แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐี แสดงบทความทั้งหมด

เศรษฐี แปลว่า มีความประเสริฐที่สุด

28 ส.ค. 2558
เศรษฐี แปลว่า มีความประเสริฐที่สุด ประเสริฐที่สุดที่ตรงไหน เศรษฐีนั้นมีธรรมะ รู้ว่าการงานนี้เป็นธรรมะ ก็เลยสนุกในการทำงาน ก็ผลิตได้มาก ผลิตผลได้มาก ครั้นได้มากแล้ว ใช้-กิน-จ่าย แต่พอดี มันก็เหลือมาก เมื่อเหลือก็เอาไปช่วยผู้อื่น 

- พุทธทาสภิกขุ


ขอบคุณภาพจาก http://kalyanamitra.org/2554/chadok_detail.php?page=16
Read more ...

10 ข้อที่ “นักธุรกิจหมื่นล้าน” ที่อายุยังน้อยมีเหมือนกัน

19 มี.ค. 2558
เมื่อ 11 มี.ค.2558

วันนี้เราเลยขอเอา 10 ข้อที่ “นักธุรกิจหมื่นล้าน” ที่อายุยังน้อยมีเหมือนกันมาฝาก เผื่อใครหลายๆ คนอาจจะได้ไอเดียไปปรับใช้ในชีวิตการทำงานได้นั่นเอง

1. ทำ “เร็ว”

ทุกคนมีไอเดียดีๆ ได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถทำมันได้ “ไว” พอก่อนที่คนอื่นจะทำไอเดียนั้นให้เป็นจริงก่อนคุณ ลองนึกภาพสิ ถ้า Mark Zuckerberg สร้างเฟสบุ๊กช้ากว่านั้นอีกซัก 2-3 ปี มันจะเป็นอย่างไร เขาอาจจะไม่เกิดเลยก็ได้ เพราะฉะนั้น พอได้ไอเดียแล้ว “ทำทันที” เพราะเวลาไม่เคยคอยคุณ

2. สร้าง “ทีม” ให้แกร่ง

ไม่ว่าคุณจะเก่งกาจแค่ไหน “ทีม” ที่เก่งคือเรื่องสำคัญ ตอนที่ Steve Jobs ก่อตั้ง Apple เขาไม่ได้สร้างมันขึ้นมาคนเดียว ทีมของเขา ช่วยเขาสร้างมันขึ้นมา และช่วยเหลือเขา เพราะไม่มีใครเก่งไปซะทุกอย่างหรอก เชื่อสิ

3. ไม่ชอบหยุดอยู่กับที่ ให้ความสำเร็จ “สร้าง” ความสำเร็จไปเรื่อยๆ

นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไม Google ไม่หยุดอยู่แค่ Google แต่เขายังเป็นเจ้าของเว็บไซต์อื่นๆ อีก อาทิ YouTube เพราะนักธุรกิจเหล่านี้ ไม่ยอมหยุดอยู่กับที่ถึงแม้ว่าเขาจะประสบความสำเร็จไปแล้ว เขาเอาความสำเร็จที่เกิดขึ้น สร้างความสำเร็จต่อไปไม่หยุดสิ้น

4. ยึดมั่นใน “ความคิด” ของตนเอง แม้มีคนคัดค้านก็ตาม

Jack Ma นักธุรกิจหมื่นล้านเจ้าของ Alibaba คือตัวอย่างที่ดี ตอนที่เขามีไอเดียเว็บไซต์นี้ตอนแรก เขาเชิญเพื่อนนับยี่สิบคนมาที่บ้าน เพื่อเล่าไอเดียให้ฟัง มีเพียงคนเดียวที่เห็นด้วย นอกนั้นคัดค้านหมด และแนะนำให้เขาอย่าลาออกจากงานเพื่อทำสิ่งนี้ และวันนี้เขาก็ทำสำเร็จ เพราะการยืนหยัดในความคิดของตัวเองในวันนั้น

5. ฝันให้ “ใหญ่” ไว้ก่อน!

