แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กลยุทธ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กลยุทธ แสดงบทความทั้งหมด

สุดยอดทักษะและกลยุทธ์ 14 อย่างที่น่าสนใจของ”สตีป จ๊อบส์ (Steve Jobs)”

19 ธ.ค. 2557
โดย http://www.flagfrog.com/สุดยอดทักษะและกลยุทธ์-14/

1.อย่ามองปัจจุบัน

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนเชิดชู Apple เหนือกว่าบริษัท อื่นใด เป็นเพราะ Apple เป็นบริษัทที่เปลี่ยน แปลงและสร้างทุกอย่างใหม่หมด ในขณะที่บริษัททั่วๆไปทำ คือการปรับเปลี่ยนสิ่งเดิมๆที่มีอยู่แล้ว ให้ดีขึ้นเพียงเล้กน้อยเท่านั้น แต่ Apple สร้างความต้องการที่เราไม่เคยรุ้ตัวมาก่อนว่าเรามีอยู่ และทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องมีบ้าง ถ้าหากว่าเราอยากมีความสุข

Steve Jobs เป็นผู้ประกอบการที่เหนือกว่าผู้ประกอบการทั่วๆไป เพราะเขามองว่า ผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่มีใครสร้างขึ้น เป็นเพียงสิ่งที่สะท้อนถึงความดาษดื่น และการขาดไร้ซึ่งจินตนาการเท่านั้น Jobs มองเห็นความ เป็นไปได้ ในสิ่งที่คนอื่นเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ เขาสามารถจับเอาความไม่พอใจและความโหยหา ของคน มาเปลี่ยนให้เป็นสินค้าได้

2.ลูกค้ายอมจ่ายแพงถ้าคุ้มค่า

เป็นที่รู้กันดีว่า Jobs นั้นเป็นเมธีทางด้านสุนทรียศาสตร์ เขาชอบความงาม และความประณีตในทุกรายละเอียด ทั้งวัสดุและการออกแบบที่สามารถตอบสนองทุกความรู้สึกของผู้ใช้ Jobs ยังเป็นนักมนุษย์นิยมที่ชอบใส่ความมีชีวิตชีวาและความเป็นมนุษย์ ลงไปในสิ่งที่เขาสร้าง

การได้สุดยอดนักออกแบบอย่าง Jonathan Ive มาร่วมงานในปี 1997 ทำให้ทั้งสองคนได้ตระหนักในความจริงง่ายๆ ที่ว่า ต้องเริ่มต้นด้วยสิ่งที่เรารักแล้วจึงค่อยคิดเรื่องเทคโนโลยีทีหลัง ผลิตภัณฑ์ทุกตัวของ Apple เป็นมากกว่าแค่เครื่องจักร ทั้งๆที่ผลิตภัณฑ์ของ Apple ประกอบขึ้นด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงที่สลับซับซ้อน ทว่ากลับใช้งานง่าย ราวกับเป็นอุปกรณ์ในยุคอะนาล๊อก คติของ Jobs คือ อย่าถามลูกค้าว่าพวกเขาต้องการอะไร เพราะพวกเขาเองก็ไม่รู้ (ผมขอบคตินี้มาก)

3.ให้พนักงานของท่านได้พบปะพูดคุยกัน

ปรัชญาเบื้องหลังของความสำเร็จของ Apple คือการออกแบบสถานที่ทำงานของ Jobs คือการรวบรวมทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ตรงกลางแม้กระทั่งห้องน้ำ! Jobs เชื่อว่าการได้พบปะพูดคุยกันของพนักงานดีที่สุด ไอเดียร์ดีๆมักเกิดขึ้นในเวลา ที่พวกเขานั่งคุยกันในช่วงพักเบรก หรือบังเอิญเจอกันในห้องน้ำ

4.รู้จักทุกซอกทุกมุมของธุรกิจอย่างถ่องแท้

หลักการของ Jobs คือ

เคารพธรรมชาติ

ใส่ใจรายละเอยีด

ทำตัวให้มีค่า ไม่ก็ “ไสหัวไป”

อย่าหยุดทำทุกอย่างให้ดีขึ้น

อย่าอยู่บนหอคอยงาช้าง

อย่าเสียเวลากับหลักการสวยหรูบนกระดาษ

ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม

น้อยคือมาก

คลุกวงใน

พูกง่ายๆเลยก็คือผู้บริการต้องอย่าดีแต่สั่งต้องทำงานเป็นและพร้อมลุยกับลูกน้องได้ตลอดเวลา

5.เริ่มจากศูนย์

Jobs มีพรสววรค์ในการจินตนาการสร้างสิ่งใหม่ โดยไม่ต้องเริ่มจากสิ่ง ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เขาสร้างสิ่งต่างๆจากศุนย์ และผลก็คือ เขาทำให้วัตถุที่ไร้ชีวิตชีวากลายเป็นสิ่งที่เกือบจะมีชีวิต ตัวอย่างที่น่าทึ่งที่สุดก็คือ การที่ Jobs คิดเครื่อง iPod ขึ้นมา ในช่วงเวลาที่ Sony กำลังครองตลาดเครื่องเล่นเพลงด้วย Walkman อย่างชนิดที่เกือบจะไร้คู่แข่ง และยังมี CBS เป็นผู้คอยสร้าง เนื้อหาให้ การจะเอาชนะคู่แข่งแบบนี้ เกือบจะเป็นไปไม่ได้เลย แต่ Jobs ชนะเพราะเริ่มต้นด้วยความคิดว่า “เครื่องเล่นเพลงที่ควรจะเป็น” ควรจะเป็นอย่างไร แล้วจึงค่อยสร้างสิ่งอื่นๆ เติมเข้าไปในเครื่องเล่นเพลงของเขา

