แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความคิดเชิงบวก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความคิดเชิงบวก แสดงบทความทั้งหมด

สุดยอดทักษะและกลยุทธ์ 14 อย่างที่น่าสนใจของ”สตีป จ๊อบส์ (Steve Jobs)”

19 ธ.ค. 2557
โดย http://www.flagfrog.com/สุดยอดทักษะและกลยุทธ์-14/

1.อย่ามองปัจจุบัน

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนเชิดชู Apple เหนือกว่าบริษัท อื่นใด เป็นเพราะ Apple เป็นบริษัทที่เปลี่ยน แปลงและสร้างทุกอย่างใหม่หมด ในขณะที่บริษัททั่วๆไปทำ คือการปรับเปลี่ยนสิ่งเดิมๆที่มีอยู่แล้ว ให้ดีขึ้นเพียงเล้กน้อยเท่านั้น แต่ Apple สร้างความต้องการที่เราไม่เคยรุ้ตัวมาก่อนว่าเรามีอยู่ และทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องมีบ้าง ถ้าหากว่าเราอยากมีความสุข

Steve Jobs เป็นผู้ประกอบการที่เหนือกว่าผู้ประกอบการทั่วๆไป เพราะเขามองว่า ผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่มีใครสร้างขึ้น เป็นเพียงสิ่งที่สะท้อนถึงความดาษดื่น และการขาดไร้ซึ่งจินตนาการเท่านั้น Jobs มองเห็นความ เป็นไปได้ ในสิ่งที่คนอื่นเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ เขาสามารถจับเอาความไม่พอใจและความโหยหา ของคน มาเปลี่ยนให้เป็นสินค้าได้

2.ลูกค้ายอมจ่ายแพงถ้าคุ้มค่า

เป็นที่รู้กันดีว่า Jobs นั้นเป็นเมธีทางด้านสุนทรียศาสตร์ เขาชอบความงาม และความประณีตในทุกรายละเอียด ทั้งวัสดุและการออกแบบที่สามารถตอบสนองทุกความรู้สึกของผู้ใช้ Jobs ยังเป็นนักมนุษย์นิยมที่ชอบใส่ความมีชีวิตชีวาและความเป็นมนุษย์ ลงไปในสิ่งที่เขาสร้าง

การได้สุดยอดนักออกแบบอย่าง Jonathan Ive มาร่วมงานในปี 1997 ทำให้ทั้งสองคนได้ตระหนักในความจริงง่ายๆ ที่ว่า ต้องเริ่มต้นด้วยสิ่งที่เรารักแล้วจึงค่อยคิดเรื่องเทคโนโลยีทีหลัง ผลิตภัณฑ์ทุกตัวของ Apple เป็นมากกว่าแค่เครื่องจักร ทั้งๆที่ผลิตภัณฑ์ของ Apple ประกอบขึ้นด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงที่สลับซับซ้อน ทว่ากลับใช้งานง่าย ราวกับเป็นอุปกรณ์ในยุคอะนาล๊อก คติของ Jobs คือ อย่าถามลูกค้าว่าพวกเขาต้องการอะไร เพราะพวกเขาเองก็ไม่รู้ (ผมขอบคตินี้มาก)

3.ให้พนักงานของท่านได้พบปะพูดคุยกัน

ปรัชญาเบื้องหลังของความสำเร็จของ Apple คือการออกแบบสถานที่ทำงานของ Jobs คือการรวบรวมทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ตรงกลางแม้กระทั่งห้องน้ำ! Jobs เชื่อว่าการได้พบปะพูดคุยกันของพนักงานดีที่สุด ไอเดียร์ดีๆมักเกิดขึ้นในเวลา ที่พวกเขานั่งคุยกันในช่วงพักเบรก หรือบังเอิญเจอกันในห้องน้ำ

4.รู้จักทุกซอกทุกมุมของธุรกิจอย่างถ่องแท้

หลักการของ Jobs คือ

เคารพธรรมชาติ

ใส่ใจรายละเอยีด

ทำตัวให้มีค่า ไม่ก็ “ไสหัวไป”

อย่าหยุดทำทุกอย่างให้ดีขึ้น

อย่าอยู่บนหอคอยงาช้าง

อย่าเสียเวลากับหลักการสวยหรูบนกระดาษ

ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม

น้อยคือมาก

คลุกวงใน

พูกง่ายๆเลยก็คือผู้บริการต้องอย่าดีแต่สั่งต้องทำงานเป็นและพร้อมลุยกับลูกน้องได้ตลอดเวลา

