ว่าด้วยจิตวิทยาเชิงบวก

26 ต.ค. 2554
TED โดย

Martin Seligman

Martin Seligman is the founder of positive psychology, a field of study that examines healthy states, such

เมื่อสมัยที่ผมเป็นประธานสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน เขาพยายามฝึกให้ผมออกสื่อ ทีนี้ มันมีการให้สัมภาษณ์ครั้งหนึ่งของผมกับซีเอ็นเอ็น ซึ่งสรุปเรื่องที่ผมกำลังจะพูดวันนี้ได้ดีทีเดียว นั่นคือ

"เหตุผลข้อ 11 ที่เราควรมองโลกแง่ดี"

บรรณาธิการนิตยสารดิสคัพเวอร์บอกเรามาแล้ว 10 ข้อ ผมจะบอกข้อที่ 11 ให้

ตอนนั้นพิธีกรของซีเอ็นเอ็นมาหาผมแล้วบอกว่า "ศาสตราจารย์เซลิกแมนคะ อาจารย์เล่าให้เราฟังหน่อยได้ไหมคะว่าศาสตร์จิตวิทยาทุกวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง? เราอยากสัมภาษณ์อาจารย์เกี่ยวกับเรื่องนี้" ผมบอกว่า "ดีเลยครับ" แล้วเธอก็บอกว่า "แต่นี่เป็นรายการของ CNN เราจะตัดคำพูดอาจารย์ไปออกสั้นๆ นะคะ" ผมเลยถามว่า "แล้วผมพูดได้กี่คำล่ะ?" เธอตอบว่า "คำเดียวค่ะ"

(เสียงหัวเราะ)

แล้วกล้องก็เดิน แล้วเธอก็ถามว่า "ศาสตราจารย์เซลิกแมนคะ สถานะของศาสตร์จิตวิทยาทุกวันนี้เป็นอย่างไรบ้างคะ?"ดี"

(เสียงหัวเราะ)

"ตัดออกๆ ใช้ไม่ได้ เราคงต้องให้เวลาอาจารย์ยาวขึ้นนะ""แล้วคราวนี้ผมพูดได้กี่คำล่ะ?" "สองคำค่ะ" ด็อกเตอร์เซลิกแมนคะ สถานะของศาสตร์จิตวิทยาทุกวันนี้เป็นอย่างไรบ้างคะ? "ไม่ดี"

(เสียงหัวเราะ)

"เอ่อ ด็อกเตอร์เซลิกแมนคะ เราเข้าใจแล้วค่ะ ว่าอาจารย์ไม่ค่อยถนัดกับสื่อรูปแบบนี้จริงๆ เราให้เวลาอาจารย์มากขึ้นแล้วกัน คราวนี้อาจารย์พูดได้สามคำค่ะ ศาสตราจารย์เซลิกแมนคะ สถานะของศาสตร์จิตวิทยาทุกวันนี้เป็นอย่างไรบ้างคะ? "ไม่ดีพอ" และนี่คือสิ่งที่ผมกำลังจะพูดวันนี้

ผมอยากพูดว่าทำไมจิตวิทยาจึงดี ทำไมมันจึงไม่ดี แล้วภายในสิบปีข้างหน้า มันจะดีพอได้อย่างไร และด้วยบทสรุปที่คล้ายกัน ผมอยากพูดแบบเดียวกันเกี่ยวกับเทคโนโลยีวงการบันเทิง และการออกแบบ เพราะผมคิดว่าประเด็นมันเหมือนกันมาก

เอาล่ะ ทำไมสถานะของจิตวิทยาถึงดี คือ จิตวิทยาศึกษาวิจัยมนุษย์ภายใต้โมเดลของโรคมามากกว่าหกสิบปี สิบปีที่แล้ว เวลาผมอยู่บนเครื่องบิน แล้วแนะนำตัวกับคนที่นั่งข้างๆ บอกเขาว่าผมมีอาชีพอะไร เขาจะย้ายที่หนีผมเลยครับเพราะว่าคนเขาพูดกัน ซึ่งก็ถูกนะครับ ว่าจิตวิทยาคือการค้นหาว่าคุณผิดปกติยังไง คือ "ค้นหาคนบ้า" ว่างั้นเถอะ แต่เดี๋ยวนี้ เวลาผมบอกใครว่าผมทำงานอะไร เขาจะขยับเข้ามาหาผม