6.เอาอย่าง อย่าลอกเลียน

บางครั้งเราก็สามารถยืมไอเดียดีดีมาจากสิ่งรอบข้าง แต่ไม่ใช่ว่าจะเอามาหมดเลยทีเดียว ขอแค่ยืมความคิดแต่นำมาพัฒณาให้ดีกว่าเท่านั้นเอง

7.สำคัญที่สุดคือการออกแบบ

Jobs ให้ความสำคัญกับการออกแบบอย่างมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งในการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ทำให้คนอยากซื้อ การออกแบบเป็นส่วนหนึ่งของ Apple มาตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม โลโก้รูปแอปเปิลสีรุ้งที่แหว่งด้วยรอยกัด คืองานออกแบบยุคแรกสุด Apple อาจเริ่มต้นด้วยการเป็นบริษัทคอมพิวเตอร์ ที่มีลูกค้าเป็นพวกคลั่งไคล้เทคโนโลยี แต่สิ่งที่ทำให้ Apple ประสบความสำเร็จ กลับเป็นการที่สามารถเปลี่ยนตัวเองให้เป็นเหมือนแฟชั่นได้ และคำว่า “คอมพิวเตอร์” ก็ได้หายไปจากชื่อบริษัท

8.ทำให้ผู้ฟังเคลิบเคลิ้ม

3เทคนิคที่ทำให้ Jobs เป็นนักเล่าเรื่องตัวฉกาจที่หาตัวจับยาก

อธิบายความเจ๋งของผลิตภัณฑ์ในประโยคเดียว เช่น “iPod เป็น 1,000 เพลงในกระเป๋าของคุณ”

อธิบายด้วยภาพ คงไม่มีใครมานั่งอ่านสไลด์ที่มีแต่ข้อความเพราะมันคงจะน่าเบื่อไม่น้อย ท่าเทียบกับการดูรูปและฟังไปด้วย จะทำให้สิ่งที่คุณกำลังพูดหรือบอก ดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น และทำให้ผู้ฟังจำเรื่องที่คุณพูดออกไปได้ดีมากขึ้นยิ่งด้วย

กฎไม่เกิน 3 Jobs บอกว่า iPad “บางกว่า เบากว่า และเร็วกว่า” ตามหลักจิตวิทยาแล้ว ความจำระยะสั้นจะดีขึ้น ถ้าหากได้รับข้อมูลที่ไม่เกิน 3 ส่วน

9.จากปาก Steve Jobs

“เป็นเรื่องยากมากที่จะออกแบบผลิตภัณฑ์โดยอาศัยแค่กลุ่มตัวอย่างเพราะคนจะไม่ค่อยรู้ว่า อะไรที่พวกเขาต้องการ จนกว่าคุณจะทำออกมาให้พวกเขาเห็น”

“(นวัตกรรมของ Apple) เกิดมาจากการปฏิเสธ 1,000 สิ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าเราไม่ได้เดินไปผิดทาง หรือพยายามมากเกินไป”

“การเป็นคนนวยที่สุดที่นอนอยู่ในสุสาน ไม่มีความหมายอะไรกับผม แต่ถ้าได้เข้านอน ด้วยความรู้สึกที่ว่า ได้ทำอะไรที่แสนวิเศษ นั่นจึงจะมีความหมาย เวลาที่คุณคิดสิ่งใหม่ๆ คุณมักจะทำผิดต้องรีบยอมรับความผิดนั้นโดยเร็ว และปรับปรุงแก้ไขในครั้งต่อไป”

10.ท้าทายความคาดหวังของคนอื่น

อย่ายอมรับความคาดหวังของคนอื่นที่มีต่อท่าน ที่คาดหวังให้ท่านต้องเป็นอย่างนั้น หรือ ทำอย่างนี้ อย่ายอมให้คนอื่นตัดสินคุณค่าของตัวท่าน

11.เป็นคู่แข่งของตัวเอง

ในข้อนี้คงไม่ต้องอธิบายอะไรมาก นั่นก็คือ ขยันเข้าไว้อย่าขี้เกียจหล่ะ

12.ปิดแล้วเปิดใหม่

Jobs ปฏิวัติอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ ให้กลายเป็นอุตสาหรรมบันเทิงอิเล็กทรอนิกส์ และได้ค้นพบว่า คนส่วนใหญ่ชอบบริโภคเนื้อหามากกว่าจะเป็นผู้สร้างเนื้อหา ดังนั้นทั้ง iPad,iPhone และ iPod จึงถูกสร้างขึ้นอย่างดีที่สุดเพื่อส่งเสริมการบริโภคให้ง่ายที่สุด


13.ความลับ คือการโฆษณาที่ดีที่สุด

Jobs มักพูดเสมอก่อนการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ก็คือ “ผมมีเซอไพรซ์” แค่นั้นก็เพียงพอที่จะเขย่าต่อมอยากรู้ของคนทั้งโลกแล้ว

14.จงเป็นคนหิวและโง่

อธิบายง่ายๆก็คือ หิวกระหายในความอยากรู้และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆเสมอ และให้ทำตัวโง่เสมอเพราะถ้าคุณทำตัวฉลาดแล้วคุณจะไม่ได้ความรู้อะไรใหม่ๆเพิ่มเข้ามาเลย และ เรื่องสุดท้ายเกี่ยวกับความตาย ตอนที่เขาเป็นมะเร็งตับอ่อน Jobs บอกว่า

การคิดว่าตัวเองกำลังจะตาย เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดที่เขาเคยพบมาในชีวิต ที่ช่วยให้เขาตัดสินใจเรื่องยากที่สุดในชีวิตได้

หลักการของ จ๊อบส์
Read more ...

