แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การทำงาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การทำงาน แสดงบทความทั้งหมด

การทำงานให้สำเร็จ

29 ส.ค. 2558
ที่มา pantip 

ข้อคิดเตือนใจ โดยพระมหาสมปอง

การทำงานให้สำเร็จ มิใช่อยู่ที่แรงถึงอย่างเดียว

แต่อยู่ที่ความตั้งใจแน่วแน่ไม่เปลี่ยนแปลง

ไม่ละสายตาไปจากเป้าหมาย
Read more ...

นศ.ฝึกงานแบงก์ ออฟ อเมริกา 'ทำงานจนตาย'

10 ก.พ. 2558
โดยวอยซ์ทีวี เมื่อ 22 ส.ค.2556

เมื่อเร็วๆ นี้เพิ่งจะมีเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการรับนักศึกษาฝึกงานในอังกฤษ นั่นก็คือการที่

แบรนด์อเล็กซานเดอร์ แมกควีน แบรนด์หรูระดับไฮเอนด์ชื่อดังสัญชาติอังกฤษ 

จ้างนักศึกษาฝึกงานนานถึง 11 เดือนโดยไม่ให้เงินเดือน ให้เพียงค่าอาหารเดือนละ 50 ปอนด์ หรือ 2,000 กว่าบาทเท่านั้น จนกลายเป็นประเด็นวิจารณ์อย่างดุเด็ดเผ็ดมันจนทางบริษัทต้องออกมาขอโทษ และยกเลิกสัญญาจ้างที่เอาเปรียบดังกล่าว

แต่ล่าสุดกลับมีกรณีที่ร้ายแรงยิ่งกว่าเกิดขึ้น นั่นก็คือการที่จู่ๆ

โมริส เออร์ฮาร์ท นักศึกษาฝึกงานวัย 21 ปี ที่ทำงานให้กับแบงก์ ออฟ อเมริกา สาขากรุงลอนดอน 

ล้มลงเสียชีวิตอย่างกะทันหันในอพาร์ทเมนต์ของตัวเอง สาเหตุการเสียชีวิตของเขาไม่เป็นที่เปิดเผย แต่ตำรวจลอนดอนยืนยันว่าไม่ใช่เหตุฆาตกรรม ขณะที่โลกออนไลน์เผยแพร่ข่าวลือที่ว่าเขาเสียชีวิตหลังจากทำงานหนักจนถึง 6 โมงเช้าของวันรุ่งขึ้นเป็นเวลา 3 วันติดต่อกัน

ข่าวลือนี้สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในอินเทอร์เน็ตอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะเมื่อแบงก์ ออฟ อเมริกา ไม่ได้ออกมาปฏิเสธ โดยกล่าวเพียงว่ารู้สึกเสียใจกับเหตการณ์ที่เกิดขึ้น และยกย่องว่าเออร์ฮาร์ทเป็นนักศึกษาฝึกงานที่เก่งและขยันขันแข็งที่สุดคนหนึ่งของบริษัท
แบงก์ ออฟ อเมริกา ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสถาบันที่มีคนอยากเข้าไปฝึกงานมากที่สุด เพราะได้รับค่าตอบแทนสูงถึงปีละ 45,000 ปอนด์ หรือ 2 ล้าน 1 แสนบาท อาจจะไม่มากมายอะไรนักเมื่อเทียบยกับค่าครองชีพในลอนดอน แต่ในยุคที่อัตราว่างานของวัยรุ่นในยุโรปสูงถึง 23% รายได้ระดับนี้ก็ถือว่าน่าสนใจ สำหรับนักศึกษาที่ยังไม่ได้มีงานทำเป็นหลักแหล่ง ที่สำคัญอาจจะได้มีโอกาสเข้าเป็นพนักงานของแบงก์ ออฟ อเมริกาได้อีกด้วย

แต่เหตุผลเหล่านี้ ก็ส่งผลในด้านลบ คือมีการแข่งขันกันสูงมากในระหว่างเด็กฝึกงาน คนที่ได้เข้าไปฝึกงานจะต้องทำงานหนักเพื่อให้เจ้านายเห็นถึงความสามารถ สร้างความประทับใจให้กับบริษัท จนกระทั่งบางครั้งการทำงานหนักเกินไปก็ส่งผลร้ายอย่างไม่คาดคิดเช่นการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรแบบเออร์ฮาร์ท

หลายคนโทษว่าการตายของเออร์ฮาร์ทไม่ได้เกิดจากการที่เขาอยากทำให้บริษัทประทับใจ แต่เป็นเพราะวัฒนธรรมองค์กรของบรรดาสถาบันการเงิน รวมถึงสถาบันกฎหมาย ที่พนักงานมักทำงานเกินเวลากันจนเคยชิน ทำให้เด็กฝึกงานต้อง "ตามน้ำ" และอาจจะยิ่งทำมากกว่าพนักงานบริษัททั่วไป เพราะเด็กเหล่านี้ยังไม่เคยทำงานจริงๆ ไม่รู้ว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรในการทำงานออฟฟิศ
Read more ...

4 ความจริงที่คนเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย ไม่กลับมาเล่าให้คุณฟัง

9 ม.ค. 2558
โดย http://www.dodeden.com/58473.html

เจ้าของ Blog CookieCoffee ที่ปรึกษาด้าน Online Marketing ได้เล่าถึงประสบการณ์ที่ทำงานตั้งแต่สมัยเรียนปี 2 เพื่อจ่ายค่าเทอม ค่าห้อง และต่อมาก็ซื้อรถเองตอนปี 4 ก่อนจะลาออกจากมหาวิทยาลัยตอนปีสุดท้าย ลองไปดูมุมมองที่น่าสนใจของเขากันดูนะครับ…

ผมนั่งอยู่ Starbucks และ “Steve Jobs กับ Bill Gates ก็เรียนไม่จบ” คือบทสนทนาที่ต้องได้ยินในร้านนี้เสมอ จนผมสงสัยว่าพวกเขาเชื่อจริงๆ รึว่า “ที่ Gates กับ Jobs ประสบความสำเร็จก็เพราะสองคนนี้เรียนไม่จบ”

แน่นอนว่าผมไม่เคยปกปิดเรื่องที่ตัวเองลาออกจากมหา’ลัย และเรื่องที่ผม “เกิดมายากจน”

แต่ในชีวิตนี้ ผมไม่เคยแนะนำให้ใครเลิกเรียน

ตรงกันข้าม ผมเคยจ่ายค่าเทอมให้เด็กที่ไม่มีเงินเรียนแบบไม่หวังอะไรตอบแทนเลยมา 2 คนแล้ว

ในฐานะที่เรียนไม่จบมหาวิทยาลัย ผมมี 4 ข้อที่อยากฝากไว้ จากประสบการณ์ตรง…

1. Jobs & Gates ไม่ได้รวยเพราะเรียนไม่จบ

บางคนเชื่อแบบนั้นจริงๆ หรือไม่ก็ถูกหลอกด้วยการใช้ Logic ที่ผิด ทุกคนรู้ว่า “Bill Gates ก็เรียนไม่จบ”

แต่ไม่ค่อยทราบกันครับว่า Gates สอบติด Harvard ด้วยตัวเองและ Gates ก็สอบผ่านปี 1 ด้วยเกรดสูงมากโดยที่ไม่ได้เข้า Class เลย ก่อนจะเริ่มสร้าง Computer และก่อตั้งก้าวแรกของ Microsoft ตอนเรียนปี 2

ในสายตาผม Bill Gates เก่งในระดับที่ “เรียนจบแล้วตั้งแต่เข้ามหา’ลัย” จะเรียนจบหรือไม่ มันเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับความเก่งของ 2 คนนี้

2. ผมเคยถูกปฏิเสธงานเพราะไม่มีวุฒิ / ใบปริญญา

หลายปีก่อน มีผู้ใหญ่ในบริษัทฝรั่งระดับ Top 10 เคยชวนผมไปสมัครงานโดยที่เขาไม่ทราบว่าผมเรียนไม่จบ ..ก็ส่ง Resume ไป แต่ถูกคัดทิ้งในรอบสุดท้ายด้วย 2 เหตุผล

คือแผนก HR กลัวว่าคนที่ไม่มีวุฒิกระทั่งปริญญาตรีจะคุมงานเด็กที่จบโทไม่ได้

และอีกเหตุผลหนึ่งซึ่งผมชอบมาก (แม้มันจะทำให้ไม่ได้งานนั้นก็ตาม) คือ “คุณอาจเป็นคนเก่งก็จริง แต่ทุกคนที่มาสมัครงานที่บริษัทเราก็เก่งเท่าๆ กับคุณ โดยที่มีพวกเขาใบปริญญาติดมาด้วย”

มาทราบทีหลังว่าการมีใบปริญญามันสะดวกทั้งเวลาเลื่อนตำแหน่ง หรือขึ้นเงินเดือน และคนที่จะรับผมเข้าทำงานโดยไม่มีวุฒิก็ต้องรับความเสี่ยง ต่อการถูกระดับบริหารถามว่าทำไมเลือกคนนี้ ?

3. และผมก็เคยคัดคนมาสัมภาษณ์ แน่นอนว่าผมดูที่ใบปริญญาก่อน

มีอยู่ทีที่ผมไปช่วย Consult ด้าน Online Marketing ให้ ฺBrand ใหญ่และสุดท้ายต้องหาใครสักคนมาทำงานแทนในฐานะพนักงานประจำ จึงต้องช่วยทางบริษัทนั้นคัด Resume มาอ่านเพื่อเรียกคนมาสัมภาษณ์ และผมก็ดูทั้งชื่อมหา’ลัย เกรด และกิจกรรมที่ทำสมัยเรียน

เหตุผลก็เหมือนข้อ 2

เกรดในมหา’ลัยอาจบอกได้ว่าคุณชอบเรียนวิชาอะไร ทำไมถึงเข้าคณะนี้ มีความรับผิดชอบแค่ไหน

คนที่ไม่มีใบปริญญาก็อาจจะถูกเรียกมาสัมภาษณ์ได้ แต่ต้อง “เหนือกว่าผู้สมัครทุกคน” แบบทิ้งห่างจริงๆ

ซึ่ง Gates & Jobs ทำได้ แต่จะมีสักกี่คนบนโลกที่ทำได้แบบ 2 คนนี้ ?

4. ความขี้เกียจเป็นอภิสิทธิ์ของ Genius

ทุกวันนี้ผมไม่เข้าร้านหนังสือไทย เพราะในนั้นเต็มไปด้วย “How To รวยด้วยหุ้นใน 3 นาที” หรือไม่ก็ “นอนทั้งวันก็รวยได้ด้วย Passive Income” ซึ่งก็มั่นใจได้ว่า 8 ใน 10 เล่มจะต้องเริ่มต้นคำนำด้วยประโยคว่า “Steve Jobs กับ Bill Gates ก็เรียนไม่จบ” ..ย้อนกลับไปอ่านข้อ 1 ใหม่อีกที

เดี๋ยวนี้ผมเจอเยอะมาก คนสมัยใหม่ที่ “โง่” ไม่พอ แต่ยังเลือก “ขี้เกียจ” เพิ่มเข้าไป ด้วยข้ออ้างว่า “Steve Jobs กับ Bill Gates ก็เรียนไม่จบ”

โลกไม่เคยบอกหรอกครับในบรรดาคนที่ลาออกจากมหา’ลัย 10 ล้านคน มีชีวิตอย่างไรกันบ้าง

โลกใบนี้รู้จักก็แค่ 2 ใน 10,000,000 คนที่ประสบความสำเร็จ นั่นคือ Jobs และ Gates โดยลืมไปว่ามีอีก 9,999,998 คนนอนอยู่ข้างถนนและไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะมีข้าวกินหรือไม่ มีชีวิตต่อไปอย่างไร ?

แต่ 9,999,998 คนที่ว่า ไม่ได้กลับมาเล่าให้คุณฟัง มันก็เท่านั้นเอง
Read more ...

