47 โรนิน

25 ส.ค. 2553

ตำนาน 47 โรนิน ภายใต้การเรียบเรียงในชื่อ THE STORY OF 47 RONIN ซึ่งเขียนในภาคภาษาอังกฤษ โดย JOHN ALLYN ไม่เพียงได้รับการยอมรับในเชิงความงามจากข้อเขียน และคุณค่าสำคัญว่า สามารถถ่ายทอดคุณค่าในแง่มุมแห่งตัวตน และจิตวิญญาณของบูชิโด ได้อย่างแจ่มชัด

เลือดเนื้อลมหายใจแห่งบูชิโด นับถือเกียรติยศและศักดิ์ศรี ดุจลมหายใจในแต่ละย่างก้าวของชีวิต ในทุกขั้นตอนของความเป็นซามูไรซึ่งมีค่ามากกว่าชีวิต ได้สร้างความยิ่งใหญ่ตราตรึงในทุกครั้งที่ได้นั่งอ่าน จากเรื่องราวแห่งเกียรติยศซึ่งนำกลับคืนสู่นายผู้ล่วงลับ

ด้วยความจงรักภักดีจากชีวิต เพื่อทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างในโลกของเหล่าซามูไร ผู้เลือกจะมีเพียงนายหนึ่งเดียวของชีวิต

เรื่องราวเพื่อการเดินทางสู่ความตาย อาจเบาบางเพียงลมหายใจซึ่งออกจากร่าง แต่ไม่ใช่เพียงข้อความจากเรื่องบอกเล่าเพื่อความสนุกสนาน ปริศนาอันง่ายดายของการถกเถียง ที่ซับซ้อนขึ้นมาพร้อมดาบสองเล่ม เกิดขึ้นจากขั้นตอนในการฝึกฝนตนเอง เพื่อการดำรงอยู่ในท่ามกลางเกียรติยศ อันมิใช่เรื่องง่าย และไม่ใช่วิถีทางที่ผู้คนทั่วไปจะสามารถปฏิบัติได้ ด้วยแต่ละก้าวเดินไปสู่หนทางแห่งความตาย ล้วนมีเกียรติยศเป็นเครื่องประดับใจ

ตัวเอกของเรื่องในบทบาทของหัวหน้าซามูไร แห่งปราสาทของไดเมียวผู้ล่วงลับอย่างอัปยศ นามของ โออิชิ เด่นชัดอย่างยิ่งสำหรับความเป็นมนุษย์ ซึ่งมีทั้งความหวาดหวั่นและหวาดกลัว ด้วยตัวตนดั่งเดิมของมนุษย์ผู้มีความรัก

นักดาบผู้มีฝีมือแห่งปราสาทบ้านนอก ซึ่งมีลูกและครอบครัวอันอบอุ่นเป็นเครื่องค้ำใจ แต่เมื่อบทพิสูจน์แห่งความภักดีได้เริ่มต้นขึ้น หลังได้ยินความสูญเสียของนาย จากเกียรติยศที่ไม่เพียงจะไม่ได้รับการยกย่อง ซ้ำยังถูกเติมความเจ็บแค้นด้วยการเย้ยหยัน จากความฉ้อฉลที่ผู้คนบางประเภท ซึ่งนิยมใช้ปากคำประหัตประหาร มากกว่าจะใช้ความกล้าหาญของดาบอันเป็นเกียรติยศซามูไรคอยตัดสิน

การยกย่องให้ความตายอันงดงามเป็นเกียรติยศขั้นสูงสุด จึงถูกลบล้างด้วยลมปากและความฉ้อฉล

คำถามภายในเนื้อเรื่อง ไม่เพียงพูดกับเราด้วยเรื่องราวของเกียรติยศและศักดิ์ศรี ที่คาดเดาได้ถึงบทสุดท้ายว่าเป็นความตายเท่านั้น แต่เนื้อเรื่องยังตั้งคำถามและสร้างโจทย์ให้กับเราอย่างค่อยเป็นค่อยไป ผ่านบททดสอบของตัวตน ผ่านการตีความด้วยคำพูดของผู้คนรอบข้าง ผ่านความอ่อนแอเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในใจ หรือกระทั่งการโหยไห้อาลัยกับความสูญเสียของคนรัก

แม้สามารถฝึกฝนตัวเองให้แข็งแกร่ง ให้ผ่านความยากลำบากมาได้เพียงใด คำถามเหล่านั้นก็ยังคอยวนเวียน

แต่เมื่อต้องทนเห็นคนที่ตนเองรัก ต้องทนทุกข์เจ็บปวด คำถามว่าจะสามารถอดทนได้มากเพียงใดนั้นคือสิ่งสำคัญ เพราะแม้เราจะเข็มแข็งจนไม่มีหยาดน้ำตา แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เราไม่อาจเข้มแข็งพอจะเห็นหยาดน้ำตาของคนที่เรารักได้เกิดขึ้นได้ มิหนำซ้ำหยาดน้ำเหล่านั้น ยังเกิดจากความใจแข็งของเรา

แรงปะทะของชีวิตจากภาพครอบครัวอันอบอุ่น มีภรรยาผู้งดงามเสียสละ ลูกสาวที่น่ารัก และลูกชายวัยหนุ่มที่เชื่อมั่นว่า จะเติบโตขึ้นมาเป็นซามูไรผู้กล้าหาญ พังทลายไปพร้อมกับนาย

ไดเมียวผู้นับเขาเป็นดั่งสหายร่วมรบ ยกย่องให้เกียรติจากการร่วมเส้นทางของชีวิตตั้งแต่วัยเยาว์ เกียรติยศทั้งหมดเดินไปพร้อมทำนองคลองธรรม เมื่อนายได้กล่าวสิ่งใด สิ่งนั้นคือสิ่งที่เขาต้องทำและปฏิบัติตาม ด้วยความสุขุมเยือกเย็น เลือกและปฏิบัติพร้อมกับความอดทนและการกระทำ

ในแต่ละบทประทับใจ โออิชิ ล้วนเป็นผู้กล่าวประโยคแห่งจิตวิญญาณ ในแทบทุกครั้งของความขัดแย้ง ในทุกครั้งที่ถูกตั้งคำถามถึงเส้นทาง และภารกิจอันพึงกระทำ เพื่อบรรลุผลแห่งการฝึกฝนด้วยเป้าหมายของจิตวิญญาณอันแท้จริง

เขากล่าวถึงจุดจบอันมีเกียรติและศักดิ์ศรี ในท่ามกลางความคลางแคลงใจของผู้ร่วมภารกิจว่า จงรักษาความเข้มแข็งนี้ไว้ดุจต้นอ้อ ที่ลู่ไปตามแรงของสายลมแห่งโชคชะตา

ไม่ว่าจะตีความในด้านใด ความงดงามของถ้อยประโยคได้บอกถึงการบรรลุต่อจุดมุ่งหมาย ไม่เพียงแต่สร้างความเข้าใจต่อวิถีปฏิบัติเท่านั้น แต่ดวงใจอันเข้มแข็ง ซึ่งจำต้องผูกพันตัวตนไว้กับวิถีปฏิบัติอันเข้มงวด คือสิ่งสำคัญคู่ขนานวิญญาณซึ่งถูกหล่อเลี้ยง

ตลอดระยะเวลาของการเติบโตเพื่อฝึกฝนตัวตนให้เป็นซามูไรที่มีเกียรติ เพียงพอให้เราเข้าใจว่า เส้นทางสู่เป้าหมายไม่ใช่เพียงหนทางแห่งการถกเถียง แต่คือการทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยศรัทธา

ซึ่งอาจยากลำบากในการฝืนตัวตนและจิตวิญญาณ เพื่อบรรลุผลสัมฤทธิ์แห่งจุดหมายปลายทาง แม้ว่าสิ่งเหล่านั้นอาจเจ็บปวดในระหว่างเส้นทางก็ตาม

คำอธิบายเพิ่มเติมถึงสิ่งที่เจ็บปวดว่า แม้จะสูญเสียสิ่งซึ่งตนรักไป แต่ไม่ควรจะสูญเสียศรัทธาในการนำมันกลับคืนมา ช่วยตอบเราได้ดีถึงแง่มุมแห่งการปฏิบัติฝึกฝนตัวตน

เพราะซามูไรไม่ใช่เพียงการพกดาบ ไม่ใช่การมีดาบก็เพียงพอจะเป็นได้

แต่เพราะสิ่งเหล่านี้อยู่ภายในจิตวิญญาณ และการฝึกฝนอันเข้มงวด ที่จะนำพาเขาเหล่านั้นไปสู่พลังอันยิ่งใหญ่

เมื่อถูกถามถึงความสับสนภายในใจของผู้ตาม ผู้นำเช่น โออิชิ ได้ตอบเรื่องราวทั้งมวล ด้วยข้อความสั้นๆว่า เมื่อสายลมของวันพรุ่งนี้พัดมาไม่ถึง ข้าจะกังวลก็ต่อเมื่อเวลานั้นมาถึง

ล้วนทำให้เรารับรู้ว่าการฝึกฝนอย่างหนักทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ ไม่เพียงสะท้อนออกมาเป็นคำพูดได้เท่านั้น แต่ต้องสะท้อนออกมาในทุกย่างก้าว ซึ่งต้องเข้มแข็ง

แม้ในยามที่ใจของเขาหวั่นไหว ความเจ็บปวดจากการสูญเสีย ยังไม่เท่ากับความเจ็บปวดจากการถูกผู้อื่นตีความและประณาม ในแต่ละขณะก้าวของผู้นำเช่นเขา เมื่อจำต้องพยายามให้บรรลุ คำว่ากลืนเลือดในปากซึ่งกลบฉ่ำของเขา คงไม่พอให้ใครเข้าใจได้ถึงแรงพยายามเหล่านั้น

คำกล่าวของโออิชิ ที่มีต่อลูกชายหลังถามถึงความตั้งใจเพื่อร่วมภารกิจแห่งความตาย เสมือนจะไม่ชมเชย พร้อมทั้งให้โอกาสผู้อื่นด้วยการผ่อนปรนอย่างเสมอ ช่างเป็นประโยคที่งดงาม เมื่อเขากล่าวว่า เจ้าก้าวเข้าสู่สมรภูมินี้ด้วยตนเอง

เท่าเทียมกับความงดงามของท่อนประโยคเพียงครั้งเดียวในเรื่องราว ซึ่งแทบจะสรุปหัวใจและแก่นแกนทั้งหมด ของภารกิจแห่งเกียรติยศศักดิ์ศรีครั้งนี้ไว้ เมื่อเขากล่าวเชื่อมโยงประโยคว่า บางคนจะหันหลังให้เรา ถ้ากลิ่นของสงครามโชยมา

จนกระทั่งบทสรุปแห่งจิตวิญญาณของผู้คนประเภทหนึ่ง ที่เป็นหัวใจแห่งเรื่องราวนี้ว่า คนบางคนใช้ชีวิตไปจนตาย โดยไม่รู้ว่าเส้นทางไหนที่ถูกต้อง พวกเขาล่องลอยไปตามกระแสลม และไม่ได้รู้ว่าแท้จริงแล้วตัวเองกำลังไปทางไหน นั่นเป็นชะตากรรมของคนส่วนใหญ่ ผู้ซึ่งไม่มีทางเลือกเหนือชะตากรรมของตน

สำหรับพวกเราผู้เกิดมาเป็นซามูไร ซึ่งมีชีวิตแตกต่างจากนั้น พวกเรารู้เส้นทางของหน้าที่ และเราก็ไปตามทางนั้นโดยปราศจากความสงสัย โดยสิ่งสำคัญที่โออิชิ ไม่ได้ตอบไว้กับคนอื่น เพื่อผลสุดท้ายในภารกิจ

พวกเขาจะได้มีโอกาสทิ้งเครื่องแบบอันยิ่งใหญ่ในใจ ไปสู่ดินแดนซึ่งมีชุดแห่งจิตวิญญาณประดับกายไว้ ในวันอันยิ่งใหญ่ของชีวิตเพื่อกลับคืนสู่ชีวิตปกติอีกครั้งหนึ่ง ชีวิตซึ่งมีเรื่องราวของการกลับคืนแห่งวิญญาณบริสุทธิ์

สู่เส้นทางไกลครั้งสุดท้ายด้วยลมหายใจจากชีวิตพวกเขาเหล่านั้น และจะมีคุณค่าใดที่ยิ่งใหญ่มากมายไปกว่านี้ เมื่อได้เข้าใจความหมายของชีวิต และเรายังต้องการสิ่งใดอีกเล่า นอกจากการได้รู้จุดหมายของตนเอง
Read more ...