"เสี่ยบุรีรัมย์" นำเงิน 50 บาทเดินแลก 40 บาททั่วเมือง

18 พ.ค. 2557
โดยสำนักข่าวไทย เมื่อ 18 พ.ค.2557

 กลายเป็นกระแสฮือฮาอีกครั้ง หลังจาก

นายเสริมเกียรติ กัลป์เจริญศรี อายุ 64 ปี เศรษฐีเจ้าของธุรกิจหอพักและสินเชื่อที่ จ.บุรีรัมย์ 

ที่เคยติดประกาศรับสมัครลูกเขยจนเป็นข่าวดัง คราวนี้นำธนบัตรฉบับละ 50 บาทที่เย็บติดกับถุงพลาสติกที่มีรูปถ่ายของตัวเอง พร้อมข้อความว่า “เบอร์ 4 ขอทดแทนบุญคุณ ขอเป็นฝ่ายค้าน” และหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ เดินแลกกับเงิน 40 บาท สถานที่ต่างๆ ในเขตเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ จนสร้างประหลาดใจให้กับประชาชน และผู้ที่พบเห็น เพราะไม่เคยพบเจอใครที่จะนำเงินจำนวนมากกว่ามาแลกกับเงินที่น้อยกว่า

อีกทั้งบางคนไม่แน่ใจว่าเป็นธนบัตรจริงหรือไม่ แต่เมื่อทราบว่าเป็นธนบัตรจริง ต่างพากันนำเงินมาแลกกันอย่างคึกคัก

นายเสริมเกียรติ กล่าวถึงสาเหตุที่นำเงิน 50 บาทมาเดินแลกกับเงิน 40 บาท เพราะมีเงินเพียงพอแล้ว จึงอยากจะแบ่งปันให้กับคนยากจน หรือผู้ที่มีรายได้น้อยกว่าบ้าง เพราะเคยผ่านความยากลำบากมาก่อน ทั้งต้องการให้คนได้เห็นคุณค่าของการใช้จ่ายเงินด้วย

นายเสริมเกียรติ กล่าวเปรียบเทียบว่า หากมีเงิน 200,000 บาท ไปเที่ยวต่างประเทศได้แค่ 2 คน  แต่หากนำมาให้คนยากจนคนละ 10 บาท จะได้มากถึง 20,000 คน และยังเปรียบเทียบถึงการซื้อสิ่งของว่าหากเลือกซื้อราคาแพงก็จะได้เพียงไม่กี่ชิ้น แต่หากซื้อราคาถูกก็จะได้เป็นจำนวนมาก และยังนำมาแบ่งปันให้คนอื่นได้อีก พร้อมกล่าวอีกว่าคนเราแม้จะมีทรัพย์สมบัติมากมายขนาดไหน แต่ตายไปก็เอาไปด้วยไม่ได้ แต่สำหรับตนเองแล้วคือการแบ่งปัน และก็จะเดินแลกไปเรื่อยๆ เพราะถือเป็นการเดินออกกำลังกายต่ออายุไปในตัวด้วย
Read more ...

แนวคิดต่อสู้กับคนขี้โกง จากหนังสือโคตรโกง ภาค เล่ห์ ลวง โลก

6 พ.ค. 2555
โดยหลิวยง หนังสือโคตร โกง ภาค เล่ห์ ลวง โลก

สรุปเมื่อ 9 ก.ย.2553

1. คนอื่นทำร้ายเราได้เพียงกายภาพเท่านั้น ทางจิตใจมีแต่ตัวเราเท่านั้นที่ทำร้ายตนเอง ฉะนั้น จงสร้างสุขเข้าไว้ แม้สถานการณ์จะแก้ไขไม่ได้ก็ตาม

2. สมัยนี้ ไม่มีธุรกิจ ไม่เล่นการเมือง ไม่เล่นการเมือง ไม่ทำธุรกิจ และ ผู้มีวิชาความรู้ก้าวหน้าก็รับราชการ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอง

3. ระวังคู่ปรับขโมยความคิดสร้างสรรค์ของเรา

4. ระวังศัตรูใช้ยุทธศาสตร์ทะเลคน

5. ระวังผู้ที่เชิญเราเข้าร่วมงานเลี้ยงที่เสื่อมเสีย แล้วถ่ายภาพและเก็บข้อมูลไว้

6. มนุษย์ทุกคน ต่างก็เห็นนารีคิดล่วงเกิน เห็นสมบัติคิดลักขโมย

7. กลแย่งชมรม หากใครอยากเป็นประธานชมรม ก็หาเพื่อนของตนเข้ามาเยอะ ๆ เวลาเลือกประธานคนหาคนเข้าได้เยอะย่อมได้รับเลือก

8. ระวัง พวกมีคุณธรรม แต่ไร้ความกล้า ผลักดันให้คนกล้าที่เซ่อซ่า ออกไปตายก่อน

9. ทหารจีน ถูกทหารญี่ปุ่นที่กำลังน้อยกว่ามหาศาล หลอกให้มอบตัว แล้วเอาไปฆ่าตายเงียบ ๆ ป้องกันการลุกฮือขึ้นสู้ ที่อาจทำให้ทหารญี่ปุ่นยุ่งยาก ลามไปถึงพ่ายแพ้ได้

