แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผลวิจัย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผลวิจัย แสดงบทความทั้งหมด

ผลวิจัยชี้ดื่มกาแฟเสี่ยงมีบุตรยาก

25 ต.ค. 2557
โดยวอยซ์ทีวี เมื่อ 24 ตุลาคม 2557 เวลา 21:13 น.

ผลวิจัยชี้ว่าการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่เหมาะสม ช่วยให้สมรรถภาพทางเพศของคุณผู้ชายดีขึ้น แต่การดื่มกาแฟในปริมาณมากกลับส่งผลเสีย ทำให้มีบุตรยาก

เป็นที่ทราบกันดีในวงการแพทย์ว่าการดื่มแอลกอฮอล์เป็นจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อสมรรถภาพทางเพศของสุภาพบุรุษทั้งหลายได้ แต่ผลวิจัยล่าสุดหลายชิ้น ซึ่งนำเสนอภายในการประชุมประจำปีของสมาคมอเมริกันเพื่อการเจริญพันธ์ทางการแพทย์ครั้งที่ 70 พบว่า 

การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่พอเหมาะเช่น เบียร์ 1 พินท์หรือไวน์ 1 แก้ว สามารถช่วยให้มีสมรรถภาพทางเพศดียิ่งขึ้น 

ในทางตรงกันข้าม ผลวิจัยชี้ว่า

การดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนทำให้ผู้ชายเสี่ยงต่อการเกิดภาวะมีบุตรยาก

ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยโรเชสเตอร์ มลรัฐนิวยอร์กของสหรัฐฯ 

ศึกษา

ประชากรตัวอย่างซึ่งเป็นผู้ชายจำนวน 753 คน มีอายุเฉลี่ย 35 ปี ที่อยู่ในระหว่างการรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพทางเพศระหว่างปี 2546-2554 

โดยทั้งหมดถูกสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ ว่ามีผลต่อความพึงพอใจในการมีเพศสัมพันธ์หรือไม่ โดย 3 ใน 4 ของประชากรตัวอย่าง ดื่มแอลกอฮอล์ และร้อยละ 16 สูบบุหรี่ ผลปรากฏว่า ผู้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีสมรรถภาพทางเพศดีกว่าผู้สูบบุหรี่

ส่วนผลวิจัยโรงพยาบาลกลางมลรัฐแมสซาชูเซตส์ที่ได้จากการเก็บข้อมูลระหว่างปี 2550-2556 พบว่า 

ผู้ชายที่ดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีสารคาเฟอีนประมาณ 265 มิลลิกรัมต่อวัน 

มีความเสี่ยงที่จะทำให้ภรรยาตั้งครรภ์ได้ยากขึ้น เพราะจะหลั่งอสุจิได้น้อยลง โดย

ปริมาณการดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มคาเฟอีนที่เหมาะควรอยู่ที่ 88 มิลลิกรัมต่อวัน 

แต่ถ้าหากผู้ชายดื่มแอลกอฮอล์ก็จะสามารถลดความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ยากได้

ด้านนางรีเบกกา โซโคล ผู้อำนวยการสมาคมอเมริกันเพื่อการเจริญพันธ์ทางการแพทย์ กล่าวว่า อวัยวะส่วนต่างๆและสารในร่างกายของมนุษย์เป็นสิ่งที่ซับซ้อน เมื่อพวกเราหายใจเข้าหรือดูดซึมสารต่างๆเข้าไป มันก็จะส่งผลต่อการกระตุ้นส่วนต่างๆของร่างกายไปด้วย 

ซึ่งการศึกษาเหล่านี้จะช่วยให้ทราบข้อมูลใหม่ทางการแพทย์ เพื่อเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำหรับคุณผู้ชายหลายๆคนให้มีสุขภาพที่ดี มีความสุขกับภรรยา และลูกๆในอนาคต
Read more ...

ปัญหาทางการเงินกับความคิด

4 ก.ย. 2556
โดยศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ :มติชนรายวัน 2 ก.ย.2556

ที่ช็อปปิ้งมอลล์แห่งหนึ่งในเมืองลอว์เรนซ์วิล รัฐนิวเจอร์ซีย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เอลดาร์ ชาฟีร์ นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน กับทีมงานของเขาสุ่มตัวอย่างคนอเมริกันซึ่งมีรายได้ต่างกันโดยรายได้ต่ำสุด ประมาณ 20,000 เหรียญสหรัฐ และระดับเฉลี่ยประมาณ 70,000 เหรียญ

กลุ่มตัวอย่างที่สมัครใจจะต้องแก้ไขปริศนาที่เป็นเหมือนกับแบบทดสอบไอคิวอย่างหนึ่ง แต่ก่อนจะเริ่มทำพวกเขาจะต้องตอบคำถามคำถามหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องเงิน คำถามที่ว่าก็คือ หากรถยนต์เสีย และจำเป็นต้องใช้เงินจำนวน .... เหรียญ พวกเขามีทางเลือกอะไรบ้าง