5.เริ่มจากศูนย์

Jobs มีพรสววรค์ในการจินตนาการสร้างสิ่งใหม่ โดยไม่ต้องเริ่มจากสิ่ง ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เขาสร้างสิ่งต่างๆจากศุนย์ และผลก็คือ เขาทำให้วัตถุที่ไร้ชีวิตชีวากลายเป็นสิ่งที่เกือบจะมีชีวิต ตัวอย่างที่น่าทึ่งที่สุดก็คือ การที่ Jobs คิดเครื่อง iPod ขึ้นมา ในช่วงเวลาที่ Sony กำลังครองตลาดเครื่องเล่นเพลงด้วย Walkman อย่างชนิดที่เกือบจะไร้คู่แข่ง และยังมี CBS เป็นผู้คอยสร้าง เนื้อหาให้ การจะเอาชนะคู่แข่งแบบนี้ เกือบจะเป็นไปไม่ได้เลย แต่ Jobs ชนะเพราะเริ่มต้นด้วยความคิดว่า “เครื่องเล่นเพลงที่ควรจะเป็น” ควรจะเป็นอย่างไร แล้วจึงค่อยสร้างสิ่งอื่นๆ เติมเข้าไปในเครื่องเล่นเพลงของเขา

6.เอาอย่าง อย่าลอกเลียน

บางครั้งเราก็สามารถยืมไอเดียดีดีมาจากสิ่งรอบข้าง แต่ไม่ใช่ว่าจะเอามาหมดเลยทีเดียว ขอแค่ยืมความคิดแต่นำมาพัฒณาให้ดีกว่าเท่านั้นเอง

7.สำคัญที่สุดคือการออกแบบ

Jobs ให้ความสำคัญกับการออกแบบอย่างมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งในการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ทำให้คนอยากซื้อ การออกแบบเป็นส่วนหนึ่งของ Apple มาตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม โลโก้รูปแอปเปิลสีรุ้งที่แหว่งด้วยรอยกัด คืองานออกแบบยุคแรกสุด Apple อาจเริ่มต้นด้วยการเป็นบริษัทคอมพิวเตอร์ ที่มีลูกค้าเป็นพวกคลั่งไคล้เทคโนโลยี แต่สิ่งที่ทำให้ Apple ประสบความสำเร็จ กลับเป็นการที่สามารถเปลี่ยนตัวเองให้เป็นเหมือนแฟชั่นได้ และคำว่า “คอมพิวเตอร์” ก็ได้หายไปจากชื่อบริษัท

8.ทำให้ผู้ฟังเคลิบเคลิ้ม

3เทคนิคที่ทำให้ Jobs เป็นนักเล่าเรื่องตัวฉกาจที่หาตัวจับยาก

อธิบายความเจ๋งของผลิตภัณฑ์ในประโยคเดียว เช่น “iPod เป็น 1,000 เพลงในกระเป๋าของคุณ”

อธิบายด้วยภาพ คงไม่มีใครมานั่งอ่านสไลด์ที่มีแต่ข้อความเพราะมันคงจะน่าเบื่อไม่น้อย ท่าเทียบกับการดูรูปและฟังไปด้วย จะทำให้สิ่งที่คุณกำลังพูดหรือบอก ดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น และทำให้ผู้ฟังจำเรื่องที่คุณพูดออกไปได้ดีมากขึ้นยิ่งด้วย

กฎไม่เกิน 3 Jobs บอกว่า iPad “บางกว่า เบากว่า และเร็วกว่า” ตามหลักจิตวิทยาแล้ว ความจำระยะสั้นจะดีขึ้น ถ้าหากได้รับข้อมูลที่ไม่เกิน 3 ส่วน

9.จากปาก Steve Jobs

“เป็นเรื่องยากมากที่จะออกแบบผลิตภัณฑ์โดยอาศัยแค่กลุ่มตัวอย่างเพราะคนจะไม่ค่อยรู้ว่า อะไรที่พวกเขาต้องการ จนกว่าคุณจะทำออกมาให้พวกเขาเห็น”