คนพวกนี้ไม่เคยฝันอะไรเล็กๆ เขาคิดการใหญ่ และไม่เคยให้ความยิ่งใหญ่ของมันมาทำให้เขากลัว โดยในทุกๆ วันเขาจะทำสิ่งเล็กๆ ทีละก้าวที่เขาทำได้ แต่สายตาต้องมองไปที่เป้าใหญ่ปลายทางเสมอ เพื่อไม่ให้เขาหลงทาง

6. ทำสิ่งที่ “รัก”

คนเราจะประสบความสำเร็จได้ ไม่ใช่ทำสิ่งที่ตนเองไม่ชอบ หรือฝืนทำ แต่เขาต้องทำในสิ่งที่เขาสนใจ สิ่งที่เขารัก เพราะบางที การที่ไอเดียหนึ่งๆ ดีนั้น แต่มันอาจจะไม่ได้เหมาะกับทุกคน อาทิ ตอน Steve Jobs พยายามโน้มน้าวให้เพื่อนของเขา John Sculley ที่มีการงานมั่นคงใน Pepsi ออกมาร่วมงานกับเขาใน Apple นั้น เขาบอกเพื่อนเขาว่า “นายอยากทำงานขายน้ำอัดลมไปตลอดชีวิต หรือนายอยากมาเปลี่ยนโลกกับฉัน” ซึ่งนั่นเป็นคำพูดที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น และรักในสิ่งที่เขากำลังจะทำมากเลยทีเดียว!

7. มุ่งมั่น ไม่วอกแวก

เมื่อมีการสัมภาษณ์พนักงาน Facebook หลายๆ คนเกี่ยวกับการทำงานของ Mark Zuckerberg คำตอบที่ได้ยินมามากที่สุดคือ Mark เป็นคนที่ “มุ่งมั่น” มากๆ เขามีเป้าหมายเดียวคือทำให้โลกทั้งใบ กับคนหลายพันล้านคน เชื่อมเอาไว้ในเว็บไซต์ของเขา และการตัดสินใจทุกอย่างของเขา มีขึ้นเพื่อเป้าหมายนี้เป้าหมายเดียว และนั่นทำให้เขามีวันนี้ได้

8. พวกเขารักที่จะ “เรียน”

การที่คุณ “รวยแล้ว” หรือ “ประสบความสำเร็จ” ในระดับหนึ่งแล้ว ไม่ได้หมายความว่าคุณควรหยุด “เรียนรู้” และนี่คือ สิ่งที่คนเหล่านี้มี พวกเขารักที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิต พวกเขาจัดสมนาบ่อยๆ เพื่อเปิดรับฟังความเห็นจากหน่วยงานอื่น องค์กรอื่น เพราะเขาคิดว่า ไอเดียดีๆ จะมาจากที่ไหน เวลาไหนก็ได้ เพราะฉะนั้น การเปิดรับตลอดเวลา คือสิ่งที่ฉลาดที่สุด

9. พวกเขารักที่จะ “สอน”

วิธีที่ดีวิธีหนึ่งในการทำให้คุณเก่งขึ้น มีทักษะในเรื่องที่คุณทำมากขึ้น คือการถ่ายทอดให้คนอื่นฟัง และนี่คือสิ่งที่นักธุรกิจเหล่านี้เป็น เขาจะสอนๆๆ คนในทีมของเขา ซึ่งนอกจากการทำให้คนในทีมเก่งขึ้นแล้ว ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในทีมอีกด้วย

10. ไม่กลัวที่จะ “ล้มเหลว”

ข้อสุดท้าย และสำคัญที่สุดคือ พวกเขาไม่กลัวว่าจะล้มเหลว Bill Gates เคยบอกไว้ว่า “คุณสามารถฉลองในความสำเร็จได้ แต่คุณไม่ควรลืมที่จะใส่ใจในความล้มเหลวของคุณ เพราะการเรียนรู้จากความล้มเหลวเนี่ยแหละ คือสิ่งที่จะทำให้คุณก้าวหน้าต่อไปได้เรื่อยๆ”

H/T: Lifehack
Read more ...