JMG ACADEMY THAILAND

16 ส.ค. 2553
28 ตุลาคม 2008

"เจเอ็มจี อคาเดมี ไทยแลนด์" ชื่อนี้อาจจะไม่คุ้นหูชาวไทยมากมายนักในนาทีนี้ แต่ในอนาคตเบื้องหน้ารับประกันได้เลยว่าคนไทยต้องรู้จักเป็นอย่างดี เพราะนี่คือสถาบันฝึกลูกหนังระดับโลกที่มาตั้งฐานประจำการอยู่ในเมืองไทยได้ กว่า 7 เดือนเต็มแล้ว

"เจเอ็มจี" ย่อมาจากชื่อเต็มของ

ฌอง มาร์ค กีล์ลูส์ ตำนานนักเตะทีมชาติฝรั่งเศส 

ที่ได้ก่อกำเนิดสถาบันลูกหนังโลกแห่งนี้ขึ้นมาที่บ้านเกิดของตัวเอง โดยมี อาร์แซน เวนเกอร์ ผู้จัดการทีม "ปืนใหญ่" อาร์เซนอล รับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของสถาบัน

จากสาขาแรกที่ฝรั่งเศส "เจเอ็มจี" ขยายกิ่งก้านสาขาสู่ระดับโลกด้วยการไปตั้งสถาบันในแถบกาฬทวีปที่ ไอเวอรี โคสต์ และ มาดากัสการ์ เพราะเล็งเห็นว่านักเตะแอฟริกามีความแข็งแกร่งและมีความสามารถ "เจเอ็มจี" จึงเข้าไปผลิตนักฟุตบอลส่งเข้าสู่ตลาดลูกหนังในทวีปยุโรปหลายต่อหลายคน

ผลผลิตของ "เจเอ็มจี" ที่ออกดอกออกผลให้รู้จักกันในเวทีแข้งระดับโลกตอนนี้คือ โคโล ตูเร และ เอ็มมานูเอล เอบู สองนักเตะของทีมอาร์เซนอลในศึกพรีเมียร์ลีกแดนผู้ดี นอกจากนั้นยังมีนักเตะอาชีพอีกประมาณ 40 คน ที่ค้าแข้งอยู่ในลีกชั้นนำของยุโรป

สำหรับ "เจเอ็มจี อคาเดมี ไทยแลนด์" ถือเป็นสาขาแรกของทวีปเอเชีย โดยมี 

โรเบิร์ต โปรกูเรีย ฝรั่งหัวใจไทย

ที่หลงเสน่ห์มาใช้ชีวิตที่เมืองไทยกว่า 15 ปี แล้วทำหน้าที่เป็นผู้จัดการทั่วไป และมี คริสตอฟ ลาฮุยส์ ทำหน้าที่หัวหน้าผู้ฝึกสอน

"ผมรักเมืองไทย และต้องการอยากจะเห็นนักฟุตบอลไทยและวงการฟุตบอลไทยพัฒนามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะความฝันที่อยากเห็นทีมชาติไทยไปฟุตบอลโลก ผมจึงติดต่อ ฌอง มาร์ค กีล์ลูส์ ให้มาเปิดสถาบันเจเอ็มจี ที่เมืองไทย" โปรกูเรีย เล่าถึงที่มาของเจเอ็มจีสาขาแรกในเอเชีย

"เจเอ็มจี" เริ่มต้นด้วยการทุ่มงบประมาณ 10 ล้านบาทในการเนรมิตพื้นที่ 12 ไร่ บริเวณสนามฟุตบอลเบียร์ช้าง ที่ อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ขึ้นมาเป็นฐานทัพที่มีพร้อมสรรพทั้งอาคารสถานที่พัก สระว่ายน้ำ สนามฟุตบอล โดยสถานที่ทั้งหมดได้รับการตกแต่งอย่างโออ่าสวยงามระดับรีสอร์ทเลยทีเดียว

หลังจากนั้น "เจเอ็มจี" ตระเวนไปคัดเลือกนักฟุตบอลระดับเยาวชนอายุ 12-13 ปี ทั่วประเทศเพื่อคัดสุดยอดนักเตะเพียง 16 คนเพื่อเข้าสู่ "เจเอ็มจี อคาเดมี ไทยแลนด์" รุ่นที่ 1 โดยการคัดเลือกตัวค่อนข้างจะแปลก เพราะ "เจเอ็มจี" สั่งนักเตะถอดรองเท้าแล้วให้ลงเล่นแบบ เท้าเปล่า

เมื่อได้นักเตะครบ16 คนแล้ว ทุกคนต้องเซ็นสัญญาระยะยาว 7 ปี กับ "เจเอ็มจี" เพื่อเข้าเรียนรู้ศาสตร์ลูกหนังแบบกินนอนอยู่ประจำกับสถาบันเป็นเวลา 7 ปีเต็ม โดยมีเป้าหมายว่า เมื่อครบ 7 ปี นักฟุตบอลเหล่านี้จะถูกส่งไปเล่นฟุตบอลอาชีพในทวีปยุโรป

คริสตอฟ ลาฮูยส์ โค้ชยอดฝีมือของ "เจเอ็มจี" ที่ผ่านการปั้นนักเตะในกาฬทวีปมาแล้ว 5 ปีเต็ม ทั้งที่มาดากัสการ์ 3 ปีและไอเวอรี โคสต์ 2 ปี บอกว่าหลักสูตรการฝึกซ้อมทั้งหมดจะเป็นมาตรฐานเดียวกันของ "เจเอ็มจี" ทั่วโลก

"ปรัชญาของเราคือพัฒนาเทคนิคให้นักฟุตบอลมีความชาญฉลาดในการเล่น ทั้งความสามารถเฉพาะตัว และไอเดียในเกม โดยจะเน้นฝึกพื้นฐานทุกวัน และการฝึกซ้อมจะต้องสนุกไม่ทำให้เด็กเบื่อ ต้องฝึกกับลูกฟุตบอลตลอดอย่างน้อย 3 ชั่วโมงต่อวัน"

สูตรเด็ดของ "เจเอ็มจี" คือนักฟุตบอลจะต้องลงฝึกซ้อมแบบ ตีนเปลือย เหมือนกับตอนที่คัดเลือกตัว โดยแต่ละวันทุกคนจะไม่มีสิทธิได้ใส่สตั๊ดในการฝึกซ้อมทั้งช่วงเช้าและเย็น

"การเล่นด้วยเท้าเปล่าเป็นการฝึกควบคุมลูกฟุตบอลอย่างดี ทุกคนจะได้ฝึกให้เคยชินกับลูกฟุตบอลให้มากที่สุด โดยช่วง 2-3 ปีแรกจะไม่ให้ใส่รองเท้าแบบนี้ไปตลอด หลังจากนั้นพอเริ่มใส่รองเท้าก็จะเกิดความรู้สึกว่าเล่นเหมือนไม่ใส่รองเท้า เลย" คริสตอฟ อธิบายสูตรเด็ดของ "เจเอ็มจี"

นักฟุตบอลรุ่นแรกของ "เจเอ็มจี" เมืองไทยได้เข้าเรียนที่สถาบันมาตั้งแต่เดือนเมษายน รวมเวลาจนถึงตอนนี้ก็ 7 เดือนแล้ว และมีเพื่อนนักเตะจาก "เจเอ็มจี อคาเดมี ไอวอรี โคสต์" เดินทางข้ามโลกมาร่วมฝึกด้วยอีก 4 ชีวิต รวมเบ็ดเสร็จทั้งหมดมี 20 คนในตอนนี้

กิจวัตรประจำวันของนักเตะทั้งหมดจะเริ่มต้นตั้งแต่ 6 โมงครึ่ง หลังจากนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ชุด คือคนที่เรียนอยู่ ป.6 และ ม.1 โดยชุดแรกจะแบกเป้ไปเรียนหนังสือที่ ร.ร.ชุมชนบ้านอ่างเวียน ส่วนชุดที่ 2 จะลงฝึกซ้อมช่วงเช้าเป็นเวลา 2 ชั่วโมงเต็มตั้งแต่เวลา 08.00-10.00 น. โดยเน้นพื้นฐานเป็นหลัก

หลังจากฝึกซ้อมเสร็จชุดที่สองจะไปเรียนหนังสือ ส่วนชุดแรกจะกลับจากโรงเรียนมาฝึกซ้อมตั้งแต่เวลา 10.00-12.00 น. เสร็จแล้วในช่วงบ่ายก็จะกลับไปเรียนหนังสือต่อตามเดิม จนถึงเวลา 15.30 น. นักเตะทั้งสองชุดจะกลับมาที่สถาบันเพื่อเรียนภาษาอังกฤษ โดยมีการจ้างครูมาสอนพิเศษแบบใกล้ชิด

จนกระทั่งเวลา 16.00 น. จะเป็นการฝึกซ้อมช่วงเย็นที่จะเริ่มจากการ เดาะบอล เพราะจะมีการสอบเดาะบอลทุกวันจันทร์ โดยมีโจทย์ว่าเดาะ 7 ท่า 700 คะแนน คือ 1.เท้าซ้ายอย่างเดียว 2.เท้าขวาอย่างเดียว 3.เท้าซ้าย-เท้าขวา 4.หัว 5.เท้า-เข่า 6.เท้า-เข่า-หัว 7.เท้า-หน้าอก

ในช่วงแรกๆ นักเตะเกือบทั้งหมดเดาะกันได้ไม่กี่สิบครั้ง แต่ถึงตอนนี้มาตรฐานของทุกคนอยู่ที่ 500 กว่าครั้ง และบางคนทำได้ถึง 700 คะแนนเต็ม แถมยังมีลีลาการเดาะบอลด้วยท่าแปลกๆ อย่าง ท่าแมวน้ำ โชว์อีกต่างหาก

นอกจากการฝึกเดาะบอลเพื่อสร้างพื้นฐานให้ปึ้กแล้ว การฝึกซ้อมในช่วงเย็นจะตามมาด้วยการลงเกมในแบบ 7 ต่อ 7 แต่ถ้าวันไหนฝนตกจะเล่นแบบ 10 ต่อ 10 โดยทีมชนะในแต่ละวันจะได้สิทธิลงเล่นในสระว่ายน้ำ หรือได้รางวัลเป็นขนมและไอศกรีม

ส่วนเวลายามค่ำจะเป็นช่วงผ่อนคลาย ทุกคนมีเวลาที่จะทำการบ้าน ดูโทรทัศน์ เล่นเกม แทงสนุกเกอร์ หรือตีปิงปองตามที่สถาบันจัดหาโต๊ะมาไว้ให้เด็กๆ ได้เล่นกัน จนถึงเวลา 21.30 น. ทุกคนต้องเข้านอนแบบห้ามบิดพลิ้ว

การฝึกซ้อมแต่ละวัน คริสตอฟ จะดูแลอย่างใกล้ชิด หากว่าใครไม่มีความตั้งใจในการฝึมซ้อมจะถูกไล่ออกจากสนามทันที และหากไม่เชื่อฟังหรือทำตัวไม่อยู่ในกฎระเบียบจะถูกเรียกเข้าห้องเย็นเพื่อ อบรมแบบตัดไฟตั้งแต่ต้นลม

"ต้น-ต๋อง" ณัฐพร-ณัฐพงษ์ ศรีคง คู่แฝดที่จะผ่านการคัดเลือกตัวจากเมืองกรุงกล่าวถึงการเรียนที่ "เจเอ็มจี" ว่า

"ผ่าน 7 เดือนมาแล้วผมว่าตัวเองเก่งขึ้นเยอะเลยครับ ต่างจากตอนมาแรกๆ เยอะเลย อยู่ที่นี่มีความสุขดีครับ กินอยู่สบายฝึกซ้อมได้เต็มที่ ผมหวังว่าจะมีโอกาสได้ก้าวไปติดทีมชาติไทย หรือไปเล่นฟุตบอลอาชีพในต่างประเทศครับ"

จากวันแรกมาถึงวันนี้นักเตะ "เจเอ็มจี" เริ่มแสดงความสามารถออกมาให้เห็นบ้างแล้ว ทั้งการพาทีมร.ร.ชุมชนบ้านอ่างเวียน คว้าแชมป์ในรายการต่างๆ รวมถึงในการลงทีมอุ่นเครื่องหลายๆ ครั้งพวกเขามักจะพบชัยชนะแม้ว่าจะเจอเด็กที่โตกว่าก็ตาม แต่นั่นยังไม่ใช่สิ่งที่ คริสตอฟ ต้องการในตอนนี้

