แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความร่ำรวย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความร่ำรวย แสดงบทความทั้งหมด

ไทยโตแค่จีดีพี-ภาวะเหลื่อมล้ำเพิ่ม! เผยกลุ่มยากจนสุดพึ่งคนชราหัวหน้าครอบครัว

5 เม.ย. 2557
โดยข่าวสด เมื่อ 5 เม.ย.2557

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานกรรมการบริหารสถาบันอนาคตไทยศึกษา เปิดเผยว่า สถาบันได้จัดทำซีรีส์งานศึกษาเรื่องความเหลื่อมล้ำ เรื่อง "8 ข้อเท็จจริง ความเหลื่อมล้ำในไทย" ซึ่งมีข้อค้นพบที่น่าสนใจดังนี้ 

1.ปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่ได้ดีขึ้นเลย 
จากเมื่อสามทศวรรษที่ผ่านมา โดย 25 ปีที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่า แต่รายได้ส่วนที่ตกถึงครอบครัวไทยเพิ่มขึ้นเพียง 3 เท่า 
โดยเมื่อปี 2529 ครอบครัวที่จนสุด 10% เคยมีรายได้เฉลี่ย 1,429 บาท/เดือน 
ครอบครัวรวยสุด 10% มีรายได้เฉลี่ย 28,808 บาท/เดือน ผ่านมา 25 ปี 
รายได้ครอบครัวรวยที่สุดโตขึ้น 3 เท่า เพิ่มเป็น 90,048 บาท/เดือน 
แต่ครอบครัวจนที่สุดเพิ่มขึ้นไม่ถึง 3 เท่า มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 4,266 บาท

2.กลุ่มใหญ่ที่สุดในครอบครัวคนจนคือ ครอบครัวที่มีคนชราเป็นหัวหน้าครอบครัว 

3.เกือบครึ่งของครอบครัวไทยมีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท/เดือน ขณะที่รายได้ครอบครัวเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ 23,000 บาท/เดือน 

4.ความเหลื่อมล้ำที่แท้จริงนั้นยิ่งแย่กว่าที่รายงานทั่วไปอย่างน้อย 25% โดยข้อมูลที่ใช้กันทั่วไปมาจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เมื่อนำรายได้ครัวเรือนมารวมกันจะอยู่ที่ 6.4 ล้านล้านบาท แต่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พบว่า รายได้ครัวเรือนไทยสูงถึง 7.3 ล้านล้านบาท

นอกจากนี้ การสำรวจไม่ได้ให้ภาพที่ครบถ้วนของฐานะการเงินครอบครัวคนรวย เห็นได้จากข้อมูลนิตยสารฟอร์บส์ รวบรวมมูลค่าทรัพย์สินของ 50 มหาเศรษฐีไทย สูงถึง 52,000 ล้านบาท รวยกว่าครอบครัวรวยที่สุดที่สำรวจมาถึง 250 เท่า 

ขณะที่วารสารการเงินธนาคารระบุผู้ได้รับเงินปันผลหุ้นมากสุด 50 อันดับแรก เฉลี่ย 190 ล้านบาท/ปี ซึ่งมากกว่ารายได้รวมจากทุกๆ แหล่งของครอบครัวรวยที่สุดถึง 2 เท่า ทำให้ความแตกต่างระหว่างกลุ่มจนที่สุด 20% และรวยที่สุด 20% เพิ่มขึ้นจาก 11 เท่าเป็น 14 เท่าหรือกว่า 25% และด้วยตัวเลขใหม่นี้จะทำให้อันดับความเหลื่อมล้ำของไทยเมื่อเทียบกับ 157 ประเทศยิ่งแย่ลง คือจากเดิมอยู่ที่อันดับ 121 จะตกไปอยู่ลำดับ 135

5.ความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งไทยอยู่อันดับท้ายๆ ของโลก คือ อันดับ 162 จาก 174 ประเทศ 

6.ทรัพย์สินเฉลี่ยของครอบครัวส.ส. รวยกว่า 99.999% ของครอบครัวไทย โดยทรัพย์สินรวมของส.ส. 500 ครอบครัวมารวมกันเท่ากับ 40,000 ล้านบาท มากพอๆ กับทรัพย์สินของ 2 ล้านครอบครัวรวมกัน ขณะที่มูลค่าทรัพย์สินของนายกรัฐมนตรีไทยสูงกว่าคนที่มีทรัพย์สินสุทธิอยู่ กึ่งกลางถึง 9,000 เท่า 

7.นอกจากนี้มีความเหลื่อมล้ำด้านอื่นๆ 

8.ความเหลื่อมล้ำที่สำคัญที่ควรแก้ คือความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส
Read more ...