4 ข้อปฏิบัติ ถ้าอยากประสบความสำเร็จในที่ทำงาน

24 พ.ย. 2557
ที่มา : http://www.businessinsider.com/

การทำงานให้ประสบความสำเร็จได้ในแค่ละครั้งต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง ซึ่งหลายคนที่ประสบความสำเร็จมาแล้วนั้นมีวิธีจัดการหรือข้อปฏิบัติเด่นๆ 4 ข้อ ที่ง่ายๆ ทุกคนสามารถทำได้ ดังนี้

1. หาแรงจูงใจให้ตัวเอง 
ถ้าคุณกำลังรอให้มีคนคอยผลักดันคุณให้ไปถึงจัดหมายที่คุณตั้งไว้ คุณก็จะไม่มีทางไปถึงจุดหมายนั้นได้ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ใครช่วยเราไม่ได้เราไม่สน สิ่งแรกที่ควรทำคือผลักดันตัวเองก่อน ยิ่งพึ่งพาตัวเองมากเท่าไหร่ ก็สามารถขยายขอบเขตความสามารถของตัวเองมากตามไปด้วย ทำให้คุณยิ่งเป็นคนมีคุณภาพมากขึ้น กลายเป็นลูกจ้างที่มีคุณภาพตามมา

2. ติดตามความก้าวหน้าของชิ้นงานที่ได้รับมอบหมาย
ไม่ว่างานที่ได้รับมอบหมายมานั้นเราจะชอบหรือไม่ก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่คนทำงานต้องมีคือความรับผิดชอบต่องานที่ตัวเองได้รับมา อีกทั้งยังต้องรับมือกับเพื่อนร่วมงานบางประเภทที่ชอบเกี่ยงงาน และทำให้คุณต้องหงุดหงิด อย่างไรก็ตามขอแค่มุ่งมั่นทำงานที่ได้รับมอบหมายมาให้สำเร็จ เพื่อแสดงให้นายจ้างเห็นว่าคุณเป็นลูกน้องที่ทรงคุณค่ามากแค่ไหน

3. ตั้งเป้าหมาย
คนที่เขาประสบความสำเร็จในการทำงานส่วนใหญ่ เขามีวิธีการจัดเรียงลำดับความสำคัญในการทำงานว่าสิ่งไหนควรมาก่อนและหลัง เพราะถ้าไม่จัดลำดับอาจทำให้งานทั้งหมดยุ่งเหยิง แทนที่งานจะเสร็จเร็ว กลายเป็นล่าช้าไม่เสร็จซักงาน

4. ทบทวนสิ่งที่ทำในแต่ละวัน
หลังเลิกงานหรือกลับถึงบ้านเรียบร้อยแล้ว นั่งทบทวนสิ่งที่ทำในวันนี้ว่า งานที่ทำนั้นเสร็จสิ้นความเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ และตั้งเป้าใหม่ว่าพรุ่งนี้จะทำอะไร โดยการนำเอาข้อปิดพลาดที่เกิดขึ้นในแต่ละวันมาเป็นบทเรียน
Read more ...

การตักเตือนลูกน้องเมื่อทำผิดเล็กน้อย

7 มิ.ย. 2557
โดยสมคิดแฟนเพจ https://www.facebook.com/SomkidFanPage

สมัยผมเป็นผู้บริหารสนามบิน...อยู่ต่างประเทศ...
เจ้านายฝรั่ง...เดินมาชี้หน้าด่าผมว่า...
มึงเป็นผู้บริหารที่เฮงซวยมาก...
ผมตกใจ...แต่ก็หัวเราะ...แล้วก็สวนคำทันทีทันใดว่า...
มึงผิดแล้ว...นี่แสดงว่ามึงไม่รู้จักกู...
ทุกคนรู้ว่า...
กูคือผู้บริหารที่เก่งที่สุด...
ประสบความสำเร็จสูงที่สุด...
ในรุ่นเดียวกัน...ที่เข้ามาทำงานพร้อมกัน...

มันบอกว่า...
กูไม่รู้ว่า...มึงสำเร็จยิ่งใหญ่ขนาดไหน...
แต่ในสายตากู...มึงคือผู้บริหารที่เฮงซวยที่สุด...
เฮงซวยยังไง...? ไหนว่ามาซิ...
มึงเป็นผู้บริหาร...ที่ขาดวินัย...วินัยอ่อนมาก...

นี่ถ้าเป็นระเบียบในสนามรบ...
ทหารที่ขาดวินัย...เขาจะเอาไปยิงทิ้ง...
ขืนเสี่ยงใช้ทหารประเภทนี้...จะทำให้กองทัพเสียหาย...
และพ่ายแพ้ในสงครามได้...

ผมฟังแล้วตกใจ...
แสดงว่าคนที่ขาดวินัย...เฮงซวย...และไร้ค่ามาก...
ผมก็ถามต่อว่า...ผมขาดวินัยยังไง..?
มันบอกว่า...
นี่เป็นจุดอ่อนของผู้บริหารไทยทุกคน...
ที่มันมองเห็นคือ...เวลาที่ลูกน้องทำผิด...
ยืนดูเฉย...ไม่เรียกมาว่ากล่าวตักเตือน...
ผมบอกว่า...มันเป็นความผิดเล็กน้อย...หยุมหยิมเกินไป...
มันบอกว่า...วันนี้เป็นความผิดเล็กน้อย...
แต่พรุ่งนี้...มันจะใหญ่ขึ้น...
และถ้ายังไม่เตือน...
เดือนหน้ามันจะใหญ่ขึ้น 30 เท่า...

และถ้ายังไม่เตือน...
อีก 3 เดือน...มันจะใหญ่มาก...เป็น 100 เท่า...

จนทำให้หลายคนเดือดร้อน...รวมทั้งมึงด้วย...
และเมื่อถึงวันนั้น...มีคนไปเตือน...ไปลงโทษ...ไอ้คนทำผิด...
มันจะถามว่า...
กูทำผิดอะไร...
กูทำแบบนี้มา 3 เดือนแล้ว...ไม่เห็นมีใครว่าอะไร...
มึงเป็นใคร...มาเสือกอะไรเรื่องของกู...เจ้านายกูยังไม่ยุ่ง

แล้วหลังจากนั้น...ก็ไม่มีใครว่ากล่าวตักเตือนมันได้...
จนกว่าจะเกิดเหตุใหญ่โต...จนควบคุมไม่อยู่...
เดือดร้อนกันทั้งบริษัท...หายนะกันทั่วทั้งประเทศ...
ผมฟังแล้วยิ้มๆ...นึกเถียงในใจว่า...
เหตุการณ์แบบนี้...ไม่มีทางเกิดขึ้นกับกูหรอก...เพราะกูเก่ง...

หลังจากนั้นไม่นาน...ประมาณ 3 หรือ 4 เดือน...
ลูกน้องของผม...ขับรถ...ชนเครื่องบิน...
นำหายนะมาสู่ผม...และบริษัท...ชนิดที่รับมือไม่ทัน...
สาเหตุเป็นเพราะ...
ขาดวินัย...
เหมือนกับที่เจ้านายฝรั่ง...เคยด่าผมไว้...เปี๊ยบเลย...

เรื่องมีอยู่ว่า...
ทุกเช้าก่อนนำรถออกไปทำงานในสนามบิน...
มันต้องเช็คความพร้อมของรถ 25 รายการ...
ตาม Check list ที่เขาทำไว้...
แต่คนไทย...มันเก่งมาก... 25 ข้อ...เช็คเสร็จภายใน 1 นาที...
ทำเครื่องหมายถูก...ทั้ง 25 ข้อ...ภายใน 1 นาที...
โดยไม่ต้องดูรถ...แล้วเซ็นชื่อกำกับ...แสดงว่า...เช็คแล้ว...

ไม่ต้องเช็คหรอกเจ้านาย...เช็คทำไมทุกวัน...เมื่อวานก็เช็คแล้ว...
เมื่อคืนนี้...รอบกลางคืนก็เช็คแล้ว...รถไม่มีปัญหาหรอก...

ทำไมถึงต้องเช็คทุกวัน...มันบ่อยเกินความจำเป็น...
ผมก็พยักหน้าเห็นด้วย...

พอรถชนเครื่องบิน...ก็ทำการสอบสวน...
ปรากฏว่า...รถคันนี้...ไม่ได้เช็คสภาพนานกว่า 6 เดือนแล้ว...
แต่มันมีบันทึกว่า...เช็ควันละ 2 ครั้งทุกวัน...ตลอด 6 เดือนเต็ม...
เพราะมันใช้วิธีเช็คแบบเดียวกัน...คือขีดเฉพาะ Check list...
แต่ไม่ได้ตรวจสภาพรถจริงๆ...

จากเหตุการณ์วันนั้น...ผู้เกี่ยวข้องถูกลงโทษกันถ้วนหน้า...
ผมในฐานะผู้บริหาร...ที่รับผิดชอบในวันนั้น...
เกือบถูกไล่ออก...
ดีแต่ว่า...กรรมเก่าที่ทำไว้ดี...
คือประวัติและผลงานของผมยอดเยี่ยม...มาตลอด...
เลยช่วยให้รอดไปได้่ครั้งหนึ่ง...
คนไทยทั้งหมด...ที่ทำงานที่นั่น...
เสียศักดิ์ศรี...อย่างรุนแรง...

พวกฝรั่งมองคนไทย...ด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม...
ว่าเป็นพวก...ไม่ได้เรื่อง...เฮงซวย...ไม่มีวินัย...
ทำผิดคนเดียว...
ถูกประนามกันทั่วประเทศ...

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา...
ผมให้ความสำคัญของเรื่องวินัย...เป็นอันดับหนึ่ง...

เห็นใครทำผิดกฏระเบียบ...ผิดวินัย...ผมเข้าไปเตือน...ทันที...
โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย...
ไม่ว่าความผิดที่ทำนั้น...มันจะเล็กน้อยแค่ไหน...
เพื่อยุติการทำผิด...ให้หยุดอยู่แค่ตรงนั้น...ไม่ขยายวงต่อ...
และได้รับการแก้ไขให้ถูกต้อง...ในการทำครั้งต่อไป...

แล้วผมก็นำบทเรียนที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิตนี้...
มาเป็นแบบอย่าง...ในการเลี้ยงลูก...
ไม่ว่าลูกจะทำผิดเรื่องเล็กน้อยแค่ไหน...
ผมจะรีบเข้าไปเตือน...และกำชับว่า...
อย่าทำแบบนี้อีกเด็ดขาดนะลูก...
ทำให้ลูก...เป็นคนที่มีวินัยเข้มข้น...
อะไรไม่ดี...อะไรไม่ถูกต้อง...ไม่ทำ...
ผู้คนที่อยู่รอบข้าง...ไม่มีใครเดือดร้อน...
ชีวิตครอบครัวมีความสุขสมบูรณ์...

สมคิด ลวางกูร
Read more ...

5 เหตุผลที่จะทำให้การทำงานที่ออฟฟิศเป็นเรื่อง 'ล้าหลัง'

20 พ.ค. 2557
14 ตุลาคม 2556

ในยุคดิจิตัลแบบนี้ แนวคิดเรื่องการนั่งทำงานที่ออฟฟิศ อาจกลายเป็นแนวคิดที่ล้าหลังไปเสียแล้ว เมื่อเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นมา ทำให้เราเชื่อมโยงกับคนทั้งโลกได้ง่ายขึ้น ดังนั้น การทำงานที่ออฟฟิศอาจไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป ช่วงนี้ เราจะไปดูกันว่า นอกจากเรื่องเทคโนโลยีแล้ว มีเหตุผลอะไรอีกบ้าง ที่จะทำให้การทำงานที่ออฟฟิศเป็นเรื่องที่ล้าสมัย

แน่นอนว่า มนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในออฟฟิศ จนบางคนป่วยเป็นโรคออฟฟิศ ซินโดรมแบบไม่รู้ตัว แต่ในยุคที่อะไรก็กลายเป็นดิจิตอลแบบนี้ หลายคนได้ออกมาวิจารณ์ว่า แนวความคิดเรื่องการทำงานในอออฟฟิศ ช่างเป็นแนวคิดที่ล้าหลังและน่าขันเป็นอย่างยิ่ง เพราะการที่เรามีเทคโนโลยี ที่ช่วยให้การสื่อสารเชื่อมโยงถึงกันหมดในยุคนี้ อาจช่วยให้เราไม่ต้องมาทำงานที่ออฟฟิศอีกต่อไป และนี่คือ 5 เหตุผลที่จะอธิบายว่า ทำไมการทำงานออฟฟิศจึงจะกลายเป็นสิ่งที่ล้าหลังในไม่ช้า

