แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นาซี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นาซี แสดงบทความทั้งหมด

Man's Search For Meaning

22 ธ.ค. 2552
หนังสือที่ไขความอัจฉริยะของชาวยิว ออกมาเป็นกลวิธีในการฝึกความคิดสร้างสรรค์ ฝึกสมองให้เป็นอัจฉริยะด้วยการเล่าเรื่องให้น่าติดตาม

ในบทนึง ผู้เขียน (Eran Katz) เล่าถึง วิคเตอร์ ฟรังเคิล (Viktor E. Frankl) บิดาแห่งจิตบำบัดด้วยวิธีแสวงหาความหมายของชีวิต (Logotherapy) และเป็นนักจิตวิทยาที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งแห่งศตวรรษที่ยี่สิบ


ในหนังสือ Man's Search For Meaning เขาเล่าว่า เขาได้ใช้จินตนาการเพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นจากความยากลำบากมากๆ เพราะถูกจับเข้าไปอยู่ในค่ายกักกันออชวิตซ์ ค่ายกักกันที่มีชื่อที่สุดในด้านความโหดร้ายทารุณ คนที่อยู่ในนี้จะถูกใช้แรงงานเยี่ยงทาส อาหารน้อย อากาศหนาวทารุณ จะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ คนที่ล้มตายเพราะขาดอาหารหรือป่วยตายก็มีมากมาย ไม่ต้องพูดถึงคนที่ถูกรมแก๊สหรือถูกยิงเป้าซึ่งมีอีกมหาศาล (ชาวยิวถูกฆ่าตายไปถึง 6 ล้านคนในค่ายกักกันทั้งหมดของนาซี) รวมถึงพ่อแม่และภรรยาของเขาก็ถูกฆ่าตายในค่ายกักกันด้วยเช่นกัน

สิ่งที่เขาทำเพื่อให้มีกำลังใจในการอยู่รอด (ท่ามกลางสภาพอันโหดร้ายของค่ายกักกันที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะต้องตาย) ก็คือ การจินตนาการว่า ได้อยู่หน้าห้องบรรยายที่สวยงาม มีแสงไฟสว่างไสวและอบอุ่น มีผู้ฟังจำนวนมากกำลังตั้งใจฟังสิ่งที่เค้าพูดอยู่ และเขากำลังบรรยายในเรื่องจิตวิทยาในค่ายกักกัน ....

วิคเตอร์กล่าวว่า สภาพความเป็นจริงไม่สามารถแย่งชิงความสุขหรือสร้างความทุกข์ให้กับเขาได้ การได้นึกถึงสิ่งที่ตนรักและมีความสุขกับมันทำให้เขาทนทานกับสภาพอันเลวร้ายได้

วิคเตอร์ แฟรงเคิล ยังได้พูดถึงหญิงร่วมชะตากรรมคนหนึ่งในค่ายเธอกำลังจะตายแต่ไม่กระสับกระส่ายหรือทุกข์ทรมานแต่อย่างใด ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ เธอบอกเขาว่าเธอมีเพื่อนปลอบใจ เพื่อนนั้นก็คือต้นไม้ซึ่งโผล่ให้เห็นทางหน้าต่าง ไม้ต้นนั้นมีดอกอยู่ ๒ ดอกเท่านั้น เธอบอกว่า“ฉันชอบคุยกับต้นไม้ต้นนี้ แล้วเขาก็ตอบฉันเสียด้วย” วิคเตอร์ แฟรงเคิลถามว่า ต้นไม้บอกอะไร เธอตอบว่า “ต้นไม้บอกว่า ฉันอยู่นี่ ฉันอยู่นี้ฉันคือชีวิต ชีวิตนิรันดร์” ต้นไม้ต้นนั้นให้ความหวังแก่เธอ แม้ในยามหน้าหนาวอันลำเค็ญ ต้นไม้ต้นนี้ยังผลิตดอกออกมาอย่างไม่ย่อท้อต่อความหนาวเหน็บ สำหรับคนทั่วไป พอเห็นต้นไม้แบบนี้แล้วไม่รู้สึกอะไรแต่ถ้ามองให้เป็น เราจะได้กำลังใจจากต้นไม้เหล่านี้มาก แต่จะมองอย่างนี้ไม่ได้อยู่ที่ต้นไม้ หากอยู่ที่ใจเรามากกว่า