"ช่วง 2-3 ปีแรกจะเน้นการฝึกพื้นฐานเป็นหลักไม่เน้นผลแข่งขัน แต่พอหมด 3 ปีแล้วถึงจะเน้นการลงทีมทั้งในประเทศและต่างประเทศ และอาจจะสร้างทีมสโมสรของตัวเองขึ้นมาเพื่อส่งแข่งในรายการต่างๆ จนกระทั่งครบ 7 ปี ทุกคนจะเป็นนักฟุตบอลอาชีพแบบเต็มตัว"

"เจเอ็มจี" มีพันธมิตรอยู่หลายสโมสรในยุโรป โดยเฉพาะทีม เบฟเวอเรน ในเบลเยียมที่จะเป็นทีมแรกในการรองรับนักเตะของ "เจเอ็มจี" ทั่วโลก หากว่าครบ 7 ปีเด็กไทยก็จะไปเริ่มต้นที่เบฟเวอเรน และหากฟอร์มเข้าตาก็มีโอกาสที่จะก้าวไปเล่นในสโมสรอื่นได้ นั่นเท่ากับว่าจะนำมาซึ่งรายได้มหาศาล

คริสตอฟ ค่อนข้างที่จะมีความมั่นใจมากกว่าลูกศิษย์ของเขาว่าจะสามารถพัฒนาฝีเท้าแล้ว โกอินเตอร์เล่นในยุโรปได้แน่ หรืออย่างน้อยๆ ก็สามารถเล่นในลีกดังของเอเชียอย่าง เคลีก เกาหลีใต้ หรือเจลีก ของญี่ปุ่น

"อีก 3-4 ปีเด็กพวกนี้จะเล่นในระดับไทยลีกได้สบายๆ และพอครบ 7 ปีจะไปเล่นในยุโรปได้แน่นอน ดูแล้วน่าจะมีเกินกว่า 10 คนที่ไปเล่นในลีกของยุโรป เพราะทักษะของเด็กไทยดีมากๆ ดีกว่าเด็กในแอฟริกาด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้มันก็เป็นการเร็วไปที่จะบอกได้ว่าใครจะไปถึงยุโรปบ้าง"

แม้นักเตะทุกคนจะมีสัญญากับ "เจเอ็มจี" 7 ปี แต่หากทีมชาติไทยต้องการตัวไปรับใช้ชาติ "เจเอ็มจี" ก็ไม่มีปัญหาอย่างใด เพราะในมาดากัสการ์ หรือไอเวอรี โคสต์ ก็แทบจะยกชุดนักเตะของ "เจเอ็มจี" ไปเล่นทีมชาติ ที่สำคัญคือ "เจเอ็มจี" มุ่งมั่นที่จะทำชาติไทยให้ประสบความสำเร็จด้วย
"นักฟุตบอลของเจเอ็มจีสามารถที่จะพาทีมชาติไทยไปฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ได้ เพราะเรามาเมืองไทยเพื่อสิ่งนี้ ผมบอกได้เลยว่าอีก 6 ปีข้างหน้าทีมไทยจะเก่งกว่า จีน ญี่ปุ่น หรือ เกาหลีใต้ หากว่าทุกคนอยู่ในหลักสูตรของเจเอ็มจี ครบ 7 ปีเต็ม"

ระยะเวลา 7 ปีอาจจะดูยาวนาน แต่สำหรับการสร้างนักเตะระดับคุณภาพคงไม่ใช่เวลาที่เนิ่นนานแต่อย่างใด และเมื่อถึงตรงนั้นขอได้ดูคำตอบกันว่า "เจเอ็มจี อคาเดมี ไทยแลนด์" จะทำความฝันของนักเตะไทยทั้ง 16 คน และความฝันของแฟนบอลไทยจะเป็นจริงได้หรือไม่

เครดิต คอบอลไทย


Read more ...

จุดอ่อนของคนไทย 10 ประการ จากวิกรม กรมดิษฐ์

12 ส.ค. 2553
วิกรม กรมดิษฐ์ เจ้าพ่ออมตะนครพูดถึง “จุดอ่อน” ของคนไทยไว้ 10 ข้อคือ

1 . คนไทยรู้จักหน้าที่ของตัวเองต่ำมาก โดยเฉพาะหน้าที่ต่อสังคม เป็นประเภทมือใครยาวสาวได้สาวเอา เกิดเป็น

- ธุรกิจการเมือง 
- ธุรกิจราชการ 
- ธุรกิจการศึกษา 

ทำให้ประเทศชาติล้าหลังไปเรื่อยๆ

2. การศึกษายังไม่ทันสมัย คนไทยจะเก่งแต่ภาษาของตัวเอง ทำให้ขาดโอกาสในการแข่งขันกับต่างชาติในเวทีต่างๆ ไม่กล้าแสดงออก ขี้อายไม่มั่นใจในตัวเอง เราจึงตามหลังชาติอื่น จะเห็นว่าคนมีฐานะจะส่งลูกไปเรียนเมืองนอกเพื่อโอกาสที่ดีกว่า

3. มองอนาคตไม่เป็น คนไทยมากกว่า 70% ทำงานแบบไร้อนาคตทำแบบวันต่อวัน แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวัน ๆ น้อยคนนักที่จะทำงานแบบเป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอน มีเป้าหมายในอนาคตที่ชัดเจน

4. ไม่จริงจังในความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ทำแบบผักชีโรยหน้าหรือทำด้วยความเกรงใจ

ต่างกับคนญี่ปุ่นหรือยุโรปที่จะให้ความสำคัญกับสัญญา หรือข้อตกลงอย่างเคร่งครัด เพราะหมายถึง ความเชื่อถือในระยะยาว ปัจจุบันคนไทยถูกลดเครดิตความน่าเชื่อถือด้านนี้ลงเรื่อยๆ

5. การกระจายความเจริญยังไม่เต็มที่ ประชากรประมาณ 60 - 70% ที่อยู่ห่างไกลจะขาดโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเอง และชุมชนซึ่งเป็น หน้าที่ของภาครัฐที่ต้องส่งเสริม

6. การบังคับกฎหมายไม่เข้มแข็ง และดำเนินการไม่ต่อเนื่อง ทำงานแบบลูบหน้าปะจมูก ปราบปรามไม่จริงจัง

การดำเนินการตามกฎหมายกับผู้มีอำนาจ หรือบริวารจะทำแบบเอาตัวรอดไปก่อน ไม่มีมาตรฐาน ต่างกับประเทศที่เจริญแล้ว ข้อนี้กระบวนการยุติธรรมจะต้องปรับปรุง

7. อิจฉาตาร้อน สังคมไทยไม่ค่อยเป็นสุภาพบุรุษ เลี่ยงเป็นศรีธนญชัย ยกย่องคนมีอำนาจ มีเงิน โดยไม่สนใจภูมิหลัง

โดยเฉพาะคนที่ล้มบนฟูกแล้วไปเกาะผู้มีอำนาจ เอาตัวรอด คนพวกนี้ร้ายยิ่งกว่า ผู้ก่อการร้ายดีแต่พูด มือไม่พายเอาเท้ารานํ้า ทำให้คนดีไม่กล้าเข้ามาเพราะกลัวเปลืองตัว

8. เอ็นจีโอค้านลูกเดียว เอ็นจีโอบางกลุ่ม อิงอยู่กับผลประโยชน์เอ็นจีโอดี ๆ ก็มี

แต่บ้านเรามีน้อย บ่อยครั้งที่ประเทศเราเสียโอกาสอย่างมหาศาล เพราะการค้านหัวชนฝา เหตุผลจริงๆ ไม่ได้พูดกัน

9. ยังไม่พร้อมในเวทีโลก การสร้างความน่าเชื่อถือในเวทีการค้าระดับโลกของเรายังขาดทักษะและทีมเวิร์ค ที่ดี ทำให้สู้ประเทศเล็กๆ อย่างสิงคโปร์ไม่ได้

10. เลี้ยงลูกไม่เป็น ปัจจุบัน เด็กไทยขาดความอดทน ไม่มีภูมิคุ้มกันเป็นขี้โรคทางจิตใจ ไม่เข้มแข็ง เพราะเราเลี้ยงลูกแบบไข่ในหิน ไม่สอนให้ลูกช่วยตัวเองต่างกับชาติที่เจริญแล้ว เขาจะกระตือรือร้นช่วยตนเองขวนขวาย แสวงหา ค้นหาตัวเอง และเขาจะสอนให้สำนึกรับผิดชอบต่อสังคมข้อสุดท้าย!
Read more ...

Wikileaks.org เวบไซต์เปิดเผยความลับที่ไม่ถูกต้องในสังคมโลกแห่งนี้

27 ก.ค. 2553
โดย กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ เมื่อ 4 ก.ค.2551

ถ้าคุณมีความลับอยากจะบอก แต่ไม่รู้จะไปบอกใครดี ที่นี่เป็นที่สำหรับคุณ!!!

 นี่ไม่ใช่เว็บไซต์ธรรมดาๆ ทั่วไป ทั้งในแง่รูปแบบและเนื้อหา โดยรูปแบบของเว็บเป็นการนำระบบของ Wikipedia หรือสารานุกรมออนไลน์ชื่อดังมาใช้ ทำให้ใครก็ตามสามารถเข้าไปแก้ไขบทความหรือเนื้อหาได้ตลอดเวลา

ส่วนความไม่ธรรมดาในแง่ของเนื้อหานั้นก็คือ ที่นี่เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลความลับต่างๆ ปัญหาความไม่ชอบธรรม เรื่องราวการคอร์รัปชั่น หรือเรื่องที่สาธารณชนควรรับรู้ โดยอาจเป็นข้อมูลของรัฐบาล ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ความลับทางการทหาร ไม่เว้นแม้กระทั่งความลับขององค์กรทางศาสนา

เว็บไซต์ที่ว่านี้มีชื่อว่า Wikileaks.org ซึ่งเปิดตัวมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2007 หรือเป็นเวลา 18 เดือนแล้วที่สมาชิกใน Wikileaks ได้เข้ามาเผยแพร่บทความเปิดโปงความลับและเรื่องอื้อฉาวต่างๆ จนเป็นที่กล่าวขวัญกันไปทั่วโลก ขณะเดียวกันก็ถูกเพ่งเล็งจากรัฐบาลในหลายประเทศแล้วเช่นกัน เพราะเว็บไซต์นี้เปิดรับข้อมูลจากทั่วโลก โดยเน้นประเทศในเอเชีย ละตินอเมริกา ตะวันออกกลาง แอฟริกา และกลุ่มประเทศที่เคยเป็นอดีตสหภาพโซเวียต

เรื่องแรกที่นำมาเปิดโปงตั้งแต่ก่อนเปิดตัวเว็บไซต์อย่างเป็นทางการก็คือ การปล้นชาติในประเทศเคนยา ด้วยอำนาจการบริหารของอดีตประธานาธิบดี Daniel Arap Moi ซึ่งเรื่องดังกล่าวก็ได้สร้างความวุ่นวายในระหว่างการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่กำลังจะเกิดขึ้นพอสมควร

ถัดมาเป็นการเปิดโปงปฏิบัติการควบคุมตัวนักโทษในคุกของสหรัฐอเมริกาที่อ่าวกวนตานาโม โดย Wikileaks ระบุว่าสหรัฐมีนโยบายซ่อนตัวนักโทษบางคน จากการช่วยเหลือขององค์การกาชาดสากล รวมทั้งยังมีการใช้สุนัขในการข่มขู่นักโทษอีกด้วย

บทความต่างๆ เหล่านี้สร้างความไม่พอใจแก่กระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมาก เพราะถือเป็นการนำความลับสุดยอดทางทหารมาเปิดเผย ขณะที่ Julian Assange หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Wikileaks บอกว่านี่เป็นเรื่องที่ทุกคนมีสิทธิ์รับรู้ถึงความไม่ชอบธรรมที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เกิดในประเทศของตัวเอง นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลความลับและความไม่ชอบธรรมในประเทศต่างๆ อีกนับร้อยประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย

Julian เป็นชาวออสเตรเลียโดยกำเนิด แต่ขณะนี้อาศัยอยู่ในแอฟริกา นอกจากเขาจะเป็นผู้ก่อตั้ง Wikileaks แล้ว Julian ยังเป็นนักเขียนและแฮคเกอร์อีกด้วย ซึ่งเหตุนี้เองที่อาจจะทำให้เว็บไซต์แห่งนี้อยู่รอดปลอดภัยจากการปิดกั้นเสรีภาพในการเผยแพร่ข้อมูลมาจนถึงทุกวันนี้