อีกอย่างที่ดีเกี่ยวกับจิตวิทยา กับเงินสามหมื่นล้านดอลล่าร์ที่สถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติ (NIMH) ลงทุนไปกับการศึกษาวิจัยภายใต้โมเดลของโรค กับสิ่งที่คุณเรียกกันว่าศาสตร์จิตวิทยาเนี่ย ก็คือ 60 ปีที่แล้ว ไม่มีโรคทางจิตประเภทใดเลยที่รักษาได้ มันเหมือนปริศนาของมายากลที่ไม่มีใครเข้าใจเลย แต่ตอนนี้ มี 14 โรคที่รักษาให้ดีขึ้นได้ ซึ่ง 2 โรคในนั้นรักษาให้หายขาดได้

และอีกอย่างที่เกิดขึ้นก็คือ ศาสตร์นี้ก้าวหน้าไปมาก ศาสตร์เกี่ยวกับความผิดปกติทางจิตน่ะครับ เราพบว่า เราสามารถหยิบมโนทัศน์ที่จับต้องไม่ได้ เช่น ภาวะซึมเศร้า การติดเหล้า เอามาวัดได้อย่างแม่นยำมากขึ้น และเราก็สามารถจำแนกแยกแยะและจัดหมวดหมู่อาการป่วยทางจิต เราสามารถเข้าใจสาเหตุของอาการป่วยทางจิต เราสามารถศึกษาคนคนเดียวกันข้ามช่วงเวลา เช่น คนที่มีแนวโน้มทางพันธุกรรมที่เสี่ยงจะเป็นโรคจิตเภท แล้วตั้งคำถามว่าการเลี้ยงดูกับพันธุกรรมมีผลมากน้อยแค่ไหน เราสามารถควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนได้ โดยศึกษาอาการป่วยทางจิตด้วยวิธีการทดลอง

และที่เยี่ยมที่สุด คือ ในห้าสิบปีที่ผ่านมา เราสามารถคิดค้นสร้างยาและวิธีการรักษาอาการป่วยทางจิต และเราก็สามารถทดสอบมันได้อย่างเที่ยงตรง ด้วยการทดลองที่มีการสุ่มเข้ากลุ่มและมีกลุ่มเปรียบเทียบที่ได้ยาหลอก อะไรที่ไม่ได้ผลก็ทิ้งไป อะไรที่ได้ผลดีก็เก็บไว้

และข้อสรุปก็คือ ศาสตร์จิตวิทยาและจิตเวชในหกสิบปีที่ผ่านมา สามารถประกาศได้ว่าเราทำให้คนที่ทุกข์เพราะเจ็บป่วยเขาทุกข์น้อยลง และผมคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ผมภูมิใจมาก แต่สิ่งที่ไม่ดี ซึ่งเป็นผลจากเรื่องที่ผมเพิ่งพูดไป มีอยู่สามอย่าง

อันดับแรกเลยคือ

เรื่องคุณธรรม 

นักจิตวิทยาและจิตแพทย์กลายเป็นผู้ศึกษาเรื่องเหยื่อที่ทำให้คนอื่นกลายเป็นเหยื่อ หรือผู้ตัดสินว่าใครเจ็บป่วย มุมมองของเราต่อธรรมชาติของมนุษย์กลายเป็นว่า ถ้าคุณมีปัญหา แปลว่าคุณโชคร้าย เราลืมไปว่าคนเราเลือกและตัดสินใจนะครับ เราลืมความรับผิดชอบของมนุษย์ไป นั่นเป็นปัญหาข้อแรก

ปัญหาข้อที่สอง คือ

เราลืมผู้คนอย่างพวกคุณไปเลย

เราลืมเรื่องการยกระดับชีวิตของคนปกติ เราลืมภารกิจในการทำให้คนที่ไม่ได้มีปัญหาเขามีความสุขมากขึ้น มีชิวิตที่เติมเต็ม และเป็นประโยชน์มากขึ้น แล้วคำว่า"อัจฉริยะ" "พรสวรรค์" กลายเป็นคำหยาบ ไม่มีใครศึกษาเรื่องพวกนี้

