แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เชื่อมความสัมพันธ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เชื่อมความสัมพันธ์ แสดงบทความทั้งหมด

Coaching ให้สำเร็จ ต้องเริ่มจากความสัมพันธ์ที่ดี

8 ม.ค. 2558

ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร / กุมภาพันธ์ 24, 2011

พูดถึงเรื่องของการสอนงาน (Coaching) ในปัจจุบันนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่บริษัทส่วนใหญ่พยายามพัฒนาให้หัวหน้างานและผู้จัดการมีทักษะในการสอนงานลูกน้องตนเอง แต่ถ้าจะถามว่าสำเร็จสักแค่ไหน อันนี้ก็คงจะยังไม่มากนักที่จะมีบริษัทที่หัวหน้างานทุกคนเป็น coach ที่ดี และสามารถสอนงานลูกน้องตนเองได้อย่างดี

หัวหน้างานเองก็ถูกพร่ำสอนว่า จะต้องเป็น Coach ที่ดี และมีหน้าที่ที่จะต้องพัฒนาและสอนงานลูกน้องเพื่อให้ลูกน้องมีผลงานที่ดีขึ้น แต่ในทางปฏิบัตินั้น สำเร็จแค่เพียง 15% เท่านั้น แล้วอีก 85% ล่ะทำไมถึงไม่สำเร็จ สาเหตุที่เกิดขึ้นก็คือ หัวหน้างานมักจะไม่ค่อยชอบสอนงานลูกน้องตนเอง และบางคนก็ไม่อยากสอนด้วยซ้ำไป ทั้งนี้อาจจะเนื่องมาจาก งานที่รัดตัว และไม่มีเวลาที่จะมานั่งสอนงาน บางส่วนก็คิดว่าตนเองสอนงานแล้ว แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ทำแค่เพียงการวางแผนและควบคุมติดตามเท่านั้น ไม่ได้ทำหน้าที่สอนงานอย่างจริงๆ จังๆ เลยสักนิด

มีงานวิจัยอยู่ชิ้นหนึ่งซึ่งทำขึ้นโดยบริษัท CO2 Partners ซึ่งสอบถามพนักงานที่ทำงานในบริษัทต่างๆ ด้วยคำถามที่ว่า “ใครที่คุณจะไปปรึกษาหารือด้วยถ้าเกิดปัญหาในงานของตนเอง?” คำตอบที่ได้มีดังนี้ครับ


งานวิจัยนี้บอกเราว่า พนักงานส่วนใหญ่ไม่ค่อยที่จะไปหารือกับหัวหน้างานของตนเองเลย เวลาที่มีปัญหาในการทำงาน แต่กลับไปปรึกษาหารือกับคนอื่นมากกว่า มีเพียงแค่ 10% จากผู้ตอบทั้งหมด 100% ที่บอกว่าไปคุยกับหัวหน้างานของตนเอง ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น คำตอบที่ได้มามีดังนี้ครับ

- ไม่อยากให้หัวหน้ารู้ว่าเราทำไม่ได้

- หัวหน้าเราอาจจะไม่รู้คำตอบก็ได้ เพราะขนาดเรายังไม่รู้เลย

- หัวหน้าของเราดูเหมือนทำงานยุ่งอยู่ตลอดเวลา และเขาคงไม่มีเวลาที่จะมาช่วยเราแน่นอน

- หัวหน้างานไม่ชอบฟังให้จบ และมักจะบอกว่า ไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลย

- ต้องการคนที่เข้าใจปัญหาจริงๆ ไม่ใช่แค่เพียงรับฟังปัญหาแค่แป๊ปๆ แล้วก็บอกเราว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง

โดยสรุปรวมแล้ว ผู้ทำวิจัยบอกว่า ปัญหาที่ทำให้พนักงานไม่มาปรึกษาหารือเรื่องงานกับหัวหน้าก็คือ การขาดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันครับ พอขาดความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ก็จะขาดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน พอขาดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน คราวนี้จะพูดอะไร หรือจะสอนอะไร ก็ไม่สำเร็จแล้วครับ เพราะต่างคนต่างก็ไม่ฟังกันแล้ว ลูกน้องก็ไม่อยากฟังนายสอน นายก็บอกว่าลูกน้องไม่อยากให้สอน ก็เลยไม่รู้ว่าใครผิดใครถูก

