

- แต่ทำในอำนาจปวงชนชาวไทยเท่านั้น

- สถาบันกษัตริย์ไทย ไม่ใช่อย่างอดีตอีกแล้ว อย่าสับสนนำ ร.1 หรือ ร.5 มาอ้างมาใช้ในยุคปัจจุบัน

- อยู่ภายใต้ รธน. แล้วต้องปรับตัว แต่คงให้เหมือน อังกฤษไม่ได้เลย เพราะทำมาร้อยปีแล้ว

- การพูดของราชินีอังกฤษ ก็แค่การพูดไป อ่านไป ตามประเพณี

- แต่ใครจะโจมตีว่าพูดโง่ ๆ ไม่ได้

- ธรรมเนียมเข้าไปคุยกับนายกฯ อาทิตย์ละครั้ง แต่ไม่มีเรื่องสั่ง ก็แค่คุยต่อเนื่อง ดังเช่นหนังเรื่อง อลิซาเบธ

- เป็นปกติที่มีเงิน มีอำนาจ จึงขอแยกทรัพย์สินออกมา ในสมัย ร.7

- สฤษดิ์ เปลี่ยนไม่ให้สภาคุมวัง สภาอนุมัติ

- ราชการควรให้ท้องถิ่นช่วยจัดการ เพราะรัฐบาลกลางทำไม่ทั่วถึงแน่นอน

- ศาล ถ่วงดุลกัน ขอหมายจับจากศาล ถูกต้องแล้ว แต่ต้องซักไซ้ให้ดีก่อนออกหมายจับ

- รีวิวคำพิพากษาสามารถทำได้

- ภาษีต้องเก็บเท่าเทียมกัน ฝรั่งยิ่งรวยยิ่งอยากจ่าย คนไทยยิ่งรวย ยิ่งอยากเบี้ยวภาษี
Read more ...

ถอดบทเรียน พคม. กับ ๒๐ ปีแห่งการร่วม 'พัฒนาชาติไทย'

25 เม.ย. 2553
โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์

[10 กรกฎาคม 2551 09:31 น
 
ครั้งหนึ่งชื่อเสียงของพรรคคอมมิวนิสต์มาลายา (พคม.) ถูกกล่าวขวัญถึงกันค่อนโลก ด้วยวีรกรรมการต่อสู้ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนับจากมีการจัดตั้งพรรคในปี พ.ศ.๒๔๗๓ ขณะที่เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ทำให้สมาชิกพรรคพยายามแทรกซึมเข้าไปในกลุ่มกรรมกร และเยาวชนในมาเลเซีย กระทั่งเกิดสงครามระหว่างจีนกับญี่ปุ่น พคม. จึงได้ดำเนินนโยบายต่อต้านญี่ปุ่นอย่างเข้มแข็ง พร้อมกับการต่อต้านอังกฤษ ซึ่งปกครองมาเลเซียหรือ 'มลายู' อยู่ในขณะนั้น

ตอนที่ญี่ปุ่นยาตราทัพเข้ายึดครองมาเลเซีย พคม. ได้จัดตั้งขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นโดยมีการฝึก และหลบซ่อนตัวอยู่บริเวณป่าเขาภาคกลางของมาเลเซีย เรียกตัวเองว่า

'กองทัพประชาชนมาลายา เพื่อต่อต้านญี่ปุ่น' (Malayan People's Anti - Japanese Army)

ขณะนั้นอังกฤษ ซึ่งไม่อาจต้านทานกองทัพญี่ปุ่นมีข้อตกลงกับ พคม. ในระยะสุดท้ายของสงครามผ่านทาง ลอร์ด เมาท์แบทแทน ผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพสัมพันธมิตร โดยอังกฤษให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน และอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ แก่ฝ่าย พคม. เพื่อทำการต่อสู้ขับไล่ญี่ปุ่น

ต่อมาเมื่ออังกฤษได้กลับมาปกครองมาเลเซียเช่นเดิมเมื่อญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงคราม ทำให้สงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุติลง ภายใต้ข้อตอบแทนบางประการ รัฐบาลอังกฤษสั่งยุบเลิกขบวนการประชาชนมาลายาต่อต้านกองทัพญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม ๒๔๘๘ และพรรคคอมมิวนิสต์กลายเป็นพรรคการเมืองที่ถูกต้องตามกฎหมายทันที

แต่ในปี ๒๔๙๑ พคม. ได้หวนกลับมาใช้วิธีการต่อสู้ด้วยอาวุธอีกครั้ง เพื่อหวังสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนมาลายาให้สำเร็จ โดยเรียกชื่อกองกำลังของตนเองว่า

'กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งมาลายา' (Malayan National Liberation Army)

จนถูกทางรัฐบาลอังกฤษปราบปรามอย่างรุนแรง ถึงขั้นประกาศภาวะฉุกเฉินในมาเลเซีย ซึ่งยืดเยื้ออยู่ถึง ๑๒ ปี มาสงบลงหลังจากมาเลเซียสถาปนาเป็นประเทศเอกราชได้ ๓ ปี คือเมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๐๓

จากนั้นเป็นต้นมา พคม. ส่วนหนึ่งได้เข้ามาหลบอาศัยอยู่ในป่าพรมแดนระหว่างมาเลเซีย และประเทศไทย ถึงขั้นมีการประสานใช้กำลังฝ่ายไทย-มาเลเซีย ตามแผนปราบปรามร่วม 'แหลมทอง' ในปี ๒๕๐๖ ในพื้นที่ จ.สงขลา จ.ยะลา และ จ.นราธิวาส ซึ่งเวลานั้นคาดกันว่ากองกำลังฝ่าย จคม.คงเหลืออยู่ไม่มากแล้ว แต่จำนวนสมาชิกได้เพิ่มขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งหลังเดือนพฤษภาคม ๒๕๑๒ เมื่อจากเกิดการจลาจลทางเชื้อชาติในมาเลเซีย

โดยข้อเท็จจริงแล้วขณะใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งของประเทศไทยเป็นจุดเคลื่อนไหว พลพรรค พคม. พยายามหลีกเลี่ยงการปะทะกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยให้มากที่สุด แต่ด้วย 'การเมืองภายใน' ที่เกิดความขัดแย้งทางความคิดระหว่าง พคม. ที่เคลื่อนไหวในเขต อ.เบตง จ.ยะลา ระหว่างปี ๒๕๑๓-๒๕๑๗ จึงมีการแยกออกเป็น ๒ กลุ่ม ๓ พวก คือ พรรคคอมมิวนิสต์มาลายา พวกที่ ๑ กรม ๘ มี

อี้เจียง

เป็นหัวหน้า พวกที่ ๒ คือพรรคคอมมิวนิสต์มาลายา เขต ๒ มี

จาง จง หมิง

 เป็นหัวหน้าพรรค (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) และพวกที่ ๓ ประกอบด้วยพรรคคอมมิวนิสต์มาลายา กรม ๑๐, กรม ๑๒, เขตพิเศษ, กองพิเศษ/เขตผสม มี

จีน เป็ง

เป็นหัวหน้า และรองคือ

'อาเฉิน'

 ซึ่งเคยรักษาการเลขาธิการพรรคแทน จีน เป็ง

จุดเปลี่ยนการต่อสู้ของ พคม. เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๓๒ เมื่อมีการลงนามสัญญาสันติภาพ ๓ ฝ่ายที่โรงแรมลีการ์เด้น อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จนกลายมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย อันเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล

พลเอกเปรม ติณสูลานนท์

 นายกรัฐมนตรี ซึ่งได้ประกาศใช้คำสั่งที่ ๖๖/๒๕๒๓ ในการต่อสู้ เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย โดยปรับเปลี่ยนแนวทางใช้การปราบปรามควบคู่กับการเจรจาอย่างต่อเนื่องจนประสบผลสำเร็จ โดยเวลานั้น

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ดำรงตำแหน่งบัญชาการทหารบก และรักษาการผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ

พล.ต.กิตติ รัตนฉายา ดำรงตำแหน่ง ผบ.พล.ร.5/ผบ.กกล.ผสม ฉก.ไทย

พคม.กลุ่มแรกคือ จคม.กรม ๘ กลุ่มของ

บุญชัย แซ่อึ้ง หรือ อี้ เจียง

ทยอยออกมารายงานตัวตั้งแต่วันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๓๐ ต่อมาวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๓๐ จคม.กลุ่มที่ ๒ คือ จคม.เขต ๒ กลุ่มของ

หยี เจียน แซ่เซียว (จาง จง หมิง)

และกลุ่มสุดท้าย ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดได้เข้ารายงานตัว พร้อมกับมีพิธีลงนามสัญญาระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับรัฐบาลมาเลเซีย โดยฝ่ายไทยเป็นพยาน ส่วน พคม. นำโดย