“(นวัตกรรมของ Apple) เกิดมาจากการปฏิเสธ 1,000 สิ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าเราไม่ได้เดินไปผิดทาง หรือพยายามมากเกินไป”

“การเป็นคนนวยที่สุดที่นอนอยู่ในสุสาน ไม่มีความหมายอะไรกับผม แต่ถ้าได้เข้านอน ด้วยความรู้สึกที่ว่า ได้ทำอะไรที่แสนวิเศษ นั่นจึงจะมีความหมาย เวลาที่คุณคิดสิ่งใหม่ๆ คุณมักจะทำผิดต้องรีบยอมรับความผิดนั้นโดยเร็ว และปรับปรุงแก้ไขในครั้งต่อไป”

10.ท้าทายความคาดหวังของคนอื่น

อย่ายอมรับความคาดหวังของคนอื่นที่มีต่อท่าน ที่คาดหวังให้ท่านต้องเป็นอย่างนั้น หรือ ทำอย่างนี้ อย่ายอมให้คนอื่นตัดสินคุณค่าของตัวท่าน

11.เป็นคู่แข่งของตัวเอง

ในข้อนี้คงไม่ต้องอธิบายอะไรมาก นั่นก็คือ ขยันเข้าไว้อย่าขี้เกียจหล่ะ

12.ปิดแล้วเปิดใหม่

Jobs ปฏิวัติอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ ให้กลายเป็นอุตสาหรรมบันเทิงอิเล็กทรอนิกส์ และได้ค้นพบว่า คนส่วนใหญ่ชอบบริโภคเนื้อหามากกว่าจะเป็นผู้สร้างเนื้อหา ดังนั้นทั้ง iPad,iPhone และ iPod จึงถูกสร้างขึ้นอย่างดีที่สุดเพื่อส่งเสริมการบริโภคให้ง่ายที่สุด


13.ความลับ คือการโฆษณาที่ดีที่สุด

Jobs มักพูดเสมอก่อนการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ก็คือ “ผมมีเซอไพรซ์” แค่นั้นก็เพียงพอที่จะเขย่าต่อมอยากรู้ของคนทั้งโลกแล้ว

14.จงเป็นคนหิวและโง่

อธิบายง่ายๆก็คือ หิวกระหายในความอยากรู้และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆเสมอ และให้ทำตัวโง่เสมอเพราะถ้าคุณทำตัวฉลาดแล้วคุณจะไม่ได้ความรู้อะไรใหม่ๆเพิ่มเข้ามาเลย และ เรื่องสุดท้ายเกี่ยวกับความตาย ตอนที่เขาเป็นมะเร็งตับอ่อน Jobs บอกว่า

การคิดว่าตัวเองกำลังจะตาย เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดที่เขาเคยพบมาในชีวิต ที่ช่วยให้เขาตัดสินใจเรื่องยากที่สุดในชีวิตได้

หลักการของ จ๊อบส์
Read more ...

คติ Now Not Next มีแต่คำว่าเดี๋ยวนี้ ไม่มีคำว่าเดี๋ยวก่อน

5 ส.ค. 2557
 
 
โดย อ.ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ เมื่อ 5 ส.ค.2557

คติ Now Not Next
มีแต่คำว่าเดี๋ยวนี้ ไม่มีคำว่าเดี๋ยวก่อน
Read more ...

ความเชื่อ 7 ประการของผู้ประสบความสำเร็จ

23 ก.ค. 2555
1. ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างมีเหตุผล และมีจุดมุ่งหมาย สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านั้นเพื่อเปลี่ยนแปลงเราไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้น

2. ไม่มีความล้มเหลว มีแต่ผลลัพธ์ ไม่มีคำว่าศูนย์เสีย มีแต่บทเรียน ประสบการณ์ และความรู้ที่มากขึ้น

3. เราเป็นผู้รับผิดชอบจากทุกๆ การกระทำของเราไม่ว่าจะดีหรือร้าย
“ไม่มีการแก้ตัวหรือกล่าวโทษ มีแต่แก้ไข”

4. ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกแง่มุมของมัน ก่อนที่จะทำสิ่งนั้นได้
 
“จะเดินทางไกลแค่ไหนก็ตามอยู่ที่การออกเดินในก้าวแรก”
“เราสามารถเริ่มต้นทำและเริ่มเรียนรู้ไปพร้อมกัน”

5. ทีมงานและเพื่อนร่วมงานคือขุมพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ให้ความเคารพ และให้เกรียติพวกเขา

6. งานคือการเล่น ต้องสนุกไปกลับการทำงาน

7. ไม่มีความสำเร็จที่ยั่งยืนหากปราศจากความมุ่งมั่น และทุ่มเท
Read more ...