ดังนั้นจากงานวิจัยข้างต้น ถ้าเราจะนำเอาผลมาใช้ในทางปฏิบัติ ก็แปลว่า ถ้าจะให้องค์กรของเรามีการสอนงานที่ประสบความสำเร็จอย่างจริงจังนั้น ก็ต้องเริ่มต้นที่การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างหัวหน้ากับลูกน้องกันก่อนเลย และคนที่จะต้องเป็นฝ่ายเริ่มก่อนก็คือ “หัวหน้า” นี่แหละครับ จะให้ลูกน้องเข้าหาก่อนก็คงจะยาก การที่เราเป็นหัวหน้างานนั่นก็แปลว่าเราจะต้องทำให้ลูกน้องอยากทำงานให้เรา ดังนั้นสิ่งสำคัญก็คือ ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน เพื่อให้เกิดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน จุดนี้ต้องใช้เวลามากในบางคน แต่สำหรับหัวหน้างานบางคนนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ง่ายมากสำหรับเขาเลยก็มี จะเห็นว่าหัวหน้างานแบบนี้ ลูกน้องมักจะเข้าหาและมีเรื่องมาปรึกษาหารืออยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน หรือเรื่องส่วนตัว

เมื่อความสัมพันธ์ดีขึ้น การสอนงานก็จะประสบความสำเร็จ เพราะต่างฝ่ายต่างเข้าใจซึ่งกันและกัน และรู้ว่าแต่ละฝ่ายนั้นต้องการอะไร มีเจตนาอย่างไร

จะเห็นได้ชัดเลยว่า ในบางบริษัทนั้นเสียเงินค่าฝึกอบรมหัวหน้างานในเรื่องของการสอนงานไปมากมาย เพื่อจะที่จะทำให้หัวหน้างานสอนงานลูกน้องเป็น มีการเรียนรู้เทคนิคต่างๆ ในการสอนงานมากมาย แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ สาเหตุก็คือ การขาดความสัมพันธ์ที่ระหว่างกันนี่แหละครับ

ดังนั้นก่อนที่จะเริ่มต้นมุ่งเน้นในเรื่องของการสอนงาน เราควรจะเริ่มต้นจากการสร้างบรรยากาศในการทำงานที่ดีระหว่างหัวหน้ากับลูกน้องเสียก่อนครับ ให้หัวหน้างานได้เรียนรู้ที่จะสร้างสัมพันธ์ที่ดี และสร้างความไว้วางใจจากลูกน้องของตน เมื่อไรที่มีจุดนี้แล้ว คราวนี้ไม่ใช่แค่การสอนงานนะครับ เรื่องอื่นๆ ก็จะดีตามมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแรงจูงใจ การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม ฯลฯ ก็จะเกิดขึ้นอย่างห้ามไม่ได้เลยครับ
Read more ...

แฟนเพจ เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนในประเทศคู่ขัดแย้ง อิสราเอล- อิหร่าน

7 เม.ย. 2555
โดยวอยซ์ทีวี เมื่อ 26 มี.ค.2555

ชาวอิสราเอลตั้งกลุ่มในเฟซบุ๊ก เป็นกระบอกเสียงส่งไปถึง ชาวอิหร่านและผู้นำประเทศ ว่าพวกเขาไม่ต้องการจะทำสงครามกับอิหร่าน ซึ่งแฟนเพจนี้ ได้รับการตอบรับอย่างดีจากประชาชนทั่วโลก

เริ่มต้นจากการที่นักออกแบบภาพกราฟฟิกชาวอิสราเอล 2 คน ต้องการเพียงแค่จะสร้างพื้นที่ เพื่อเป็นกระบอกเสียงส่งความเห็นเกี่ยวกับการต่อต้านสงคราม พวกเขาจึงสร้างกลุ่มในเฟซบุ๊ก ที่ชื่อว่า