เจ้าของชื่อ Wikileaks ที่แท้จริงนั้นอาศัยอยู่ในเคนยา แต่เจ้าตัวกลับไม่รู้เรื่องเว็บไซต์แห่งนี้มากนัก ส่วนเซิร์ฟเวอร์ก็ดูเหมือนจะตั้งอยู่ในประเทศสวีเดน แต่จริงๆ ยังมีเซิร์ฟเวอร์สำรอง (mirror) ตั้งอยู่มากมายทั่วโลก แม้กระทั่ง Ben Laurie ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบความปลอดภัยของ Wikileaks และยังเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาของเว็บ ก็ยังไม่รู้ว่าเซิร์ฟเวอร์ที่แท้จริงตั้งอยู่ที่ไหนกันแน่ และใครเป็นผู้ดูแลเว็บนอกเหนือจากผู้ก่อตั้งอย่าง Julian

นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่สมาชิกทั่วโลกต่างยอมรับในการรักษาความลับได้เป็นอย่างดีของ Wikileaks จึงนำเรื่องราวต่างๆ มาเผยแพร่กันอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ทีมงานพบว่าหลายครั้งมีบทความที่ไม่น่าเชื่อถือปะปนอยู่ด้วยเช่นกัน ซึ่ง Julian ก็กำลังพิจารณาว่าจะเลิกใช้ระบบ Wiki ดีหรือไม่ และจะเปลี่ยนมาเผยแพร่บทความก็ต่อเมื่อเรื่องที่สมาชิกส่งเข้ามาได้รับการพิสูจน์ความจริงแล้วเท่านั้น

“เวลานี้เป็นยุคของนักสื่อสารมวลชนและนักเคลื่อนไหวต่างๆ ที่จะได้เผยแพร่ข้อมูลได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องเกรงกลัวอิทธิพลใดๆ หรือไม่ต้องเซ็นเซอร์ตัวเองอีกต่อไป คุณลองนึกถึงโลกที่รัฐบาลหรือบริษัทคอยดูแลประชาชนและพนักงานบริษัทให้อยู่กันอย่างมีความสุขสิ นั่นคือโลกที่เรากำลังสร้างให้มันเป็นจริงขึ้นมา”

แม้วันนี้ Julian จะวาดฝันไว้อย่างสวยหรู แต่ยังไม่มีใครรับประกันได้ว่า Wikileaks จะอยู่รอดปลอดภัยไปได้นานเท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม นี่ถือเป็นเว็บไซต์ที่มีแนวคิดและอุดมการณ์อันสร้างสรรค์และน่ายกย่องไม่น้อย ในสภาวะมีความไม่ชอบธรรมและทุจริตเกิดขึ้นไปทั่วทุกหัวระแหง
Read more ...

Outliers โดย Malcolm Gladwell

26 ก.ค. 2553

โดย สฤณี อาชวานันทกุล www.fringer.org ในประชาชาติธุรกิจ เมื่อ 22 ม.ค.2552

ในชีวิตคนเราทุกคนคงมีมากกว่าหนึ่งครั้งที่จะอดคิดไม่ได้ว่า เพื่อนหรือคนใกล้ตัวที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงคนนั้นช่างโชคดีเหลือเกินที่เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์หรือมันสมองเหนือมนุษย์ที่ฟ้าประทานมาให้ เราคงต้องตายแล้วเกิดใหม่ถ้าอยากจะทำได้อย่างนั้นบ้าง

Outliers ผลงานล่าสุดของ Malcolm Gladwell นักเขียนหนังสือเบสต์เซลเลอร์เรื่อง The Tipping Point (และเล่มต่อชื่อ Blink ซึ่งสนุกน้อยกว่ากันมาก) จะทำให้ "คนธรรมดา" อย่างเราๆ ท่านๆ ทุกคนรู้สึกมีกำลังใจขึ้นบ้างว่า จริงๆ แล้วความสำเร็จในชีวิตไม่จำเป็นต้องใช้อะไรมากไปกว่าระดับสติปัญญาที่ "สูงพอ" ระดับหนึ่ง บวกด้วยความขยันหมั่นเพียรแบบเดียวกับที่พ่อแม่ทุกคนพร่ำสอนลูก ประกอบกับสถานการณ์ "เป็นใจ" ที่ทำให้ความขยันนั้นส่งผลดีเป็นทวีคูณ

Outliers เป็นหนังสืออ่านสนุกที่เต็มไปด้วยตัวอย่างน่าสนใจและสรุปงานวิจัยล่าสุดในสาขาสังคมวิทยาและจิตวิทยาสังคม ในทำนองเดียวกับที่ทำให้ The Tipping Point ได้รับความนิยมอย่างสูง ใน Outliers ผู้ประพันธ์คือ Gladwell ชี้ให้เห็นว่า ชีวิตของมนุษย์ทุกคนเป็น "ผลผลิต" ของบริบททางสังคม ภูมิศาสตร์ และสถานการณ์ พอๆ กับที่มันเป็นผลผลิตของเจตจำนงและอิสรภาพในฐานะปัจเจกชน กระทั่งปีเกิดและเดือนเกิดของเราก็มีความหมาย Gladwell แสดงให้เห็นว่า "พรสวรรค์" นั้นสำคัญน้อยกว่า "พรแสวง" ในการกำหนดว่าเราจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวในที่สุด ยกตัวอย่างเช่น แม้กระทั่งอัจฉริยะอย่าง Wolfgang Amadeus Mozart หรือโปรแกรมเมอร์ระดับ "เทพ" อย่าง Bill Joy ก็ต้องใช้เวลาเท่ากันกับคนธรรมดา คือกว่า 10,000 ชั่วโมงโดยเฉลี่ย ในการฝึกซ้อมสิ่งที่พวกเขาถนัด ก่อนที่จะได้รับการยกย่องว่าเป็น "ผู้เชี่ยวชาญ" ในสาขานั้นๆ

ตัวอย่างที่ผู้เขียนชอบเป็นพิเศษคือเรื่องราวของ The Beatles วงดนตรีร็อกในตำนานของอังกฤษ Gladwell อธิบายว่า จุดเปลี่ยนที่ทำให้ The Beatles เล่นเข้าขากันได้อย่างน่าทึ่งคือตอนที่พวกเขาถูกส่งไปแสดงในบาร์เขตเที่ยวผู้หญิงติดต่อกันหลายคืนในเมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี ต้องเล่นดนตรีคืนละหลายชั่วโมง พยายามดึงดูดความสนใจของลูกค้าบาร์ที่เดินเข้าๆ ออกๆ ตลอดเวลา เป็นโอกาสที่ทำให้ทุกคนในวงได้ฝึกฝนการแสดงสดอย่างหนักหน่วงและเคี่ยวกรำจนเข้าขากันได้ ราวกับเปลี่ยนเป็นคนละวงเมื่อพวกเขาเดินทางกลับอังกฤษ Gladwell ยกตัวอย่างเหล่านี้เพื่อบอกว่า คนเราสามารถประสบความสำเร็จได้แทบทุกคน ถ้าเราตระหนักว่าความสำเร็จเป็นเรื่องของความขยันมากกว่าความสามารถเฉพาะตัวที่ฟ้าดินมอบให้ตั้งแต่เกิด เราอาจต้องใช้เวลามากกว่าอัจฉริยะอย่าง Mozart ก่อนที่จะประสบความสำเร็จ แต่ถ้าเราหมั่นฝึกฝนจนครบ 10,000 ชั่วโมง ความสำเร็จก็น่าจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

แต่บริบททางสังคมและโชคก็มีส่วนกำหนดเหมือนกันว่าเรามีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด หลังจากที่เรามุมานะฝึกฝนจนครบ 10,000 ชั่วโมงแล้ว ยกตัวอย่างเช่น นักธุรกิจผู้บุกเบิกวงการไอทีของอเมริกา เช่น Bill Gates, Steve Jobs และ Bill Joy ล้วนเกิดระหว่างปี 1953-1956 ซึ่งหมายความว่า พวกเขาเติบโตเป็นวัยรุ่นในยุคที่คอมพิวเตอร์แบบแบ่งเวลาได้ (time-sharing computer คือไม่ใช่แบบตอกบัตรแล้วต้องรอเวลาประมวลผลหลายชั่วโมง) เริ่มมีใช้ในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยบางแห่ง และพวกเขาก็โชคดีที่ได้ฝึกเขียนโปรแกรมกับเครื่องคอมพิวเตอร์เหล่านี้ก่อนใครเพื่อน ทำให้มีแนวโน้มสูงกว่าคนอื่นว่าจะประสบความสำเร็จในวงการเกิดใหม่ที่กลายเป็นแมสในไม่กี่ปีต่อมา

อีกกรณีหนึ่งที่ Gladwell หยิบมาเล่าอย่างสนุกสนานใน Outliers คือความสำเร็จของบริษัทกฎหมายธุรกิจของทนายเชื้อชาติยิวในกรุงนิวยอร์ก รุ่นที่จบปริญญาไปเป็นทนายหลังช่วงเศรษฐกิจถดถอยรุนแรง (Great Depression ในทศวรรษ 1930) โดย Gladwell เล่าว่า ก่อนราวทศวรรษ 1970 ภาคการเงินของอเมริกาคือ Wall Street ดูถูกการซื้อกิจการแบบไม่เป็นมิตร (hostile takeover) ว่าเป็นพฤติกรรมที่สุภาพบุรุษไม่ทำกัน และในขณะเดียวกันสำนักงานกฎหมายดังๆ ในเมืองก็ไม่อยากว่าความคดีเหล่านี้เพราะมองว่า "ต่ำต้อย" เกินไปสำหรับพวกเขา และไม่ค่อยว่าจ้างทนายเชื้อสายยิวเพราะมองว่าไม่ใช่ "ชนชั้น" เดียวกัน ด้วยเหตุนี้ทนายชาวยิวหลายคนจึงต้องร่วมกันก่อตั้งสำนักงานกฎหมายขึ้นมาเอง ว่าความคดีที่ทนายคนอื่นๆ มองว่าต่ำต้อย ดังนั้นเมื่อสภาพการดำเนินธุรกิจเปลี่ยนไป ภาคธุรกิจเริ่มมองการซื้อกิจการแบบไม่เป็นมิตรว่าเป็นกลยุทธ์หนึ่งในการขยายธุรกิจที่ไม่มีอะไรเสียหาย สำนักงานกฎหมายของทนายเชื้อสายยิวหลายแห่งจึงรุ่งเรืองอย่างรวดเร็วและมีงานทำไม่ขาดมือ เพียงเพราะว่าพวกเขาได้สั่งสมประสบการณ์มาแล้วมากมายในสาขาบูมซึ่งเคยเป็นที่รังเกียจของ "ทนายผู้ดี" ในทศวรรษก่อนหน้านั้น

นอกจากจะพิสูจน์ให้เห็นว่าบริบททางสังคมมีความสำคัญเพียงใดต่อชีวิตคนแล้ว Gladwell ยังชี้ให้เห็นว่าภาครัฐหรือโรงเรียนสามารถปรับเปลี่ยนนโยบายในทางที่จะช่วยเหลือผู้โชคร้ายที่เสียเปรียบจากบริบททางสังคมได้อย่างไรบ้าง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรารู้การกำหนดวันหมดเขตคัดตัวนักเรียนเข้าทีมกีฬานั้น ทำให้เด็กที่เกิดต้นปีได้เปรียบเด็กที่เกิดปลายปี (เพราะเด็กที่เกิดต้นปีตัวใหญ่กว่า จึงมีโอกาสเล่นกีฬาได้ดีกว่าเด็กที่เกิดปลายปี) เราก็สามารถแก้ไขความได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรมนี้ได้ด้วยการเปลี่ยนกฎการรับสมัคร ถ้าเรารู้ว่าลำดับขั้นทางสังคมและภาษาที่สืบทอดกันมาเป็นประเพณีนั้น ทำให้กัปตันเครื่องบินไม่ได้รับคำเตือนทันเวลา และดังนั้นจึงเพิ่มความเสี่ยงสำหรับผู้โดยสาร บริษัทก็สามารถจ้างคนนอกให้ฝึกฝนและฝึกอบรมพนักงานเสียใหม่ แบบที่สายการบิน Korean Airlines ทำ และท้ายที่สุด Gladwell เสนอว่า ถ้าเด็กชาวอเมริกันโดยเฉพาะในเขตยากจนในตัวเมืองเรียนไม่ทันเพื่อนร่วมชั้นชาวเอเชีย โรงเรียนก็ควรพิจารณาขยับขยายระยะเวลาของปีการศึกษาออกไปให้นานกว่าเดิม

แน่นอนว่าใครก็ตามที่ชื่นชอบส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างการเล่าเรื่องราวกับหลักวิชาสังคมศาสตร์ใน The Tipping Point จะต้องชอบ Outliers - หนังสือดีอ่านสนุกที่จะเปิดโลกและเปิดใจผู้อ่านให้ตระหนักอีกครั้งหนึ่งว่า การถกเถียงกันว่านิสัยและแบบแผนของชีวิตมนุษย์ขึ้นอยู่กับอะไรมากกว่ากัน ระหว่างพันธุกรรมกับการเลี้ยงดูนั้น บางทีอาจจะเป็นการถกเถียงที่ไร้คำตอบและไม่สำคัญเท่าไรนักในภาพรวม เพราะท้ายที่สุดแล้วชีวิตของคนเราทุกคนย่อมไม่ได้ขึ้นอยู่กับพันธุกรรมและการเลี้ยงดูเพียงสองอย่างเท่านั้น หากขึ้นอยู่กับการกระทำของตัวเราเองเป็นสำคัญ :D (หน้าพิเศษ D-Life)
Read more ...