ไทยโตแค่จีดีพี-ภาวะเหลื่อมล้ำเพิ่ม! เผยกลุ่มยากจนสุดพึ่งคนชราหัวหน้าครอบครัว

5 เม.ย. 2557
โดยข่าวสด เมื่อ 5 เม.ย.2557

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานกรรมการบริหารสถาบันอนาคตไทยศึกษา เปิดเผยว่า สถาบันได้จัดทำซีรีส์งานศึกษาเรื่องความเหลื่อมล้ำ เรื่อง "8 ข้อเท็จจริง ความเหลื่อมล้ำในไทย" ซึ่งมีข้อค้นพบที่น่าสนใจดังนี้ 

1.ปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่ได้ดีขึ้นเลย 
จากเมื่อสามทศวรรษที่ผ่านมา โดย 25 ปีที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่า แต่รายได้ส่วนที่ตกถึงครอบครัวไทยเพิ่มขึ้นเพียง 3 เท่า 
โดยเมื่อปี 2529 ครอบครัวที่จนสุด 10% เคยมีรายได้เฉลี่ย 1,429 บาท/เดือน 
ครอบครัวรวยสุด 10% มีรายได้เฉลี่ย 28,808 บาท/เดือน ผ่านมา 25 ปี 
รายได้ครอบครัวรวยที่สุดโตขึ้น 3 เท่า เพิ่มเป็น 90,048 บาท/เดือน 
แต่ครอบครัวจนที่สุดเพิ่มขึ้นไม่ถึง 3 เท่า มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 4,266 บาท

2.กลุ่มใหญ่ที่สุดในครอบครัวคนจนคือ ครอบครัวที่มีคนชราเป็นหัวหน้าครอบครัว 

3.เกือบครึ่งของครอบครัวไทยมีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท/เดือน ขณะที่รายได้ครอบครัวเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ 23,000 บาท/เดือน 

4.ความเหลื่อมล้ำที่แท้จริงนั้นยิ่งแย่กว่าที่รายงานทั่วไปอย่างน้อย 25% โดยข้อมูลที่ใช้กันทั่วไปมาจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เมื่อนำรายได้ครัวเรือนมารวมกันจะอยู่ที่ 6.4 ล้านล้านบาท แต่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พบว่า รายได้ครัวเรือนไทยสูงถึง 7.3 ล้านล้านบาท

นอกจากนี้ การสำรวจไม่ได้ให้ภาพที่ครบถ้วนของฐานะการเงินครอบครัวคนรวย เห็นได้จากข้อมูลนิตยสารฟอร์บส์ รวบรวมมูลค่าทรัพย์สินของ 50 มหาเศรษฐีไทย สูงถึง 52,000 ล้านบาท รวยกว่าครอบครัวรวยที่สุดที่สำรวจมาถึง 250 เท่า 

ขณะที่วารสารการเงินธนาคารระบุผู้ได้รับเงินปันผลหุ้นมากสุด 50 อันดับแรก เฉลี่ย 190 ล้านบาท/ปี ซึ่งมากกว่ารายได้รวมจากทุกๆ แหล่งของครอบครัวรวยที่สุดถึง 2 เท่า ทำให้ความแตกต่างระหว่างกลุ่มจนที่สุด 20% และรวยที่สุด 20% เพิ่มขึ้นจาก 11 เท่าเป็น 14 เท่าหรือกว่า 25% และด้วยตัวเลขใหม่นี้จะทำให้อันดับความเหลื่อมล้ำของไทยเมื่อเทียบกับ 157 ประเทศยิ่งแย่ลง คือจากเดิมอยู่ที่อันดับ 121 จะตกไปอยู่ลำดับ 135

