แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ต่างประเทศ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ต่างประเทศ แสดงบทความทั้งหมด

ตัวอย่างของความเอาจริงเอาจัง

24 ต.ค. 2557
ที่มา http://www.macstroke.com/21371/woz-nobody-macintosh-team-wanted-work-jobs-ever

Steve Wozniak เผยความในใจ… ในทีม Macintosh ไม่มีใครอยากกลับไปทำงานกับ Steve Jobs อีกเป็นอันขาด

14 กรกฎาคม 2014 - 3:00 น. News

เชื่อได้ว่าความเนี๊ยบ ความเคร่ง และความเอาจริงเอาจังของ Steve Jobs น่าจะเป็นตัวอย่างชีวิตการทำงานที่หลายๆ คนอยากทำตาม แต่ใครมันจะไปรู้ว่าเพราะความเนี๊ยบและเคร่งแบบเอาจริงเอาจังของ Steve Jobs เนี่ย ทำให้คนที่เคยร่วมงานมาด้วยกัน ถึงกับขยาด และเมื่อถามถึงครั้งที่สอง ก็มีแต่คนปฏิเสธ!

โดยในประเด็นนี้ Steve Wozniak ผู้ก่อตั้งร่วมของ Apple ได้ให้สัมภาษณ์กับ Milwaukee Business Journal ในประเด็นของการทำงานกับ Steve Jobs ภายใน Apple ว่า ตัวเขากับ Steve Jobs นั้น ก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันมาตลอด และเขาก็ไม่ได้มีด้านลบอะไรกับตัว Steve Jobs เลยแม้แต่น้อย แต่ด้วยเหตุผลส่วนตัวเขาก็ไม่สามารถเป็นวิศวกรอาวุโสของ Apple ต่อไปได้

นอกจากนั้นในบทสัมภาษณ์ Steve Wozniak ยังเผยต่อว่า เขาได้พูดคุยกับเพื่อนๆ ที่ทำโปรเจค Macintosh ร่วมกันมา ทั้งทีมวิศวกร และทีมดีไซน์ ซึ่งทั้งหมดต่างก็ให้เสียงแข็งว่า ถ้าต้องทำงานกับคนอย่าง Steve Jobs อีก สู้ไปทำอย่างอื่นที่ไม่มี Steve Jobs มากวนใจดีกว่า ซึ่งส่วนหนึ่ง Wozniak ได้ให้ความเห็นว่า

“เพื่อนผมทุกๆ คน ที่ทำ Macintosh ด้วยกันมา ต่างก็ทำโปรเจคนี้กันอย่างเต็มที่ แต่ทั้งหมดบอกกับผมว่า พวกเขาขอไม่ทำงานกับ Steve Jobs อีกต่อไป และจะไม่มีวันเกิดขึ้นอีก เพราะมันรู้สึกแย่”

แต่อย่างไรเสีย Wozniak ขยายความต่อว่า เพราะ Jobs เป็นที่คนฉลาดชนิดที่ว่าหาใครมาเทียบไม่ได้ (people who were really really brilliant) และตัว Wozniak เองก็เป็นฝ่ายที่เลือก Jobs เข้ามาร่วมสร้าง Macintosh ด้วยกัน เขายังบอกต่อว่าความสัมพันธ์ระหว่าง Steve Jobs และ Bill Gates (ผู้ก่อตั้ง Microsoft) นั้นก็เป็นความสัมพันธ์ฉันมิตร ไม่ได้แสดงออกว่าเป็นศัตรูที่ต้องโค่นกันให้ได้เหมือนตามงานแถลงข่าวแต่ละเวที

และในขณะที่กำลังพัฒนา iPhone เขาก็ไม่ได้เอาต้นแบบไปปรึกษากับ Bill Gates ด้วย เพราะกลัวว่า Microsoft จะลอกเลียนแบบไอเดียที่เขาและบริษัทได้คิดค้นไปใช้ แต่ถึงกระนั้นก็ตามอดีตบอร์ดคนหนึ่งของ Apple (Eric Schmidt ผู้ก่อตั้ง Google) กลับล่วงรู้ถึงความลับนี้ทั้งหมด และก็กลายเป็นศัตรูคนสำคัญอันดับหนึ่งของ Apple ไปโดยปริยาย

เรียกได้ว่าความเคร่งของ Steve Jobs ทำเอาหลายคนขยายกันไปตามๆ กันเลยทีเดียว แต่เชื่อว่ายังไงก็ตาม วิถีการทำงานฉบับ Steve Jobs นั้น มีใครหลายๆ คนอยากเอาไปเป็นตัวอย่างในการดำเนินชีวิตด้วยแน่นอนครับ
Read more ...

คนไทยเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ได้ไม่เท่าฝรั่งเมืองหนาว

3 ก.ย. 2556
เมื่อ 4 ก.ย.2556

อ่านบทความในไทยรัฐออนไลน์ เรื่อง นิสัยคนเมืองหนาวกับคนเมืองร้อน

คนเขียนบอกว่า ฝรั่งต้องต่อสู้กับอากาศหนาวเย็น จึงต้องเตรียมการณ์รับมือ และขยันอดออมทรัพยากรต่างๆ ไว้ เพื่อใช้ในฤดูหนาวจนเป็นนิสัย ซึ่งมีผลดีต่อคุณภาพของคนในประเทศเมืองหนาว

แต่คนไทย กินอยู่สบาย ในน้ำมีปลา มีผักหญ้าเก็บหากินได้ง่ายตลอดทั้งปี จึงไม่ต้องเตรียมการณ์อะไร ทำให้คนไทยไม่เก่งในเรื่องการเตรียมการณ์ แต่ก็ยังคุยว่าคนไทยเราแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเก่ง ซึ่งผู้เขียนไม่เห็นด้วยที่คนไทยคุยว่าตนเองเก่งเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องที่แสดงว่าคนไทยไม่ได้เตรียมการณ์ไว้ก่อน แต่อาศัยมาแก้ปัญหาเอาข้างหน้า ซึ่งก็คงเป็นนิสัยที่ติดตัวคนไทยไปอีกนานเท่านานอย่างแน่นอน
Read more ...

โตไปไม่โกง คำตอบจากฮ่องกง

22 พ.ย. 2554
โดยไทยโพสต์ เมื่อ 27 ก.ค.2553

ในปี 2517 ฮ่องกงได้จัดตั้ง

คณะกรรมการอิสระเพื่อการต่อต้านคอร์รัปชั่น 

(Independent Commission Against Corruption หรือ ICAC) 

ตอนนั้นก็ไม่ค่อยมีใครตั้งความหวังกับ ICAC สักเท่าไร คิดว่าสุดท้ายคงไม่แคล้วลงเอย เหมือนกับความพยายามหลายครั้งก่อนหน้านี้ แต่แล้ว ICAC ก็ได้สร้างความประหลาดใจให้กับชาวฮ่องกงและชาวโลกที่สนใจติดตามการทำงานของพวกเขา การคอร์รัปชั่นของฮ่องกงค่อยๆลดลงอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะไม่สามารถสยบปัญหานี้อย่างราบคาบแต่เกาะฮ่องกงก็สะอาดและสูงขึ้น 

ความสำเร็จของ ICAC เกิดจากการใช้มาตรการทางกฏหมายควบคู่ไปกับการสร้างชุดคุณค่าใหม่ให้แก่สังคม เพราะทีมงานเชื่อว่า “ทัศนคติ” ของประชาชนเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าวิธีการแก้ปัญหา

กลยุทธ์ของ ICAC แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ “ปราบปราม” และ “เปลี่ยนแปลง” การปราบปรามเป็นกลยุทธ์ระยะสั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาคอร์รัปชั่นในช่วงนั้นลุกลามใหญ่โตไปกว่าเดิมการเปลี่ยนแปลงเป็นกลยุทธ์ระยะยาวเพื่อป้องกันไม่ให้การคอร์รัปชั่นกลับเป็นปัญหารุนแรงอีกในอนาคต

บทเรียนของฮ่องกง น่าจะเป็นความหวังให้แก่เราได้ว่า หากตั้งใจจริงและช่วยกันทำอย่างต่อเนื่องโครงการ “โตไปไม่โกง” ของเราก็มีสิทธิสำเร็จได้เหมือนกัน
Read more ...