Man's Search For Meaning

22 ธ.ค. 2552
หนังสือที่ไขความอัจฉริยะของชาวยิว ออกมาเป็นกลวิธีในการฝึกความคิดสร้างสรรค์ ฝึกสมองให้เป็นอัจฉริยะด้วยการเล่าเรื่องให้น่าติดตาม

ในบทนึง ผู้เขียน (Eran Katz) เล่าถึง วิคเตอร์ ฟรังเคิล (Viktor E. Frankl) บิดาแห่งจิตบำบัดด้วยวิธีแสวงหาความหมายของชีวิต (Logotherapy) และเป็นนักจิตวิทยาที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งแห่งศตวรรษที่ยี่สิบ


ในหนังสือ Man's Search For Meaning เขาเล่าว่า เขาได้ใช้จินตนาการเพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นจากความยากลำบากมากๆ เพราะถูกจับเข้าไปอยู่ในค่ายกักกันออชวิตซ์ ค่ายกักกันที่มีชื่อที่สุดในด้านความโหดร้ายทารุณ คนที่อยู่ในนี้จะถูกใช้แรงงานเยี่ยงทาส อาหารน้อย อากาศหนาวทารุณ จะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ คนที่ล้มตายเพราะขาดอาหารหรือป่วยตายก็มีมากมาย ไม่ต้องพูดถึงคนที่ถูกรมแก๊สหรือถูกยิงเป้าซึ่งมีอีกมหาศาล (ชาวยิวถูกฆ่าตายไปถึง 6 ล้านคนในค่ายกักกันทั้งหมดของนาซี) รวมถึงพ่อแม่และภรรยาของเขาก็ถูกฆ่าตายในค่ายกักกันด้วยเช่นกัน

สิ่งที่เขาทำเพื่อให้มีกำลังใจในการอยู่รอด (ท่ามกลางสภาพอันโหดร้ายของค่ายกักกันที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะต้องตาย) ก็คือ การจินตนาการว่า ได้อยู่หน้าห้องบรรยายที่สวยงาม มีแสงไฟสว่างไสวและอบอุ่น มีผู้ฟังจำนวนมากกำลังตั้งใจฟังสิ่งที่เค้าพูดอยู่ และเขากำลังบรรยายในเรื่องจิตวิทยาในค่ายกักกัน ....

วิคเตอร์กล่าวว่า สภาพความเป็นจริงไม่สามารถแย่งชิงความสุขหรือสร้างความทุกข์ให้กับเขาได้ การได้นึกถึงสิ่งที่ตนรักและมีความสุขกับมันทำให้เขาทนทานกับสภาพอันเลวร้ายได้

วิคเตอร์ แฟรงเคิล ยังได้พูดถึงหญิงร่วมชะตากรรมคนหนึ่งในค่ายเธอกำลังจะตายแต่ไม่กระสับกระส่ายหรือทุกข์ทรมานแต่อย่างใด ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ เธอบอกเขาว่าเธอมีเพื่อนปลอบใจ เพื่อนนั้นก็คือต้นไม้ซึ่งโผล่ให้เห็นทางหน้าต่าง ไม้ต้นนั้นมีดอกอยู่ ๒ ดอกเท่านั้น เธอบอกว่า“ฉันชอบคุยกับต้นไม้ต้นนี้ แล้วเขาก็ตอบฉันเสียด้วย” วิคเตอร์ แฟรงเคิลถามว่า ต้นไม้บอกอะไร เธอตอบว่า “ต้นไม้บอกว่า ฉันอยู่นี่ ฉันอยู่นี้ฉันคือชีวิต ชีวิตนิรันดร์” ต้นไม้ต้นนั้นให้ความหวังแก่เธอ แม้ในยามหน้าหนาวอันลำเค็ญ ต้นไม้ต้นนี้ยังผลิตดอกออกมาอย่างไม่ย่อท้อต่อความหนาวเหน็บ สำหรับคนทั่วไป พอเห็นต้นไม้แบบนี้แล้วไม่รู้สึกอะไรแต่ถ้ามองให้เป็น เราจะได้กำลังใจจากต้นไม้เหล่านี้มาก แต่จะมองอย่างนี้ไม่ได้อยู่ที่ต้นไม้ หากอยู่ที่ใจเรามากกว่า