10. ชาวยิว ถูกทหารเยอรมันหลอกไปรมแก๊ส เพราะถูกหลอกให้เชื่อว่า หากทำตามแล้วจะรอด

11. อันธพาลข่มขู่ ทำให้กลัว เพราะกลัวคนส่วนใหญ่ลุกฮือขึ้นต่อต้าน

12. เคล็ดวิชาแม้เพียงเล็กน้อย อย่าแพร่งพราย เพราะคนที่ลักขโมยความคิดของผู้อื่น ว่องไวกว่าที่เราคิด

13. คนที่ขบคิดแข่งกันแรมปี หากเผยเคล็ดลับเล็กน้อย คู่แข่งก็สามารถรู้ได้ในบัดดล เพราะเป็นเส้นผมบังภูเขาโดยแท้

14. การดำรงชีวิตในสังคม ต้องรู้เรื่องที่ควรสู้ เรื่องไม่ควรสู้ อย่าคิดว่าเราจะเป็นผู้ชนะเสมอ

15. การที่ต้องต่อสู้นาน ๆ อาจทำลายกำลังใจเรา และสิ้นเปลืองเวลาอย่างมาก หากเป็นเรื่องที่ต่างคนต่างอ้างเหตุผลได้่ ควรยอมขาดทุน ปลีกตัวออกมาดีกว่า

16. จ่ายขาดครั้งเดียว เสียเงินฟาดเคราะห์

17. บ้านเมืองมีธรรม กล้าพูดกล้าทำ บ้านเมืองไร้ธรรม กล้าทำพูดน้อย

18. จงยึดมั่นในหลักการตนเองอยู่ไกล ๆ โดยค่อย ๆ เดินอ้อมเข้าสู่เป้าหมายอย่างระวังตัว

19. สุภาพบุรุษย่อมส่งเสริมผู้อื่น

20. หากหลวงเป็นผู้ออกเงิน เราเป็นแขก ควรตามใจเจ้าหน้าที่ เพราะเขาก็อยากกินเที่ยวเช่นกัน อย่าไปริดรอนโอกาสของเขา

21. สหายร่วมอุดมการณ์ หากหักหลังกัน เข้าทฤษฎี ในเมื่อเองใจไม้ อย่ามาว่าข้าไส้ระกำ

22. กฎหมายห้ามสถานบริการ การพนันเล็ก ๆ น้อย ๆ ตำรวจตรวจผ่านบ่อย ๆ แต่ทำไม่เห็น เป็นหนี้บุญคุณ กลายเป็นตำรวจผู้โอบอ้อมอารี

23. หลีกเลี่ยงการไปสถานเริงรมณ์กับผู้ที่จะได้ประโยชน์ในทางไม่ชอบจากเรา ไม่ว่าขณะปัจจุบันหรืออนาคต

24. ในอดีตขุนนางท้องถิ่นขูดรีดชาวบ้าน เพื่อดูแลเจ้านายส่วนกลาง และได้เก็บส่วนเกินไปด้วย

25. ข้าราชการชั้นผู้น้อยไม่ใช่อยากโกงกิน แต่ ไม่บังอาจไม่โกงกิน เพราะ ต้องส่งบรรณาการ และจะถือตนมือสะอาดก็จะโดนรังเกียจ

26. เป็นปกติที่กลุ่มอำนาจใหม่ จะกำจัดลูกน้องของกลุ่มอำนาจเก่า เพื่อให้ไพร่พลของตนมีกินมีใช้ เพราะร่วมกันหักร้างถางพง หาทางกันมา

27.หากไม่รู้จักแยกแยะ มิตร ศัตรู ใกล้ ไกล บุญคุณ ความแค้น ให้ชัดเจน จะเรียกว่าไร้หลักการ ยากที่จะสร้างฐานบารมี

28. อย่าไปร่วมงานเลี้ยงที่ไม่รู้ว่าแขกเป็นใครบ้าง เพราะจะถูกทำให้ไขว้เขว แล้วตกกระไดพลอยโจร กลายเป็นสมาชิกผู้กระทำผิดกฎหมายได้

29. อำนาจ คือ พลังของมวลชน ที่ได้รับการเชิดชูของมหาชน

30. ผู้มีอำนาจรัฐ ย่อมเก็บข้อมูลความผิดพลาด ความทุจริตของหอกข้างแคร่ตนเองไว้ เพื่อลงมือจัดการ เมื่อถึงเวลา

31. คนมือสะอาด บริสุทธิ์ทุกอย่าง หากผู้นำจะเล่นงาน เขาก็จะเล่นงานคนรอบข้าง เพื่อให้ช่วยพูดให้ทำตามที่ผู้นำต้องการ หากไม่ทำอีก เขามีวิธีเล่น เพื่อบีบให้ทำ หากไม่ทำ จะถูกมหาชนประนามว่า เป็นผู้สร้างความลำบากให้มหาชน

32. นักเลงผู้มีอิทธิพลชั่วถูกเก็บไม่ยาก แต่ผู้มีอิทธิพลดี ถ้าเป็นมิตรกับทุกฝ่าย เก็บตัว คิดแต่เรื่องประเทศเจริญ โอภาปราศรัย ผู้นำย่อมเก็บไว้ไม่มีพิษภัย

33. ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ถูกยึดโดยง่ายแต่ไม่ถูกทำลาย เพราะเป็นกลาง