คิมจองอิล ระบุ ระบอบการปกครองไทย น่าเอาแบบอย่าง?

16 ต.ค. 2552

สองประเทศ...บนรอยต่อผืนแผ่นดินทวีปเดียวกัน

ประเทศไทย กับ เกาหลีเหนือ

สองประเทศที่ระบบการเมืองการปกครอง แตกต่างตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง...เป็นประเทศ ประชาธิปไตย กับ คอมมิวนิสต์โดยระบอบการปกครองทั้งสองรูปแบบยังคงเป็นเพียงตาม “หลักทฤษฎี” ซึ่งประเทศทั้งสองยังมิอาจ “พัฒนา” เข้าถึงแก่นแท้ในระบอบที่ดำเนินการอยู่อย่างถูกต้องและลึกซึ้งเพื่อสร้างชาติและสร้างอาณาจักรให้มั่นคง!ประเทศไทย เป็น ประชาธิปไตยทางอ้อม คือ มีผู้แทนทำให้เกิดการเมืองประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยแบ่งเป็นสภาขุนนางและสภาสามัญเกาหลีเหนือ

ประเทศผู้นำ “คอมมิวนิสต์” ยึดระบอบจากแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการปกครอง สังคม และการเคลื่อนไหวทางการเมืองภายใต้ข้อกำหนด 

“เป็นเจ้าของร่วมกัน” 

ประชาชนทุกคนมีฐานะทางสังคมเท่าเทียมกันแต่ระบอบ “คอมมิวนิสต์” ที่แท้จริงที่ทุกคนเท่าเทียมไม่มีชนชั้น ไม่มีรัฐบาลบริหาร ไม่เคยเกิดขึ้นจริงที่ “เกาหลีเหนือ”เช่นเดียวกับ “ประเทศไทย” คำว่าประชาธิปไตยไม่เคยเกิดขึ้นจริง...กลายเป็นเพียงประเทศที่ปกครองด้วยระบอบ“เผด็จการทหารซ่อนรูป”ทุกเหตุการณ์

...และทุกเรื่องราวประวัติศาสตร์ “การปฏิวัติ”ตลอดจนการขึ้นมาบริหารประเทศโดย “นายกรัฐมนตรี”ทุกครั้ง “ทหาร” จะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องทางการเมือง...เป็นสายใยที่ยาก “ตัดขาด”เพราะการเมืองไทยไม่สามารถพัฒนาให้พ้นจากกรอบของ“การแทรกแซงทางการเมืองของทหาร”ทำไม ? “คิมจองอิล” ผู้นำเกาหลีเหนือ จึงชื่นชมระบอบการปกครอง

แบบไทย ยิ่งนักเป็นเวลา 9 ปีมาแล้วที่ 

“คิมจองอิล” 

เคยพูดกับ 

“แมเดลีนอัลไบรท์” อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ 

ว่า...อยากนำระบบการปกครองแบบไทยไปเป็น “ต้นแบบ” ของเกาหลีเหนือในอนาคตเพราะไทยเป็นชาติที่มีการปกครองแบ่งเป็น “ระบบชนชั้น”ที่ชัดเจน และมีการปฏิบัติในภาครัฐที่เป็นอิสระต่อนานาอารยประเทศโดยเมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการทำเป็นหนังสือรวมเล่มภายใต้ชื่อว่า

“Kim Jong ll’s Leadership of North Korea”

“คิมจองอิล”

 สนใจในสองมุมของสองประเทศที่น่าเอาแบบอย่าง

...ระบบเศรษฐกิจของสวีเดน และ ระบอบการปกครองของไทยแต่ถ้าถามกลับ “คนไทย” ว่า...มีความสุขและพึงพอใจในระบอบ“การเมืองการปกครอง” นี้หรือไม่?คนไทยทั้งประเทศตอบเลยว่า “ไม่” เพราะมันเป็นระบอบที่“แข่งขันเป็นใหญ่” และไม่มีใครต้องการ “สูญเสียอำนาจ”บุคคลเหล่านั้นคิดว่า