ในช่วงเวลาที่อยู่ในค่ายกักกัน เขาช่วยให้เพื่อนร่วมค่ายหลายคน สร้างจินตนาการทำนองเดียวกัน และหลุดพ้นจากการคิดฆ่าตัวตาย บางครั้ง ผู้คุมก็มาขอให้เขาช่วยสอนวิธีจินตนาการแบบนี้ด้วย (คงจะเครียดมากเหมือนกัน)

หลังจากที่เขาได้รับการปลดปล่อย เขาได้รับเชิญให้ไปบรรยายเกี่ยวกับชีวิตของเขาที่นั่นตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ถึง 138 แห่งทั่วโลก

ความคิดในเชิงจินตนาการเชิงสร้างสรรค์แบบนี้เป็นแหล่งที่มาและพลังสำหรับความอยู่รอดของเขา

แอมมี่ใช้ตัวอย่างของ ดร.แฟรงเคิล ในการบรรยายในหัวข้อ "การฝึกความคิดสร้างสรรค์" , "การคิดด้วยมโนทัศน์เชิงบวก" และ "การทำงานเชิงรุก" ในช่วงปีที่ผ่านมา (2008-2009) เนื่องจาก แอมมี่ก็มีความเห็นเหมือนกันว่า นี่เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดในการเอาชนะจิตใจของมนุษย์ และแสดงให้เห็นว่า จินตนาการของคนเรานั้น สามารถเอาชนะได้แม้ในสภาพความเป็นจริงที่เลวร้ายที่สุดค่ะ

ถ้าโยงมาเข้าสู่ธรรมะของพระพุทธเจ้า พระไพศาล วิสาโล ท่านสรุปไว้ดีมากค่ะ

วิคเตอร์ แฟรงเคิลกับหญิงคนนั้นอาจไม่รู้จักสมาธิภาวนา แต่ก็สามารถน้อมจิตไปในทางที่ดีงามเป็นกุศล แม้จะอยู่ในนรกแต่ในใจเขากลับเป็นสวรรค์ ที่ทำให้มีกำลังใจสู้ความทุกข์ต่อไปได้ วิคเตอร์ แฟรงเคิลสามารถรอดชีวิตจากค่ายนรกได้ทั้ง ๆ ที่กายนั้นทุกข์ทรมานอย่างมากแต่เขารู้จักประคองใจไม่ให้ทุกข์ อันหลังนี้แหละที่ทำให้เขารอดตายมาได้

อันนี้ตรงกับที่ท่านอาจารย์พุทธทาสกล่าวว่า "หาสุขได้ในทุกข์" เราต้องรู้จักหาสุขจากทุกข์ เพราะในทุกข์มีสุขเสมอ สุขกับทุกข์ไม่ได้แยกจากกันอย่างเด็ดขาด เหมือนกับความร้อนกับความหนาว ในความร้อนก็มีความหนาวอยู่ ในความหนาวก็มีความร้อนอยู่ ข้างนอกศาลานี้เปียกฝน ข้างในแห้ง แต่ที่จริงก็มีความชื้นอยู่...

ฉันใดก็ฉันนั้น ในทุกข์ก็มีสุขอยู่ เราต้องมองให้เห็น จะเห็นได้ก็ต้องอาศัย ๓ เกลอนี่แหละ คีอ สติ ปัญญา และสมาธิ ถ้าเอา ๓ เกลอมาใช้สอดส่อง เราก็จะเห็นว่าสิ่งเลวร้ายนั้นมีสิ่งดี ๆ แฝงอยู่ หรือรู้จักมองร้ายให้กลายเป็นดีได้
Read more ...

