แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แก้ปัญหา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แก้ปัญหา แสดงบทความทั้งหมด

อัจฉริยะวัย 16 ปี Jack Andraka สร้างความฮือฮาในวงการวิทยาศาสตร์โลกจากการคิดค้นวิธีตรวจหามะเร็งตับอ่อนในระยะเริ่มต้น

13 พ.ค. 2557
โดยวอยซ์ออฟอเมริกา เมื่อ 18 มี.ค.2556

เเจ็ค แอนเดรก้า เด็กนักเรียนชายอเมริกันวัยสิบหกปีจากรัฐแมรี่เเลนด์ได้พัฒนาวิธีการง่ายๆในการตรวจหามะเร็งตับอ่อนในระยะเริ่มต้น เป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่ที่ช่วยให้การวินิจฉัยโรคและการบำบัดมีประสิทธิภาพมากขึ้น

มะเร็งตับอ่อนเป็นมะเร็งชนิดร้ายแรงชนิดหนึ่ง เมื่อปีที่แล้วมีคนเสียชีวิตด้วยมะเร็งตับอ่อนมากกว่าสองแสนห้าหมื่นรายทั่วโลกและตัวเลขผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เเจ็ค แอนเดรก้า ได้รับรางวัลชนะเลิศในงาน Intel International Science and Engineering Fair ซึ่งเป็นการเเข่งขันความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์ของนักเรียนระดับมัธยมที่ใหญ่ที่สุดในโลก จัดขึ้นเมื่อปีที่แล้วในเมืองพิทสเบริ์ก รัฐเพนซิลเวเนีย เขาเป็นผู้ชนะเลิศรางวัลนี้ที่อายุน้อยที่สุด คว้าเงินรางวัลเจ็ดหมื่นห้าพันดอลล่าร์สหรัฐหรือราวสองล้านสองแสนห้าหมื่นบาท เอาชนะผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 1,500 คนจากเจ็ดสิบประเทศ

ความสำเร็จของเเจ็คเป็นผลสืบเนื่องจากความสนใจทางด้านวิทยาศาสตร์ของเขามาตั้งแต่เล็กๆ และได้รับการส่งเสริมจากพ่อแม่และได้รับเเรงบันดาลใจจากพี่ชายที่เป็นผู้ชนะรางวัลเดียวกันนี้เมื่อปี ค.ศ 2010 ประกอบกับโรงเรียนส่งเสริมการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ด้วย

เเจ็คชนะเลิสรางวัลนี้เพราะเขาคิดค้นวิธีตรวจหามะเร็งตับอ่อนในระยะเริ่มต้นแบบง่ายและไม่แพง เขาเกิดความสนใจเรื่องมะเร็งตับอ่อนหลังจากญาติสนิทคนหนึ่งเสียชีวิตด้วยมะเร็งชนิดนี้

เเจ็คกล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าเขาเสาะหาข้อมูลเรื่องนี้ทางอินเตอร์เน็ทและพบว่า 80% ของผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งชนิดนี้เมื่อโรคอยู่ในระยะลุกลามเเล้วและมีโอกาสรอดเพียง 2% เท่านั้น และพบว่าผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนจะมีระดับโปรตีนที่เรียกว่า เมโซธีลิน (mesothelin) ในกระเเสเลือดในปริมาณสูงกว่าปกติ และการตรวจพบโรคแต่เนิ่น ๆ จะช่วยเพิ่มโอกาสรอดเเก่ผู้ป่วย

เเจ็คทำการพัฒนาเซ็นเซ่อร์กระดาษแบบง่ายที่สามารถตรวจหาโปรตีนเมโซธีลินด้วยการหยดเลือดหรือปัสสาวะเพียงหยดเดียวลงไปบนตัวเซ็นเซ่อร์กระดาษ การตรวจด้วยวิธีที่เเจ็คคิดค้นขึ้นนี้ได้ผลแม่นยำถึง 90% การตรวจเเบนี้เสียค่าใช้จ่ายแค่สามเซ็นต์ต่อครั้งและใช้เวลาทั้งหมดแค่ห้านาที