15 มรรควิธีรวยแบบ 3 เจ้าสัว

29 ต.ค. 2555
โดยกรุงเทพธุรกิจ เมื่อ 22 ตุลาคม 2555


1. ดำเนินธุรกิจที่สุขุมลุ่มลึก ให้ความสำคัญกับระบบอุปถัมภ์ ตลอดถึงต้องซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภค

2. ศึกษาและแสวงหาความรู้ รวมทั้งมีการวิเคราะห์เจาะลึกทางด้านการตลาด ไม่ลงทุนในกิจการที่ตนไม่ถนัดและไม่ชอบ รอจังหวะที่เหมาะสม

3. ตัดสินใจรุกหรือถอยทางธุรกิจ อย่างเด็ดเดี่ยวทันกาล กล้าได้กล้าเสีย ยอมขาดทุนก่อน มีกำไรภายหลัง

4. ยึดหลักสร้างภาพลักษณ์โดดเด่น ด้วยกิจกรรมทางสังคม

5. มีศิลปะใช้คนให้เหมาะกับงาน ใช้งานให้เหมาะกับคน เปิดโอกาสให้บุคลากรในองค์กรได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน เปิดใจกว้างรับฟังและเรียนรู้

6. ยึดหลักการบริหารงานแบบทีมเวิร์ค ด้วยวิธีกระจายอำนาจ ไม่เหมาทำงานหรือมุ่งบริหารงานด้วยคนๆ เดียว

7. มีความสามารถสร้างคน และรักษาคนให้อยู่กับองค์กรยาวนาน ยึดหลัก “ใช้คนไม่ระแวง ถ้าระแวงไม่ใช้” และให้ผลตอบแทนที่ดี

8. ยึดหลักทำในสิ่งที่ชอบ และชอบในสิ่งที่ทำ และรู้ในสิ่งที่ทำ ทำในสิ่งที่รู้

9. มีการปรับเปลี่ยนระบบบริหาร และปรับเปลี่ยนบุคลากรในองค์กร ให้ทันยุคทันสมัยอยู่เสมอ

10. ยึดหลักการบริหารแบบผสมผสาน ระหว่างตะวันตกกับตะวันออก เฉพาะอย่างยิ่งนำแนวทางบริหารที่ก้าวหน้าทันสมัย

11. ยึดหลักขยายธุรกิจครบวงจร แต่ต้องสร้างธุรกิจเดิมให้มีความมั่นคงเสียก่อน

12. เน้นประกอบธุรกิจที่สามารถขยายฐานลูกค้า ไม่จำกัดเฉพาะเชื้อชาติหรือประเทศหนึ่งประเทศใด

13. เป็นผู้ที่มีโลกทัศน์และวิสัยทัศน์กว้างไกล เฉพาะอย่างยิ่งวิสัยทัศน์ทางการค้า มองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น

14. “คิดใหญ่ไม่คิดเล็ก” และ “ทำใหญ่ไม่ทำเล็ก” ด้วยเหตุนี้จึงต้อง “อิงฐานอำนาจรัฐ” เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ

15. อาศัยพันธมิตรทางธุรกิจ เฉพาะอย่างยิ่งการนำเทคโนโลยีของพันธมิตร มาสรรค์สร้างสินค้าและผลิตภัณฑ์ของตน
Read more ...

แนวทางการลงทุน

24 มิ.ย. 2555
 
 
 
โดย http://www.fungistock.com/2012/04/06/books/

หนังสือชุด “พ่อรวยสอนลูก”

หนังสือชุด พ่อรวยสอนลูก เล่มที่ 1 สอนให้ผมรู้จัก รายได้ รายจ่าย สินทรัพย์ และหนี้สิน

เมื่อเรามีรายได้จากการทำงาน เราก็นำรายได้ของเราไปจับจ่ายใช้สอย หรือ ก่อหนี้ ด้วยการซื้อบ้าน ซื้อรถ

เมื่อเราซื้อบ้านหรือรถ เริ่มก่อหนี้ เราก็กลายเป็นหนูถีบจักร ทำงานให้นายจ้าง ทำงานให้ธนาคาร เมื่อทำงานแล้วไม่มีเงินเก็บ

และเมื่อเราทำงานแล้วมีรายได้มากขึ้น เงินเดือนเพิ่ม ก็ก่อหนี้มากขึ้น ใช้จ่ายซื้อสินค้ามากขึ้น ซื้อบ้านหลังใหญ่ขึ้น ซื้อรถคันใหม่ เราก็ต้องยิ่งทำงานหนักขึ้น ทำงานให้ธนาคารมากขึ้น ทำงานให้นายจ้างมากขึ้น

สภาวะเช่นนี้ โรเบิร์ต คิโยซากิ เรียกว่า Rat Race หรือสนามแข่งหนูนั่นเอง นั่นคือ ทำงานแล้วไม่ไปไหน รายได้มากขึ้น แต่ไม่รวยเสียที