Man's Search for Meaning

22 ธ.ค. 2552
 
ผู้ชายคนหนึ่งที่สามารถฝ่าฟันความยากลำบากแสนสาหัสอย่างที่ไม่มีใครคิดว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นจริง ฉันว่าในโลกนี้คงไม่มีเหตุการณ์ไหนร้ายแรงและน่าเศร้าไปกว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในยุคนาซีอีกแล้ว

Viktor E. Frankl วิคเตอร์ อี แฟรงเกิล 

เป็นบุคคลที่น่านับถือเป็นอย่างยิ่ง ภายหลังที่เขารอดพ้นจากการเป็นเชลยสงคราม เขาถ่ายทอดประสบการณ์อันแสนโหดร้าย ที่เขาและเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ต้องเผชิญกับความเหี้ยมโหดจาก

"เพื่อนมนุษย์ต่างสัญชาติ"

เขาถ่ายทอดออกเป็นหนังสือเล่มนี้ภายในเวลาแค่ 9 วันความอัดอั้นมันพร้อมจะพร่างพรูออกมาอย่างไม่หยุดหย่อน เขาบอกว่า เพื่อนบางคนของเขาถึงขนาดที่บังคับตัวเองให้หยุดพูดไม่ได้เลย สิ่งที่พวกเขาเผชิญนั้น น้อยคนนักที่จะรับไหว หากไม่มีจุดมุ่งหมายแห่งชีวิต

เขาผ่านช่วงเวลาอันโหดร้ายนั้นมาได้อย่างไร คำตอบอยู่ในหนังสือเล่มนี้

Man's Search for Meaning

มนุษย์สามารถดิ้นรนอยู่ได้หากชีวิตเขามีความหมาย แม้จะเป็นจุดมุ่งหมายเพียงเล็กน้อย เช่น การได้รอดกลับไปเจอหน้าบุคคลอันเป็นที่รัก หรือการได้รอดกลับไปเพื่อเขียนตำราที่ค้างไว้ให้จบ เป็นต้น

"Everything can be taken from a man but ...the last of the human freedoms - to choose one's attitude in any given set of circumstances, to choose one's own way."p.104

ทุกสิ่งอาจพรากไปจากเราได้ แต่อย่างน้อย อิสรภาพยังเป็นของเรา ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ไหน เราสามารถเลือกว่าจะเป็นอย่างไร เราสามารถเลือกทางของเราได้เอง

"We can discover this meaning in life in three different ways: (1) by doing a deed; (2) by experiencing a value; and (3) by suffering."p.176

เราสามารถค้นพบความหมายแห่งชีวิตได้ 3 หนทางแตกต่างกันไป คือ

1) เมื่อได้สร้างสรรค์สิ่งใดสิ่งหนึ่ง

2) เมื่อได้พบสิ่งที่มีคุณค่า และ

3) เมื่อได้พบกับความทุกข์

ความทุกข์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของชะตากรรมของเรา เมื่อเรายอมรับมัน เราจะไม่หวั่นเกรงกับมันอีก ความทุกข์ก็เหมือนเงา ยิ่งเราวิ่งหนีมัน มันยิ่งวิ่งตาม และเงาจะยิ่งใหญ่ขึ้นๆ

จงจำไว้ว่าสิ่งใดที่ไม่ฆ่าเราให้ตาย มันจะทำให้เราเข้มแข็งกว่าเดิม (นิตช์เช่)

พลังแห่งความรัก ความหวังและศรัทธา จะนำพาเราฝ่าฟันอุปสรรคใดๆ ก็ตามให้ผ่านพ้นไปได้และบางครั้ง เราควรหมั่นถามตัวเองบ้างว่า หากพรุ่งนี้เป็นวาระสุดท้ายของชีวิต เราจะทำอะไร?

--------------------------- 

เป็นหนังสือที่มากกว่าหนังสือบอกเล่าเรื่องราวในค่ายกักกันของคนๆ หนึ่ง ที่โดยมากมักเน้นที่ตัวคนเขียน กะสภาพที่เขาเจอ และพบเห็นการกระทำอันโหดร้ายของเหล่านาซี