ด็อกเตอร์อันเนียบัน เมทตรา อาจารย์ที่ปรึกษาของเเจ็คที่มหาวิทยาลัย Johns Hopkins เป็นนักวิจัยทางวิทยาศาสตร์เพียงผู้เดียวที่แสดงความสนใจในโครงการพัฒนาวิธีตรวจหามะเร็งตับอ่อนของแจ็ค จากบรรดานักวิจัยถึง 200 คนที่เเจ็คเขียนอีเมลล์ถึง

ด็อกเตอร์เมทตรากล่าวว่าเมื่อได้รับอีเมลล์จากเเจ็ค ตนเองต้องยอมรับว่าทึ่งมากเมื่อรู้ว่าผู้เขียนโครงการนี้อายุแค่ 15 ปี จึงต้องการพบกับนักวิทยาศาสตร์เยาว์วัยที่มีพรสวรรค์ผู้นี้ เพื่อให้เเจ็คอธิบายโครงการที่เขาต้องการทำ จึงได้โทรศัพท์ติดต่อกับเเจ็คเพื่อขอสัมภาษณ์ ด็อกเตอร์เมทตรากล่าวว่าประทับใจในตัวเเจ็คมาก

ด็อกเตอร์เมทตราอนุญาติให้เเจ็คใช้มุมหนึ่งในห้องแล็ปของเขาที่มหาวิทยาลัย เเจ็คใช้เวลาทำงานในห้องแล็ปนาน 7 เดือนเพื่อพัฒนาชิ้นงานยอดเยี่ยมของเขา

หลังจากได้รับรางวัล เเจ็คได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของตัวเซ็นเซ่อร์ตรวจมะเร็งตับอ่อนและกำลังอยู่ระหว่างพัฒนาตัวเซ็นเซ่อร์ให้เป็นวิธีตรวจหามะเร็งตับอ่อนอย่างง่ายที่หาซื้อไปได้ตามร้านขายยา

แจ็คได้รับเชิญไปร่วมงานสำคัญหลายงาน ด็อกเตอร์เมทตรากล่าวว่าเขาไม่แปลกใจเลยที่เเจ็คโด่งดัง เขาคิดว่าเราจะได้ยินชื่อของเเจ็ค แอนเดรก้าไปอีกนาน สิบหรือยี่สิบปีจากนี้ไป หากเด็กคนนี้สร้างความน่าทึ่งทางวิทยาศาสตร์ได้ตั้งแต่อายุ 15 ปี ใครจะรู้ว่าเเจ็คจะพัฒนาอะไรใหม่ๆออกมาอีกบ้างตอนเขาอายุ 25 ปีหรือ 35 ปี
Read more ...

ปัญหาทางการเงินกับความคิด

4 ก.ย. 2556
โดยศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ :มติชนรายวัน 2 ก.ย.2556

ที่ช็อปปิ้งมอลล์แห่งหนึ่งในเมืองลอว์เรนซ์วิล รัฐนิวเจอร์ซีย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เอลดาร์ ชาฟีร์ นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน กับทีมงานของเขาสุ่มตัวอย่างคนอเมริกันซึ่งมีรายได้ต่างกันโดยรายได้ต่ำสุด ประมาณ 20,000 เหรียญสหรัฐ และระดับเฉลี่ยประมาณ 70,000 เหรียญ

กลุ่มตัวอย่างที่สมัครใจจะต้องแก้ไขปริศนาที่เป็นเหมือนกับแบบทดสอบไอคิวอย่างหนึ่ง แต่ก่อนจะเริ่มทำพวกเขาจะต้องตอบคำถามคำถามหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องเงิน คำถามที่ว่าก็คือ หากรถยนต์เสีย และจำเป็นต้องใช้เงินจำนวน .... เหรียญ พวกเขามีทางเลือกอะไรบ้าง

คำถามดังกล่าวเป็นการกระตุ้นให้คนคิดถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ ในกระเป๋าก่อนที่จะเริ่มการทดสอบไขปริศนา และจากผลการทดสอบที่ออกมาพบว่าคนที่มีรายได้น้อยแก้ไขปริศนาได้ดีพอๆ กับคนที่มีรายได้มากเมื่อจำนวนเงินที่ใช้ในการซ่อมรถต่ำประมาณ 100 เหรียญ