จีน เป็ง

ในที่สุด พคม. กลายมาเป็น 'ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย' โดยสมบูรณ์ โดยมีบางส่วนสมัครใจกลับไปอาศัยอยู่ฝั่งประเทศมาเลเซีย แต่ส่วนใหญ่อาศัยแผ่นดินไทยเป็นถิ่นพักอาศัย ซึ่งการแตกแยกของ พคม. เป็น ๒ กลุ่มกันก่อนหน้านี้ ต่อมามีผลต่อการจัดตั้งหมู่บ้าน กลุ่มหนึ่งคือกลุ่มบ้านปิยะมิตร และอีกกลุ่มคือที่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา ช่วงที่ผ่านมามีความพยายามเชื่อมประสานทางความรู้สึกโดยผู้นำที่มากบารมีในพื้นที่ และได้รับการยอมรับจากทั้ง ๒ ฝ่าย คือ

คุณวุฒิ มงคลประจักษ์ นายกเทศมนตรีเมืองเบตงคนปัจจุบัน

 ซึ่งเป็นชาวจีนฮกเกี้ยนที่มากด้วยฝีมือสามารถพลิกฟื้นเมืองเบตงให้เป็นสวรรค์ของทุกผู้คน และผสานให้เกิดเอกภาพในความหลากหลายได้อย่างดีเยี่ยม

วันที่ ๒๘-๒๙ มิถุนายนที่ผ่านมา ผู้เขียนมีโอกาสเข้าร่วมการจัดงาน 'รำลึก ๖๐ ปีการต่อต้านอังกฤษของพรรคคอมมิวนิสต์มาลายา' ซึ่งจัดกันที่

เมืองอิโปห์ รัฐเปรัก ประเทศมาเลเซีย

 มีอดีตสมาชิก พคม. จากทั่วประเทศมาเลเซีย รวมทั้งฝั่ง อ.เบตง จ.ยะลา เข้าร่วมด้วยกว่า ๕๐๐ คน โดยแม่งานหลักของการจัดงาน ประกอบด้วย ๓ กลุ่มสำคัญ คือ ชมรมศตวรรษที่ ๒๑, ชมรมสมาชิกเก่า และชมรมฝู่หวังในประเทศมาเลเซีย

บรรยากาศงานที่ได้ไปสัมผัสนั้น แทบทุกคนกลายเป็นคนสูงวัยกันไปหมดแล้วหลังผ่านการต่อสู้ในป่าเขานับหลายสิบปี ถึงวันนี้สาระที่ถูกเน้นย้ำคือ การรำลึกความหลัง และยกย่องนักต่อสู้ทุกคนในฐานะวีรชนที่ต่อสู้กับผู้รุกราน และท้ายสุดคือสรุปบทเรียนว่า สงครามนั้นแท้แล้วมีแต่จะนำมา ซึ่งความสูญเสีย ความเจ็บปวด ฯลฯ ไม่เป็นผลดีกับใครทั้งสิ้น ดังที่

ชั้ย เจิ้น ฟุ หรือ 'หนานจุน'

ประธานชมรมศตวรรษที่ ๒๑ อดีตสมาชิก พคม. ระดับผู้นำกรม กล่าวสรุปไว้ว่า อยากให้สิ่งที่เกิดขึ้นครั้งอดีตเป็นบทเรียนให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้ว่าสงครามการต่อสู้เป็นสิ่งเจ็บปวด หากเลี่ยงได้ควรจะเลี่ยงเสีย

ด้วยฐานะที่ประวัติการต่อสู้ของอดีต พคม. ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ สะท้อนแง่มุมต่างๆ ได้มากมาย โอกาสที่ปี ๒๕๕๒ จะครบรอบ ๒๐ ปีการลงนามสัญญาสันติภาพ ๓ ฝ่าย ไทย-มาเลเซีย และพรรคคอมมิวนิสต์มาลายา จึงมีความพยายามที่จะนำมาเรียงร้อยเป็นเรื่องราว เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้ร่วมกัน รวมถึงการจัดงานรำลึกเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ โดยแกนนำประสานคือ เอกชัย วาฑิตศุภผล หรือ 'ผู้ใหญ่โก๊ะ' ผู้ใหญ่บ้าน บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา ๑๐ ต..อัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา ผู้นำรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์ความสามัคคีในแผ่นดิน