แต่ยังบอกเล่าถึงสภาพความทรมานทางจิตใจของเหล่าผู้ที่ต้องเผชิญกะชะตากรรม อันดูไร้อนาคตของวันพรุ่งนี้ ร่วมทั้งตีแผ่จิตวิญญาณของมนุษย์ ให้เห็นถึง เนื้อแท้ของสามัญชนคนเดินดินทั้งหลาย ว่าทำเช่นไรพวกเขาถึงมีความหวังได้ในสภาวะที่ไร้ซึ่งความหวังทั้งปวง บอกเล่าว่าทำไม พวกเขาเหล่านั้นถึงยังทนมีชีวิตอยู่ได้ ทั้งๆ ที่สำหรับผมแล้ว บางทีถ้าเจอสภาพอันทารุณเช่นนั้น ผมอาจจะหาเรื่องผู้คุมให้โดนฆ่าตายเร็วๆ รึหาวิธีฆ่าตัวตายเพราะไม่อาจทนอยู่สืบไปก็ได้
หนังสือเล่มนี้ยังบอกเล่าถึงวิธีการหลุดจากคำสาปแห่งเสรีภาพที่ทุกวันนี้แทบทุกผู้คนต้องเผชิญกับมัน

ต้องทนทุกข์ในเบื้องลึกของจิตใจกะค่ายกักกันที่มองไม่เห็น และต้องโศรกเศร้ากะความว่างเปล่าภายใน จนบ้างครั้งต้องนึกขึ้นมาว่า เรามีตัวตนนี้เพื่ออะไร

ดร.วิกเตอร์ แฟรงเกิลผู้เขียนเรื่องนี้ได้บอกเล่าและเสนอสิ่งที่เรียกว่า โลโกเธราพี รึการบำบัดด้วยวิธีการหาความหมาย ให้เราๆท่านๆได้ทดลองใช้จัดการกะปัญหาเหล่านี้

เพราะถึงที่สุดแล้วความสนใจหลักของมนุษย์ทุกผู้นามหาใช่เพียงความพึงพอใจกะวัตถุต่างๆรึการไม่ต้องเจ็บปวด แต่เป็นการประจักษ์แจ้งกะความหมายของชีวิตของตัวตนของเราเอง

และที่สุดแล้ว มนุษย์ไม่ควรคิดแต่ตั้งคำถามว่าอะไรคือความหมายของชีวิตเรา แต่ควรตระหนักว่า ชีวิตต่างหากที่กำลังถามหาความหมายจากตัวเราเอง

เราแต่ล่ะคนนี้ล่ะที่ต้องตอบคำถามนั้นต่อชีวิตด้วยวิธีการใช้ชีวิตของเราเองนั้นแล ผมขอเชียร์หนังสือเล่มนี้สุดๆเลยครับ เป็นหนึ่งในหนังสือที่ ดีที่สุดเล่มหนึ่ง ในแง่ของ

คุณค่าของมนุษย์และการค้นหาความหมายเพื่อเติมเต็มส่วนลึกของตน ทั้งยังเขียนบอกเล่าได้เรียบง่ายและตรงไปตรงมาง่ายต่อการทำความเข้าใจ

แม้คุณอาจไม่ชอบหนังสือแนวนี้แต่ผมเชื่อว่าคุณจะสนุกกับหนังสือเล่มนี้ และค้นพบหลายสิ่งที่ให้แง่คิดหลายอย่างที่คุณอาจไม่เคยเห็นมาก่อนเกี่ยวกับชีวิต

เป็น 1 ในเล่มที่คุณไม่ควรพลาดอย่างยิ่งครับ

สมกับที่เขียนบรรยายสรรพคุณเล่มนี้ว่า

ผู้ที่รู้ว่าตนจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร ย่อมสามารถทนรับสิ่งต่าง ๆ ได้เกือบทุกอย่างบนโลกใบนี้..

“ทรงคุณค่าทั้งในแง่ของงานวรรณกรรม ปรัชญา ตลอดจนคำแนะนำแนวทางจิตวิทยาที่มีนัยสำคัญที่สุดในยุคปัจจุบัน”

ศาสตราจารย์ กอร์ดอน อัลพอร์ต Harvard University

“ถ้าคุณอ่านหนังสือเพียงเล่มเดียวในปีนี้ Man’s search for meaning ควรเป็นหนังสือเล่มนั้น”

Los Angeles Times

“...สำนักคิดที่สำคัญที่สุดนับแต่ยุคฟรอยด์และแอดเลอร์” The American Journal of Psychiatry

“ประสบการณ์ที่ผมได้จากการพบปะผู้คนมากมายยืนยันสิ่งที่แฟรงเกิลนำเสนอในหนังสือเล่มนี้”

สตีเฟน อาร์ โควี่ ผู้เขียน The 7 Habits of Highly Effective People
Read more ...

ความคิดเห็นล่าสุด

Recent Comments Widget