แต่เมื่อจำนวนเงินที่ต้องใช้ในการซ่อมรถสูงขึ้นไปถึง 1,500 เหรียญ คนที่มีรายได้น้อยกว่าก็จะทำแบบทดสอบออกมาได้แย่กว่า

แนวโน้มทำนองเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นชาวไร่อ้อยในอินเดีย ที่ทีมงานเข้าไปศึกษา ชาวไร่อ้อยเหล่านั้นมีรายได้จากการปลูกอ้อยเพียงปีละครั้ง ก่อนถึงฤดูการเก็บเกี่ยวคนเหล่านี้จะเครียดกับเรื่องการเงิน แต่ทันทีที่เก็บเกี่ยวอ้อยเสร็จจะผ่อนคลาย ผลจากการทดสอบพบว่าหลังจากการเก็บเกี่ยวซึ่งชาวไร่อ้อยอินเดียได้รับเงินแล้วจะแก้ไขปริศนาได้ดีกว่าก่อนการเก็บเกี่ยว

แน่นอนว่าเมื่อคนมีปัญหาเรื่องเงินๆ ทองๆ เข้ามาสมองก็จะหมกมุ่นอยู่กับปัญหาเหล่านั้นเป็นธรรมดา มันกินทั้งเวลาและพลังงาน ทำให้ความสามารถในการคิดให้ชัด หรือการคิดเรื่อง อื่นๆ ลดน้อยถอยลง

เรื่องนี้ดูเผินๆ ก็เหมือนเป็นเรื่องธรรมดาที่รู้อยู่แล้ว แต่ผลกระทบของมันจากการศึกษาของชาฟีร์และคณะพบว่ามันไม่ธรรมดา

เพราะหลังจากกระตุ้นให้คนคิดถึงปัญหาเรื่องเงินแล้ว ปรากฏว่าประสิทธิภาพในการแก้ไขปริศนาจากการทดสอบลดลงอย่างน้อย 1 ใน 4 เทียบเท่ากับคนอดหลับอดนอนตลอดคืนเลยทีเดียว

และนี่ไม่ใช่ปัญหาความยากจน แม้ว่าความยากจนจะทำให้คนมีโอกาสมีปัญหาการเงินมากกว่าก็ตาม

เซนด์ฮิล มัลเลนนาธาน นักเศรษฐศาสตร์ที่ร่วมการศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มตัวอย่างทั้งในนิวเจอร์ซีย์และในอินเดียต่างก็ไม่ใช่คนยากจนเมื่อพิจารณาจากรายได้ แต่เป็นคนที่ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันทางการเงิน สิ่งที่ตามมาก็คือประสิทธิภาพในการคิดและการทำงานลดลง เพราะมัวแต่คิดเรื่องเงินๆ ทองๆ ในชีวิตประจำวัน

ชาฟีร์ให้แง่คิดว่าที่จริงแล้วไม่ใช่ว่าคนจนไม่ฉลาดหรือมีความสามารถในการวางแผนเท่าคนรวย "เมื่อคนจนพุ่งเป้าไปในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง พวกเขาสามารถจัดการเรื่องเงินได้ดีกว่าคนรวยด้วยซ้ำ แต่เมื่อทำอย่างนั้นได้ดีมาก พวกเขาก็ให้ความสนใจกับเรื่องอื่นๆ น้อยลง"

ผลกระทบจากปัญหาเงินๆ ทองๆ บั่นทอนความสามารถในการคิดของคนลงได้มาก ปัญหาอยู่ที่ว่าจะบริหารจัดการ "การคิด" ของเราได้อย่างไร

ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยที่จะเอาปัญหาเรื่องเงินออกไปจากความคิด แม้จะเอาออกไปแบบชั่วคราวเพื่อแบ่งให้สมองได้คิดเรื่องอื่นๆ ให้ชัดขึ้น

ถ้าทำได้ก็ดี
Read more ...

ความคิดเห็นล่าสุด

Recent Comments Widget