ในช่วงเวลาที่อยู่ในค่ายกักกัน เขาช่วยให้เพื่อนร่วมค่ายหลายคน สร้างจินตนาการทำนองเดียวกัน และหลุดพ้นจากการคิดฆ่าตัวตาย บางครั้ง ผู้คุมก็มาขอให้เขาช่วยสอนวิธีจินตนาการแบบนี้ด้วย (คงจะเครียดมากเหมือนกัน)

หลังจากที่เขาได้รับการปลดปล่อย เขาได้รับเชิญให้ไปบรรยายเกี่ยวกับชีวิตของเขาที่นั่นตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ถึง 138 แห่งทั่วโลก

ความคิดในเชิงจินตนาการเชิงสร้างสรรค์แบบนี้เป็นแหล่งที่มาและพลังสำหรับความอยู่รอดของเขา

แอมมี่ใช้ตัวอย่างของ ดร.แฟรงเคิล ในการบรรยายในหัวข้อ "การฝึกความคิดสร้างสรรค์" , "การคิดด้วยมโนทัศน์เชิงบวก" และ "การทำงานเชิงรุก" ในช่วงปีที่ผ่านมา (2008-2009) เนื่องจาก แอมมี่ก็มีความเห็นเหมือนกันว่า นี่เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดในการเอาชนะจิตใจของมนุษย์ และแสดงให้เห็นว่า จินตนาการของคนเรานั้น สามารถเอาชนะได้แม้ในสภาพความเป็นจริงที่เลวร้ายที่สุดค่ะ

ถ้าโยงมาเข้าสู่ธรรมะของพระพุทธเจ้า พระไพศาล วิสาโล ท่านสรุปไว้ดีมากค่ะ

วิคเตอร์ แฟรงเคิลกับหญิงคนนั้นอาจไม่รู้จักสมาธิภาวนา แต่ก็สามารถน้อมจิตไปในทางที่ดีงามเป็นกุศล แม้จะอยู่ในนรกแต่ในใจเขากลับเป็นสวรรค์ ที่ทำให้มีกำลังใจสู้ความทุกข์ต่อไปได้ วิคเตอร์ แฟรงเคิลสามารถรอดชีวิตจากค่ายนรกได้ทั้ง ๆ ที่กายนั้นทุกข์ทรมานอย่างมากแต่เขารู้จักประคองใจไม่ให้ทุกข์ อันหลังนี้แหละที่ทำให้เขารอดตายมาได้

อันนี้ตรงกับที่ท่านอาจารย์พุทธทาสกล่าวว่า "หาสุขได้ในทุกข์" เราต้องรู้จักหาสุขจากทุกข์ เพราะในทุกข์มีสุขเสมอ สุขกับทุกข์ไม่ได้แยกจากกันอย่างเด็ดขาด เหมือนกับความร้อนกับความหนาว ในความร้อนก็มีความหนาวอยู่ ในความหนาวก็มีความร้อนอยู่ ข้างนอกศาลานี้เปียกฝน ข้างในแห้ง แต่ที่จริงก็มีความชื้นอยู่...

ฉันใดก็ฉันนั้น ในทุกข์ก็มีสุขอยู่ เราต้องมองให้เห็น จะเห็นได้ก็ต้องอาศัย ๓ เกลอนี่แหละ คีอ สติ ปัญญา และสมาธิ ถ้าเอา ๓ เกลอมาใช้สอดส่อง เราก็จะเห็นว่าสิ่งเลวร้ายนั้นมีสิ่งดี ๆ แฝงอยู่ หรือรู้จักมองร้ายให้กลายเป็นดีได้
Read more ...