 'Israel-Loves-Iran' หรือ อิสราเอลรักอิหร่าน

ขึ้น

รอนนี เอ็ดรี และมิชาล์ ทาเมียร์ ผู้ก่อตั้งกลุ่มแฟนเพจ 'Israel-Loves-Iran' 

เริ่มเห็นว่ากลุ่มเฟซบุ๊ก ที่พวกเขาสร้างขึ้นเป็นช่องทางการสื่อสารใหม่ระหว่างประชาชนที่อาศัยอยู่ในตะวันออกกลาง ที่มีโอกาสกลายเป็นสมรภูมิรบ เมื่อมีผู้เล่นเฟซบุ๊ค เข้ามากดไลค์แฟนเพจ กว่าแสนคน หลังจากนั้นก็มีการตั้งกลุ่มต่อต้านสงครามคล้ายๆกันกระจายทั่วโลก

เอ็ดรี กล่าวว่าในฐานะที่เป็นชาวอิสราเอล พวกเขาเกิดมาด้วยความพร้อม สำหรับประเทศของเขาแล้ว เขาพร้อมที่จะออกรบทุกเมื่อหากเกิดสงคราม อิสราเอลมีความพร้อมด้านการรบ แต่สำหรับครั้งนี้ พวกเขาต้องการจะส่งข้อความใหม่ออกไปว่า แม้ว่าพวกเขาจะพร้อมสำหรับการปกป้องประเทศ

แต่พวกเขาก็ไม่ต้องการจะทำสงคราม ซึ่งเขาหวังว่ารูปภาพและข้อความต่างๆ ที่ชาวอิสราเอลช่วยกันโพสต์ในเฟซบุ๊ก อาจจะช่วยเปลี่ยนแปลงบางอย่าง และป้องกันไม่ให้เกิดการปะทะได้

ในแฟนเพจ 'Israel-Loves-Iran' เต็มไปด้วยรูปภาพของชาวอิสราเอล ที่ถือป้ายหลากหลายแบบ ส่งสารที่ได้ใจความว่า ชาวอิหร่าน เรารักพวกคุณ และเราจะไม่มีวันทำสงครามกับคุณ ซึ่งผู้ก่อตั้งเพจในเฟซบุ๊ค ระบุว่าเขารู้สึกประหลาดใจอย่างมากเมื่อเห็นชาวอิหร่านที่อาศัยอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก ตอบรับอย่างกว้างขวาง

เพียงไม่ถึง 24 ชั่วโมง หลังจากที่เขาโพสต์ข้อความลงไป ก็มีชาวอิหร่านมากดไลค์ และโพสต์ข้อความตอบรับจำนวนมาก อาทิ ใช่ พวกเรารู้แล้ว เราก็รักพวกคุณเช่นกัน โดยหลังจากที่แฟนเพจดังกล่าวได้รับผลตอบรับอย่างดี ประเทศเยอรมนีและโปแลนด์ ซึ่งมีความขัดแย้ง ก็เปิดแฟนเพจลักษณะนี้ขึ้นมาเช่นกัน

ซึ่งชาวอิสราเอลและชาวอิหร่านหวังว่าข้อความเหล่านี้ จะส่งผ่านไปถึงบุคคลในรัฐบาล ให้ผู้นำของพวกเขา เข้าใจถึงความต้องการของประชาชน ที่ไม่อยากให้มีสงครามเกิดขึ้น

ความคิดเห็นของคนในโลกออนไลน์ ก็สอดคล้องผลสำรวจความคิดเห็นที่ระบุว่า ชาวอิสราเอล 3 ใน 4 จะคัดค้านการใช้กำลังโจมตีอิหร่าน หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ต่อกรณีความขัดแย้งด้านโครงการนิวเคลียร์ กระแสต่อต้านสงครามนี้ ทำให้ชาวอิสราเอลหลายร้อยคนร่วมตัวกันที่ใจกลางกรุงเทล อาวีฟ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เรียกร้องให้ผู้นำของพวกเขา อย่าเปิดฉากทำสงครามกับอิหร่าน
Read more ...

ความคิดเห็นล่าสุด

Recent Comments Widget