ข้อที่ 1 เรามีอุปกรณ์อันแสนฉลาด ที่จะช่วยให้การทำงานเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น โดยศูนย์วิจัยอีริคสันคาดการณ์ว่า ในปี 2563 จะมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กว่า 50,000 ล้านเครื่อง ที่จะสามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ ซึ่งอุปกรณ์ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงสมาร์ทโฟน หรือแท็ปเล็ต แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังหมายถึงแก็ดเจ็ตใหม่ๆของกูเกิล กลาส และรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติอีกด้วย ดังนั้น ด้วยอุปกรณ์เหล่านี้ทำให้พนักงานออฟฟิศทั้งหลาย ไม่ต้องเปลืองแรงเดินทางมาทำงานอีกต่อไป หลายคนอาจทำงานจากที่บ้าน หรือจากสถานที่อื่นๆแค่มีเพียงไวไฟเท่านั้น คุณก็สามารถเชื่อมต่อกับโลกภายนอกได้แล้ว ซึ่งข้อดีของการทำงานในลักษณะนี้ นอกจากจะประหยัดเวลาแล้ว พนักงานทั้งหลายยังไม่ต้องอยู่ในกฎระเบียบอันเคร่งครัด ที่อาจจะจำกัดอิสรภาพและไอเดียใหม่ๆในการทำงาน อีกทั้งยังไม่ต้องแต่งตัวให้ดูเรียบร้อย เพื่อเอาใจใครอีกด้วย

แล้วสำหรับออฟฟิศที่ต้องการแรงงานคนจริงๆเพราะงานดังกล่าวไม่สามารถทำผ่านระบบออนไลน์ได้ ก็จะไม่สามารถทำงานจากที่บ้านได้ใช่หรือไม่ คำตอบของคำถามนี้ มีอยู่ใน

เหตุผลข้อที่ 2 ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ปัจจุบันนี้ ธุรกิจส่วนใหญ่ ต้องการตัดลดจำนวนพนักงานลง จึงหันไปว่าจ้างพนักงานจากข้างนอก หรือ outsource มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจที่กำลังไปได้ดีอย่าง TaskRabbit ซึ่งเป็นเว็บไซต์สำหรับการเปิดประมูลหาผู้ที่สนใจทำงาน โดยผู้ว่าจ้างสามารถมาโพสต์ลักษณะงานที่พวกเขาต้องการหาคนทำ พร้อมกับวงเงินว่าจ้าง ซึ่งหลังจากนั้น ผู้ที่เป็นสมาชิกของ TaskRabbit ก็จะเข้ามาประมูลงานที่พวกเขาคิดว่าทำได้ ซึ่งใครที่ประมูลในราคาที่ผู้ว่าจ้างพึงพอใจและมีคุณสมบัติที่ตรงกับที่ผู้ว่าจ้างต้องการ ก็จะได้ทำงานนั้นๆ โดยมีรายงานว่า สมาชิกของ TaskRabbit ส่วนใหญ่ ทำรายได้ต่อเดือนมากถึง 5,000 ดอลลาร์หรือราว 156,000 บาทเลยทีเดียว ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า ในอนาคต จะมีคนหันมาเปิดกิจการในลักษณะนี้มากขึ้น

เหตุผลข้อที่ 3 คือสไกป์ และระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์อื่นๆ ที่จะช่วยให้การประชุมสื่อสารกับคนทั้งโลกสะดวกรวดเร็วมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริหารที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อไปเข้าร่วมการประชุมอยู่บ่อยครั้ง แต่หากว่าแต่ละบริษัทหันมาใช้สไกป์กันให้มากขึ้น ก็จะช่วยประหยัดเวลาเดินทางอย่างมหาศาล โดยปัจจุบันนี้ มีรายงานว่า มีผู้ใช้งานสไกป์มากถึง 2,000 ล้านนาทีใน 1 วัน ซึ่งเวลาดังกล่าว มากพอที่จะเดินทางจากโลกไปยังดวงจันทร์ได้มากถึง 225,000 รอบ และเดินทางไปยังดาวอังคารได้มากถึง 5,400 ครั้งเลยทีเดียว

เหตุผลข้อที่ 4 ช่วงเวลาในการทำงาน และช่วงเวลาในการพักผ่อน จะเป็นช่วงเวลาเดียวกัน ดังนั้น พวกเจ้านายทั้งหลาย ที่กลัวว่า ลูกน้องจะอู้งานเมื่ออยู่กับบ้านนั้น แทบจะไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้ เพราะตราบใดที่มีอีเมล พนักงานคนนั้นๆก็ต้องติดอยู่กับการทำงาน ไม่ว่าเขาจะใช้เวลาทำอะไรอยู่ก็ตาม โดยปัจจุบันนี้ พนักงานส่วนใหญ่จะเร่งทำงานให้เสร็จเมื่ออยู่ที่ออฟฟิศ แต่เมื่อกลับบ้านก็อดไม่ได้ที่จะต้องทำงานต่อผ่านทางอีเมลหรือวิธีอื่นๆอยู่ดี ดังนั้นจึงไม่ต่างอะไร หากว่าเขาจะอยู่ที่บ้านและเคลียร์งานทั้งหมด

เหตุผลข้อสุดท้าย ก็คือ การเติบโตของเมกะซิตี หรือมหานครในศตวรรษที่ 21 ที่จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมหานครเหล่านี้ ต่างก็ต้องการโปรโมทเรื่อง "Smart City" ที่จะเน้นการนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ในขณะเดียวกัน เมืองกำลังพัฒนาทั้งหลายก็ต้องเร่งมือ เพื่อสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ดังนั้น พนักงานทั้งหลาย ต้องปรับตัว และเปลี่ยนตัวเองให้เป็น "Smart Worker" ให้ได้ เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
Read more ...

16 สิ่งที่ควรทำก่อนเลิกงานทุกๆ วัน

20 พ.ค. 2557
12 มีนาคม 2557

ใน 2-3 ชั่วโมงสุดท้ายของการทำงานในแต่ละวัน ควรเตรียมความพร้อมสำหรับวันทำงานในวันรุ่งขึ้นให้พร้อม ซึ่งมีทั้งหมด 16 วิธีง่าย ๆ มาแนะนำว่าควรจะทำอะไรก่อนเลิกงาน

ประเมินตัวเอง
เขียนลงในกระดาษแล้วประเมินดูตัวเองว่าสิ่งต่างๆ ที่เขียนลงไปเหล่านั้นมีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน หากไม่จำเป็นก็ควรจะคัดออกและเรียงลำดับความสำคัญให้ถูกต้อง เพื่อลดปัญหากับการทำงานตามมาทีหลัง การวางแผนและการประเมินตัวเองก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญที่จะกำหนดความสำเร็จในอนาคต

ทบทวนตารางการทำงานล่วงหน้า
เช็คให้ดีว่าวันรุ่งขึ้นมีนัดหมาย การประชุมอะไรไว้รึเปล่า เพื่อเป็นการเตือนความจำล่วงหน้าและยังช่วยลดความเสี่ยงจากการผิดพลาดต่าง ๆ ได้

พูดคุยกับหัวหน้างานและเพื่อนร่วมงาน
ก่อนเลิกงาน หาเวลาสัก 5-10 นาทีคุยกับหัวหน้างานของเรา อัพเดทโปรเจ็กต์หรือความคืบหน้าของงานที่กำลังทำอยู่ หรือพูดคุย สอบถามเพื่อนร่วมงานของเราด้วยเช่นเดียวกัน หากมีการสื่อสารอยู่เสมอจะช่วยให้งานเสร็จได้ตามเวลา

ปัด กวาด เช็ด ถู
ให้เวลาอย่างน้อย 15 นาที ในแต่ละวันก่อนกลับบ้าน ทั้งทำความสะอาดโต๊ะทำงานให้เรียบร้อย และเช็คอีเมลของเราให้หมดว่ามีงานอะไรที่ตกค้างรึเปล่า หรืองานที่จะต้องทำในวันถัด ๆ ไป

เคลียร์งานให้เสร็จ
ในช่วงเวลาก่อนเลิกงานเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด เพราะหากมีงานค้างเยอะเช้าวันใหม่ก็จะกลายเป็นวันที่วุ่นวายสำหรับคุณ ถ้าหากคุณมีการวางแผนงานมาเป็นอย่างดีแล้ว จะช่วยให้การทำงานแต่ละวันนั้นงานไม่เยอะทับถมจนเกินไป

เอาใจใส่
อย่าเพิ่งกลับบ้านถ้าหากว่ายังไม่ได้ตอบอีเมล เพราะนี่เป็นอีกหนึ่งมารยาทที่คนทำงานพึงกระทำ ไม่ใช่พอถึงเวลาเลิกงานแล้วมุ่งหน้ากลับบ้านเลยทันที แต่ควรเอาใจใส่กับเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ รวมทั้งหัวหน้างานอีกด้วยเพื่อเปลี่ยนให้บรรยากาศออฟฟิศเป็นเหมือนครอบครัว ๆ หนึ่ง

ทำสิ่งใหม่ ๆ
การบริหารเวลาการทำงานดี ก็จะช่วยให้คุณเริ่มงานใหม่ในตอนเช้าได้อย่างสดใส พอทุกอย่างลุล่วงไปได้ด้วยดีคุณก็สามารถสร้างสรรค์งานใหม่ ๆ มาได้ ดังนั้นการวางแผนทำงานหรือโปรเจ็กต์ใหม่จะช่วยให้คุณสามารถก้าวหน้าทางอาชีพ และพัฒนาทักษะการทำงานได้อีกด้วย

มองย้อนดูในแต่ละวัน
สำหรับเรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คนส่วนใหญ่มักลืมที่จะทำ หรือละเลย เพราะหากว่าไม่ได้กลับมาคิดทบทวนในสิ่งที่ทำลงไป อาจจะทำให้คุณกลับมาพลาดซ้ำที่จุดเดิมอีกก็เป็นได้ หรืออาจทำงานซ้ำ ทำให้เสียเวลามากกว่าเดิม

เขียนความสำเร็จ
เขียนอย่างน้อย 3 สิ่งที่ดีที่เกิดขึ้นในระหว่างวัน เพื่อเพิ่มกำลังใจในการทำงาน ไม่ใช่เพียงแค่คิดอยู่ในหัว แต่ให้เขียนลงบนกระดาษแล้ววัน ๆ หนึ่งกับการทำงานจะเป็นวันที่เพอร์เฟ็กต์สำหรับคุณ

การบอกลา
ในชีวิตการทำงานสามารถสร้างให้เป็นเหมือนกิจวัตรประจำวันได้แล้วการทำงานของคุณก็ช่วยให้มีความสุขมากขึ้น และการบอกลาเพื่อนร่วมงานก่อนกลับก็เป็นอีกกิจวัตรนึงที่คุณควรกระทำ เพราะจะช่วยให้เชื่อมความสนิทสนมกันมากขึ้น รวมทั้งการทักทายในตอนเช้าด้วยเหมือนกัน อย่าลืมว่าเพื่อนร่วมงานของเรานั้นจะต้องทำงานด้วยกันไปตลอด ดังนั้นการเชื่อมสัมพันธ์ให้สนิทกันมากขึ้นจึงเป็นเรื่องจำเป็น

การเรียงลำดับความสำคัญของการใช้อีเมลและการใช้โทรศัพท์ที่ผิด
ถึงแม้คุณจะเตรียมตัวมาทำงานเป็นอย่างดี แต่ถ้าหากเรียงลำดับความสำคัญที่ผิดพลาด การทำงานในวันรุ่งขึ้นของคุณก็อาจจะยุ่งเหยิงในที่สุด ดังนั้นควรวางแผนให้ดีเพราะว่าบางครั้งอีเมลอาจจะถูกมากใกล้กับเวลาเลิกงาน หรือเลิกงานไปแล้ว ควรเรียงลำดับความสำคัญก่อนหลังโดยพิจารณาในแต่ละอีเมลว่างานไหนที่สำคัญกว่าและจำเป็นจะต้องส่งก่อนก็ควรจัดมาเป็นลำดับแรก ๆ ที่ควรตอบอีเมลกลับ แต่ถ้าหากว่าจะต้องใช้เวลาในการทำโปรเจ็กต์ตัวนี้นานหน่อย คุณอาจจะส่งตอบกลับไปวันเวลาจะทำเสร็จที่กำหนดให้ชัดเจน

กลับบ้านด้วยทัศนคติที่ดี
เขียนหรือจดบันทึกในแง่ดี ๆ ที่เกี่ยวกับการทำงาน เพื่อนร่วมงานแล้วส่งให้เพื่อนร่วมงานของคุณ เพียง 2-3 ประโยคก็สามารถช่วยให้เพื่อนร่วมงานของคุณมีความสุขได้ และจะทำให้บรรยากาศการทำงานดียิ่งขึ้นไปอีกด้วย

การตัดขาด
ไม่จำเป็นที่จะต้องปิดโทรศัพท์มือถือ แต่อย่างให้ปิดระบบเตือนของอีเมลเข้ามา จะได้ไม่รบกวนเพื่อนร่วมงาน หาเวลาว่างติดต่อกลับสำหรับบางสายหรืออีเมลที่ยังไม่ได้ตอบกลับ หมายถึงธุระส่วนตัวที่ไม่ได้เกี่ยวกับงาน ซึ่งไม่จำเป็นถึงขนาดจะต้องตัดขาดทั้งหมดเพียงแบ่งเวลาให้ดี โดยเฉพาะเวลาทำงานก็ควรจะโฟกัสกับการทำงานให้เต็มที่