และ

ปัญหาข้อที่สามของจิตวิทยาภายใต้โมเดลของโรค คือ

เมื่อเรารีบเร่งที่จะทำอะไรสักอย่างกับคนที่มีปัญหา ในความรีบเร่งที่จะซ่อมแซมความเสียหายนั้น เราไม่เคยคิดจะสร้างระบบหรือวิธีการอะไร ที่จะทำให้คนมีความสุขมากขึ้น เราไม่สร้างวิธีการที่จะพัฒนาด้านบวกของมนุษย์

นั่นแหละที่ผมมองว่าจิตวิทยานั้นไม่ดี และนั่นคือสิ่งที่ทำให้คนอย่าง

แนนซี เอตคอฟ, 
แดน กิลเบิร์ต, 
ไมค์ ชิคเซนมิฮาย และ
ตัวผมเอง 

มาเริ่มศึกษาสิ่งที่ผมเรียกว่า จิตวิทยาเชิงบวกซึ่งมีเป้าหมายสามอย่าง

ข้อแรก คือ จิตวิทยาควรให้ความสำคัญ กับจุดแข็งของมนุษย์เช่นเดียวกับที่ใส่ใจในจุดอ่อน มันควรจะมุ่งสร้างเสริมความแข็งแกร่ง เช่นเดียวกับที่มุ่งซ่อมแซมข้อบกพร่อง ควรจะให้ความสนใจกับสิ่งดีๆ ทั้งหลายในชีวิต และควรใส่ใจกับการทำให้ชีวิตของคนปกติธรรมดาเติมเต็มมากขึ้น ให้ความสนใจกับอัจฉริยะ และการบ่มเพาะผู้มีพรสวรรค์หรือความสามารถพิเศษด้วย

ดังนั้น ใน 10 ปีที่ผ่านมา และในความหวังของผมที่มีต่ออนาคต เราได้เห็นการเริ่มต้นของศาสตร์ จิตวิทยาเชิงบวกศาสตร์เกี่ยวกับสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีคุณค่า เราพบว่าเราสามารถวัดความสุขได้ในหลากหลายรูปแบบ คุณสามารถเข้าไปที่เว็บไซต์นั้น

(www.authentichappiness.org) 

แล้วลองทำแบบทดสอบมากมายเกี่ยวกับความสุขได้ฟรี คุณคงสงสัยว่า เราจะวัดอารมณ์ทางบวก ความหมายในชีวิต และภาวะที่จิต มีสมาธิจดจ่อเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งที่ทำ (flow) ไปเปรียบเทียบกับคนอื่นนับหมื่นๆ ได้ยังไง? เราได้สร้างสิ่งที่ตรงกันข้ามกับคู่มือวินิจฉัยความผิดปกติทางจิต คือ ระบบจัดประเภทจุดแข็งและคุณธรรมของมนุษย์ที่แยกแยะเปรียบเทียบระหว่างเพศ พร้อมด้วยคำนิยาม และวิธีวินิจฉัย อะไรที่สร้าง และอะไรที่ขัดขวางมัน เราพบว่าเราสามารถค้นพบสาเหตุของภาวะแง่บวกต่างๆ ได้ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมในสมองซีกซ้าย กับกิจกรรมในสมองซีกขวา ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของความสุข

ผมเองเคยใช้เวลาทั้งชีวิตศึกษาคนที่ทุกข์สุด ๆ โดยตั้งคำถามว่า คนที่ทุกข์สุด ๆ เขาแตกต่างจากคนอื่นทั่วไปอย่างไร? เพิ่งมาหกปีหลังนี้เอง ที่เราเริ่มถามถึงคนที่มีความสุขสุดๆ ว่าเขาแตกต่างจากพวกเราทั้งหมดอย่างไร? แล้วก็ปรากฏว่า มีความแตกต่างอยู่อย่างเดียว เขาไม่ได้เคร่งศาสนามากกว่า ไม่ได้สุขภาพดีกว่า ไม่ได้มีเงินมากกว่า ไม่ได้รูปร่างหน้าตาดีกว่า ไม่ได้มีเรื่องดีๆ ในชีวิตมากกว่า และมีเรื่องร้ายๆ ในชีวิตน้อยกว่า สี่งที่เขาแตกต่างจากเรา คือ