'อาเฉิน' อดีต ๑ ใน ๕ เสือผู้นำระดับสูงสุดของ พคม. ปัจจุบันอายุ ๙๐ ปีพำนักอยู่ที่

บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา ๑๐

ซึ่งผู้เขียนมีโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะ และพูดคุยด้วย ปฏิเสธที่จะกล่าวถึงสถานการณ์ที่กำลังเกิดในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ในขณะนี้ โดยกล่าวเพียงว่าทุกวันนี้วางมือเรื่องการเมืองหมดแล้ว แต่ให้แง่คิดว่าเห็นด้วยว่าบทเรียนทั้งหมดของ พคม. และผู้เกี่ยวข้อง ควรจะถูกบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการก่อสันติภาพถาวรในอนาคต ภายใต้ความร่วมมือจากบุคคลทุกฝ่าย

"ต้องเน้นเรื่องราวจากที่เกิดสงครามแล้วนำมาสู่สันติภาพ เป้าหมายสูงสุดคือการนำไปปรับใช้กับสถานการณ์ปัจจุบันให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืน ไร้ ซึ่งการใช้ความรุนแรงมาต่อสู้ห้ำหั่นอีกต่อไป" อาเฉิน ให้แง่คิดเรื่องหนังสือบันทึกประวัติศาสตร์ ซึ่งจะเป็นการถอดบทเรียน พคม. กับระยะเวลา ๒๐ ปีแห่งการ 'ร่วมพัฒนาชาติไทย' เพื่อก่อประโยชน์แก่ทุกฝ่ายอย่างแท้จริง
Read more ...

ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เมื่อ

6 ม.ค. 2553
เขาไม่ต้องการให้คนรากหญ้าลืมตาอ้าปากและฉลาดขึ้นหรอก เขาพยายามจะเลี้ยงเอาสไว้ เขาพยายามจะให้เงินทองเวลาจะเลือกผู้แทน ให้การจัดเลี้ยง เขารู้จุดอ่อนของคนรากหญ้าหมดแล้ว

เมื่อไรคนรากหญ้าเก่งและฉลาดขึ้นเขาก็หากินลำบาก ชาวรากหญ้าต้องเห็นความสำคัญของความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ กราบไหว้ ปฏิบัติตนมิให้เสื่อมเสีย เคารพเทิดทูนพ่อแม่ บรรพบุรุษ ผู้ให้ชีวิต ไร่นา

ควรใช้ลัทธิเอาอย่างแบบคนจีน มาแผ่นไทยเสื่อผืนหมอนใบ สามารถสร้างอาณาจักรใหญ่โต ร่ำรวย แต่ก่อนใช้แรงงาน ต่อมาคนจีนเขาใช้สมอง ไม่ใช้แรงงานมากนัก คิดเคาะตัวเลข

ก็ขอภาวนาให้คนรากหญ้าติดตามข่าวสาร หนังสือพิมพ์ ทีวีเยอะๆ อ่านหนังสือบ่อยๆ อ่านมากๆ ส่งลูกเรียนสูงๆ ตัวเองก็เรียน อ่านหนังสือมากๆ เรียนให้สูงๆ

ปลูกยางพาราทั่วภาคเหนือ อีสาน ฐานะจะดีขึ้น จงรวมกลุ่มชาวไร่ชาวนา ต่อรองราคา ตั้งโรงสีข้าวชุมชน นำข้าวสารออกขายเอง เมื่อไรส่งลูกเรียนแล้วเรียน

- บริหารธุรกิจ 
- เศรษฐศาสตร์ 
- การตลาด 
- การบัญชี 
ไปฝึกงานเป็นลูกน้องพ่อค้า นักธุรกิจก่อน
แล้วผันตัวเองให้ไปเป็นพ่อค้า นักธุรกิจ ดำเนินกิจการเอง 

และต้องเป็นคนประหยัด อดออม ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ลุ่มหลงอบายมุขที่เขาวางกับดักเอาไว้ หวยโปไฮโล เหล้า เที่ยวกลงคืน คบคนชั่ว เกียจคร้าน ต้องฉลาดรู้เท่าทัน ใช้วิจารณญาณในการชม ฟังโฆษณาชวนเชื่อหรือสิ่งมอมเมาต่างๆ เมื่อนั้นประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดินตัวจริง เสียง จริง
Read more ...

คิมจองอิล ระบุ ระบอบการปกครองไทย น่าเอาแบบอย่าง?