Man's Search for Meaning

22 ธ.ค. 2552
 
ผู้ชายคนหนึ่งที่สามารถฝ่าฟันความยากลำบากแสนสาหัสอย่างที่ไม่มีใครคิดว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นจริง ฉันว่าในโลกนี้คงไม่มีเหตุการณ์ไหนร้ายแรงและน่าเศร้าไปกว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในยุคนาซีอีกแล้ว

Viktor E. Frankl วิคเตอร์ อี แฟรงเกิล 

เป็นบุคคลที่น่านับถือเป็นอย่างยิ่ง ภายหลังที่เขารอดพ้นจากการเป็นเชลยสงคราม เขาถ่ายทอดประสบการณ์อันแสนโหดร้าย ที่เขาและเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ต้องเผชิญกับความเหี้ยมโหดจาก

"เพื่อนมนุษย์ต่างสัญชาติ"

เขาถ่ายทอดออกเป็นหนังสือเล่มนี้ภายในเวลาแค่ 9 วันความอัดอั้นมันพร้อมจะพร่างพรูออกมาอย่างไม่หยุดหย่อน เขาบอกว่า เพื่อนบางคนของเขาถึงขนาดที่บังคับตัวเองให้หยุดพูดไม่ได้เลย สิ่งที่พวกเขาเผชิญนั้น น้อยคนนักที่จะรับไหว หากไม่มีจุดมุ่งหมายแห่งชีวิต

เขาผ่านช่วงเวลาอันโหดร้ายนั้นมาได้อย่างไร คำตอบอยู่ในหนังสือเล่มนี้

Man's Search for Meaning

มนุษย์สามารถดิ้นรนอยู่ได้หากชีวิตเขามีความหมาย แม้จะเป็นจุดมุ่งหมายเพียงเล็กน้อย เช่น การได้รอดกลับไปเจอหน้าบุคคลอันเป็นที่รัก หรือการได้รอดกลับไปเพื่อเขียนตำราที่ค้างไว้ให้จบ เป็นต้น

"Everything can be taken from a man but ...the last of the human freedoms - to choose one's attitude in any given set of circumstances, to choose one's own way."p.104

ทุกสิ่งอาจพรากไปจากเราได้ แต่อย่างน้อย อิสรภาพยังเป็นของเรา ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ไหน เราสามารถเลือกว่าจะเป็นอย่างไร เราสามารถเลือกทางของเราได้เอง

"We can discover this meaning in life in three different ways: (1) by doing a deed; (2) by experiencing a value; and (3) by suffering."p.176

เราสามารถค้นพบความหมายแห่งชีวิตได้ 3 หนทางแตกต่างกันไป คือ

1) เมื่อได้สร้างสรรค์สิ่งใดสิ่งหนึ่ง

2) เมื่อได้พบสิ่งที่มีคุณค่า และ

3) เมื่อได้พบกับความทุกข์

ความทุกข์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของชะตากรรมของเรา เมื่อเรายอมรับมัน เราจะไม่หวั่นเกรงกับมันอีก ความทุกข์ก็เหมือนเงา ยิ่งเราวิ่งหนีมัน มันยิ่งวิ่งตาม และเงาจะยิ่งใหญ่ขึ้นๆ

จงจำไว้ว่าสิ่งใดที่ไม่ฆ่าเราให้ตาย มันจะทำให้เราเข้มแข็งกว่าเดิม (นิตช์เช่)

พลังแห่งความรัก ความหวังและศรัทธา จะนำพาเราฝ่าฟันอุปสรรคใดๆ ก็ตามให้ผ่านพ้นไปได้และบางครั้ง เราควรหมั่นถามตัวเองบ้างว่า หากพรุ่งนี้เป็นวาระสุดท้ายของชีวิต เราจะทำอะไร?

--------------------------- 

เป็นหนังสือที่มากกว่าหนังสือบอกเล่าเรื่องราวในค่ายกักกันของคนๆ หนึ่ง ที่โดยมากมักเน้นที่ตัวคนเขียน กะสภาพที่เขาเจอ และพบเห็นการกระทำอันโหดร้ายของเหล่านาซี

แต่ยังบอกเล่าถึงสภาพความทรมานทางจิตใจของเหล่าผู้ที่ต้องเผชิญกะชะตากรรม อันดูไร้อนาคตของวันพรุ่งนี้ ร่วมทั้งตีแผ่จิตวิญญาณของมนุษย์ ให้เห็นถึง เนื้อแท้ของสามัญชนคนเดินดินทั้งหลาย ว่าทำเช่นไรพวกเขาถึงมีความหวังได้ในสภาวะที่ไร้ซึ่งความหวังทั้งปวง บอกเล่าว่าทำไม พวกเขาเหล่านั้นถึงยังทนมีชีวิตอยู่ได้ ทั้งๆ ที่สำหรับผมแล้ว บางทีถ้าเจอสภาพอันทารุณเช่นนั้น ผมอาจจะหาเรื่องผู้คุมให้โดนฆ่าตายเร็วๆ รึหาวิธีฆ่าตัวตายเพราะไม่อาจทนอยู่สืบไปก็ได้
หนังสือเล่มนี้ยังบอกเล่าถึงวิธีการหลุดจากคำสาปแห่งเสรีภาพที่ทุกวันนี้แทบทุกผู้คนต้องเผชิญกับมัน