34. แข็งกร้าวย่อมถูกทำลาย แหลมคมย่อมถูกลับฝน

35. อดทนได้ แต่มิควรอดทน หมายถึง เมื่อชั่งน้ำหนักดูแล้ว ถูกเอาเปรียบไม่ได้รับความเป็นธรรม ต้องส่งเสียง ไม่งั้นจะเป็นไก่อ่อน แม้มีความสามารถแต่ก็ดูเหมือนไร้น้ำยา

36. ปกติไม่เคยขออะไร หากเสียงดังขึ้นมา โกรธเกรี้ยว ผู้คนย่อมตกใจ และอาจยกคน ๆ นั้นขึ้นเหนือคนอื่น เห็นผลชะงัดนัก

37. การพูดข้อเสียของตนฟังดูอ่อนน้อมถ่อมตน แต่ถ้าไปพูดต่อมันจะเป็นน่าเกลียดมากทันที และเป็นจุดตายของเจ้าของข้อเสียนั้น

38. ไม่พูดข้อดีของคนอื่น ไม่พูดข้อเสียของตนเอง เพื่อไม่เสริมกำลังรบให้ศัตรู บั่นทอนกำลังใจตนเอง และไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นจี้จุดตายของเราเอง

39. จงรู้จักกั๊ก อย่าให้ความลับสำคัญรั่วไหล เช่นสิทธิบัตร ส่วนผสมต่าง ๆ เพราะศัตรูจะนำไปขยายผลเป็นผลประโยชน์ของศัตรูอย่างรวดเร็วและเราจะอด

40. ตีข้าให้ตายข้าก็ไม่พูดแม้แต่คำเดียว แม้จะเก่งแค่ไหน ถ่อมตนแค่ไหน ก็อย่าพูด เพราะจุดตายจะถูกเปิดเผย แล้วถูกทิ่มแทงได้

41. คนนำหน้าตายก่อน ยุทธวิธีของเผด็จการ เพื่อเล่นงานคนหมู่มาก ของผู้ปกครองที่มีกำลังน้อยกว่า
Read more ...

กลยุทธต่อรอง เพื่อไม่ให้ถูกเอาเปรียบ

20 ก.ย. 2553
1. อ้างว่าไม่มีอำนาจตัดสินใจ

2. หากเราไม่ตกลงภายในเวลาจำกัด ผลประโยชน์ที่จะได้ทั้งสองฝ่ายจะไม่เกิดขึ้น
เช่น ในการประชุมผู้ถือหุ้น คนที่มีวาระ ไม่ยอมบอกก่อน แล้วนำไปบอกในวันประชุม ทำให้ดูก้นไม่ละเอียด สุดท้ายก็ต้องอนุมัติให้

3. หากเราไม่ตกลง จะทำให้ทุนที่เราลงไปแล้วมากมายสูญไป

4. ปฏิเสธเราไปแล้ว เช่นการต่อรองราคาสินค้า แต่พอเราไม่เอา อ้างว่ามีข้อยกเว้นให้

5. พูดกดดันว่าเราเป็นฝ่ายผิด ทำให้คนอื่นเดือดร้อนเยอะ เช่น นำนาฬิกาไปซ่อม โดยเขียนกำกับไว้ในใบรับซ่อมว่า ซ่อมห้ามเกิน 800 บาท หากจะซ่อมเกินต้องโทร.มาบอกก่อน แต่พอถึงเวลากลับซ่อมเกินโดยไม่บอกก่อน เมื่อเราไม่ยอมจ่าย กลับพูดว่าเราเป็นคนทำให้ พนง.ทุกคนต้องช่วยกันเฉลี่ยเงินจ่ายส่วนเกินให้ ซึ่งเราไม่ต้องยอม

6. รับปากข้อตกลงแล้ว อ้างลืม กรณีนี้ต้องเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร หรือบันทึกเสียง

7. พูดประจานว่าสินค้าเราแพง เพื่อกดดันให้ลดราคาให้ อย่าลด เพราะแสดงว่า เขาสนใจสินค้าเรา

8. คนทำธุรกิจ ที่คิดเอาเปรียบลูกค้า อย่าไปเกรงใจ อย่าไปคิดว่าเขาคือคนไทยเหมือนเรา แต่ให้คิดว่าเขาคือมิจฉาชีพที่โกงเงินเรา ให้ต่อสู้ให้เต็มที่ และอย่าไปเสียเงินให้คนพวกนี้ แม้แต่แดงเดียว

9. เจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่นตำรวจ พนักงานสอบสวนที่รับแจ้งความคดีอาญา เทศกิจ เราอย่าไปยอมโอนอ่อนตามคำพูดของเจ้าหน้าที่เหล่านี้ ที่พูดเพื่อปฏิเสธการทำงาน ซึ่งเป็นนิสัยปกติของเจ้าหน้าที่ทั่วไปอยู่แล้ว
เพราะหากไม่เอาจริง เจ้าหน้าที่จะละเลยการทำงาน ทำให้คนชั่วลอยนวล คนทำผิดได้ประโยชน์มหาศาล ต้องขืนไว้ และติดตามเรื่องให้ถึงที่สุด เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายสัมฤทธิ์ผลที่สุด บ้านเมืองจะได้เจริญ
Read more ...