ความคิด อ.นิธิ ในสถานการณ์เสื้อแดงเรียกร้องสิทธิ

18 ก.ค. 2553
- ประเทศไทยไม่ใช่สังคมเกษตรหมือนอดีต แต่เป็นสังคมอุตสาหกรรมและการบริการ

- เกษตรที่อยู่ในภาคเกษตร ก็เป็นการผลิตเพื่อขาย มิใช่ผลิตเพื่อบริโภคเอง

- เกษตรกร เรียกได้ว่าเป็น คนชั้นกลางระดับล่าง

- ทุกคนอยากให้ลูกมีการศึกษา อยากให้ลูกมีสุขภาพแข็งแรง สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ และดอกเบี้ยไม่แพง

- คนชั้นกลางระดับกลาง ไม่ได้อยู่ดีกินดีเหมือนก่อนปี 40

- จึงพากันพุ่งเป้าไปที่การคอรัปชั่น หรือเรียกร้องให้หยุดโกงกิน

- เริ่มตั้งแต่ปี 2525 50% อยู่ในเมือง เทศบาลก็รวมในนั้น

- จึงบริโภคสื่อ เข้าอยู่ในเมือง ข่าวสารมากมายจึงได้รับรู้

- ชนชั้นต้องสืบทอดสู่ลูกหลายได้

- 9% จนดักดาน 6 ล้านไม่มีงานชัดเจน ภาคการเกษตร รอฤดูกาล

- คนชั้นกลางไม่ใช่แค่ต้องการให้ลูกไปได้ไกลกว่าตัวเอง

- รายได้ไม่เพียงพอกับการศึกษา ไม่เหมือนสมัยพ่อแม่ที่อยู่สุขสบายกว่า

- อเมริกาคล้ายไทย แต่ไม่เหมือนซะทีเดียว เพราะแทรกขึ้นไปอยู่ระดับบนได้ แต่ไทยไม่เปิดโอกาส

- ทักษิณ จับคนระดับกลางกลุ่มนี้ได้ ไม่ใช่คนจนจริง ๆ เพราะเหลืออยู่น้อยแล้วคนลักษณะนั้น

- สุดท้ายทักษิณ ไม่ฟังคนกรุงเทพฯ

- เป็นการทำลายอำนาจของคนชั้นกลางระดับบน และกลางใน กทม. ที่เคยควบคุม กทม.

- การต่อรองของชนชั้นกลางระดับล่างเพื่อให้มีส่วนร่วมบ้าง

- สู้ได้ทุกกรณีทั้ง สภา,สหภาพ และท้องถิ่น

- กรณีเขื่อนปากมูล รัฐสภาไทยไม่เคยเข้าไปตรวจสอบดูในพื้นที่เลย

- ฝรั่งเศส ประชาชนมีการต่อรองตลอด เกษตรกรสามารถนำสินค้ามาเททิ้งได้เลย ทำมากว่า 100 ปีแล้ว

- ไม่มีพื้นที่สื่อของคนชั้นล่าง

- ม็อบคือพื้นที่แสดงออกและต่อรองของคนชั้นล่าง

- ไม่เชื่อว่า ใครจะคิดแทนคนอื่นได้ในเรื่อง รธน.

- รธน.อเมริกา เป็นการตกลงระหว่างเจ้าของที่ดิน กับรัฐบาลว่า ท้องถิ่นมีอำนาจใหญ่กว่า

- อดีตไทย เป็นการต่อรองระหว่าง ชนชั้นสูง กับชนชั้นกลางระดับบน ที่ทำแทนสถาบันกษัตริย์

- แต่ทำในอำนาจปวงชนชาวไทยเท่านั้น

- สถาบันกษัตริย์ไทย ไม่ใช่อย่างอดีตอีกแล้ว อย่าสับสนนำ ร.1 หรือ ร.5 มาอ้างมาใช้ในยุคปัจจุบัน

- อยู่ภายใต้ รธน. แล้วต้องปรับตัว แต่คงให้เหมือน อังกฤษไม่ได้เลย เพราะทำมาร้อยปีแล้ว

- การพูดของราชินีอังกฤษ ก็แค่การพูดไป อ่านไป ตามประเพณี

- แต่ใครจะโจมตีว่าพูดโง่ ๆ ไม่ได้

- ธรรมเนียมเข้าไปคุยกับนายกฯ อาทิตย์ละครั้ง แต่ไม่มีเรื่องสั่ง ก็แค่คุยต่อเนื่อง ดังเช่นหนังเรื่อง อลิซาเบธ

- เป็นปกติที่มีเงิน มีอำนาจ จึงขอแยกทรัพย์สินออกมา ในสมัย ร.7

- สฤษดิ์ เปลี่ยนไม่ให้สภาคุมวัง สภาอนุมัติ

- ราชการควรให้ท้องถิ่นช่วยจัดการ เพราะรัฐบาลกลางทำไม่ทั่วถึงแน่นอน

- ศาล ถ่วงดุลกัน ขอหมายจับจากศาล ถูกต้องแล้ว แต่ต้องซักไซ้ให้ดีก่อนออกหมายจับ

- รีวิวคำพิพากษาสามารถทำได้

- ภาษีต้องเก็บเท่าเทียมกัน ฝรั่งยิ่งรวยยิ่งอยากจ่าย คนไทยยิ่งรวย ยิ่งอยากเบี้ยวภาษี
Read more ...

นักฟุตบอลคิดอย่างไร

16 ก.ค. 2553
ตารางคะแนน ไม่เคยโกหกใคร
Read more ...

As the Future catches you : เมื่ออนาคตไล่ล่าคุณ

8 มิ.ย. 2553
โดย Juan Enriquez

ดร.สุรเจต ไชยพันธ์พงษ์ ได้สรุปไว้เกี่ยวกับ

มุมมองของผู้เขียน ต่อโลกอนาคตอันมีส่วนสัมพันธ์กับชีวิตความเป็นอยู่ของเราและลูกหลานไว้อย่างน่าสนใจยิ่ง

As The Future Catches You : How Genomics & Other Forces are Changing Your Life, Work, Health & Wealth

หนังสือดังเล่มนี้ ผู้แต่งต้องการชี้ให้เห็นถึง พัฒนาการของเทคโนโลยี 3 อย่างที่กำลังครอบงำโลกนี้อยู่ และ หลายคนก็ยังไม่รู้ตัว คือ

Digital Technology,
Genomics และ
Nano Technology

และสิ่งที่น่าตกใจมากขึ้นไปอีกก็คือ เทคโนโลยีเหล่านี้สามารถมี Convergence ซึ่งกันและกันได้แล้ว จึงสามารถส่งพลังมหาศาลต่อการเปลี่ยนแปลงของการดำรงชีวิตอยู่ของมนุษย์ในทศวรรษอันใกล้นี้ รวมทั้งจะส่งผลต่อธุรกิจต่างๆ เป็นอย่างมาก

ผู้ที่เสียเปรียบอันเนื่องมาจาก Technology Illiterate ก็จะยิ่งยากจนลง ผู้ที่มี Technology Literacy สามารถเข้าใจ Digital Code (0-1-0-1)

และ Genetics Code (A-T-C-G) ก็จะสามารถสรรสร้างสิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรมใหม่ออกมาได้เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ ทีวี รถยนต์ อาหารการกิน ยารักษาโรค และชิ้นส่วนอวัยวะมนุษย์ เป็นต้น

ดังนั้น ปัจจัยที่จะมีผลต่อความมั่นคงและความมั่งคั่งของประเทศ จึงมีมากกว่าเรื่องของการศึกษา ประชาธิปไตย ความสามารถในการแข่งขัน การเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจให้ผู้คน แต่ยังประกอบด้วย "เทคโนโลยี" อีกด้วย

ดร.สุรเจต ไชยพันธ์พงษ์ จาก www.ctech.ac.th ได้สรุปไว้

"พัฒนาการของเทคโนโลยี 3 อย่างที่กำลังครอบงำโลกนี้อยู่ และ หลายคนก็ยังไม่รู้ตัว คือ 
D
igital Technology, 
Genomics และ 
Nano Technology"

Mixing Apples, Orange and Floppy Disks Digital Code ซึ่งประกอบไปด้วย Code 0-1-0-1 …

แต่สามารถสร้างสรรข้อมูล ข่าวสาร และสิ่งต่างๆ บนโลกนี้ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์, Computer, TV, Music และทำให้ประเทศเล็กๆ

เช่น ไต้หวัน, ฟินแลนด์, สิงคโปร์ ร่ำรวยอย่างมหาศาล เป็นเพราะประเทศเหล่านี้เข้าใจ "Change" และมี "Technology Literacy" ในระดับสูง

ในปี 1995 มนุษย์สามารถถอดรหัสภาษาของ Genetic Code ซึ่งมีอยู่ในสิ่งมีชีวิตทุกสิ่งไม่ว่าจะเป็นแบคทีเรีย, แมลง, พืช, สัตว์ และมนุษย์

โดย Genetic Code นี้ จะประกอบด้วยตัวอักษรใหญ่ 4 ตัว คือ A-T-C-G เหมือนโครงสร้างภาษาของ Digital Code

ดังนั้น ในอนาคตอันใกล้ ผู้ที่เข้าใจ Genetic Literacy ( Code : A-T-C-G ) และสามารถใช้ประโยชน์จากการคิดค้น Code เหล่านี้ได้เหมือน Digital Code ( 0-1-1-0-0-1-1… ) อาจสามารถสรรสร้างสิ่งต่างๆ ได้อย่างมหาศาล

"If you change this code, just as if you change the code in floppy disk or on a CD, you change the message, the product and the outcome."

ตัวอย่างการรักษาโรคในปัจจุบันซึ่งเป็น Treatment แบบ "Emergency Prevention" ก็จะเปลี่ยน ไปสู่แบบ "Deliberate and Personalized Prevention" เหมือนการรักษาฟัน (ที่เน้นในเรื่องป้องกัน เช่น การขูดหินปูน, การอุดฟันรักษารากฟัน หรือเคลือบฟลูออไรด์ เป็นต้น)

โดยการปรับจาก Genetic Code นี้ ยารักษาโรค ก็จะไม่ใช่แบบ "ต้องกิน ต้องฉีด" แต่จะเป็นแบบผสมในอาหาร น้ำดื่ม เครื่องสำอาง หรือกระทั่งสบู่ที่ใช้อาบน้ำ ในชีวิตประจำวัน

จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจเลย หากวันนี้ P&G กำลังคิดที่จะ Merge รวมกับบริษัทยายักษ์ใหญ่ หรือ บริษัท L'oreal ซึ่งมีการจ้าง "Molecular Biologist" เข้าทำงานมากขึ้น และบริษัทอย่าง Mosanto, Dupont, Novartis, IBM, Hoechst, Compaq, GlaxoSmithKline ซึ่งมี Core Business แตกต่างกัน

จึงกำลังคิดเรื่อง Partnering … Merging ... Growing

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2001 มนุษย์ประสบผลสำเร็จในการค้นพบ "แผนที่พันธุกรรมของมนุษย์" ซึ่งจะ มีผลทำให้พัฒนาการบนโลกนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากทีเดียว แผนที่พันธุกรรมนี้จะประกอบไปด้วย Code ต่างๆ คือ A-T-C-G ซึ่งก็เป็น Genetic Code เช่นกัน

ดังนั้น แผนที่ที่ทุกคนสนใจในขณะนี้จึงไม่ใช่ World Map (ซึ่งประกอบไปด้วยทวีป แม่น้ำ ทะเล ภูเขา หรือเมืองต่างๆ) แต่เป็น Genetic Map

"These map are changing the way we look at all life because they provide blueprint crucial to almost every business."