ต้องทนทุกข์ในเบื้องลึกของจิตใจกะค่ายกักกันที่มองไม่เห็น และต้องโศรกเศร้ากะความว่างเปล่าภายใน จนบ้างครั้งต้องนึกขึ้นมาว่า เรามีตัวตนนี้เพื่ออะไร

ดร.วิกเตอร์ แฟรงเกิลผู้เขียนเรื่องนี้ได้บอกเล่าและเสนอสิ่งที่เรียกว่า โลโกเธราพี รึการบำบัดด้วยวิธีการหาความหมาย ให้เราๆท่านๆได้ทดลองใช้จัดการกะปัญหาเหล่านี้

เพราะถึงที่สุดแล้วความสนใจหลักของมนุษย์ทุกผู้นามหาใช่เพียงความพึงพอใจกะวัตถุต่างๆรึการไม่ต้องเจ็บปวด แต่เป็นการประจักษ์แจ้งกะความหมายของชีวิตของตัวตนของเราเอง

และที่สุดแล้ว มนุษย์ไม่ควรคิดแต่ตั้งคำถามว่าอะไรคือความหมายของชีวิตเรา แต่ควรตระหนักว่า ชีวิตต่างหากที่กำลังถามหาความหมายจากตัวเราเอง

เราแต่ล่ะคนนี้ล่ะที่ต้องตอบคำถามนั้นต่อชีวิตด้วยวิธีการใช้ชีวิตของเราเองนั้นแล ผมขอเชียร์หนังสือเล่มนี้สุดๆเลยครับ เป็นหนึ่งในหนังสือที่ ดีที่สุดเล่มหนึ่ง ในแง่ของ

คุณค่าของมนุษย์และการค้นหาความหมายเพื่อเติมเต็มส่วนลึกของตน ทั้งยังเขียนบอกเล่าได้เรียบง่ายและตรงไปตรงมาง่ายต่อการทำความเข้าใจ

แม้คุณอาจไม่ชอบหนังสือแนวนี้แต่ผมเชื่อว่าคุณจะสนุกกับหนังสือเล่มนี้ และค้นพบหลายสิ่งที่ให้แง่คิดหลายอย่างที่คุณอาจไม่เคยเห็นมาก่อนเกี่ยวกับชีวิต

เป็น 1 ในเล่มที่คุณไม่ควรพลาดอย่างยิ่งครับ

สมกับที่เขียนบรรยายสรรพคุณเล่มนี้ว่า

ผู้ที่รู้ว่าตนจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร ย่อมสามารถทนรับสิ่งต่าง ๆ ได้เกือบทุกอย่างบนโลกใบนี้..

“ทรงคุณค่าทั้งในแง่ของงานวรรณกรรม ปรัชญา ตลอดจนคำแนะนำแนวทางจิตวิทยาที่มีนัยสำคัญที่สุดในยุคปัจจุบัน”

ศาสตราจารย์ กอร์ดอน อัลพอร์ต Harvard University

“ถ้าคุณอ่านหนังสือเพียงเล่มเดียวในปีนี้ Man’s search for meaning ควรเป็นหนังสือเล่มนั้น”

Los Angeles Times

“...สำนักคิดที่สำคัญที่สุดนับแต่ยุคฟรอยด์และแอดเลอร์” The American Journal of Psychiatry

“ประสบการณ์ที่ผมได้จากการพบปะผู้คนมากมายยืนยันสิ่งที่แฟรงเกิลนำเสนอในหนังสือเล่มนี้”

สตีเฟน อาร์ โควี่ ผู้เขียน The 7 Habits of Highly Effective People
Read more ...

ความคิดเห็นล่าสุด

Recent Comments Widget