กลยุทธ์รากลยุทธ์ราคาเดียว ความง่ายที่ทรงพลัง

7 ต.ค. 2552
เรื่อง : รัฐวิทย์ ทองภักดี

การใช้ราคาเป็นจุดสร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่น่าสนใจ เพราะสำหรับลูกค้าแล้ว “สินค้ากับราคาเป็นสิ่งที่ไม่อาจจะแยกออกจากกันได้” และเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจของลูกค้า

พฤติกรรมการซื้อของลูกค้าส่วนใหญ่เมื่อพบสินค้าที่ถูกใจแล้วก็จะต้องดูราคาประกอบด้วยว่าถูกหรือแพง ดังนั้นสุดท้ายราคาก็จะเป็นตัวชั่งน้ำหนักว่าจะซื้อสินค้าหรือไม่ และที่สำคัญคำว่า “ถูก” หรือ“แพง” ในความรู้สึกของลูกค้าแต่ละคนก็แตกต่างกัน ...แล้วผู้ประกอบการจะกำหนดราคาอย่างไรดี ?

เมื่อ “ความแตกต่างของระดับราคามีผลต่อการตัดสินใจของลูกค้า จะดีกว่าไหม...หากตั้งราคาเดียวเพื่อให้ง่ายต่อการตัดสินใจ” ถ้าพฤติกรรมการซื้อของลูกค้ามีความสัมพันธ์กับการหาข้อมูลราคาแล้ว จะดีไหมถ้าเราสามารถแก้ปัญหานี้ให้ลูกค้าได้ และผลที่ตามมาคือ การตัดสินใจซื้อที่รวดเร็วของลูกค้า ความเพลิดเพลินที่มีมากขึ้นโดยไม่ต้องคำนึงเรื่องราคาสินค้าว่าจะถูกหรือแพง ไม่ต้องเสียเวลามาดูว่าสินค้าราคาเท่าไร ... สาเหตุนี้เองทำให้เกิด “กลยุทธ์ราคาเดียว (One Price)”

มีหลากหลายธุรกิจที่ได้นำเอากลยุทธ์ราคาเดียวมาเป็นจุดขายหรือสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายสินค้าหรือการบริการ อาทิ สายการบินต้นทุนต่ำที่ใช้กลยุทธ์ราคาเดียวกันทุกที่นั่ง โดยไม่แบ่งประเภทของที่นั่ง ธุรกิจอาหารบุฟเฟต์ที่ตั้งราคาต่อหัวไว้ราคาเดียว ลูกค้าจะทานมากเท่าไรก็คิดราคาเดียว โปรโมชั่นของบริษัทมือถือที่คิดอัตราค่าโทรฯราคาเดียวทุกเครือข่าย หรือแม้นกระทั่งนโยบายของรัฐบาลอย่าง 30 บาทรักษาทุกโรคก็เป็นนโยบายที่สร้างประโยชน์ให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก

ผมมีตัวอย่างที่ถือว่าเป็นต้นแบบร้านค้าปลีกราคาเดียวที่โด่งดังก็คือ

ร้าน 100 เยน 

ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2520 โดย นายฮิโรตาเก ยาโน ประธานบริษัท ไดโซ อินดัสเตรียล จำกัด ที่สามารถพัฒนาธุรกิจร้านค้าปลีกราคาเดียว จนเติบโต 

มีสาขามากกว่า 3,100 สาขา อยู่ในญี่ปุ่น 2,700 สาขา และในต่างประเทศกว่า 400 สาขา 

สำหรับในประเทศไทยดำเนินธุรกิจภายใต้ชื่อ “ร้านไดโซ” ซึ่งมีสินค้าวางจำหน่ายไม่ต่ำกว่า 5,000 รายการ ขายสินค้าในราคา 60 บาททุกชิ้น โดยสินค้าในร้านส่วนใหญ่เป็นสินค้านำเข้าทั้งหมดและมาจากญี่ปุ่นเป็นส่วนมาก ในร้านไดโซ จะแยกสินค้าออกเป็นกลุ่มๆ หลากหลายประเภท เช่น 

กลุ่มอุปกรณ์เครื่องครัว จะมีตั้งแต่ ตะเกียบ หม้อ กระทะ มีด ช้อมส้อม ฯลฯ 
กลุ่มเครื่องเขียน อาทิ ปากกา ดินสอ ยางลบ ซองจดหมาย กล่องดินสอ แผ่น CD ตรายาง ฯลฯ 
กลุ่มของเล่นของตกแต่ง 
กลุ่มเครื่องมือช่าง 
กลุ่มขนม 
กลุ่มเครื่องสำอาง และ
กลุ่มอื่นๆ

อีกมาก

ถ้าวิเคราะห์ในแง่ต้นทุนแล้วการใช้กลยุทธ์ราคาเดียวนี้ เป็นการใช้วิธีการคำนวณแบบเฉลี่ยต้นทุนโดยรวม สินค้าหลายชิ้นในร้านมีต้นทุนใกล้เคียงกับราคาขาย หรือบางชิ้นก็ราคาถูกแบบไม่น่าเชื่อ แต่อีกหลายๆชิ้นต้นทุนก็น่าจะต่ำกว่าราคาขายมาก ดังนั้นหากมองในแง่ของกำไรแล้วกล่าวได้ว่า ยอมขาดทุนในสินค้าบางรายการเพื่อเป็นตัวเรียกลูกค้าเข้าร้าน ซึ่งจากพฤติกรรมการซื้อเมื่อลูกค้าเดินเข้ามาซื้อสินค้าจะไม่ได้ซื้อเพียงอย่างเดียว ส่วนใหญ่มักจะเลือกซื้อสินค้าหลายๆ อย่างติดไม้ติดมือกลับบ้านไปด้วย ทำให้โดยรวมแล้วร้านค้าสามารถเอากำไรจากสินค้าบางรายการมาถัวเฉลี่ยได้ กลยุทธ์นี้คล้ายกับห้างโมเดิร์นเทรดที่ตั้งราคาสินค้าบางอย่างต่ำกว่าราคาขายปรกติเพื่อเป็นตัวเรียกลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้าในห้าง