วันที่ 31 มกราคม 2001 รัฐบาลอังกฤษได้ออกกฎหมายรับรองการ Cloning ชิ้นส่วนตัวอ่อนของ มนุษย์แล้ว

Lack of technology literacy is one of the reason of the gap between the richest and the poorest countries in the world which is growing so quickly …

Why there is a 390 : 1 gap. การโคลนนิ่ง

------------------

2: The 390 : 1 Gap

ประเทศที่เคยยิ่งใหญ่หลายประเทศในอดีตกาล บัดนี้ได้ล่มสลายไป หรือไม่ก็ไม่สามารถดำรงคงอยู่ได้อย่างยิ่งใหญ่อีกแล้ว เช่น

คศ. 1200 ขอม (หรือ เขมรปัจจุบัน) ถือเป็นประเทศที่มั่งคั่ง ร่ำรวยประเทศหนึ่งของโลก เช่น นครวัด

คศ. 1500 เปรู และเม็กซิโก เหนือกว่ายุโรปมาก

คศ. 1600 Switzerland of the Middle East คือ เลบานอน และ Switzerland of Africa คือ ยูกันดา

แต่ด้วยสงครามเผ่าพันธุ์ และการเมืองภายในกันเอง และละเลยเรื่องของ "การพัฒนาเทคโนโลยี" ประเทศ หรืออาณาจักรเหล่านี้หลายแห่งก็สูญสลายไป หรือไม่วันนี้ก็ยากจนมาก

หรืออย่างในปี 1840 โลกเพิ่งเริ่มต้นยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม ประเทศจีน และอินเดียครองสัดส่วนการค้าทั้งโลกนี้ถึง 40% โดยสินค้าหลัก คือ ผ้าไหม เพชรพลอย และมรกต

แต่ในขณะเดียวกันฟากฝั่งยุโรปและอเมริกา เริ่มต้นการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยการ "Industrialize and Standardize" ซึ่งจีนและอินเดียไม่ได้ทำ

สัดส่วนการครองการค้าโลกของประเทศทั้งสองจึงเหลือเพียง 3.4%

คศ. 1800 คิวบา และอาร์เจนติน่า ร่ำรวยกว่าอเมริกา แต่อเมริกามุ่งมั่นเรื่องการให้การศึกษาผู้คน สร้างโครงสร้างพื้นฐาน สะสมทุน

รับเอาเทคโนโลยีมาใช้ในภาคการเกษตรและสิ่งทอ อเมริกาจึงแซงหน้าประเทศเหล่านี้

คศ. 1860 สินค้าญี่ปุ่นเป็นสัญลักษณ์ของ Bad Quality แต่ปัจจุบันเป็น World Class Quality และผลิตสินค้าขายได้มากเป็น 5 เท่าของทวีปอเมริกาใต้ทั้งทวีป

ปัจจุบัน Gap ระหว่างประเทศร่ำรวย กับประเทศยากจน จึงไม่ใช่ 5 : 1 แต่เป็น 390 : 1
และจะยิ่งมากขึ้นด้วย "IT and Genetic Revolution" และในไม่ช้า Gap นี้อาจเป็นถึงมากกว่า 1,000 : 1 เท่าก็ได้ Argentina! Tokyo

----------------------

3 : The New Rich and The New Poor

ความแตกต่างในเรื่องของ "การศึกษา" โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ "Scientific Literacy" นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเรื่องของความมั่งคั่ง

เมื่อ 50 ปีที่แล้ว เม็กซิโก ผลิตสินค้าได้เป็น 2 เท่าของไต้หวัน แต่ในปี 1974 ไต้หวันทุ่มเทให้กับเรื่องของการศึกษามาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านวิทยาศาสตร์ในระดับมหาวิทยาลัย จึงก่อให้เกิดการพัฒนาด้านอุตสาหกรรม ขึ้นมาทั้งในเรื่องของ Computer และ Chip

และวันนี้ไต้หวันผลิตสินค้าได้เป็น 4 เท่าของเม็กซิโก เป็นผลให้ Hourly Wage สูงกว่า Maxico กว่า 2 เท่า

World Economy ทุกวันนี้เปลี่ยนไปจากเดิมจากภาคการเกษตร มุ่งสู่ภาคบริการมากขึ้น ซึ่งเป็นลักษณะของ Knowledge Economy

"The knowledge component become more important, and manual worker labour has less valuable."

"Today, a kid with a smart idea, a couple of friends, and some luck can made a lot of money very quickly." (เช่น Jeff Bozos ผู้สร้าง amazon.com )
Read more ...

ถอดบทเรียน พคม. กับ ๒๐ ปีแห่งการร่วม 'พัฒนาชาติไทย'

25 เม.ย. 2553
โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์

[10 กรกฎาคม 2551 09:31 น
 
ครั้งหนึ่งชื่อเสียงของพรรคคอมมิวนิสต์มาลายา (พคม.) ถูกกล่าวขวัญถึงกันค่อนโลก ด้วยวีรกรรมการต่อสู้ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนับจากมีการจัดตั้งพรรคในปี พ.ศ.๒๔๗๓ ขณะที่เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ทำให้สมาชิกพรรคพยายามแทรกซึมเข้าไปในกลุ่มกรรมกร และเยาวชนในมาเลเซีย กระทั่งเกิดสงครามระหว่างจีนกับญี่ปุ่น พคม. จึงได้ดำเนินนโยบายต่อต้านญี่ปุ่นอย่างเข้มแข็ง พร้อมกับการต่อต้านอังกฤษ ซึ่งปกครองมาเลเซียหรือ 'มลายู' อยู่ในขณะนั้น

ตอนที่ญี่ปุ่นยาตราทัพเข้ายึดครองมาเลเซีย พคม. ได้จัดตั้งขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นโดยมีการฝึก และหลบซ่อนตัวอยู่บริเวณป่าเขาภาคกลางของมาเลเซีย เรียกตัวเองว่า

'กองทัพประชาชนมาลายา เพื่อต่อต้านญี่ปุ่น' (Malayan People's Anti - Japanese Army)

ขณะนั้นอังกฤษ ซึ่งไม่อาจต้านทานกองทัพญี่ปุ่นมีข้อตกลงกับ พคม. ในระยะสุดท้ายของสงครามผ่านทาง ลอร์ด เมาท์แบทแทน ผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพสัมพันธมิตร โดยอังกฤษให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน และอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ แก่ฝ่าย พคม. เพื่อทำการต่อสู้ขับไล่ญี่ปุ่น

ต่อมาเมื่ออังกฤษได้กลับมาปกครองมาเลเซียเช่นเดิมเมื่อญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงคราม ทำให้สงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุติลง ภายใต้ข้อตอบแทนบางประการ รัฐบาลอังกฤษสั่งยุบเลิกขบวนการประชาชนมาลายาต่อต้านกองทัพญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม ๒๔๘๘ และพรรคคอมมิวนิสต์กลายเป็นพรรคการเมืองที่ถูกต้องตามกฎหมายทันที

แต่ในปี ๒๔๙๑ พคม. ได้หวนกลับมาใช้วิธีการต่อสู้ด้วยอาวุธอีกครั้ง เพื่อหวังสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนมาลายาให้สำเร็จ โดยเรียกชื่อกองกำลังของตนเองว่า

'กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งมาลายา' (Malayan National Liberation Army)

จนถูกทางรัฐบาลอังกฤษปราบปรามอย่างรุนแรง ถึงขั้นประกาศภาวะฉุกเฉินในมาเลเซีย ซึ่งยืดเยื้ออยู่ถึง ๑๒ ปี มาสงบลงหลังจากมาเลเซียสถาปนาเป็นประเทศเอกราชได้ ๓ ปี คือเมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๐๓

จากนั้นเป็นต้นมา พคม. ส่วนหนึ่งได้เข้ามาหลบอาศัยอยู่ในป่าพรมแดนระหว่างมาเลเซีย และประเทศไทย ถึงขั้นมีการประสานใช้กำลังฝ่ายไทย-มาเลเซีย ตามแผนปราบปรามร่วม 'แหลมทอง' ในปี ๒๕๐๖ ในพื้นที่ จ.สงขลา จ.ยะลา และ จ.นราธิวาส ซึ่งเวลานั้นคาดกันว่ากองกำลังฝ่าย จคม.คงเหลืออยู่ไม่มากแล้ว แต่จำนวนสมาชิกได้เพิ่มขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งหลังเดือนพฤษภาคม ๒๕๑๒ เมื่อจากเกิดการจลาจลทางเชื้อชาติในมาเลเซีย

โดยข้อเท็จจริงแล้วขณะใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งของประเทศไทยเป็นจุดเคลื่อนไหว พลพรรค พคม. พยายามหลีกเลี่ยงการปะทะกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยให้มากที่สุด แต่ด้วย 'การเมืองภายใน' ที่เกิดความขัดแย้งทางความคิดระหว่าง พคม. ที่เคลื่อนไหวในเขต อ.เบตง จ.ยะลา ระหว่างปี ๒๕๑๓-๒๕๑๗ จึงมีการแยกออกเป็น ๒ กลุ่ม ๓ พวก คือ พรรคคอมมิวนิสต์มาลายา พวกที่ ๑ กรม ๘ มี

อี้เจียง

เป็นหัวหน้า พวกที่ ๒ คือพรรคคอมมิวนิสต์มาลายา เขต ๒ มี

จาง จง หมิง

 เป็นหัวหน้าพรรค (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) และพวกที่ ๓ ประกอบด้วยพรรคคอมมิวนิสต์มาลายา กรม ๑๐, กรม ๑๒, เขตพิเศษ, กองพิเศษ/เขตผสม มี

จีน เป็ง

เป็นหัวหน้า และรองคือ

'อาเฉิน'

 ซึ่งเคยรักษาการเลขาธิการพรรคแทน จีน เป็ง

จุดเปลี่ยนการต่อสู้ของ พคม. เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๓๒ เมื่อมีการลงนามสัญญาสันติภาพ ๓ ฝ่ายที่โรงแรมลีการ์เด้น อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จนกลายมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย อันเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล

พลเอกเปรม ติณสูลานนท์

 นายกรัฐมนตรี ซึ่งได้ประกาศใช้คำสั่งที่ ๖๖/๒๕๒๓ ในการต่อสู้ เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย โดยปรับเปลี่ยนแนวทางใช้การปราบปรามควบคู่กับการเจรจาอย่างต่อเนื่องจนประสบผลสำเร็จ โดยเวลานั้น

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ดำรงตำแหน่งบัญชาการทหารบก และรักษาการผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ

พล.ต.กิตติ รัตนฉายา ดำรงตำแหน่ง ผบ.พล.ร.5/ผบ.กกล.ผสม ฉก.ไทย

พคม.กลุ่มแรกคือ จคม.กรม ๘ กลุ่มของ

บุญชัย แซ่อึ้ง หรือ อี้ เจียง

ทยอยออกมารายงานตัวตั้งแต่วันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๓๐ ต่อมาวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๓๐ จคม.กลุ่มที่ ๒ คือ จคม.เขต ๒ กลุ่มของ

หยี เจียน แซ่เซียว (จาง จง หมิง)

และกลุ่มสุดท้าย ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดได้เข้ารายงานตัว พร้อมกับมีพิธีลงนามสัญญาระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับรัฐบาลมาเลเซีย โดยฝ่ายไทยเป็นพยาน ส่วน พคม. นำโดย

จีน เป็ง

ในที่สุด พคม. กลายมาเป็น 'ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย' โดยสมบูรณ์ โดยมีบางส่วนสมัครใจกลับไปอาศัยอยู่ฝั่งประเทศมาเลเซีย แต่ส่วนใหญ่อาศัยแผ่นดินไทยเป็นถิ่นพักอาศัย ซึ่งการแตกแยกของ พคม. เป็น ๒ กลุ่มกันก่อนหน้านี้ ต่อมามีผลต่อการจัดตั้งหมู่บ้าน กลุ่มหนึ่งคือกลุ่มบ้านปิยะมิตร และอีกกลุ่มคือที่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา ช่วงที่ผ่านมามีความพยายามเชื่อมประสานทางความรู้สึกโดยผู้นำที่มากบารมีในพื้นที่ และได้รับการยอมรับจากทั้ง ๒ ฝ่าย คือ