5.ความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งไทยอยู่อันดับท้ายๆ ของโลก คือ อันดับ 162 จาก 174 ประเทศ 

6.ทรัพย์สินเฉลี่ยของครอบครัวส.ส. รวยกว่า 99.999% ของครอบครัวไทย โดยทรัพย์สินรวมของส.ส. 500 ครอบครัวมารวมกันเท่ากับ 40,000 ล้านบาท มากพอๆ กับทรัพย์สินของ 2 ล้านครอบครัวรวมกัน ขณะที่มูลค่าทรัพย์สินของนายกรัฐมนตรีไทยสูงกว่าคนที่มีทรัพย์สินสุทธิอยู่ กึ่งกลางถึง 9,000 เท่า 

7.นอกจากนี้มีความเหลื่อมล้ำด้านอื่นๆ 

8.ความเหลื่อมล้ำที่สำคัญที่ควรแก้ คือความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส
Read more ...

แนวทางการลงทุน

24 มิ.ย. 2555
 
 
 
โดย http://www.fungistock.com/2012/04/06/books/

หนังสือชุด “พ่อรวยสอนลูก”

หนังสือชุด พ่อรวยสอนลูก เล่มที่ 1 สอนให้ผมรู้จัก รายได้ รายจ่าย สินทรัพย์ และหนี้สิน

เมื่อเรามีรายได้จากการทำงาน เราก็นำรายได้ของเราไปจับจ่ายใช้สอย หรือ ก่อหนี้ ด้วยการซื้อบ้าน ซื้อรถ

เมื่อเราซื้อบ้านหรือรถ เริ่มก่อหนี้ เราก็กลายเป็นหนูถีบจักร ทำงานให้นายจ้าง ทำงานให้ธนาคาร เมื่อทำงานแล้วไม่มีเงินเก็บ

และเมื่อเราทำงานแล้วมีรายได้มากขึ้น เงินเดือนเพิ่ม ก็ก่อหนี้มากขึ้น ใช้จ่ายซื้อสินค้ามากขึ้น ซื้อบ้านหลังใหญ่ขึ้น ซื้อรถคันใหม่ เราก็ต้องยิ่งทำงานหนักขึ้น ทำงานให้ธนาคารมากขึ้น ทำงานให้นายจ้างมากขึ้น

สภาวะเช่นนี้ โรเบิร์ต คิโยซากิ เรียกว่า Rat Race หรือสนามแข่งหนูนั่นเอง นั่นคือ ทำงานแล้วไม่ไปไหน รายได้มากขึ้น แต่ไม่รวยเสียที

ให้สินทรัพย์ทำงานแทน

แต่เมื่อใดก็ตามที่เราเริ่มเก็บเงินก่อน “จ่ายเงินให้ตัวเองก่อน” แล้วซื้อสินทรัพย์ที่สามารถสร้างกระแสเงินสดให้เราได้ เราก็จะมีรายได้มากขึ้น โดยที่ไม่ต้องทำงานเพิ่ม แล้วเราก็นำรายได้ที่มากขึ้นนี้ ไปซื้อสินทรัพย์ ให้สินทรัพย์ทำงานแทน สร้างกระแสเงินสดให้กับเรา ทำให้เรามีรายได้ที่มากขึ้นนอกเหนือจากงานประจำ

ทำไมคนรวยจึงรวยยิ่งขึ้น ? ก็เพราะว่าคนรวย นำเงินรายได้ไปซื้อสินทรัพย์ แล้วให้สินทรัพย์สร้างรายรับให้กับเรา เมื่อเรามีรายได้มากขึ้น ก็จะนำรายได้ส่วนนั้นไปซื้อสินทรัพย์ต่อเนื่อง รายได้ยิ่งมากขึ้น ก็ยิ่งซื้อสินทรัพย์มากขึ้น จนถึงจุดที่ไม่ต้องทำงานก็ยังมีรายได้อย่างต่อเนื่องจนครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่างๆได้ทั้งหมด ก็คือเข้าสู่ อิสรภาพทางการเงินนั่นเอง
เงิน 4 ด้าน รายรับ 4 ช่องทาง