กลยุทธ์ราคาเดียวนี้แม้ว่ากำไรต่อหน่วย (ชิ้น) ของสินค้าจะไม่มากนัก แต่อาศัยการขายได้ในปริมาณมากๆ และถ้าพิจารณาให้ดีแล้วจะพบว่ามีข้อดีอยู่หลายประการ คือ

1. ลูกค้าได้รับความสะดวกในการเลือกซื้อสินค้าไม่ต้องกังวลว่าราคาสินค้าจะเป็นเท่าไร เพราะรู้อยู่แล้วว่าทุกอย่างราคาเดียว ทำให้ลูกค้าสามารถซื้อได้มากขึ้น

2. สร้างจุดขายให้กับร้านหรือความแปลกใหม่ให้ลูกค้า เกิดการแนะนำปากต่อปาก ทำให้ไม่ต้องเสียงบโฆษณาร้านใดๆเลย

3. ร้านสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายลงได้มาก ลดขั้นตอนการทำงานของพนักงาน ทั้งในแง่ไม่ต้องติดป้ายราคา การคิดเงินก็สามารถทำได้เร็ว ความผิดพลาดน้อย

ท่านผู้อ่านคิดเหมือนกับผมไหมครับว่า...กลยุทธ์ราคาเดียวเป็นอะไรที่เราพบเห็นกันมานานแล้ว อย่างเวลาไปเดินตามตลาดนัด เช่น ขายทุกอย่าง 20 บาทหรือขายทุกอย่าง 30 บาท เพียงแต่ว่าความหลากหลายของสินค้ายังมีน้อย สินค้าบางรายการไม่ได้มาตรฐาน และสินค้ามักจะซ้ำๆ กันไม่มีความแปลกใหม่ ซึ่งขาดการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของสินค้าและการสร้างบรรยากาศภายในร้านให้น่าเดินเลือกซื้อสินค้า

จากจุดนี้เองทำให้ตระหนักได้ว่าหลายๆ แนวคิดทางด้านธุรกิจนั้นเกิดขึ้นจากไอเดียหรือสิ่งธรรมดารอบๆ ตัวเรานี้เอง และผมเชื่อว่ากลยุทธ์ราคาเดียวนี้น่าจะจุดประกายให้กับผู้ประกอบการหลายๆท่าน ไม่ว่าธุรกิจของท่านจะเป็นร้านอาหาร ร้านเบเกอรี่ ร้านกิ๊ฟช็อป ร้านเสริมสวย สปา ร้านกาแฟ และธุรกิจอีกหลายประเภท เพียงแต่ควรหาจุดที่เหมาะสมและนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดผล ขึ้นอยู่ว่าใครจะเป็นผู้เริ่มก่อนเท่านั้น วันนี้ถ้าใครลงมือก่อนก็มีโอกาสที่จะเป็นที่จดจำและได้รับการกล่าวถึงมากกว่า แถมอาจจะได้การประชาสัมพันธ์ฟรีๆจากลูกค้าแบบปากต่อปาก หรือจากสื่อมวลชนที่สนใจในกลยุทธ์ที่แปลกๆ ใหม่ๆ อีกด้วยครับ

งานสำเร็จได้ดีเพราะทีมงานดี “ตัวคนเดียวเก่งสักแค่ไหนก็แก้ปัญหาได้บางเรื่อง จะแก้ไขทุกด้านไม่ได้”

(นายห้างเทียม โชควัฒนา ผู้ก่อตั้ง “เครือสหพัฒนพิบูล”)
Read more ...

ประยุกต์ใช้กฎ 80/20 กับทุกสิ่ง

3 มิ.ย. 2552
หนังสือ คิดแบบกฎ 80/20 ออกวางจำหน่ายแล้ว เรียบเรียงโดย พันโทอานันท์ ชินบุตร ราคาปก 99 บาท

กฎ 80/20 เป็นกฎที่ช่วยเราได้มากที่สุดกฎหนึ่งในบรรดาแนวความคิดของการบริหารเวลาและชีวิต มันมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า หลักปาเรโต้ ตามชื่อของบิดาแห่งหลักการนี้

ที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเต็มว่า

วิลเฟรโด้ ปาเรโต้ (Vilfredo Pareto) 

ซึ่งได้เขียนอธิบายหลักการนี้ไว้ตั้งแต่ปี 1895 หรือพุทธศักราช 2438 หรือ 110 ปีมาแล้ว ปาเรโต้ได้สังเกตว่าคนในสังคมของเขาดูเหมือน

จะแบ่งออกตามธรรมชาติออกเป็นสองกลุ่มซึ่งเขาเรียกว่า

“คนส่วนน้อยที่สำคัญมาก (vital few)”

อันเป็นกลุ่มคนที่มีปริมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของประชากรที่ครอบครองความมั่งคั่งและมีอิทธิพลในประเทศ

และอีกกลุ่มหนึ่งคือ

“ส่วนมากที่สำคัญน้อย (trivial many)” 

ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรระดับล่างที่มีจำนวน

80 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรทั้งหมด

การค้นพบที่ยิ่งใหญ่

ต่อมาเขาได้ค้นพบว่า กิจกรรมเชิงเศรษฐกิจทั้งหมดเป็นไปตามหลักปาเรโต้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น