คุณวุฒิ มงคลประจักษ์ นายกเทศมนตรีเมืองเบตงคนปัจจุบัน

 ซึ่งเป็นชาวจีนฮกเกี้ยนที่มากด้วยฝีมือสามารถพลิกฟื้นเมืองเบตงให้เป็นสวรรค์ของทุกผู้คน และผสานให้เกิดเอกภาพในความหลากหลายได้อย่างดีเยี่ยม

วันที่ ๒๘-๒๙ มิถุนายนที่ผ่านมา ผู้เขียนมีโอกาสเข้าร่วมการจัดงาน 'รำลึก ๖๐ ปีการต่อต้านอังกฤษของพรรคคอมมิวนิสต์มาลายา' ซึ่งจัดกันที่

เมืองอิโปห์ รัฐเปรัก ประเทศมาเลเซีย

 มีอดีตสมาชิก พคม. จากทั่วประเทศมาเลเซีย รวมทั้งฝั่ง อ.เบตง จ.ยะลา เข้าร่วมด้วยกว่า ๕๐๐ คน โดยแม่งานหลักของการจัดงาน ประกอบด้วย ๓ กลุ่มสำคัญ คือ ชมรมศตวรรษที่ ๒๑, ชมรมสมาชิกเก่า และชมรมฝู่หวังในประเทศมาเลเซีย

บรรยากาศงานที่ได้ไปสัมผัสนั้น แทบทุกคนกลายเป็นคนสูงวัยกันไปหมดแล้วหลังผ่านการต่อสู้ในป่าเขานับหลายสิบปี ถึงวันนี้สาระที่ถูกเน้นย้ำคือ การรำลึกความหลัง และยกย่องนักต่อสู้ทุกคนในฐานะวีรชนที่ต่อสู้กับผู้รุกราน และท้ายสุดคือสรุปบทเรียนว่า สงครามนั้นแท้แล้วมีแต่จะนำมา ซึ่งความสูญเสีย ความเจ็บปวด ฯลฯ ไม่เป็นผลดีกับใครทั้งสิ้น ดังที่

ชั้ย เจิ้น ฟุ หรือ 'หนานจุน'

ประธานชมรมศตวรรษที่ ๒๑ อดีตสมาชิก พคม. ระดับผู้นำกรม กล่าวสรุปไว้ว่า อยากให้สิ่งที่เกิดขึ้นครั้งอดีตเป็นบทเรียนให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้ว่าสงครามการต่อสู้เป็นสิ่งเจ็บปวด หากเลี่ยงได้ควรจะเลี่ยงเสีย

ด้วยฐานะที่ประวัติการต่อสู้ของอดีต พคม. ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ สะท้อนแง่มุมต่างๆ ได้มากมาย โอกาสที่ปี ๒๕๕๒ จะครบรอบ ๒๐ ปีการลงนามสัญญาสันติภาพ ๓ ฝ่าย ไทย-มาเลเซีย และพรรคคอมมิวนิสต์มาลายา จึงมีความพยายามที่จะนำมาเรียงร้อยเป็นเรื่องราว เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้ร่วมกัน รวมถึงการจัดงานรำลึกเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ โดยแกนนำประสานคือ เอกชัย วาฑิตศุภผล หรือ 'ผู้ใหญ่โก๊ะ' ผู้ใหญ่บ้าน บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา ๑๐ ต..อัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา ผู้นำรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์ความสามัคคีในแผ่นดิน

'อาเฉิน' อดีต ๑ ใน ๕ เสือผู้นำระดับสูงสุดของ พคม. ปัจจุบันอายุ ๙๐ ปีพำนักอยู่ที่

บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา ๑๐

ซึ่งผู้เขียนมีโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะ และพูดคุยด้วย ปฏิเสธที่จะกล่าวถึงสถานการณ์ที่กำลังเกิดในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ในขณะนี้ โดยกล่าวเพียงว่าทุกวันนี้วางมือเรื่องการเมืองหมดแล้ว แต่ให้แง่คิดว่าเห็นด้วยว่าบทเรียนทั้งหมดของ พคม. และผู้เกี่ยวข้อง ควรจะถูกบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการก่อสันติภาพถาวรในอนาคต ภายใต้ความร่วมมือจากบุคคลทุกฝ่าย

"ต้องเน้นเรื่องราวจากที่เกิดสงครามแล้วนำมาสู่สันติภาพ เป้าหมายสูงสุดคือการนำไปปรับใช้กับสถานการณ์ปัจจุบันให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืน ไร้ ซึ่งการใช้ความรุนแรงมาต่อสู้ห้ำหั่นอีกต่อไป" อาเฉิน ให้แง่คิดเรื่องหนังสือบันทึกประวัติศาสตร์ ซึ่งจะเป็นการถอดบทเรียน พคม. กับระยะเวลา ๒๐ ปีแห่งการ 'ร่วมพัฒนาชาติไทย' เพื่อก่อประโยชน์แก่ทุกฝ่ายอย่างแท้จริง
Read more ...

ยูเนสโก้ ขอให้ชาวญี่ปุ่นเลิกกินปลาทูน่า

16 มี.ค. 2553
16/3/2553

ผู้แทนองค์การยูเนสโกจากโมนาโก กล่าวในที่ร่วมประชุมอนุสัญญาว่าด้วยการค้าสัตว์ป่าและพืชป่าระหว่างประเทศ หรือ ไซเตส ในกรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ว่าญี่ปุ่นจะต้องเลิกการบริโภคปลาทูน่าครีบน้ำเงิน เพื่อป้องกันไม่ให้ปลาชนิดนี้สูญพันธุ์

ที่ประชุมของ 175 ประเทศระหว่างวันที่ 13-25 มีนาคม มีกำหนดจะโหวตเกี่ยวกับข้อเสนอประมาณ 40 ข้อ สำหรับการกำหนดกฎระเบียบการค้าและสัตว์ป่าและพืชป่าต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงฉลาม ปะการัง ช้าง และหมีขั้วโลก และสมาชิกไซเตส มีกำหนดจะโหวตรับรองการห้ามการค้าระหว่างประเทศปลาทูน่าครีบน้ำเงินมหาสมุทรแอตแลนติก อาหารจานเด็ดอย่างหนึ่งในญี่ปุ่น

ข้อเสนอให้ห้ามการค้าระหว่างประเทศปลาทูน่านี้ มาจากโมนาโก ที่มีสหรัฐ และอียู.สนับสนุน ข้อเสนอนี้จะต้องได้เสียงสนับสนุนจากเสียงส่วนใหญ่ 2 ใน 3 ของที่ประชุม จึงจะมีผลบังคับใช้

นายปาตริก ฟัน คลาเวิร์น ผู้แทนยูเนสโก จากโมนาโก เป็นคนออกมาเรียกร้องให้ชาวญี่ปุ่นเลิกรับประทานเนื้อปลาทูน่าครีบน้ำเงินแอตแลนติกสัก 2 ถึง 3 ปี เพื่อให้ปริมาณปลาชนิดนี้ฟื้นตัว

ตามข้อมูลของไซเตส ปริมาณปลาชนิดนี้ลดลงกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ นับตั้งแต่ปี 2513 ญี่ปุ่นนำเข้าประมาณร้อยละ 80 ของปริมาณปลาที่จับได้ ปลาตัวหนึ่งมีน้ำหนักถึง 650 กิโลกรัม และมีราคากว่า 1 แสนดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.3 ล้านบาท ซึ่งอียู. สหรัฐฯ และเลขาธิการไซเตส ต่างสนับสนุนคำสั่งห้ามการค้าระหว่างประเทศปลาทูน่าครีบน้ำเงินแอตแลนติกที่พบในมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และอ่าวเม็กซิโก ทูน่าบางส่วนจะว่ายตัดข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก
Read more ...

ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เมื่อ

6 ม.ค. 2553
เขาไม่ต้องการให้คนรากหญ้าลืมตาอ้าปากและฉลาดขึ้นหรอก เขาพยายามจะเลี้ยงเอาสไว้ เขาพยายามจะให้เงินทองเวลาจะเลือกผู้แทน ให้การจัดเลี้ยง เขารู้จุดอ่อนของคนรากหญ้าหมดแล้ว

เมื่อไรคนรากหญ้าเก่งและฉลาดขึ้นเขาก็หากินลำบาก ชาวรากหญ้าต้องเห็นความสำคัญของความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ กราบไหว้ ปฏิบัติตนมิให้เสื่อมเสีย เคารพเทิดทูนพ่อแม่ บรรพบุรุษ ผู้ให้ชีวิต ไร่นา

ควรใช้ลัทธิเอาอย่างแบบคนจีน มาแผ่นไทยเสื่อผืนหมอนใบ สามารถสร้างอาณาจักรใหญ่โต ร่ำรวย แต่ก่อนใช้แรงงาน ต่อมาคนจีนเขาใช้สมอง ไม่ใช้แรงงานมากนัก คิดเคาะตัวเลข

ก็ขอภาวนาให้คนรากหญ้าติดตามข่าวสาร หนังสือพิมพ์ ทีวีเยอะๆ อ่านหนังสือบ่อยๆ อ่านมากๆ ส่งลูกเรียนสูงๆ ตัวเองก็เรียน อ่านหนังสือมากๆ เรียนให้สูงๆ

ปลูกยางพาราทั่วภาคเหนือ อีสาน ฐานะจะดีขึ้น จงรวมกลุ่มชาวไร่ชาวนา ต่อรองราคา ตั้งโรงสีข้าวชุมชน นำข้าวสารออกขายเอง เมื่อไรส่งลูกเรียนแล้วเรียน

- บริหารธุรกิจ 
- เศรษฐศาสตร์ 
- การตลาด 
- การบัญชี 
ไปฝึกงานเป็นลูกน้องพ่อค้า นักธุรกิจก่อน
แล้วผันตัวเองให้ไปเป็นพ่อค้า นักธุรกิจ ดำเนินกิจการเอง 

และต้องเป็นคนประหยัด อดออม ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ลุ่มหลงอบายมุขที่เขาวางกับดักเอาไว้ หวยโปไฮโล เหล้า เที่ยวกลงคืน คบคนชั่ว เกียจคร้าน ต้องฉลาดรู้เท่าทัน ใช้วิจารณญาณในการชม ฟังโฆษณาชวนเชื่อหรือสิ่งมอมเมาต่างๆ เมื่อนั้นประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดินตัวจริง เสียง จริง
Read more ...