คำถามดังกล่าวเป็นการกระตุ้นให้คนคิดถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ ในกระเป๋าก่อนที่จะเริ่มการทดสอบไขปริศนา และจากผลการทดสอบที่ออกมาพบว่าคนที่มีรายได้น้อยแก้ไขปริศนาได้ดีพอๆ กับคนที่มีรายได้มากเมื่อจำนวนเงินที่ใช้ในการซ่อมรถต่ำประมาณ 100 เหรียญ

แต่เมื่อจำนวนเงินที่ต้องใช้ในการซ่อมรถสูงขึ้นไปถึง 1,500 เหรียญ คนที่มีรายได้น้อยกว่าก็จะทำแบบทดสอบออกมาได้แย่กว่า

แนวโน้มทำนองเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นชาวไร่อ้อยในอินเดีย ที่ทีมงานเข้าไปศึกษา ชาวไร่อ้อยเหล่านั้นมีรายได้จากการปลูกอ้อยเพียงปีละครั้ง ก่อนถึงฤดูการเก็บเกี่ยวคนเหล่านี้จะเครียดกับเรื่องการเงิน แต่ทันทีที่เก็บเกี่ยวอ้อยเสร็จจะผ่อนคลาย ผลจากการทดสอบพบว่าหลังจากการเก็บเกี่ยวซึ่งชาวไร่อ้อยอินเดียได้รับเงินแล้วจะแก้ไขปริศนาได้ดีกว่าก่อนการเก็บเกี่ยว

แน่นอนว่าเมื่อคนมีปัญหาเรื่องเงินๆ ทองๆ เข้ามาสมองก็จะหมกมุ่นอยู่กับปัญหาเหล่านั้นเป็นธรรมดา มันกินทั้งเวลาและพลังงาน ทำให้ความสามารถในการคิดให้ชัด หรือการคิดเรื่อง อื่นๆ ลดน้อยถอยลง

เรื่องนี้ดูเผินๆ ก็เหมือนเป็นเรื่องธรรมดาที่รู้อยู่แล้ว แต่ผลกระทบของมันจากการศึกษาของชาฟีร์และคณะพบว่ามันไม่ธรรมดา

เพราะหลังจากกระตุ้นให้คนคิดถึงปัญหาเรื่องเงินแล้ว ปรากฏว่าประสิทธิภาพในการแก้ไขปริศนาจากการทดสอบลดลงอย่างน้อย 1 ใน 4 เทียบเท่ากับคนอดหลับอดนอนตลอดคืนเลยทีเดียว

และนี่ไม่ใช่ปัญหาความยากจน แม้ว่าความยากจนจะทำให้คนมีโอกาสมีปัญหาการเงินมากกว่าก็ตาม

เซนด์ฮิล มัลเลนนาธาน นักเศรษฐศาสตร์ที่ร่วมการศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มตัวอย่างทั้งในนิวเจอร์ซีย์และในอินเดียต่างก็ไม่ใช่คนยากจนเมื่อพิจารณาจากรายได้ แต่เป็นคนที่ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันทางการเงิน สิ่งที่ตามมาก็คือประสิทธิภาพในการคิดและการทำงานลดลง เพราะมัวแต่คิดเรื่องเงินๆ ทองๆ ในชีวิตประจำวัน

ชาฟีร์ให้แง่คิดว่าที่จริงแล้วไม่ใช่ว่าคนจนไม่ฉลาดหรือมีความสามารถในการวางแผนเท่าคนรวย "เมื่อคนจนพุ่งเป้าไปในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง พวกเขาสามารถจัดการเรื่องเงินได้ดีกว่าคนรวยด้วยซ้ำ แต่เมื่อทำอย่างนั้นได้ดีมาก พวกเขาก็ให้ความสนใจกับเรื่องอื่นๆ น้อยลง"

ผลกระทบจากปัญหาเงินๆ ทองๆ บั่นทอนความสามารถในการคิดของคนลงได้มาก ปัญหาอยู่ที่ว่าจะบริหารจัดการ "การคิด" ของเราได้อย่างไร

ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยที่จะเอาปัญหาเรื่องเงินออกไปจากความคิด แม้จะเอาออกไปแบบชั่วคราวเพื่อแบ่งให้สมองได้คิดเรื่องอื่นๆ ให้ชัดขึ้น

ถ้าทำได้ก็ดี
Read more ...

หมากฝรั่ง สมอง และการเคี้ยว

11 ก.พ. 2556
ผลวิจัยสุดเจ๋ง ของนักวิทย์ฯ ชาวยุ่น ได้ตีพิมพ์ในวารสาร “สมองและการจดจำ” (Brain and Cognition) ทั้งนี้ระบุว่า

” สมองมากกว่า 8 จุด พัฒนาขึ้นจากการเคี้ยวหมากฝรั่ง” 

ประโยชน์ของการเคี้ยวคือทำให้ร่างกายรู้สึกตื่นตัว และเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปสู่สมอง
งานวิจัยนี้สำหรับงานวิจัยชิ้นนี้ ได้ทำการทดลองกับอาสาสมัครเรียบร้อยแล้ว

ผลก็คือสมองของผู้ที่เคี้ยวหมากฝรั่งจะตอบสนองได้เร็วกว่าผู้ที่ไม่ได้เคี้ยวหมากฝรั่ง
Read more ...

ความคิดเห็นล่าสุด

Recent Comments Widget