กฎข้อนี้กล่าวว่า

- กิจกรรมจำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ของคุณจะก่อให้เกิดผลลัพธ์ 80 เปอร์เซ็นต์
- ลูกค้าจำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ของคุณจะทำให้คุณขายได้ 80 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายทั้งหมด
- สินค้าหรือบริการจำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ของคุณจะก่อให้เกิดผลกำไร 80 เปอร์เซ็นต์ของผลกำไรทั้งหมด
- การงาน 20 เปอร์เซ็นต์ของคุณจะส่งผลที่มีคุณค่าในสิ่งที่คุณทำเป็นจำนวน 80 เปอร์เซ็นต์ และเป็นดังนี้เรื่อยไป

นั่นหมายความว่า หากคุณมีรายการของงานที่จะต้องทำอยู่สิบรายการแล้วละก็ งานสองงานในจำนวนนั้นจะกลายเป็นงานที่มีค่ามากเท่ากับหรือมากกว่าผลของงานอีกแปดงานรวมเข้าด้วยกัน

ผลลัพธ์ที่มากที่สุด

และการค้นพบที่น่าสนใจประการหนึ่งก็คือ การงานแต่ละงานเหล่านี้อาจกินเวลาที่จะทำให้สำเร็จเท่าๆกัน

แต่งานเพียงหนึ่งหรือสองอย่างในจำนวนนี้จะให้คุณค่าดีกว่าห้าถึงสิบเท่าของงานอื่นๆที่เหลือ

คุณอาจไม่เชื่อ แต่บ่อยครั้งงานเพียงหนึ่งงานที่คุณต้องทำในจำนวนนั้นสามารถมีค่ามากกว่างานอีกเก้างานที่เหลือรวมกันเลย และงานนี้เองที่คุณควรจะต้องทำก่อนงานอื่นทันที

งานที่มีคุณค่ามากที่สุด

งานที่มีคุณค่ามากที่สุดที่คุณสามารถทำในแต่ละวันมันจะเป็นงานที่ยากและซับซ้อนมากที่สุด แต่ผลหรือรางวัลที่จะได้รับเมื่อคุณทำงานนั้นสำเร็จอย่างมีประสิทธิผลนั้นสามารถเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มหาศาลเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้เองที่คุณต้องไม่ยอมทำงานต่างๆที่ไม่สำคัญในส่วนของ80 เปอร์เซ็นต์ แล้วหันไปทำงานในกลุ่มสำคัญ

20 เปอร์เซ็นต์นั้นโดยเร็ว ก่อนที่คุณจะเริ่มทำงานในแต่ละวัน ให้ถามตัวเองเสมอว่า “งานนี้อยู่ในกลุ่มกิจกรรมสำคัญ 20 เปอร์เซ็นต์

ของฉันหรือว่าอยู่ในกลุ่ม 80 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่สำคัญกันนะ”
เรามาเริ่มกันดีกว่า

สิ่งที่ยากที่สุดของงานที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นงานใดก็คือการเริ่มต้นก้าวออกไปก้าวแรก ครั้นเมื่อคุณเริ่มลงมือทำงานที่มีคุณค่างานไปแล้วจริงๆก็จะดูเหมือนว่าคุณอยากทำต่อโดยไม่หยุด มันมีส่วนของสมองและจิตใจของคุณบางส่วนที่ชอบการทำงานที่สำคัญยิ่งอย่างไม่วางมือ ซึ่งงานนี้เป็นงานที่สามารถสร้างความแตกต่างขึ้นมาได้จริง คุณจะต้องใส่ข้อมูลเช่นนี้เข้าไปในสมองของคุณอยู่ตลอดเวลาด้วยการทำงานชนิดนี้ทันที

บริหารชีวิตของคุณทุกวัน

แท้จริงแล้วการบริหารเวลาก็คือการบริหารชีวิต มันเป็นการบริหารตัวตนของคุณเอง คุณจะควบคุมเหตุการณ์ต่อเนื่องที่เกิดขึ้นได้ การบริหารเวลาเป็นการที่คุณรู้ว่าขั้นต่อไปคุณจะทำอะไร คุณต้องสามารถเลือกสิ่งที่สำคัญออกจากสิ่งที่ไม่สำคัญ และนั่นคือปัจจัยความสำเร็จที่เป็นกุญแจสำคัญของชีวิตและงานที่มีความสุขและรุ่งเรือง

คนที่ผลิตอะไรออกมาได้มากๆและมีประสิทธิผลจะทำอะไรอย่างสม่ำเสมอหรือเรียกได้ว่าเขามีวินัยในตนเองก็ได้ วินัยนี้นำไปใช้กับการทำให้ตัวเองลงมือทำงานที่สำคัญทันที นั่นทำให้เขาประสบความสำเร็จและมีความสุขมากกว่าคนอื่นๆทั่วๆไปอย่างมากมาย คุณเองก็ควรจะใช้ชีวิตเช่นนี้
แบบฝึกหัดลงมือปฏิบัติ

เขียนรายการเป้าหมายหลัก กิจกรรม โครงการ และความรับผิดชอบทั้งหลายทั้งปวงในชีวิตของคุณวันนี้

แล้วพิจารณาว่างานไหนอยู่ในส่วน 20 เปอร์เซ็นต์ และงานไหนอยู่ในส่วน 80 เปอร์เซ็นต์ และส่งผลดี

80 เปอร์เซ็นต์ และ 20 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ
ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าคุณจะทำงาน 20 เปอร์เซ็นต์เหล่านี้ทุกวันเพื่อสร้างชีวิตอนาคตของคุณ

ด้วยการใช้เวลาที่น้อยลงๆกับงานที่มีคุณค่ามากขึ้นๆ
Read more ...

ความคิดเห็นล่าสุด

Recent Comments Widget