เขามีความสัมพันธ์ทางสังคมดีมากๆ 

เขาไม่นั่งมาอยู่ในงานสัมมนาตอนเช้าวันเสาร์แบบนี้ (เสียงหัวเราะ) เขาไม่ใช้เวลาอยู่คนเดียว แต่ละคนมีความรัก และมีเพื่อนเยอะมาก

แต่เราต้องระวังในการตีความนะครับ นี่เป็นข้อมูลแบบสหสัมพันธ์ ซึ่งไม่ได้บอกสาเหตุ และที่ผมพูดถึงมันก็เป็นความสุขในความหมายแบบฮอลลีวู้ด คือ ความสุขสนุกสนาน หัวเราะ ร่าเริงเบิกบาน อีกเดี๋ยวผมจะบอกคุณว่าความสุขแบบนี้มันยังไม่เพียงพอ เราพบว่า เราสามารถสืบค้นวิธีสร้างสุขที่มีคนเสนอไว้ย้อนหลังไปหลายศตวรรษ ตั้งแต่

พระพุทธเจ้า 

มาจนถึง

โทนี ร็อบบินส์ 

มีผู้เสนอวิธีกว่า 120 วิธีที่ว่ากันว่าจะทำให้ผู้คนมีความสุข และเราก็พบว่า เราสามารถสร้างคู่มือของวิธีการเหล่านั้นได้ แล้วเราก็ไปทำการทดลองที่มีการสุ่มคนเข้ากลุ่มทดลองต่างๆ เพื่อศึกษาประสิทธิภาพและประสิทธิผลของวิธีสร้างสุขเหล่านี้ ว่าวิธีไหนทำให้คนมีความสุขอย่างยั่งยืนกว่า อีกสักครู่ผมจะใช้เวลาสองสามนาทีเล่าผลการวิจัยบางส่วนให้คุณฟัง

แต่ข้อสรุปสุดท้ายก็คือ ภารกิจที่ผมอยากให้ศาสตร์จิตวิทยานำไปปฏิบัติ นอกจากการรักษาคนที่เจ็บป่วยทางจิตนอกจากการช่วยให้คนที่ทุกข์เขาทุกข์น้อยลงแล้ว คือ

จิตวิทยาจะช่วยให้คนมีความสุขมากขึ้นได้ไหม? 

และการตั้งคำถามนี้ -- ที่จริงผมไม่ค่อยใช้คำว่าความสุขเท่าไหร่นักนะครับ -- เราต้องแยกแยะความสุขออกมาเป็นแง่มุมต่างๆ ที่เราสามารถตั้งคำถามได้ ซึ่งผมเชื่อว่าความสุขมันมีอยู่สามแง่มุมที่แตกต่างกัน ที่ผมว่ามันต่างก็เพราะมันสร้างได้ด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน และเราอาจจะมีอย่างใดอย่างหนึ่งมากกว่าอย่างอื่น ในบรรดาชีวิตที่มีความสุขสามแบบนั้น

แบบแรก คือ

ชีวิตที่รื่นรมย์ 

นี่คือชีวิตที่คุณมีอารมณ์ทางบวกมากเท่าที่จะเป็นไปได้ และมีทักษะที่จะเพิ่มอารมณ์ทางบวกเหล่านั้นด้วย

แบบที่สอง คือ

ชีวิตที่ได้ทุ่มเท เอาใจจดจ่ออยู่กับอะไรสักอย่าง

เช่นตอนที่คุณใช้เวลากับงาน พ่อแม่ คนรัก งานอดิเรก แล้วรู้สึกเหมือนเวลาหยุดนิ่งเพื่อคุณนั่นคือความสุขแบบที่อริสโตเติลพูดถึง และ