มีการวางแผนที่รอบคอบ
ความเครียดจากการวางแผนที่ไม่รอบคอบ หรือมีเวลาที่จำกัดมาก เวลาที่อยู่ในออฟฟิศอาจจะต้องลงมือทำงานซะมากกว่าคิดงาน ดังนั้นการคิดงานหรือวางแผนงานจึงไม่ได้ถูกจำกัดแค่ที่ออฟฟิศเท่านั้น แต่คือทุก ๆ ที่ที่เราสามารถคิดงาน วางแผนงานได้ เพียงแค่นี้ก็สามารถช่วยลดความเครียดจากการทำงานได้ไม่มากก็น้อย เปลี่ยนบรรยากาศการวางแผนงานบ้าง เผื่อได้ไอเดียใหม่ ๆ หรือความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ

ปล่อยความเครียดไว้ที่ประตู
เมื่อคุณเดินออกจากประตู (ออฟฟิศ) ให้ทิ้งความเครียดไว้ข้างหลัง ให้ความเครียดมันจบลงแค่วันนั้น ๆ อย่าเก็บความเครียดมาใช้ในวันถัดไป สิ่งที่รอคุณอยู่ที่บ้านคือครอบครัว ไม่จำเป็นที่จะต้องเอาความเครียดไปฝากครอบครัว แค่ให้มอบคความสุขและความรักมาแทนที่

กลับบ้าน
ขั้นตอนสุดท้ายคือ เก็บของ ปิดไฟ กลับบ้าน !! ไม่จำเป็นจะต้องกลับบ้านเป็นคนสุดท้าย อย่ากลายเป็นคนที่บ้างาน เอาแต่ทำงานจนลืมแบ่งเวลาให้ส่วนอื่นๆ การเป็นคนทำงานหนักนั้นดี แต่ถ้าหากทำงานหนักทุกเรื่องกับเรื่องที่ไม่จำเป็นอาจจะทำให้คุณต้องเหนื่อยเปล่า ดังนั้นควรกลับด้วยรอยยิ้มและความสุข พร้อมที่จะเริ่มงานวันใหม่อย่างสดใส

ขอบคุณข้อมูลจาก : http://th.jobsdb.com
Read more ...

กลับหัวคิด 31: ทำงานด้วยวิธีเล่นๆ

3 ก.ย. 2556
โดยเกรียงไกร กาญจนะโภคิน นสพ.ไทยรัฐออนไลน์ เมื่อ 18 มิ.ย.2556

เวลาที่ผมได้รับเชิญไปบรรยายที่ไหน ผมมักจะถูกถามเสมอว่า “เคยคิดงานไม่ออกบ้างหรือไม่” “เคยตันบ้างหรือเปล่า” ผมก็จะตอบกลับไปว่า ไม่เคย ซึ่งเป็นคำตอบที่น่าหมั่นไส้มากครับ และผมก็ทราบดีว่าคำตอบของผมจะสร้างความรู้สึกแบบนั้นกับคนฟัง แต่ท่านผู้อ่านเชื่อไหมครับ ว่าผมไม่เคยคิดไม่ออกจริงๆ แต่สิ่งที่เราคิดออกในช่วงเวลานั้น มันก็อาจจะมีสิ่งดีกว่าก็เป็นได้

หลายๆ คนก็ถามผมต่อไปอีกว่า มีเคล็ดลับอะไรที่ทำให้ผมคิดมันออกได้ทุกครั้ง วิธีการของผม ซึ่งกลายไปเป็นวัฒนธรรมองค์กรด้วยก็คือ การสร้างบรรยากาศในองค์กร ในการประชุมให้สนุกที่สุด ไม่มีบรรยากาศของความเครียดเข้ามาสู่การประชุม แม้เรื่องที่คิดอยู่มันจะยากเย็นแสนเข็ญเพียงไรมันก็จะสามารถคิดออกมาให้ได้ โดยธรรมชาติของผมเป็นคนติดตลก ก็เลยไม่ชอบสร้างบรรยากาศในการทำงานให้มันเครียด

ผมชอบบรรยากาศห้องประชุมที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เพราะสุดท้ายไอเดียดีๆ มันจะตามมาเสมอ อย่างตอนนี้ผมนั่งอยู่ที่สนามบิน Frankfurt เพื่อรอขึ้นเครื่องกลับประเทศไทย ผมมาดูงานกับคณะที่ผมไม่รู้จักใครเลยสักคนและเขาก็ไม่รู้จักผมด้วย ผมก็อาศัยความสนุกสนานของผม สร้างบรรยากาศจนทำให้บรรยากาศเครียดๆ ในคณะหมดไป และเมื่อเริ่มรู้ว่าผมทำงานอะไร ก็เริ่มมีคำถามที่เกี่ยวกับการมีที่มาของความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งผมก็บอกว่ามี

หนึ่งข้อคือ ผมไม่ชอบความเครียด ผมชอบสร้างความสนุกในห้องประชุม เพราะเมื่อบรรยากาศในห้องสนุก ทุกคนก็จะกล้าพูดมากกว่าในห้องประชุมเครียดๆ

ข้อสองคือ ผมเป็นคนไม่ถือตัว ผมจะสนิทกับน้องที่ทำงานมาก ไม่ได้วางตัวเป็นผู้บังคับบัญชา สามารถคุยเล่นกันได้อย่างเป็นกันเอง เพราะผมเชื่อว่าจะทำให้ทุกคนไม่เกร็ง ซึ่งแม้กระทั่งเด็กฝึกงานก็สามารถออกความคิดเห็นได้ ซึ่งผมก็เคยได้ไอเดียดีๆ มาจากเด็กฝึกงานและนำออกมาใช้ได้จริงมาแล้ว เพราะอย่างที่ผมเคยบอกครับ ไอเดียดีๆ ไม่ได้มาจากตำแหน่งหรืออายุ

ในคณะถามผมต่ออีกว่า แล้วการที่ผมสนิทกับเด็กๆ แบบนี้ จะไม่เสียการปกครองหรือ เพราะองค์กรแบบไทยๆ มักคำนึงถึงเรื่องแบบนี้เสมอ ผมเลยอธิบายต่อว่า เด็กใน Index บริษัทของผม ผมจะต้องทำให้เขาเคารพผม จากสิ่งที่ผมคิด จากสิ่งที่ผมทำ มากกว่าตำแหน่งที่ผมมี ดีกว่าที่จะเคารพกันที่ตำแหน่งครับ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีนะครับ เพราะนั่นเท่ากับเขายอมรับเราด้วยความรู้สึกยอมรับจริงๆ ไม่ใช่การยอมรับแค่หน้าที่เท่านั้น ซึ่งจะเป็นการยอมรับด้วยอารมณ์และหัวใจ

อย่างในประเทศทางยุโรป เขาจะสร้างอนุสาวรีย์ให้กับผู้คนที่สร้างผลงานดีๆ ให้กับคนของเขา ซึ่งเป็นการเกิดจากการยอมรับในงานที่เขาทำ ไม่ใช่ตำแหน่งที่เขามี หลายๆ คนสร้างผลงานที่เป็นงานด้านศิลปะ วรรณกรรม วิทยาศาสตร์ การแพทย์ โดยไม่ต้องมีตำแหน่งใหญ่โต แต่เขาก็สร้างอนุสาวรีย์ยกย่อง บ้านเราควรจะต้องหันมาดูใส่ใจเรื่องผลที่เขาทำมากกว่าตำแหน่งที่เขามี ผมอยากเห็นรูปปั้นศิลปินดังๆ นักกีฬา คนทำชื่อเสียงของบ้านเรามีอนุสาวรีย์บ้าง เพื่อจะได้เป็นแรงจูงใจให้เยวชนรุ่นหลัง อยากเป็น อย่างเก่งแบบเขาบ้าง

เขียนไปเขียนมามาลงเอยเรื่องนี้ได้อย่างไรก็ไม่ทราบ อย่างงี้เรียกว่านิ้วพาไปจริงๆ ครับ ซึ่งก็คงเป็นสไตล์ การเขียนของผม ซึ่งไม่เคยคิดทั้งเรื่องว่าจะเขียนอะไร คิดแค่ Topic เสร็จแล้ว ก็เขียนมันไปเรื่อยๆ ตามอารมณ์ตัวหนังสือจะพาไป นั่นก็คงเป็นวิธีการทำงานแบบของผม คือมีแค่เฟรมกว้างไว้แล้ว ข้างในจะเล่นอะไรขึ้นกับสมองของเราจะพาไป แต่มีเป้าหมายว่าต้องเป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ นี่ก็คือวิธีทำงานของผมครับ คือทำงานด้วยวิธีเล่นๆ และสนุกไปกับมัน แต่เป้าหมายชัดเจนว่าผลงานต้องออกมาดีที่สุด
Read more ...

ทำงานตลอดเวลา

3 ก.ย. 2556
เมื่อ 4 ก.ย.2556

ผมได้อ่านบทความในไทยรัฐออนไลน์ เรื่อง คนบ้างาน พูดถึง คุณต๊อบ เจ้าของธุรกิจสาหร่ายทอดเถ้าแก่น้อย ซึ่งเป็นคนบ้างานทำงานตลอดเวลา แต่มีความสุข ดีกว่าคนส่วนใหญ่ที่ทำงานให้เสร็จ ๆ ไป เพื่อหาเงินไปสร้างความสุขระยะสั้น

ผมเกิดความคิดว่าต้องเอามาปรับใช้กับชีวิตตัวเองบ้างแล้ว ซึ่งจริง ๆ แล้วคนเราอาจเป็นอย่างคุณต๊อบก็ได้ เพราะทุกคนก็คิดอยู่ตลอดเวลา แต่ส่วนใหญ่อาจไม่ได้นำความรู้ ความคิดที่เกิดขึ้นไปใช้ในการทำงานของตนเอง

อย่างผมตอนนี้ แม้จะนั่งอ่านเน็ตมาหลายชั่วโมง ซึ่งผมคิดไปเองว่าไม่ได้งานอะไร จนมาเกิดไอเดียว่าการนั่งอ่านเน็ตก็ได้งาน ได้ไอเดียดี ๆ นำไปใช้ในชีวิต ในการทำงานตำรวจของผมเอง นำไปใช้ในการหาเงินจากการลงทุนได้ สามารถนำไอเดียมาเขียนบล็อกนี้ เกิดเป็นผลผลิตขึ้นมา และทำให้ผมทำบล็อกต่อ ๆ ไป ซึ่งเป็นประโยชน์กับชีวิตผมอย่างแน่นอน
Read more ...

เราอาจเลือกทำในสิ่งที่เรารักและสนุก แม้ว่ามันอาจจะดูถอยหลังก็ตาม แต่ระยะยาวแล้วผลดีจะตามมาเอง

30 ม.ค. 2556
เผยแพร่เมื่อ 2 ธ.ค. 2012
Former Boing CEO shares his career advice. He chose to move down in the corporate ladder followed his passion. He went from EVP to GM in order to head a new project Boing 777. He did it with passion. It paid back in long term.

ฟิลลิป คอนดิท อดีตซีอีโอโบอิ้ง เล่าให้ฟังว่าเขาเป็นคนชอบเรียนรู้และมี Passion ในสิ่งที่เขาทำ บางครั้งเขาก็ทำในสิ่งที่คนอื่นแปลกใจเช่นเลือกจะทำงานโครงการที่เขามี Passion กับมันซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นการถอยหลังในเชิงของตำแหน่ง ตัวอย่างเช่นครั้งหนึ่งขณะที่เขาเป็น EVP เขามีแนวคิดว่าบริษัทน่าจะมีเครื่องบินขนาดสามร้อยที่นั่ง เขาจึงไปโน้มน้าวนายว่าโบอิ้งน่าจะมีโครงการผลิตรุ่นนี้ขึ้นมา นายเห็นด้วยแต่หาคนทำไม่ได้

เขาจึงลุยโครงการนี้โดยยอมสละตำแหน่งระดับ EVP ลงไปเป็น GM ซึ่งทำให้เกิดโครงการโบอิ้ง 777 ที่โด่งดังในเวลาต่อมา" บทเรียนคือ เราเรียนรู้ได้ตลอด เราเลือกทำในสิ่งที่เรารักและสนุกกับสิ่งที่มันทำแม้ว่ามันอาจจะดูถอยหลังก็ตาม แต่ในระยะยาวแล้วผลดีจะตามมาเอง
Read more ...