ให้สินทรัพย์ทำงานแทน

แต่เมื่อใดก็ตามที่เราเริ่มเก็บเงินก่อน “จ่ายเงินให้ตัวเองก่อน” แล้วซื้อสินทรัพย์ที่สามารถสร้างกระแสเงินสดให้เราได้ เราก็จะมีรายได้มากขึ้น โดยที่ไม่ต้องทำงานเพิ่ม แล้วเราก็นำรายได้ที่มากขึ้นนี้ ไปซื้อสินทรัพย์ ให้สินทรัพย์ทำงานแทน สร้างกระแสเงินสดให้กับเรา ทำให้เรามีรายได้ที่มากขึ้นนอกเหนือจากงานประจำ

ทำไมคนรวยจึงรวยยิ่งขึ้น ? ก็เพราะว่าคนรวย นำเงินรายได้ไปซื้อสินทรัพย์ แล้วให้สินทรัพย์สร้างรายรับให้กับเรา เมื่อเรามีรายได้มากขึ้น ก็จะนำรายได้ส่วนนั้นไปซื้อสินทรัพย์ต่อเนื่อง รายได้ยิ่งมากขึ้น ก็ยิ่งซื้อสินทรัพย์มากขึ้น จนถึงจุดที่ไม่ต้องทำงานก็ยังมีรายได้อย่างต่อเนื่องจนครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่างๆได้ทั้งหมด ก็คือเข้าสู่ อิสรภาพทางการเงินนั่นเอง
เงิน 4 ด้าน รายรับ 4 ช่องทาง

ในส่วนของพ่อรวยสอนลูก เล่มที่สอง “เงินสี่ด้าน” จะสอนให้เรารู้จักรายได้ 4 ช่องทางของคนทุกๆคน นั่นก็คือ รายได้จากงานประจำ รายได้จากกิจการส่วนตัว ทางด้านซ้าย รายได้จากธุรกิจ และรายได้จากการลงทุน ทางด้านขวา

โดยที่รายได้จาก งานประจำ หรือ ประกอบธุรกิจส่วนตัว เช่น แพทย์ ก็จะมีรายได้จากการประกอบธุรกิจส่วนตัวคือคลินิก ช่างตัดผม มีรายได้จากการประกอบธุรกิจส่วนตัวคือร้านตัดผม เป็นต้น ซึ่งรายได้ด้านนี้จะจำกัด เพราะรายได้ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าของกิจการ

ในขณะที่รายได้จากด้านขวา ก็คือรายได้จากการประกอบธุรกิจ “ใช้ระบบและทำงานเป็นทีม” และรายได้จากการลงทุน “ใช้สินทรัพย์ทำงานแทน” สามารถทำให้เรามีรายได้ไม่จำกัด

ผมเลือกที่จะเป็นนักลงทุน

ด้วยเหตุที่ว่า ผมยังต้องทำงานประจำอยู่ ทางหนึ่งที่ผมจะสามารถมีรายได้ทางด้านขวา นั่นคือ ผมต้องทำธุรกิจส่วนตัวไปด้วย ซึ่งผมคิดว่าไม่มีความสามารถมากเพียงพอที่จะออกไปประกอบธุรกิจเองได้ นอกเหนือจากนี้ จากสถิติ 95% ของธุรกิจเกิดใหม่จะล้มเหลวภายใน 5 ปี

หรือทางเลือกที่สองก็คือเป็นนักลงทุนซึ่งคิดว่าเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่คนทำงานกินเงินเดือนอย่างผมจะสามารถลงทุนไปด้วยและทำงานไปด้วยได้

จุดเริ่มต้นของการลงทุน

ในหนังสือพ่อรวยสอนลูกนั่น กล่าวถึง และข้อแตกต่างระหว่าง

นักพนัน กับ นักลงทุน

นักลงทุน กับ นักเก็งกำไร

การเลี้ยงวัวนมที่ให้นมกับเราทุกเช้า กับ การเลี้ยงโคเนื้อที่ต้องขายก่อนที่จะถูกหมาป่ามากิน

การลงทุนเพื่อกระแสเงินสด กับ การลงทุนเพื่อกำไรจากส่วนต่างราคา

การเปรียบเทียบแต่ละคู่นี้ มีความเสี่ยงต่างกันสุดขั้ว การลงทุนเพื่อกระแสเงินสดเป็นการรับประกันการคืนเงิน แต่ถ้าคุณลงทุนเพื่อหวังกำไรส่วนต่างราคาก็คือการลงทุนบนความหวังและความฝัน

ผมต้องการการลงทุนที่รับประกันการคืนเงิน แม้ในช่วงที่ตลาดตกต่ำ ก็ยังสามารถสร้างกระแสเงินสดให้ผมมีใช้จ่ายและมีเงินเหลือพอลงทุนต่อไปได้ ดังนั้น ผมจึงเลือกตามแนวทาง “หุ้นที่มีปันผลต่อเนื่อง”
Read more ...

ความคิดเห็นล่าสุด

Recent Comments Widget