...ประเทศนี้ไม่ใช่ของ “ประชาชน” และเป็นของพวกเขา!ประเทศชาติต้องเสียเวลาไปเปล่าๆ หลายปี เพราะการปฏิวัติของ “ผู้มีอำนาจ” และความแตกแยกทุกวันนี้ก็เพราะคนส่วนน้อยไม่ยอมรับ “ผลการเลือกตั้ง” หาก “คิมจองอิล” คิดแสวงหาอำนาจไม่รู้จบ...และคิดรวบอำนาจไว้เป็นของตนและพวกพ้อง โดยไม่ยึดหลักคิดถึงประชาชนและประเทศชาติเอาระบอบการปกครองแบบไทยไปใช้เถิดจะเกิดผลไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจ...เมื่อ “เฮียคิม” บอกทั้งรักทั้งหลงในระบอบการปกครองไทย...ว่าแต่ว่า “เฮียคิม” น่าจะบอก...ใครคือ? ไอดอลของแก!

Read more ...

brian tracy ช่วยเปลี่ยนชีวิต

11 ต.ค. 2552
Brian Tracy ช่วยเปลี่ยนชีวิต

โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มติชนรายวัน วันที่ 09 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10197

เมื่อเอ่ยชื่อ Brian Tracy ในบ้านเรา เฉพาะคนที่อยู่ในวงการที่สนใจการพัฒนาตนเอง ความสำเร็จในธุรกิจ และชีวิตเท่านั้นที่อาจรู้จัก แต่ถ้าบอกว่าเป็นคนเขียนหนังสือชื่อ 

Eat That Frog, 
Create Your Own Future, 
Change Your Thinking Change Your Life 

ฯลฯ คนจำนวนมากต้องร้องอ๋อแน่นอนเพราะเขามิใช่ธรรมดา เป็นทั้งนักเขียน และนักพูดระดับโลกชั้นยอด และกำลังจะมาพูดที่กรุงเทพฯ เป็นครั้งแรกในเร็วๆ นี้

Tracy เล่าว่า ชีวิตเขาเริ่มจากครอบครัวที่แทบไม่มีข้อได้เปรียบเหนือใครเลย เรียนหนังสือไม่เก่ง แถมยังเรียนไม่จบไฮสกูลด้วย 

ต้องทำงานเป็นกรรมกรเป็นเวลาหลายปี 

ตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น เขาโชคดีได้มีโอกาสทำงานเป็นลูกเรือเดินสมุทร เดินทางไปประเทศต่างๆ รวม 80 ประเทศ ใน 5 ทวีป เขาผ่านงาน 22 อย่างก่อนที่จะตั้งตัวได้และกลับไปเรียนหนังสือ

Tracy เรียนจนจบปริญญาตรีและโทด้านบริหารธุรกิจ พูดภาษาต่างประเทศได้ 3 ภาษา คือ 

ฝรั่งเศส 
เยอรมัน และ
สเปน

 ประสบความสำเร็จในการเป็นลูกจ้างและก่อตั้งหลายบริษัท ก่อนที่จะมาทำธุรกิจเป็นผู้ให้คำปรึกษาด้านธุรกิจ เป็นนักฝึกอบรม นักเขียน นักพูด

ปัจจุบัน ในแต่ละปีเขาพูดในที่ต่างๆ ทั่วโลกให้คน 300,000 คนฟัง บางครั้งมีคนมาฟังถึง 20,000 คน ผลิตวีดิทัศน์สำหรับหลักสูตรการเรียนกว่า 300 ชุด และเขียนหนังสือยอดนิยมกว่า 20 เล่ม และมีหลายเล่มที่ดังระเบิดโลก

งานที่เขาทำนอกจากงานใช้แรงงานแล้วก็คือขายของสารพัดด้วยการเคาะประตูบ้าน ในตอนแรกก็ขายได้ในระดับที่แทบเอาตัวไม่รอด วันหนึ่งจึงเริ่มคิดได้และถามตัวเองว่า 

"ทำไมคนอื่นจึงทำได้ดีกว่า?"