หัวหน้างานควรถาม ฟัง และเรียนรู้ไปกับลูกน้องมากกว่าพร่ำสอน

28 ม.ค. 2556
เผยแพร่เมื่อ 25 มี.ค. 2012

มาร์แชล โกลด์สมิท กูรูในเรื่องการโค้ชผู้บริหาร

 เขาให้สัมภาษณ์กับฮาร์วาร์ดบิสซิเนสรีวิว โดยยกคำพูดของปีเตอร์ ดรักเกอร์ว่า

"ผู้นำในอดีตต้องเก่งในการบอก ผู้นำในอนาคตต้องเก่งในการถาม ในอดีตนั้นผู้นำรู้มากกว่าลูกน้อง ลูกน้องคอยฟังคำสั่งและคำชี้แนะจากหัวหน้า

แต่ว่าปัจจุบันเราบริหารคนงานใช้ความรู้ พวกเขารู้เรื่องงานของเขาดีกว่านาย เราบอกเขาไม่ได้แล้ว สิ่งที่เราทำได้ คือการถาม ฟัง และเรียนรู้ไปกับเขา ภาวะผู้นำเป็นเรื่องของการช่วยกันมากขึ้น ไม่ใช่แบบข้ามาคนเดียวอีกต่อไป""
Read more ...

ทำงาน “เก่ง” vs ทำงาน “เป็น

27 ธ.ค. 2555
โดยกรุงเทพธุรกิจ เมื่อ 29 ส.ค.2554

สัปดาห์ที่ผ่านมา ดิฉันได้ทำงานร่วมกับผู้บริหารที่มุ่งมั่นในการพัฒนาดูแลทีมงานโดยมีระบบ Mentor หรือผู้ชี้แนะและให้คำปรึกษา แก่ ท่านผู้บริหารจากอีกหลายองค์กร จึงพร้อมใจกันแสดงความสงสัย แล้วทำไมต้องประคับประคองน้องๆเหมือนของบอบบางปานนั้น ทุ่มเททั้งทรัพยากร ทั้งคนสอนงาน คนชี้แนะ พร้อมพรั่ง จ้างน้องเขามา ก็น่าจะช่วยเรา ไม่ใช่ทำตัวเป็นภาระหนักหน่วง ให้เราห่วงหน้าพะวงหลัง

ท่านผู้บริหารตอบโดนใจว่า การที่เราทุ่มเทดูแลทีมงาน ถือเป็นการ “ได้กับได้” เพราะเป็นการ “ช่วยเขา ให้เขาช่วยเรา” ถือเป็นการให้ เพื่อได้ร่วมกันในระยะยาว

หากได้ฝั่งเดียว เดี๋ยวก็หงุดหงิดใส่กัน ไม่ยั่งยืน เพราะย่อมไม่มีใครอยากอยู่ในฐานะที่คิดว่าถูกเอาเปรียบนานๆ หากมีที่ไป ต่างคงแยกย้าย ทางใครทางมัน

ท่านผู้บริหารท่านอื่นยังกังขา แล้วเรามีหัวหน้าที่ทำหน้าที่ Coach แล้ว ต้องมีใครมาวุ่นวายอีกหรือ

เราจึงสรุปกันถึงความแตกต่างระหว่าง Coach และ Mentor

ความต่างที่สำคัญคือ คนหนึ่งสอน “งาน” คนหนึ่งสอน “ทาง”

Coach ในที่ทำงาน มีบทบาทหลักคล้ายโค้ชกีฬา ที่ทั้งสอนทั้งสั่ง เพื่อให้ลูกทีมเรียนรู้และเพิ่มทักษะในภารกิจที่ทำ โดยมีจุดมุ่งหมายให้ประสบความสำเร็จในงาน

ผลคือ คนทำงาน “เก่ง”

 บทบาทหลักของ Mentor คือ ช่วยให้คนคิดทะลุ โดยมองภาพใหญ่ เนื้องานถือเป็นเพียงส่วนหนึ่ง เพราะชีวิตคนทำงาน ต้องมีปัจจัยสำคัญอื่นๆประกอบ ไม่ว่าจะเป็นการวางตน รู้หนทางเติบโต ตลอดจนแกร่งพอที่จะแก้อุปสรรคที่ต้องประสบ โดย Mentor จะทำหน้าที่เป็นคู่คิด เป็นที่ปรึกษา ชี้แนะวิถีทางสู่ความสำเร็จในชีวิตมืออาชีพ

ผลคือ คนทำงาน “เป็น”

ดังนั้น Mentor หลายครั้งจึงอาจไม่ใช่หัวหน้างานโดยตรง แต่เป็นพี่ที่อาวุโสท่านอื่น หรือในบางกรณี มี Mentor จากภายนอกองค์กรก็ทำได้ ไม่ผิดกติกา

คนทำงาน “เก่ง” แต่ทำไม่ “เป็น” เข้าที่ไหนวงมักแตก หรือทำตัวแปลกแยก เก่งคนเดียว พฤติกรรมกร้าวกร่างสร้างแต่ศัตรู หรือในทางตรงข้าม สู้ไม่เป็น เห็นอุปสรรคแล้วท้อ หงอหงิม ยามที่ต้องรุก ก็ขอรับ ยามที่ต้องรับ กลับถอยไม่เป็นกระบวน

คนที่ทำงานเป็น คือ คนที่รู้กาละ และเทศะ รู้หนัก รู้เบา รู้เร็ว รู้ช้า ตามสถานการณ์ แกร่งโดยไม่จำเป็นต้องกร้าว อ่อนน้อมแต่ไม่อ่อนแอ ชาญฉลาดในการแก้อุปสรรค ทั้งรู้ตัวตนว่าเป็นคนอย่างไร มีจุดอ่อนที่ไหน อนาคตอยากก้าวไปจุดใด

การที่คนหนึ่งคนจะทั้งเก่งและเป็น จะละเลงเล่นเองก็คงพอไหว แต่ต้องใช้เวลา ต้องเรียนรู้จากความผิดพลาด เพราะขาดประสบการณ์ หลายครั้งต้องแลกด้วยน้ำตากว่าจะถึงเส้นชัย

นอกจากนั้น ยังมีคนทำงานจำนวนไม่น้อยที่ไปได้ไม่ไกล เพราะสะดุดตอองค์กรก่อนวัยอันควร หรือ หลบตอพ้น แต่ สะดุดขาตนเอง เพราะหลงตัวลืมตัวจนคนเอือมระอา

ท่านผู้บริหารท่านนี้ เล่าถึงสิ่งที่ได้จากการจัด Mentor ให้ลูกทีม ว่าท่านได้ คนทำงานที่นอกจาก “เป็น” แล้ว ยังมีความรู้สึกดีๆว่าหัวหน้าและองค์กรใส่ใจดูแล มิใช่แค่ใช้ให้ตายกันไปข้างหนึ่ง

ได้คน “เป็น” ที่มีมุมมองทั้งสมดุลย์และกว้างไกล พร้อมทุ่มเทให้ เพราะประโยชน์ที่ได้ มีทั้งต่อตัวเอง ต่อทีม และ องค์กร ในที่สุดก็เป็นคนมีคุณภาพ คืนกลับให้สังคม

ท่านผู้อ่านที่ยังไม่มีใครจัด Mentor มาเคียงคู่ให้

ไม่ต้องกลัวนะคะ

เพียงกล้าลุกขึ้นไปแสวงหา...จัดเองได้ ไม่ต้องรอง้อใครค่ะ
Read more ...

ความเชื่อ 7 ประการของผู้ประสบความสำเร็จ

23 ก.ค. 2555
1. ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างมีเหตุผล และมีจุดมุ่งหมาย สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านั้นเพื่อเปลี่ยนแปลงเราไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้น

2. ไม่มีความล้มเหลว มีแต่ผลลัพธ์ ไม่มีคำว่าศูนย์เสีย มีแต่บทเรียน ประสบการณ์ และความรู้ที่มากขึ้น

3. เราเป็นผู้รับผิดชอบจากทุกๆ การกระทำของเราไม่ว่าจะดีหรือร้าย
“ไม่มีการแก้ตัวหรือกล่าวโทษ มีแต่แก้ไข”

4. ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกแง่มุมของมัน ก่อนที่จะทำสิ่งนั้นได้
 
“จะเดินทางไกลแค่ไหนก็ตามอยู่ที่การออกเดินในก้าวแรก”
“เราสามารถเริ่มต้นทำและเริ่มเรียนรู้ไปพร้อมกัน”

5. ทีมงานและเพื่อนร่วมงานคือขุมพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ให้ความเคารพ และให้เกรียติพวกเขา

6. งานคือการเล่น ต้องสนุกไปกลับการทำงาน

7. ไม่มีความสำเร็จที่ยั่งยืนหากปราศจากความมุ่งมั่น และทุ่มเท
Read more ...

เสื่อผืนหมอนใบ

7 ม.ค. 2555
จากเว็บ http://winbookclub.com/article.php?articleid=354


โดย วินทร์ เลียววาริณ เมื่อ 13 สิงหาคม 2554

เทียม โชควัฒนา

เกิดเมื่อปี 2459 ในครอบครัวใหญ่ มีพี่น้องมาก ทุกคนต้องช่วยกันทำงาน เมื่ออายุสิบห้าปี ฐานะทางบ้านไม่ดี จึงต้องออกจากโรงเรียนมาช่วยทางบ้านค้าขาย ทำงานทุกอย่างด้วยความอดทน เริ่มจากระดับล่างสุด เป็นตั้งแต่เด็กรับใช้ กรรมกรยกของหนัก แบกน้ำตาลหนัก 100 กิโลกรัม ไปจนถึงขายสินค้า

แม้จะออกจากโรงเรียนแล้ว เขาก็ยังหาโอกาสศึกษาหาความรู้ใส่ตัวตลอดเวลา เรียนหนังสือภาคค่ำ และศึกษาเรื่องธุรกิจจากคนรอบตัวที่มีประสบการณ์แบบครูพักลักจำ สิ่งหนึ่งที่เทียมเรียนรู้จากพ่อคือการรักษาสัจจะ รับปากอะไรใครแล้ว ก็ต้องทำให้ได้ดังคำพูด นอกจากนี้ยังไม่ผิดนัดเป็นอันขาด ในทางธุรกิจสองสิ่งนี้เป็นเครดิตที่ดีที่สุด

ปรัชญาของเขาคือ ทำงานหนัก เขาถามตัวเองเสมอว่า “วันนี้เราทำงานเต็มที่แล้วหรือไม่?”

ด้วยสองมือเปล่า เขาสร้างตัวเป็นผู้ร่ำรวยที่สุดคนหนึ่งในเมืองไทย

ชิน โสภณพนิช 

เกิดเมื่อปี 2453 เริ่มต้นชีวิตทำงานเป็นลูกจ้างเรือโยงบรรทุกสินค้าเกษตร ล่องระหว่างกรุงเทพ - อยุธยา เป็นเสมียนของโรงไม้แห่งหนึ่ง เมื่อโรงไม้ไฟไหม้ปิดกิจการ ก็เปลี่ยนสายงาน ไปทำกิจการการเดินเรือในเมืองจีน ก็ไม่ประสบความสำเร็จ  เขาไม่ยอมแพ้ ลองทำธุรกิจอื่นๆ ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จในวงการค้าขายวัสดุก่อสร้าง แล้วแตกหน่อเป็นธุรกิจอื่นๆ เช่น การก่อสร้าง ค้าทองคำ ค้าข้าว ธุรกิจห้างสรรพสินค้า และธนาคาร

ปรัชญาของเขาคือ ทำงานหนัก ไม่ยอมแพ้ ล้มแล้วลุกขึ้นมาเสมอ

ด้วยสองมือเปล่า เขาสลัดพ้นความยากจนเป็นผู้มีฐานะดีที่สุดคนหนึ่งในเมืองไทย

นี่เป็นเพียงสองตัวอย่างในจำนวนคนจำนวนมากที่สร้างตัวจากศูนย์ จากเสื่อผืนหมอนใบจนลืมตาอ้าปากได้ บางคนก็ไปไกลถึงขั้นมหาเศรษฐี โดยมีความขยันเป็นยาบำรุง ความอดทนเป็นวิตามินชีวิต