อุปนิสัยทั้ง 7

22 ธ.ค. 2552
ว่าด้วย นิสัย (Habit)


Stephen R. Covey

Stephen R. Covey หนึ่งใน Quality Guru ที่มีชื่อเสียงชาวอเมริกันและอดีตประธานที่ปรึกษาของประธานาธิบดี Clinton ได้กล่าวถึงอุปนิสัย 7 ประการที่จะช่วยพัฒนาคนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด



อุปนิสัยทั้ง 7 ประการนี้ได้แก่

1. Be proactive ต้องเป็นฝ่ายเริ่มต้นทำก่อน

2. Begin with the end in mind เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ

3. Put first things first ทำตามลำดับความสำคัญ

4. Think win / win คิดแบบชนะ / ชนะ

5. Seek first to undersland, then to be understood เข้าใจผู้อื่นก่อนจะให้ผู้อื่นเข้าใจเรา

6. Synergy ประสานพลัง

7. PDCA ลับเลื่อยให้คม

กรอบความคิดและหลักการ (ภาพรวมของอุปนิสัยทั้ง 7)


ก่อน ที่จะอธิบายเกี่ยวกับอุปนิสัยทั้ง 7 ผู้เขียนได้อธิบายให้เราเข้าใจถึง "กรอบความคิด" หรือ Paradigms ของตัวเราเองและดูว่าเราจะสามารถ "เปลี่ยนกรอบความคิด" (Paradigms Shift) นี้ได้อย่างไร เพราะแต่ละคนย่อมมีมุมมองที่ต่างกันขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการมองและการ ตีความ เมื่อเข้าใจความหมายของ Paradigms ได้ดีขึ้นและเริ่มเปรียบเทียบกับข้อเท็จจริงและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ก็จะทำให้เรามีโลกทัศน์ที่กว้างไกลกว่าเดิม

ทุกชีวิตเริ่มต้นด้วยการเป็นทารก ต้องพึ่งพาอาศัยผู้อื่นตลอดเวลา (Dependence)

พอ โตขึ้นก็เริ่มพึ่งพาตนเอง (Independence) มากขึ้นทั้งทางร่างกายและจิตใจ จนสามารถดูแลตนเองได้ และพัฒนาจนถึงขั้นมีความคิด และความเชื่อมั่นเป็นของตนเอง

เมื่อ เริ่มเป็นผู้ใหญ่จะตระหนักถึงการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน (Interdependence) ซึ่งจะเกิดขึ้นได้เฉพาะคนที่พึ่งพาตนเองได้แล้วเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้อุปนิสัยที่ 1, 2, 3 จึงเกี่ยวข้องกับการเอาชนะใจตนเอง
คือ เปลี่ยนจากคนที่ต้องพึ่งพาผู้อื่นไปเป็นคนที่พึ่งพาตนเองหรือ "ชนะใจตนเอง"

เมื่อพึ่งพาตนเองได้ถือว่ามีพื้นฐานสำหรับการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันได้ก็จะสามารถก้าวไปสู่การ "ชนะใจผู้อื่น"

ด้วยการทำงานเป็นทีมและสื่อสารอย่างมีประสิทธิผลในอุปนิสัยที่ 4, 5, 6

สำหรับอุปนิสัยที่ 7 เป็นอุปนิสัยที่ต้องหมั่นทบทวนอย่างสม่ำเสมอ

ชนะใจตนเอง (อุปนิสัยที่ 1-3)

อุปนิสัยที่ 1 ต้องเป็นฝ่าย เริ่มต้นทำก่อน (Be Proactive)

เป็นอุปนิสัยเบื้องต้นที่สำคัญที่สุดของคนที่จะมีประสิทธิผลในทุกสถานการณ์ คำว่า Pro-activity มีความหมายมากกว่าการริเริ่ม

คน ที่ Proactive จะมีความรับผิดชอบดีมาก ไม่ตำหนิสภาพแวดล้อม เงื่อนไขต่าง ๆ หรือข้อจำกัดจากพฤติกรรมของเขา การกระทำของเขาเกิดจากการเลือกของตนเองซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของคุณค่า มากกว่าผลจากเงื่อนไขหรือความรู้สึกแก่นแท้ของคนที่ Proactive คือความสามารถในการเก็บแรงกระตุ้น การตอบสนองกับสิ่งกระตุ้นจะเป็นไปอย่างรอบคอบ และผ่านการชั่งใจมาแล้ว ต่างกับคนที่ Reactive หรือเป็นฝ่ายถูกกระทำ มักได้รับผลกระทบจากเงื่อนไขทางสภาพแวดล้อมและเลือกที่จะให้อำนาจเหล่านั้น มาควบคุมตน

อุปนิสัยที่ 2 เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ (Begin with the end in mind)



เริ่ม ต้นด้วยการมองเห็นกรอบความคิดเกี่ยวกับจุดมุ่งหมายสุดท้ายในชีวิตของเรา เพื่อใช้เป็นกรอบอ้างอิง ตรวจสอบทุกอย่างที่ผ่านมาว่าสอดคล้องกับสิ่งที่กำหนดไว้ในใจหรือไม่

โดย ต้องกำหนดเป้าหมายไว้อย่างชัดเจน และพยายามทำทุกอย่างไม่ให้ขัดแย้งกับสิ่งที่เรากำหนดไว้ว่าสำคัญที่สุดและทำ ให้เข้าใกล้เป้าหมายให้มากที่สุด

อุปนิสัย ที่ 2 นี้มีพื้นฐานอยู่บนหลักการของ "ความเป็นผู้นำ" ซึ่งต่างจากการเป็น "ผู้จัดการ" "การจัดการ" เหมือนความสามารถในการไต่บันไดแห่งความสำเร็จได้อย่างรวดเร็วและมี ประสิทธิผล

แต่ "ความเป็นผู้นำ" เหมือนกับการพิจารณาว่าบันไดอันไหนพิงอยู่บนกำแพงที่ถูกต้อง บ่อยครั้งที่เราทำงานหนักเพื่อไต่บันไดแห่งความสำเร็จแต่กลับพบว่าบันไดนั้น พิงผิดที่

วิธีที่มีประสิทธิผลมากที่สุดในการเริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจก็คือ
การสร้างคำปฏิญญาส่วนตัว (Personal Mission Statement)  โดยต้องเริ่มต้นที่ "ศูนย์รวม" ของขอบเขตที่สามารถทำได้เสียก่อน "ศูนย์รวม" มีหลายแบบ เช่น

"ศูนย์รวม" อยู่ที่คู่ครอง ครอบครัว เงิน ที่ทำงาน การเป็นเจ้าของ ความยินดีและความพอใจ  มิตรหรือศัตรู วัด และตนเอง เป็นต้น

"ศูนย์รวม" นี้จะเป็นแหล่งกำหนดปัจจัยสนับสนุนชีวิต 4 ประการ ได้แก่
ความมั่นคงในจิตใจ (Sevurity),
เครื่องนำทาง (Guidance),
ปัญญา (Wisdom),
และอำนาจ (Power)

ปัจจัยทั้ง 4 นี้ต้องอาศัยซึ่งกันและกันจึงจะให้ประโยชน์สูงสุด
ความ มั่นคงในจิตใจและเครื่องนำทางที่ชัดเจนนำมาซึ่งปัญญา และปัญญาเป็นตัวจุดประกายให้มีการใช้อำนาจ ผลกระทบในด้านบวกที่จะเกิดกับชีวิตเราขึ้นอยู่กับชนิดของ "ศูนย์รวม" ที่เราเป็นอยู่




อุปนิสัยที่ 3 ทำตามลำดับความสำคัญ (Put first thing first)





การ บริหารงานที่มีประสิทธิผลคือ การทำตามลำดับความสำคัญ ในขณะที่ผู้นำเป็นคนตัดสินใจว่าสิ่งไหนต้องทำก่อน ผู้จัดการจะนำสิ่งนั้นมาไว้เป็นลำดับแรกของการทำงาน การบริหารจัดการก็คือการจัดระเบียบวินัยเพื่อทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จนั่นเอง




อุปนิสัยที่ 3 นี้เกี่ยวข้องกับ "การบริหารเวลา" โดยมีปัจจัย 2 อย่าง
ความ "เร่งด่วน" และ "สำคัญ" ที่เป็นตัวกำหนดกิจกรรมต่าง ๆ ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่เวลาแต่อยู่ที่การ "จัดการกับตัวเอง"

ชนะใจผู้อื่น (อุปนิสัยที่ 4-6)


อุปนิสัยที่ 4 คิดแบบ ชนะ / ชนะ (Think win / win)



แนว คิดแบบชนะ / ชนะ เป็นกรอบของความคิดที่แสวงหาผลประโยชน์ร่วมกัน ข้อตกลงหรือการแก้ปัญหาต่าง ๆ เป็นไปเพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์
แนว คิดชนะ / ชนะวางอยู่บนพื้นฐานของกรอบความคิดที่ว่า ยังมีที่ว่างสำหรับทุกคน ความสำเร็จของคนคนหนึ่งไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำให้อีกคนหนึ่งล้มเหลวเสมอ ไป

อุปนิสัยที่ 4 นี้ ต้องอาศัยความเป็นผู้นำอย่างมาก ผู้นำที่ดีนั้นต้องมองการณ์ไกล มีความคิดริเริ่ม กล้าตัดสินใจและมั่นคง นำทางได้ มีภูมิปัญญาและอำนาจซึ่งมาจากการเป็นคนที่เคร่งครัดในระเบียบวินัย

นอกจากนี้ ผู้เขียนยังได้กล่าวถึงแก่นแท้ของอุปนิสัย 3 อย่างที่จำเป็นต่อ
กรอบความคิดแบบ ชนะ / ชนะ ได้แก่ ความซื่อตรง ความเป็นผู้ใหญ่ และความมีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

อุปนิสัยที่ 5 เข้าใจผู้อื่นก่อนจะให้ผู้อื่นเข้าใจเรา (Seek first to understand, then to be understood)

เป็นกุญแจสำคัญของหลักการติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคลที่มีประสิทธิผล
การติดต่อสื่อสารถือเป็นทักษะที่สำคัญที่สุดในชีวิต เราใช้เวลาหลายปีในการเรียนรู้วิธีการอ่าน เขียน และพูด

แต่น้อยคนที่ได้ผ่านการฝึกอบรมเรื่องการฟัง
การฟังในที่นี้หมายถึงการฟังเพื่อแสวงหาความเข้าใจซึ่งมากกว่าการสนใจฟัง

เราต้องฟังด้วยหู ด้วยหัวใจ ด้วยความรู้สึก ด้วยความหมายที่แสดงออกมา
เราฟังถึงพฤติกรรมและใช้สมองด้านซ้ายและขวาไปพร้อมกัน
การรับฟังเพื่อแสวงหาความเข้าใจส่งผลดีอย่างมากเพราะทำให้เราได้ข้อมูลที่ถูกต้อง

อุปนิสัยที่ 6 ประสานพลัง (Synergize)

หมายถึง การนำข้อดีของอุปนิสัยทั้งหมดมารวมเข้าด้วยกันเพื่อทำงานใหญ่ให้สำเร็จ

กุญแจสำคัญของการประสานพลังระหว่างบุคคลนั้นก็คือ  การ ประสานพลังในตัวบุคคลนั่นเอง เป็นการประสานพลังภายในตัวเองโดยการทำให้อุปนิสัยทั้ง 3 ข้อแรกฝังอยู่ในตัวเราให้ได้ ซึ่งจะทำให้เรารู้สึกมั่นคงเพียงพอที่จะรับมือกับความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น

เมื่อ เรามีหลักการทั้งสามอยู่ในใจแล้ว ก็เหมือนกับเราได้พัฒนาจิตใจที่เอื้อเฟื้อ และมีความคิดแบบ ชนะ / ชนะ อันเป็นพลังของอุปนิสัยที่ 5

ในการสื่อสารแบบประสานพลัง เราต้องเปิดใจ เปิดความคิดให้กว้างและเตรียมความรู้สึกให้ดี พร้อมรับมือกับสิ่งใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นรวมทั้งทางเลือกใหม่และโอกาสใหม่ ซึ่งฟังดูเหมือนกับว่าจะขัดแย้งกับอุปนิสัยที่ 2 (เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ) แต่ในความเป็นจริงเรากำลังทำให้มันสมบูรณ์ยิ่งขึ้นต่างหาก





อุปนิสัยที่ 7 ลับเลื่อยให้คม (Sharpen the saw)

เป็น หลักการปรับตัวใหม่ให้สมดุลซึ่งทำให้อุปนิสัยที่เหลือทั้งหมดทำงานได้ผล เปรียบเสมือนเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่ช่วยรักษาและเพิ่มคุณค่าที่มี อยู่ในตัวให้มากขึ้น เป็นการปรับเปลี่ยนของสิ่งที่มีอยู่ในตัวเราโดยธรรมชาติ 4 อย่าง ได้แก่ ร่างกาย จิตวิญญาณ สติปัญญา และความรู้สึกที่มีต่อสังคม

คำ ว่า "ลับเลื่อยให้คม" หมายถึง การแสดงให้เห็นถึงพลังขับดันทั้ง 4 อย่าง และการฝึกหัดใช้พลังทั้ง 4 ที่มีอยู่ในตัวเราอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมออย่างฉลาดและสมดุลย์ ซึ่งจะทำได้ก็ต้องเป็นคนที่ชอบลงมือก่อน

ในขณะที่ภาคร่างกาย สติปัญญา และใจเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับอุปนิสัยที่ 1, 2 และ 3 ซึ่งมีศูนย์รวมเน้นไปที่วิสัยทัศน์ส่วนตัว ความเป็นผู้นำ และการจัดการ

แต่ทางภาคสังคมและอารมณ์จะเน้นไปที่อุปนิสัยที่ 4, 5 และ 6 ซึ่งมีศูนย์รวมที่เน้นไปที่การติดต่อระหว่างบุคคลของการเป็นผู้นำ การติดต่อสื่อสาร และการร่วมมือกันสร้างสรรค์

ดังนั้นการที่จะประสบความสำเร็จในอุปนิสัยที่ 4, 5 และ 6 นั้นไม่ใช่เป็นเรื่องของสติปัญญาแต่เป็นเรื่องของอารมณ์
Read more ...

ความคิดเห็นล่าสุด

Recent Comments Widget