 และแล้วเขาก็ทำสิ่งที่เปลี่ยนแปลงชีวิตครั้งสำคัญนั่นก็คือเขาถามคนขายที่ประสบความสำเร็จว่าเขาทำได้อย่างไร เมื่อได้คำตอบก็พยายามเลียนแบบจนยอดขายพุ่ง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเขาก็ใช้กลยุทธ์เลียนแบบนักขายชั้นเซียนทั้งหลายจนกระทั่งได้ผลออกมาเหมือนกัน

กระบวนการเรียนรู้และนำมาประยุกต์ดังกล่าว เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาอย่างสิ้นเชิง ภายในเวลาหนึ่งปีเขาทำยอดขายได้สูงสุด หนึ่งปีต่อมาได้เป็นผู้จัดการและ รองประธานกรรมการดูแลพนักงานขาย 95 คน ใน 6 ประเทศเมื่อเขามีอายุเพียง 25 ปี

Brian Tracy ได้ค้นพบว่าคนบางคนทำได้ดีกว่าคนอื่นเพราะเขาเหล่านั้นกระทำบางสิ่งแตกต่างจากคนอื่น และกระทำอย่างถูกต้องด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจัดการเรื่องเวลาได้ดีกว่าคนอื่นๆ โดยทั่วไป

ก่อนหน้าที่เขาจะได้คิดในขณะที่ยังเป็นผู้ใช้แรงงานอยู่นั้น เขาตกอยู่ในกับดักทางความคิด (เนื่องจากมาจากสิ่งแวดล้อมที่ด้อยและความรู้สึกลึกๆ ว่าตนเองต่ำต้อย) ว่าคนอื่นที่ทำได้ดีกว่าเขาก็เป็นเพราะว่าเก่งกว่าเขา ต่อมาเขาจึงได้เรียนรู้ว่ามันไม่จำเป็นต้องจริงเสมอไป คนเหล่านั้นเพียงแต่ทำบางสิ่งแตกต่างไปจากเขาและสิ่งที่ทำนั้นเป็นสิ่งที่เข้าท่า และสิ่งที่คนเหล่านั้นทำ เขาก็สามารถเรียนรู้ได้เช่นเดียวกัน

ข้อคิดที่ได้นี้มีผลกระทบต่อชีวิตของเขาเป็นอย่างมาก เขาตระหนักว่าเขาสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตตนเองได้ และสามารถบรรลุได้เกือบทุกสิ่ง ขอให้ได้รู้เถอะว่าเขาเหล่านั้นทำอย่างไรในเรื่องนั้นๆ เขาก็จะเลียนแบบทำสิ่งเดียวกัน และก็บรรลุอย่างเดียวกันและอาจดีกว่าด้วย

หนังสือที่ Brian Tracy เขียนเป็น

ประเภท Self-Help 

ชนิดตำรากับข้าว กล่าวคือระบุว่าหนึ่งสองสามต้องทำอะไร และอย่างไร บอกเป็นขั้นเป็นตอน อย่างโน้มน้าวจิตใจให้ทำตาม เขาบอกว่าความลับของความสำเร็จก็คือการลงมือปฏิบัติ มิใช่อ่านเฉยๆ ยิ่งเรียนรู้เร็วเท่าใดและนำไปประยุกต์ในชีวิตเร็วเท่าใดก็จะก้าวหน้าไปเพียงนั้น

หนังสือประเภท Self-Help มีมากมายในปัจจุบัน ไม่ว่าในเรื่องการเลี้ยงลูก การประกอบธุรกิจ การสร้างความร่ำรวย การแสวงหาความสงบแห่งจิตใจ เรียนภาษา รู้จักตนเอง การหาคู่ การวางแผนภาษี ฯลฯ หนังสือ Self-Help เล่มแรกมีชื่อว่า "Self-Help" เขียนโดย 

Samuel Smiles ตีพิมพ์ใน ค.ศ.1859 (พ.ศ.2402 ซึ่งอยู่ประมาณต้นรัชกาลที่ 4)

 ประโยคแรกของหนังสือก็คือ 

"สวรรค์ช่วยคนที่ช่วยตนเอง"