คนรุ่นก่อนคุ้นกับวลี ‘เสื่อผืนหมอนใบ’ เป็นอย่างดี หมายถึงคนที่ตั้งตัวจากศูนย์ ไต่เต้าขึ้นมาจนมีฐานะดีหรืออย่างน้อยก็ข้ามพ้นความยากจน ตัวอย่างส่วนมากเป็นคนจีนที่อพยพมาหาโอกาสใหม่ในเมืองไทย ตั้งแต่ต้นสมัยรัตนโกสินทร์ถึงกลางศตวรรษที่ 20 โดยสารเรือสำเภาจากท่าเรือในมณฑลกวางตุ้ง ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเมืองไทย สองมือกับเสื่อหนึ่งผืน หมอนหนึ่งใบ เป็นที่มาของสำนวนนี้

ปรัชญา ‘เสื่อผืนหมอนใบ’ อาจจะเชยไปแล้วในสายตาคนรุ่นใหม่ที่สามารถรวยพันล้านในเวลาสั้นๆ ตั้งแต่ยังหนุ่มสาว ไม่ต้องแบกของหนัก ไม่ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ ใช้สมองและการหาจังหวะอย่างเดียวก็พอ สามารถ ‘เออร์ลี รีไทร์’ ตั้งแต่อายุยังน้อยถือเป็นสุดยอด

แน่ละ การใช้สมองและการหาจังหวะในธุรกิจมิใช่เรื่องผิดหรือน่าดูหมิ่น ธุรกิจก็คือการรู้จักมองหาโอกาสอยู่แล้ว และมันก็เป็นเพียงอีกหนทางหนึ่งในการสร้างตัว ในเมื่อมีฝีมือและวิสัยทัศน์ที่สามารถมองหาช่องว่างของโอกาส และทำเงินได้มากๆ ก็ไม่ใช่เรื่องผิด

อย่างไรก็ตาม ภาพความสำเร็จโดยการรวยลัดรวยง่ายรวยเร็วอาจปูทางให้เกิดบรรทัดฐานและค่านิยมใหม่ของการทำงานที่ทำให้เกิดความเชื่อว่าการประสบความสำเร็จคือ ‘ความเร็ว’ และ ‘ปริมาณ’ มันยังมีส่วนเสริมค่านิยม ‘เท่าไรก็ไม่พอเพียง’ ปรัชญา ‘ลัด-ง่าย-เร็ว’ นี้เป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่คนสวมสูทบนหอคอยงาช้างลามไปถึงคนเดินดินข้างล่าง

ภาพคนเรียนจบสูงๆ ใช้เวลาในตลาดหุ้นแทนที่จะทำงานในวิชาชีพที่ร่ำเรียนมา 

หรือ

คนขับแท็กซี่จอดรถรอล่าผู้โดยสารต่างชาติเพื่อฟันราคาค่าโดยสารแบบปิดประตูตีแมว 

บอกเราว่านี่เป็นโลกใหม่ที่คนรุ่น ‘เสื่อผืนหมอนใบ’ ใกล้สูญพันธ์ุหรืออาจสูญพันธ์ุไปแล้ว

คนทำงานหนักเพราะไม่มีทางเลือก ไม่ใช่เพราะเชื่อปรัชญาการทำงานแบบนี้ ขณะที่ความสามารถและโอกาส ‘ลัด-ง่าย-เร็ว’ มิได้เกิดขึ้นกับทุกคน ปรัชญา ‘เสื่อผืนหมอนใบ’ กลับเป็นสูตรสำเร็จที่ใช้การได้เสมอกับทุกคนทุกเวลา หากไม่กลัวความลำบากเสียอย่าง อุปสรรคก็เป็นแค่ความขรุขระเล็กน้อยของเส้นทางท่อนหนึ่งของชีวิต

‘เสื่อผืนหมอนใบ’ มิได้แปลว่าทุกคนต้องแบกของหนัก แต่หมายถึง

ให้เป็นคนที่หนักเอาเบาสู้ ไม่เหยาะแหยะ ไม่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ และที่สำคัญที่สุดคือไม่เอาเปรียบสังคมโดย ‘แซงคิว’ หรือเล่นนอกกติกาเพื่อบรรลุเป้าหมายของตน ทำให้สังคมวิบัติในระยะยาว

คนที่คิดแบบ ‘เสื่อผืนหมอนใบ’ อาจจะก้าวถึงจุดหมายช้าไปบ้าง แต่มันมั่นคงกว่า และมีศักดิ์ศรีกว่า เพราะเงินทุกบาทแลกมาด้วยหยาดเหงื่อ

การทำงานไปทีละขั้นก็มีประโยชน์ของมัน มันหล่อหลอมจิตวิญญาณของคนคนหนึ่งให้ไม่กลัวล้ม ไม่กลัวความลำบาก คุณสมบัติที่ปรัชญารวยทางลัดไม่สามารถให้ได้

วัฒนธรรมอเมริกามีวลีหนึ่งว่า

American dream 

หมายความว่า ทุกคนมีโอกาสประสบความสำเร็จเท่าเทียมกัน ผู้ที่รวยมหาศาลจากการทำงานหนักเป็นคนที่สังคมนับถือ ไม่มีใครอิจฉาริษยาคนทำงานหนักแล้วรวย เพราะเป็นสถานะที่เขาคนนั้นสมควรได้รับ สมควรได้รับการยกย่อง ตรงกันข้าม ผู้คนมักดูหมิ่นผู้ที่ร่ำรวยเพราะสืบทอดมรดกมา เพราะดวงดี ไม่ใช่ฝีมือดี

เพราะชีวิตคนเรามิได้มีค่าที่เงินในกระเป๋า มันยังมีคุณค่าอีกตัวหนึ่งที่เรียกว่า ศักดิ์ศรีของมนุษย์ และศักดิ์ศรีของมนุษย์มาจากพฤติปฏิบัติที่เห็นความสำคัญของวิธีการเดินมากกว่าจุดหมายปลายทาง

ลูกจ้างจำนวนมากในโลกทำงานตามที่เขาหรือเธอคิดว่าเหมาะสมกับเงินเดือนที่ได้รับ ไม่ยอมทำงานมากไปเป็นอันขาด เพราะ “มันไม่แฟร์” คนไม่น้อยไม่กระดิกตัวหากเข็มนาฬิกายังไม่ชี้ที่เวลาทำงาน ประหนึ่งถือฤกษ์เอาชัย

ลองมองอีกมุมหนึ่ง การทำงานมากทำให้มีประสบการณ์และทักษะมาก มันติดตัวเราไปตลอดชีวิต

ในมุมมองของปรัชญา ‘เสื่อผืนหมอนใบ’ ทุกคนมีสิทธิ์ร่ำรวยเท่าเทียมกัน แต่หากอยากไปถึงวันนั้น ถามตัวเองเสมอว่า “วันนี้เราทำงานเต็มที่แล้วหรือไม่?”
Read more ...

สุนทรพจน์ สตีฟ จ๊อบ

22 พ.ย. 2554
‎สตีฟ จ๊อบ สุนทรพจน์ปี 2005 ม.สแตนฟอร์ด

" บางครั้งชีวิตอาจทำคุณเจ็บ แต่จงอย่าสูญเสียความเชื่อมั่น 

สิ่่งเดียวที่ทำให้ผมลุกขึ้นสู้ต่อคือความรักในสิ่งที่ผมทำ 

ดังนั้นคุณจำเป็นต้องค้นหาว่า อะไรคือสิ่งที่คุณรัก 

และวิธีเดียวที่จะทำให้คุณรู้สึกพึงพอใจอย่างแท้จริงก็คือ การได้ทำในสิ่งที่คุณเชื่อว่ามันยอดเยี่ยม 

ซึ่งคุณจะสามารถสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมได้ด้วยการรักในสิ่งที่คุณทำเท่านั้น"
Read more ...

ชีวิตและงานทำไงให้ เวิร์ค!

26 ต.ค. 2554
TED โดย Nigel Marsh is the author of
"Fat, Forty and Fired" and
"Overworked and Underlaid."

สิ่งที่ผมคิดว่าจะทำ คือผมจะเริ่มด้วยคำของ่ายๆ ผมอยากให้คุณทุกคน

หยุดสักครู่ เจ้าพวกอ่อนแอและสิ้นหวังทั้งหลายแล้วประเมินชีวิตที่น่าสังเวชของตน 

(หัวเราะ)

นั่นคือคำแนะนำ ที่เซนต์เบเนดิคให้กับสาวกที่ตื่นตระหนกของท่าน ในปีศตวรรตที่5 มันเป็นคำแนะนำที่ผมตกลงใจทำตามด้วย เมื่อผมอายุครบ40 ก่อนที่จะถึงวันนั้น ผมเคยเป็นนักรบระดับตำนานของบริษัท กินมากเกินไป, ดื่มมากเกินไปผมทำงานหนักมากๆ และผมละเลยชีวิตครอบครัว และผมตัดสินใจว่าผมจะลอง เปลี่ยนชีวิตตัวเองใหม่ โดยเฉพาะ ผมตัดสินใจว่า ผมจะต้องหาเข้าใจปัญหาที่ซับซ้อน ของสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน

เพราะงั้นผมก็เลยพักงานและใช้เวลาอยู่กับบ้านหนึ่งปี กับภรรยา และลูกเล็กๆสี่คนแต่สิ่งที่ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับการรักษาสมดุลระหว่างงานและเวลาส่วนตัว ในปีนั้น คือผมพบว่ามันช่างง่ายดาย ที่จะรักษาสมดุลระหว่างงานและชีวิต เมื่อผมไม่ได้ทำงานอะไรเลย(หัวเราะ) ซึ่งเป็นทักษะที่ไม่ค่อยมีประโยชน์ โดยเฉพาะเมื่อเงินหมด

ผมเลยกลับไปทำงาน ผมใช้เวลาเจ็ดปีตั้งแต่นั้น ในการต่อสู้ เรียนรู้ และเขียนถึงสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน และผมได้ข้อสังเกต 4 ประการ ที่ผมอยากจะแชร์กับพวกคุณทุกคนวันนี้

ข้อสังเกตประการแรก 

คือ ถ้าหากว่าสังคมต้องการให้เรื่องนี้คืบหน้า เราคงต้องคุยกันอย่างจริงจัง

แต่ปัญหาคือ คนจำนวนมากพูดแต่เรื่องไร้สาระมากเกินไป เกี่ยวกับสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน การถกกันเกี่ยวกับเวลาทำงานที่ยืดหยุ่น หรือการแต่งกายลำลองในวันศุกร์ หรือการลาคลอดของพ่อได้ เป็นเพียงแค่การซ่อนปัญหาที่แท้จริง ซึ่งก็คือบางงานและอาชีพ โดยพื้นฐานแล้วไม่เข้ากันกับ

การอยู่ร่วมกันอย่างมีความหมาย ในชีวิตประจำวัน กับครอบครัวที่เพิ่งเริ่มต้น และก้าวแรกในการแก้ไขปัญหาทุกอย่าง คือการยอมรับความจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เป็น และความจริงเกี่ยวกับสังคมที่เราอยู่ คือมีคนเป็นพันๆ ข้างนอกนั่น ใช้ชีวิตที่สิ้นหวัง กรีดร้องอย่างเงียบๆ ในขณะที่พวกเขาก้มหน้าทำงานตลอดวัน กับงานที่พวกเขาเกลียดเข้าไส้ เพื่อที่จะได้มีเงินมาใช้ซื้อของที่ไม่ต้องการ เพื่อสร้างภาพพจน์กับคนที่ไม่ชอบ (หัวเราะ) (ปรบมือ) ผมรู้สึกว่าการนุ่งยีนส์ใส่เสื้อยืดไปทำงานในวันศุกร์ มันไม่น่าจะแก้ไขถึงต้นตอของปัญหาได้ (หัวเราะ)

ข้อสังเกตประการที่สอง

ที่ผมอยากจะเสนอ คือเราต้องเผชิญหน้ากับความจริง ที่ว่ารัฐบาล และบริษัทต่างๆ จะไม่แก้ปัญหานี้ให้เรา เราควรจะหยุดมองออกไปข้างนอก มันขึ้นอยู่กับเราแต่ละคน ที่จะควบคุมและรับผิดชอบ ในการสร้างชีวิตที่เราต้องการ ถ้าคุณไม่ออกแบบชีวิตของคุณเอง ใครซักคนก็จะออกแบบให้คุณ และคุณก็อาจจะไม่ชอบใจนัก กับนิยามความสมดุลของเขา มันเป็นเรื่องสำคัญ นี่ไม่ได้อยู่ในเว็บ ใช่ป่ะ ผมกำลังจะถูกไล่ออก มันเป็นเรื่องสำคัญ ที่คุณจะไม่ฝากคุณภาพชีวิตของคุณ ไว้ในมือของบริษัทต่างๆ