16 ต.ค. 2552

สองประเทศ...บนรอยต่อผืนแผ่นดินทวีปเดียวกัน

ประเทศไทย กับ เกาหลีเหนือ

สองประเทศที่ระบบการเมืองการปกครอง แตกต่างตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง...เป็นประเทศ ประชาธิปไตย กับ คอมมิวนิสต์โดยระบอบการปกครองทั้งสองรูปแบบยังคงเป็นเพียงตาม “หลักทฤษฎี” ซึ่งประเทศทั้งสองยังมิอาจ “พัฒนา” เข้าถึงแก่นแท้ในระบอบที่ดำเนินการอยู่อย่างถูกต้องและลึกซึ้งเพื่อสร้างชาติและสร้างอาณาจักรให้มั่นคง!ประเทศไทย เป็น ประชาธิปไตยทางอ้อม คือ มีผู้แทนทำให้เกิดการเมืองประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยแบ่งเป็นสภาขุนนางและสภาสามัญเกาหลีเหนือ

ประเทศผู้นำ “คอมมิวนิสต์” ยึดระบอบจากแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการปกครอง สังคม และการเคลื่อนไหวทางการเมืองภายใต้ข้อกำหนด 

“เป็นเจ้าของร่วมกัน” 

ประชาชนทุกคนมีฐานะทางสังคมเท่าเทียมกันแต่ระบอบ “คอมมิวนิสต์” ที่แท้จริงที่ทุกคนเท่าเทียมไม่มีชนชั้น ไม่มีรัฐบาลบริหาร ไม่เคยเกิดขึ้นจริงที่ “เกาหลีเหนือ”เช่นเดียวกับ “ประเทศไทย” คำว่าประชาธิปไตยไม่เคยเกิดขึ้นจริง...กลายเป็นเพียงประเทศที่ปกครองด้วยระบอบ“เผด็จการทหารซ่อนรูป”ทุกเหตุการณ์

...และทุกเรื่องราวประวัติศาสตร์ “การปฏิวัติ”ตลอดจนการขึ้นมาบริหารประเทศโดย “นายกรัฐมนตรี”ทุกครั้ง “ทหาร” จะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องทางการเมือง...เป็นสายใยที่ยาก “ตัดขาด”เพราะการเมืองไทยไม่สามารถพัฒนาให้พ้นจากกรอบของ“การแทรกแซงทางการเมืองของทหาร”ทำไม ? “คิมจองอิล” ผู้นำเกาหลีเหนือ จึงชื่นชมระบอบการปกครอง

แบบไทย ยิ่งนักเป็นเวลา 9 ปีมาแล้วที่ 

“คิมจองอิล” 

เคยพูดกับ 

“แมเดลีนอัลไบรท์” อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ 

ว่า...อยากนำระบบการปกครองแบบไทยไปเป็น “ต้นแบบ” ของเกาหลีเหนือในอนาคตเพราะไทยเป็นชาติที่มีการปกครองแบ่งเป็น “ระบบชนชั้น”ที่ชัดเจน และมีการปฏิบัติในภาครัฐที่เป็นอิสระต่อนานาอารยประเทศโดยเมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการทำเป็นหนังสือรวมเล่มภายใต้ชื่อว่า

“Kim Jong ll’s Leadership of North Korea”

“คิมจองอิล”

 สนใจในสองมุมของสองประเทศที่น่าเอาแบบอย่าง

...ระบบเศรษฐกิจของสวีเดน และ ระบอบการปกครองของไทยแต่ถ้าถามกลับ “คนไทย” ว่า...มีความสุขและพึงพอใจในระบอบ“การเมืองการปกครอง” นี้หรือไม่?คนไทยทั้งประเทศตอบเลยว่า “ไม่” เพราะมันเป็นระบอบที่“แข่งขันเป็นใหญ่” และไม่มีใครต้องการ “สูญเสียอำนาจ”บุคคลเหล่านั้นคิดว่า

...ประเทศนี้ไม่ใช่ของ “ประชาชน” และเป็นของพวกเขา!ประเทศชาติต้องเสียเวลาไปเปล่าๆ หลายปี เพราะการปฏิวัติของ “ผู้มีอำนาจ” และความแตกแยกทุกวันนี้ก็เพราะคนส่วนน้อยไม่ยอมรับ “ผลการเลือกตั้ง” หาก “คิมจองอิล” คิดแสวงหาอำนาจไม่รู้จบ...และคิดรวบอำนาจไว้เป็นของตนและพวกพ้อง โดยไม่ยึดหลักคิดถึงประชาชนและประเทศชาติเอาระบอบการปกครองแบบไทยไปใช้เถิดจะเกิดผลไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจ...เมื่อ “เฮียคิม” บอกทั้งรักทั้งหลงในระบอบการปกครองไทย...ว่าแต่ว่า “เฮียคิม” น่าจะบอก...ใครคือ? ไอดอลของแก!

Read more ...

ความคิดเห็นล่าสุด

Recent Comments Widget