 ซึ่งเป็นคำกล่าวที่รู้จักกันแพร่หลายจากหนังสือชื่อ 

Poor Richard"s Almanac ของ Benjamin Franklin เมื่อเกือบหนึ่งร้อยปีก่อน
หนังสือประเภทนี้ถูกวิจารณ์ว่าให้ "คำตอบที่ง่ายดาย" แก่ปัญหาส่วนตัวที่ซับซ้อนยากแก่การตอบ คนอ่านได้แค่ยาหลอกๆ ในขณะที่คนเขียนได้เงิน จนกระทั่งมีคำกระแหนะกระแหนว่า "ถ้าจะรวยจากหนังสือ Self-Help แล้วละก็ ต้องเขียนหนังสือแบบนี้สักเล่ม" นอกจากนี้ยังถูกวิจารณ์ว่าหนังสือ Self - Help สนับสนุนให้มองตนเองเป็นหลัก ถ้าเป็นเรื่องการพัฒนาก็จะเน้นไปที่การพัฒนาตนเองโดยมองข้ามการร่วมมือกันทางสังคมเพื่อแก้ไขปัญหา

ผู้สนับสนุนหนังสือ Self-Help โต้ตอบว่าผู้อ่านบางคนมองหา "คำตอบที่ง่าย" อยู่แล้ว หนังสือเพียงแนะนำหนทางเท่านั้น คนอ่านเท่านั้นที่จะเป็นคนนำไปปฏิบัติ คนอ่านบางคนที่มีความมุ่งมั่นในการนำไปปฏิบัติก็จะเกิดการพัฒนาตนเองขึ้น ถ้าหนังสือไม่ได้ผลก็เป็นเพราะผู้อ่านเพียงอ่านเฉยๆ และไม่นำไปปฏิบัติจึงมิใช่ความผิดของหนังสือ Self-Help

สำหรับหนังสือ Self-Help ของ Brian Tracy นั้นเน้นไปที่การสร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตให้ดีขึ้น ให้กำลังใจ เสริมสร้างประสิทธิภาพในการทำงานและให้ ประสบความสำเร็จในธุรกิจ ในชีวิต และมีความสุขมากขึ้น

คำพูดหนึ่งของเขาที่น่าสนใจก็คือ 

"ข้อเท็จจริงที่แสนเศร้าก็คือ มนุษย์ยากจนเพราะเขายังมิได้ตัดสินใจที่จะรวย คนที่น้ำหนักเกินและร่างกายไม่ฟิตก็เพราะเขายังมิได้ตัดสินใจที่จะผอมลงและทำให้ร่างกายฟิต คนที่ใช้เวลาอย่างไร้ประสิทธิภาพก็เพราะเขายังมิได้ตัดสินใจที่จะเป็นคนที่อุดมด้วยความสามารถในทุกสิ่งที่เขากระทำ"

 (Brian Tracy ยังไม่เคยมา ประเทศไทยที่คนยากจนจนไม่ใช่เพราะ ขี้เกียจและยังไม่ตัดสินใจว่าจะรวย หากขาดโอกาสที่จะทำให้ตนเองเท่าเทียมกับคนอื่นไม่ว่าในเรื่องสิทธิทางกฎหมาย การศึกษาและรายได้)

คำพูดข้างต้นตั้งใจกระตุ้นให้ผู้คนมีความมุ่งมั่นและทุ่มเทจิตใจอย่างแน่วแน่ ในการกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จ เช่นเดียวกับการที่จะต้องมีความสามารถในการมีวินัยควบคุมตนเอง อดกลั้นที่จะไม่รับความสุขสมในระยะสั้นเพื่อที่จะได้เก็บเกี่ยวรางวัลที่ยิ่งใหญ่กว่าในระยะยาวจึงจะประสบความสำเร็จได้

ในฐานะที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์เป็นหนึ่งในผู้ร่วมจัดการพูดครั้งนี้ที่เชื่อว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบธุรกิจ ที่ต้องการเพิ่มยอดขาย และกำไร ตลอดจนบุคคลทั่วไปที่ต้องการกำลังใจ และมั่นใจว่าเขาพูดได้สนุกเร้าใจตามคำเล่าลือ ผมจึงขอประชาสัมพันธ์มาในโอกาสนี้ครับ Brian Tracy จะมาพูดในวันพฤหัสบดีที่ 2 มีนาคม 2006 ทั้งวัน
Read more ...

ความคิดเห็นล่าสุด

Recent Comments Widget