ในส่วนของพ่อรวยสอนลูก เล่มที่สอง “เงินสี่ด้าน” จะสอนให้เรารู้จักรายได้ 4 ช่องทางของคนทุกๆคน นั่นก็คือ รายได้จากงานประจำ รายได้จากกิจการส่วนตัว ทางด้านซ้าย รายได้จากธุรกิจ และรายได้จากการลงทุน ทางด้านขวา

โดยที่รายได้จาก งานประจำ หรือ ประกอบธุรกิจส่วนตัว เช่น แพทย์ ก็จะมีรายได้จากการประกอบธุรกิจส่วนตัวคือคลินิก ช่างตัดผม มีรายได้จากการประกอบธุรกิจส่วนตัวคือร้านตัดผม เป็นต้น ซึ่งรายได้ด้านนี้จะจำกัด เพราะรายได้ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าของกิจการ

ในขณะที่รายได้จากด้านขวา ก็คือรายได้จากการประกอบธุรกิจ “ใช้ระบบและทำงานเป็นทีม” และรายได้จากการลงทุน “ใช้สินทรัพย์ทำงานแทน” สามารถทำให้เรามีรายได้ไม่จำกัด

ผมเลือกที่จะเป็นนักลงทุน

ด้วยเหตุที่ว่า ผมยังต้องทำงานประจำอยู่ ทางหนึ่งที่ผมจะสามารถมีรายได้ทางด้านขวา นั่นคือ ผมต้องทำธุรกิจส่วนตัวไปด้วย ซึ่งผมคิดว่าไม่มีความสามารถมากเพียงพอที่จะออกไปประกอบธุรกิจเองได้ นอกเหนือจากนี้ จากสถิติ 95% ของธุรกิจเกิดใหม่จะล้มเหลวภายใน 5 ปี

หรือทางเลือกที่สองก็คือเป็นนักลงทุนซึ่งคิดว่าเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่คนทำงานกินเงินเดือนอย่างผมจะสามารถลงทุนไปด้วยและทำงานไปด้วยได้

จุดเริ่มต้นของการลงทุน

ในหนังสือพ่อรวยสอนลูกนั่น กล่าวถึง และข้อแตกต่างระหว่าง

นักพนัน กับ นักลงทุน

นักลงทุน กับ นักเก็งกำไร

การเลี้ยงวัวนมที่ให้นมกับเราทุกเช้า กับ การเลี้ยงโคเนื้อที่ต้องขายก่อนที่จะถูกหมาป่ามากิน

การลงทุนเพื่อกระแสเงินสด กับ การลงทุนเพื่อกำไรจากส่วนต่างราคา

การเปรียบเทียบแต่ละคู่นี้ มีความเสี่ยงต่างกันสุดขั้ว การลงทุนเพื่อกระแสเงินสดเป็นการรับประกันการคืนเงิน แต่ถ้าคุณลงทุนเพื่อหวังกำไรส่วนต่างราคาก็คือการลงทุนบนความหวังและความฝัน

ผมต้องการการลงทุนที่รับประกันการคืนเงิน แม้ในช่วงที่ตลาดตกต่ำ ก็ยังสามารถสร้างกระแสเงินสดให้ผมมีใช้จ่ายและมีเงินเหลือพอลงทุนต่อไปได้ ดังนั้น ผมจึงเลือกตามแนวทาง “หุ้นที่มีปันผลต่อเนื่อง”
Read more ...

ความคิดเห็นล่าสุด

Recent Comments Widget