ผมไม่ได้พูดถึงแค่บริษัทที่แย่ๆเท่านั้นนะครับ ผมเรียกมันว่าโรงฆ่าวิญญาณ (หัวเราะ) ผมพูดถึงบริษัททุกๆแห่ง เพราะบริษัทเหล่านั้น ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะ ที่จะรีดทุกสิ่งทุกอย่างจากตัวคุณ เท่าที่จะเอาไปได้ มันเป็นธรรมชาติของมัน เป็น DNA มันเป็นสิ่งที่เขาทำ แม้จะเป็นบริษัทดี มีความตั้งใจที่ดีก็ตาม

ในด้านหนึ่ง การจัดสถานที่เลี้ยงเด็กในที่ทำงาน เป็นเรื่องที่มหัศจรรย์และน่าดีใจ ในอีกด้าน มันเป็นฝันร้าย มันหมายถึงว่าคุณใช้เวลามากขึ้นในไอ้ที่ทำงานเนี่ย เราต้องรับผิดชอบ ในการตั้งและบังคับให้มี ขอบเขตที่เราต้องการในชีวิตของเรา

ข้อสังเกตประการที่สาม 

คือ เราต้องระมัดระวัง เกี่ยวกับระยะเวลาที่เราเลือก เพื่อตัดสินความสมดุลของเรา ก่อนที่ผมจะกลับไปทำงาน หลังจากที่อยู่บ้านเฉยๆมาหนึ่งปี ผมนั่งลงและเขียนออกมา เป็นคำอธิบายขั้นตอนโดยละเอียด ของวันที่สมดุลในฝัน ที่ผมคาดหวังอยากจะได้ และมันออกมาอย่างนี้ครับ ตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น หลังจากการนอนหลับเต็มอิ่ม มีเซ็กส์ พาหมาไปเดินเล่น ทานข้าวเช้ากับภรรยาและลูกๆ มีเซ็กส์อีกซักรอบ (หัวเราะ) พาลูกไปโรงเรียน แล้วไปทำงานทำงานสามชั่วโมง

เล่นกีฬากับเพื่อนๆช่วงพักทานกลางวันทำงานต่ออีกสามชั่วโมง ไปสังสรรค์กับเพื่อนๆที่ผับ ดื่มซักหน่อย กลับบ้านไปทานข้าวเย็น กับภรรยาและลูก นั่งสมาธิซักครึ่งชั่วโมง แล้วมีเซ็กส์ พาหมาไปเดินเล่น มีเซ็กส์อีกรอบจากนั้นก็เข้านอน (ปรบมือ) คุณคิดว่าผมจะมีวันอย่างงี้ได้บ่อยซักแค่ไหนอ่ะ (หัวเราะ)

เราต้องยอมรับความจริง ว่าเราไม่สามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ในวันเดียว เราต้องยืดเวลาออกไป ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราตัดสินว่าจะรักษาสมดุลให้กับชีวิตแต่เราต้องยืดมันออก โดยไม่ตกหลุมพราง ที่ว่า "เราจะใช้ชีวิต เมื่อเราเกษียณ เมื่อลูกๆออกไปจากบ้านไปแล้ว เมื่อภรรยาขอหย่า, สุขภาพย่ำแย่ เมื่อไม่มีเพื่อน หรือความสนใจอื่นหลงเหลืออยู่" (หัวเราะ) หนึ่งวันมันสั้นไป หลังจากเกษียณก็ยาวไป มันต้องมีทางสายกลาง

ข้อสังเกตประการที่สี่

เราต้องเข้าหาสมดุล ด้วยวิธีการที่สมดุล มีเพื่อนคนหนึ่งมาหาผมเมื่อปีที่แล้ว และเธอไม่ว่าถ้าผมจะพูดถึงเรื่องนี้ เพื่อนมาหาผมปีที่แล้ว และบอกว่า "ไนเจล ฉันอ่านหนังสือคุณแล้ว และคิดว่าชีวิตฉันเนี่ยช่างไม่สมดุลเอาซะเลย มันถูกทับถมด้วยงาน ฉันทำงาน10ชั่วโมงต่อวัน เดินทาง2ชั่วโมงต่อวัน ความสัมพันธ์ทุกแบบของฉันล้มเหลวหมด ไม่มีเรื่องอื่นในชีวิตฉัน

นอกจากงาน ฉันเลยตัดสินใจที่จะกำหมัด แล้วกำจัดมันออกไป ฉันเลยไปสมัครฟิตเนสซะเลย" (เสียงหัวเราะ) ผมไม่ได้อยากจะซ้ำเติม แต่การเป็นทาสออฟฟิสที่ทำงาน10ชั่วโมงต่อวันแต่ฟิต ไม่ได้เพิ่มความสมดุล แต่มันก็แค่ฟิตขึ้นเท่านั้นเอง (หัวเราะ)

การเป็นผู้หญิงสวยด้วยการออกกำลังอาจจะใช่ แต่มันก็มีด้านอื่นของชีวิตด้วย มีด้านสติปัญญา, ด้านอารมณ์ ด้านจิตวิญญาณและการจะสร้างความสมดุล ผมเชื่อว่าเราต้องใส่ใจ กับทุกๆสิ่งที่กล่าวมา ไม่ใช่แค่การซิทอัพ50ที

นั่นเป็นสิ่งที่น่าหวาดหวั่น เพราะคนมักจะพูดว่า "เฮ่ย เพื่อน, กูไม่มีเวลาออกกำลังเลยว่ะ มึงยังอยากให้กูไปโบสถ์ แถมโทรหาแม่กูอีกเรอะ" และผมเข้าใจ ผมเข้าใจจริงๆว่าทำไมมันน่าหวาดกลัวนัก แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสองสามปีก่อน ทำให้ผมได้รับมุมมองใหม่ ภรรยาของผม ซึ่งอยู่ที่ใดที่หนึ่งในหมู่ผู้ชมวันนี้ โทรหาผมที่ออฟฟิศ แล้วบอกว่า "ไนเจล คุณต้องไปรับลูกชายคนเล็ก" แฮรี่ จากโรงเรียน" เพราะเธอต้องไปธุระกับลูกๆอีกสามคนเย็นนั้น

ผมเลยเลิกงานเร็วขึ้นหนึ่งชั่วโมงในตอนบ่าย แล้วไปรับแฮรี่จากประตูโรงเรียนเราเดินไปด้วยกันในสวน เล่นชิงช้า และเกมส์บ้าๆบอๆ จากนั้นผมพาเขาเดินขึ้นเขาไปยังร้านกาแฟ และเราก็กินพิซซ่ากับชาด้วยกัน จากนั้นเดินลงเขากลับบ้าน แล้วผมก็อาบน้ำให้เขา จับเขาใส่ชุดนอนแบทแมนตัวเก่ง แล้วอ่านนิทานให้ฟัง เรื่อง "เจมส์และลูกท้อยักษ์" ของโรอัล ดาห์ล

ผมพาเข้านอน ห่มผ้าให้ จูบหน้าผาก และบอก"ราตรีสวัสดิ์ลูก" จากนั้นเดินออกมาจากห้องนอนของเขา ในขณะที่ผมกำลังจะออกมานั้น เขาพูดขึ้นว่า "พ่อครับ" ผมหันไป "ว่าไงลูก" เขาบอกว่า "พ่อครับ นี่เป็นวันที่ดีที่สุด ในชีวิตของผมเลยครับ" ผมไม่ได้ทำอะไรเลย ผมไม่ได้พาเขาไปดีสนีย์เวิลด์ หรือซื้อเพลย์สเตชั่นให้เขา

ประเด็นของผมคือ แม้แต่เรื่องเล็กๆก็มีผล การเพิ่มความสมดุล ไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในชีวิต ด้วยการลงทุนเล็กๆน้อยๆ ในที่ซึ่งเหมาะสม โดยมูลฐานคุณสามารถที่จะเปลี่ยนคุณภาพของความสัมพันธ์ และคุณภาพของชีวิตคุณได้ 

นอกจากนี้ ผมคิดว่า มันสามารถเปลี่ยนสังคมได้ เพราะถ้ามีคนมากพอทำมัน เราสามารถเปลี่ยนคำนิยามทางสังคมของความสำเร็จ จากความคิดเห็นง่ายๆโง่ๆที่ว่าคนที่มีเงินมากที่สุดตอนตายเป็นผู้ชนะ ไปยังคำนิยามที่สมดุลและลึกซึ้งยิ่งกว่า ของการดำเนินชีวิตที่มีคุณภาพ และนั่น ผมคิดว่า คือแนวความคิดที่มีคุณค่าพอที่จะเผยแพร่ให้ทุกคนรู้
Read more ...

มีเพื่อนร่วมงานแย่ๆ ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันได้

23 ส.ค. 2554
เขียนเมื่อ 23 สิงหาคม 2554

เมื่อใดก็ตามที่คุณทำงานร่วมกับคนที่นิสัยแย่ อารมณ์ร้อนหรือนิสัยอะไรก็ตามที่ไม่ดี เมื่อนั้นชีวิตส่วนตัวของคุณจะเกิดผลกระทบที่ย่ำแย่ตามไปด้วย

ในผลการศึกษาวิจัยชิ้นล่าสุดจากมหาวิทยาลัย Baylor ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ได้ศึกษาคนจำนวน 190 คนที่ทำงานประจำเต็มเวลาเกี่ยวกับสภาพการทำงานและเพื่อนร่วมงานที่ออฟฟิศ พบว่าถ้าในที่ทำงานมีเพื่อนร่วมงานที่นิสัยแย่ หยาบคายและไม่ค่อยเป็นมิตรนั้น จะมีผลกระทบต่ออารมณ์และความรู้สึกของเราและยังสามารถนำไปสู่ปัญหาชีวิตส่วนตัวรวมถึงเกิดความเครียดขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ

เคยมีแบบสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับความเครียดพบว่ามีคนจำนวนถึง 1 ใน 4 ที่บอกว่าส่วนใหญ่ได้รับความเครียดมาจากที่ทำงานและมันยังส่งผลกระทบทางลบต่อปัญหาสุขภาพ รวมไปถึงปัญหาครอบครัวส่วนตัวด้วย ซึ่งสาเหตุโดยส่วนใหญ่จะมาจากทั้งสภาพแวดล้อมรอบตัวในที่ทำงาน และจากตัวของตัวเองที่ไม่สามารถรับแรงกดดันจากความเครียดนั้นได้

ปัญหาหรือความขัดแย้งในที่ทำงานนั้นสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกๆคนและเกิดได้เสมอ โดยเฉพาะเมื่อมีการอยู่ร่วมกันในสังคมหรือทำงานร่วมกัน เนื่องจากคนแต่ละคนนั้นมีความคิดความอ่านที่แตกต่างกันจึงทำให้มีความคิดที่ไม่เหมือนกันและเกิดความขัดแย้งขึ้น ซึ่งวิธีการหนึ่งในการป้องกันไม่ให้เกิดความเครียดในที่ทำงานคือจะต้องส่งเสริมและให้ความร่วมมือกันทุกฝ่ายโดยเฉพาะองค์กรการจัดสรรพนักงานหรือทรัพยากรฝ่ายบุคคลการเพื่อวางแผนและการแก้ไขปัญหาที่เกิดในที่ทำงาน รวมทั้งพยายามแก้ปัญหาจากตัวเองด้วย เช่นหมั่นจัดการกับความตึงเครียดของตัวเองเพื่อทำให้ลดอาการของความเครียดและยังสามารถช่วยในเรื่องของอาการนอนไม่หลับได้อีกด้วย

Source: AFP Relax News
Read more ...

ทำงานเกินเวลาเพิ่มอัตราเสี่ยงโรคหัวใจ

10 เม.ย. 2554
โดยวอยซ์ทีวี เมื่ือ 6 เม.ย.2554

นักวิจัยอังกฤษ เผยการทำงานเกิน 11 ชั่วโมงเพิ่มอัตราการเกิดโรคหัวใจถึงร้อยละ 6

นักวิจัยของมหาวิทยาลัยยูซีแอล ในอังกฤษ เปิดเผยผลการวิจัยว่า การทำงานเกิน 11 ชั่วโมงต่อวันจะเพิ่มอัตราเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจถึงร้อยละ 67 ทั้งนี้ทีมวิจัยติดตามข้อมูลจากกลุ่มคนทำงาน 7,000 คน มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528

ผลจากการศึกษา พบว่าเกินกึ่งหนึ่งของคนทำงานเกิน 11 ชั่วโมงต่อวัน มีความเสี่ยงเกิดโรคหัวใจมากกว่าคนที่ทำงานในเวลาน้อยกว่า นอกจากนี้การทำงานล่วงเวลา ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นสาเหตุการเกิดโรคหัวใจ

นักวิจัยยังแนะนำว่า ถ้าแพทย์นำเวลาทำงานของคนไข้มาเป็นข้อมูลประกอบการรักษา อาจจะพบคนไข้ที่เป็นหัวใจจากเหตุทำงานมากเกินไปถึง 6,000 คน จากจำนวนผู้ป่วยโรคหัวใจทั้งหมดในอังกฤษประมาณ 125,000 คนในแต่ละปี

การศึกษาดังกล่าว ยังต้องหาคำตอบต่อไปว่าการลดชั่วโมงทำงาน จะทำให้สุขภาพหัวใจดีขึ้นด้วยหรือไม่ นอกจากนี้นักวิจัย ยังต้องศึกษาต่อไป เพื่อยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างชั่วโมงทำงานและโรคหัวใจ ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญาคาดว่าอาจจะมีปัจจัยเสริมที่ทำให้เกิดโรคเข้ามาเกี่ยว ข้องเช่น ความดันโลหิตสูงที่ตรวจไม่พบ,ความเครียด,อารมณ์ซึมเศร้า หรืออารมณ์โกรธ
Read more ...

มีงานทำสำคัญกว่าเงินเดือนสูง

15 ม.ค. 2554
โดยประชาชาติธุรกิจ เมื่อ 15 ม.ค.2554

การมีงานทำที่รู้สึกภาคภูมิใจอาจสำคัญกว่ามีรายได้มากน้อยแค่ไหน
เดลี่ เทเลกราฟรายงานว่า สำนักงานสถิติแห่งชาติของ ประเทศอังกฤษ วิเคราะห์การตอบแบบสอบถามของชาวเมืองผู้ดีกว่า 2 พันคน พบว่า

- ความมั่นคงของอาชีพการงาน 
- สุขภาพและ
- ความสัมพันธ์กับคนในครอบครัว 

คือ 3 สิ่งที่กลุ่มตัวอย่าง 9 ใน 10 คนใส่ใจมากที่สุด

นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ยังระบุว่า การมีงานทำสำคัญกว่าการได้รับเงินเดือนสูง ๆ


อนาสตาเซีย เดอ วาล นักวิเคราะห์นโยบายสังคมที่ศูนย์ซิวิทัส

กล่าวว่า หน้าที่การงานเป็นศูนย์กลางของชีวิตผู้คนในแง่การมีตัวตนและคุณภาพชีวิต

"งานเป็นเรื่องของความเป็นไปในชีวิตไม่ใช่รายได้" 

และเสริมด้วยว่า 

การมีงานทำเกี่ยวข้องกับทุกจังหวะก้าว ตั้งแต่

- การมีแรงจูงใจที่จะลุกขึ้นจากเตียงในตอนเช้า 
- ความภาคภูมิใจในตัวเอง 
- เป็นแบบอย่างที่ดีของลูก ๆ 

ส่วน รายได้เป็นปัจจัยรองลงมา

เดอ วาล ให้ความเห็นว่า

"หลายคนชีวิตพังทลายเมื่อไม่มีงานทำ และมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคซึมเศร้าสูง อีกทั้งยังมีความเกี่ยวโยงอย่างเห็นได้ชัดระหว่างการว่างงานกับความแตกแยกในครอบครัวรวมถึงปัญหาสุขภาพ"

การสำรวจความคิดเห็นครั้งนี้ริเริ่มจากแนวคิดของ

นายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน 

ที่ต้องการหาตัวชี้วัดความสำเร็จของประเทศนอกเหนือจากตัวเลขทางเศรษฐกิจ
Read more ...

งานหนัก ไม่เคยฆ่าคน ใครที่ตายเพราะทำงานหนัก ครูจะสร้างอนุสาวรีย์ไว้ในแม่โจ้ (Hard work never kill man)

12 พ.ย. 2552

ตำนานแม่โจ้ 8

ศาสตราจารย์ ดร.วิภาต บุญศรี วังซ้าย (แม่โจ้ รุ่น 1)

Vipata B. Wangsai (2459 - 2527)(1916 - 1984)

The first claimed "Hard Work Never Kill Anyone." on June 9, 1955

อมตะโอวาท “ งานหนักไม่เคยฆ่าคน” วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2498

อาจารย์ วิภาต บุญศรี วังซ้าย ผู้อำนวยการ นั่งอยู่หน้าสุดบนเวทีของห้องประชุม ด้านล่างห้องประชุม ตอนหน้าสุด มีนักเรียนชั้นปีที่สามจำนวน 52 คน นักเรียนชั้นปีที่สองจำนวน 120 คน และนักเรียนชั้นปีที่หนึ่ง (รุ่น 20) จำนวน 221 คน

พิธีไหว้ครู เริ่มขึ้นเมื่อเวลา 09.00 น.

หลังพิธี ไหว้ครู อาจารย์ วิภาต บุญศรี วังซ้าย ได้ให้โอวาท มีถ้อยคำตอนหนึ่งที่ทุกคนจำได้จนถึงทุกวันนี้

“ ....งานหนัก ไม่เคยฆ่าคนใครที่ตายเพราะทำงานหนัก ครูจะสร้างอนุสาวรีย์ไว้ในแม่โจ้ .. ”

วจนโอวาทนี้มีความหมายต่อพวกเรา ชาวแม่โจ้ อย่างมาก และได้กลายเป็นบทท่องคาถายามเหน็ดเหนื่อย เป็นมนต์ขลังสร้างพลังใจให้แก่นักศึกษาทุกรุ่น สร้างให้ “ นักศึกษาแม่โจ้” มีความแกร่งและกล้าตัดสินใจในการทำงาน และเป็น อมตะโอวาทที่จำได้ทุกคนตลอดระยะเวลา 51 ปีที่ผ่านมา

“ งานหนักไม่เคยฆ่าคน”

ประวัติโดยย่อของ ศาสตราจารย์ ดร. วิภาต บุญศรี วังซ้าย

อาจารย์วิภาต เกิดเมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2459 ที่บ้านสันกลาง ตำบลในเวียง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ เป็นบุตรคนที่ 7 ของนายบุญมา และ นาง บัวเกี๋ยง วังซ้าย

อาจารย์วิภาตเรียนจบการศึกษาชั้นมัธยม 6 จากโรงเรียนพิริยาลัย จังหวัดแพร่ แล้วมาเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนยุพราชวิทยาลัยในปี พ.ศ. 2476

พ.ศ. 2477 สอบเข้าเรียนเป็นนักเรียนทุนโรงเรียนประถมกสิกรรมฝึกหัดครูภาคเหนือแม่โจ้ ถือเป็นรุ่นบุกเบิกและสร้างแม่โจ้ โดยมี อำมาตย์โท พระช่วงเกษตรศิลปการ เป็นอาจารย์ใหญ่

พ.ศ. 2479 เรียนจบแล้วไปทำงานเป็นพนักงานเกษตรกรรม แผนกยาง กรมเกษตรและการประมง ประจำที่จังหวัดสงขลา แล้วสอบชิงทุนหลวงไปศึกษาต่อที่ มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ เมืองลอสบานโยส สาขาเศรษฐศาสตร์ เรียนจบปริญญาตรี เดินทางกลับประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2484 และเข้ารับราชการเป็นอาจารย์ที่แม่โจ้ รับตำแหน่งเป็นอาจารย์ฝ่ายปกครอง

พ.ศ 2489 ลาออกจากราชการ ลงสมัครเลือกตั้งผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ และได้ดำรงตำแหน่งเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพานิชย์

พ.ศ. 2491 มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร อาจารย์วิภาตจึงอำลาชีวิตการเมือง ไปทำไร่ส่วนตัวที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมาเป็นเวลา 6 ปี

พ.ศ. 2497 กลับเข้าราชการ เป็นอาจารย์เอก ตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ โรงเรียนเกษตรกรรมแม่โจ้ กองโรงเรียนเกษตรกรรม กรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

พ.ศ.2499 ได้รับการแต่งตั้งเป็น ผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรกรรมเชียงใหม่ แม่โจ้

พ.ศ. 2508 เลื่อนตำแหน่งเป็น ผู้อำนวยการวิทยาลัย ชั้นพิเศษ

พ.ศ. 2518 – 2526 ได้รับตำแหน่งเป็น อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีการเกษตร รวม 2 สมัย

เมื่อครบวาระเกษียณอายุราชการ อาจารย์วิภาตได้เดินทางไปเยี่ยมเยียนลูกศิษย์และเพื่อนฝูงในต่างจังหวัดอยู่เสมอ

ปลายเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2527 เข้าตรวจสุขภาพร่างกาย และต้องไปพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลมหาราชชียงใหม่ รวม 2 ครั้ง อาการได้ทรุดลงเรี่อยๆ และได้จากลูกศิษย์ชาวแม่โจ้ไปเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2527 รวมอายุได้ 68 ปี

อาจารย์ วิภาต เป็นนักประชาธิปไตย เป็นผู้มีเมตตาธรรม ท่านมีคำพูดที่ประทับใจว่า “ ปลูกไมตรีดีกว่าพาล”

อาจารย์วิภาตเป็นผู้มีความริเริ่มและพัฒนางานใหม่ๆเสมอ ท่านได้สร้างคน สร้างคุณภาพของงานและผลผลิตที่สังคมยอมรับ ให้ปรากฎโดยทั่วไปเป็นที่ประจักษ์ตราบเท่าทุกวันนี้

นักเรียนแม่โจ้ แต่ละรุ่นที่จบออกไป เปรียบเทียบแม่โจ้ว่า เป็น มหาวิทยาลัยแห่งชีวิต

อาจารย์วิภาตเป็นนักพัฒนาชนบท ท่านพูดเสมอว่า ปรัชญาแม่โจ้นั้น ต้องเน้นด้านการพัฒนาชนบทเป็นงานแรก และถือเป็นงานสำคัญ ที่จะทำให้แม่โจ้ “ เด่น” ไปจากมหาวิทยาลัยอื่นๆ

อาจารย์วิภาตเป็นนักปกครองที่ดีเยี่ยมและเต็มไปด้วยบารมี เป็น “ ครู” ที่ประเสริฐ

เป็นปรมาจารย์ของศิษย์ทั้งปวง

อาจารย์ วิภาต เป็นผู้มีความสมถะ และท่านเป็นปูชนียบุคคลของแม่โจ้ เป็นสัญลักษณ์ของสถานศึกษา เกษตร-แม่โจ้ ตลอดไป

ท่าน ผู้มีเกียรติ์ ศิษย์เก่าแม่โจ้ นักศึกษาแม่โจ้ บุคลากรมหาวิทยาลัยแม่โจ้ทุกท่าน กระผมในฐานะผู้ทำหน้าที่สรุปประวัติโดยย่อ และอ่านคำสดุดีอนุสาวรีย์ ศาสตราจารย์ ดร. วิภาต บุญศรี วังซ้าย ขอขอบพระคุณผู้มีเกียรติ์ทุกท่านที่มาร่วมงานวันนี้ ขอขอบพระคุณพี่ๆ อาวุโส ทุกท่านที่อุตส่าห์เดินทาง ไกลๆ มาจากต่างจังหวัด เพื่อมารำลึกถึงคุณ งามความดีของ ศาสตราจารย์ ดร. วิภาต บุญศรี วังซ้าย ในวาระครบรอบปีที่ 72 แห่งการก่อตั้ง เกษตร-แม่โจ้

ขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ สวัสดี

*****************

คำจารึกที่ฐานอนุสาวรีย์

“ ความเอาจริง มุ่งมั่น ขยัน บากบั่น มานะ พยายาม จะนำไปสู่ความสำเร็จ

คนเราควรก้าวหน้าไปให้ไกล ให้สูง เท่าที่จะสามารถทำได้

แต่ต้องมีศีลธรรม จรรยา ที่ดี ควบคุมตัวเองอยู่ตลอด ”

วิภาต บ.วังซ้าย

*******************
ข้อมูลเพิ่มสำหรับผู้อ่านคำสดุดี

เรียบเรียงจาก หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์ ดร.วิภาต บุญศรี วังซ้าย

วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2528 สุสานแม่โจ้

*******************

ภาพถ่ายจริง พ.ศ. 2479
นักเรียนแม่โจ้ รุ่น 3
รวมพลังความสามัคคี ปรับพื้นที่สร้างสนามฟุตบอล
หน้าเกวียน - บุญรอด บุญบงการ (ธนบุรี)
หน้าล้อเกวียน - พยนต์ ศรลัมภ์ (อุทัยธานี)
หลังล้อเกวียน - แถว สินธิพงศ์ (อ่างทอง)
ท้ายเกวียน - ผิว โกมลวณิช (พระนคร)
Read more ...

ความคิดเห็นล่าสุด

Recent Comments Widget