แบบที่สาม คือ

ชีวิตที่มีความหมาย 

ทีนี้ ผมอยากพูดถึงชีวิตที่มีความสุขแต่ละแบบ และสิ่งที่ผมรู้เกี่ยวกับมันสักหน่อย

ชีวิตที่มีความสุขแบบแรก คือ

ชีวิตที่รื่นรมย์ มีความสนุกสนานมากที่สุดเท่าที่เราจะหาได้ เป็นชีวิตที่มีสิ่งตอบสนองความเพลิดเพลินมากเท่าที่คุณต้องการ มีอารมณ์ทางบวกมากเท่าที่คุณจะมีได้ รวมทั้งเรียนรู้ทักษะที่จะดื่มด่ำ มีสติจดจ่อ ซึ่งจะเพิ่มความเข้มข้น และแผ่ขยายอารมณ์ทางบวกนั้นออกไปข้ามกาลเวลาและสถานที่ แต่ชีวิตที่รื่นรมย์ก็มีแง่ลบอยู่สามอย่าง และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมจิตวิทยาเชิงบวกจึงไม่ใช่วิชาว่าด้วยความสุขและไม่ได้จบแค่ตรงนี้

ปัญหาข้อแรกคือ ปรากฏว่าชีวิตที่รื่นรมย์ และประสบการณ์อารมณ์ทางบวกของคุณนั้น ส่วนหนึ่งเป็นมรดกทางพันธุกรรม 50 เปอร์เซ็นต์เป็นอิทธิพลจากพันธุกรรม และก็ไม่ได้เปลี่ยนกันได้ง่ายนัก ดังนั้น เทคนิคหลากหลายที่แมทธิเออ (ริการ์) กับผม และคนอื่นๆ มีอยู่ สำหรับการเพิ่มปริมาณอารมณ์ทางบวกในชีวิตของคุณ ก็ช่วยเพิ่มขึ้นมาได้ 15 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ของพื้นอารมณ์เดิมเท่านั้น ปัญหาข้อสองคือ เราจะชินชากับอารมณ์ทางบวก ซึ่งจะเกิดขึ้นเร็วมากเลย ก็เหมือนไอศครีมรสเฟรนชวนิลา คำแรกอร่อย 100 เปอร์เซ็นต์พอถึงคำที่หก รสชาติมันก็งั้นๆ แล้ว และอย่างที่ผมบอก มันไม่ใช่สิ่งที่แก้กันได้ง่ายๆ ด้วย

ซึ่งประเด็นนี้ก็นำไปสู่


ปัญหาที่สอง 

ผมต้องเล่าเรื่องเล็น เพื่อนของผม ให้คุณฟัง เพื่ออธิบายว่าทำไมจิตวิทยาเชิงบวกจึงมีอะไรมากกว่าอารมณ์ทางบวก มากกว่าการสร้างความสนุกสนานรื่นรมย์ ถ้าเราดูสองในสามด้านของชีวิตของ

เล็น ตอนเขาอายุ 30 เขาประสบความสำเร็จอย่างสูงมากๆ เลย

ด้านแรก คือเรื่องงาน ตอนอายุ 20 เขาเป็นผู้ค้าสัญญาออปชั่น พออายุ 25 เขาก็เป็นมหาเศรษฐี และเป็นประธานบริษัทค้าสัญญาออปชั่น

ด้านที่สอง การเล่น เขาเป็นแชมป์ไพ่บริดจ์ระดับชาติ

แต่ในด้านที่สามของชีวิต เรื่อง ความรัก เล็นล้มเหลวไม่เป็นท่า เหตุผลก็คือ เล็นเป็นคนตายด้าน(เสียงหัวเราะ)

เล็นเขาเป็นคนเงียบ ปิดตัว เคยมีผู้หญิงอเมริกันหลายคนบอกกับเล็นตอนที่เขาเริ่มจีบกัน ว่า "คุณนี่น่าเบื่อสุดๆ ไม่มีอารมณ์กุ๊กกิ๊กหวานแหววเลย ไปให้พ้นเลยไป" เล็นก็รวยพอที่จะไปหานักจิตวิเคราะห์ในย่านพาร์ค อเวนิว ซึ่งใช้เวลาห้าปี พยายามค้นหาบาดแผลทางใจเกี่ยวกับเรื่องเพศ ที่อาจจะปิดกั้นอารมณ์ความรู้สึกทางบวกที่อยู่ภายในใจของเขาแต่ก็ไม่เจอบาดแผลหรือปมทางใจเกี่ยวกับเรื่องเพศเลยสักนิด

เรื่องของเรื่องคือ เล็นเกิดและโตที่ลองไอร์แลนด์ เขาเล่นฟุตบอล ดูฟุตบอล แล้วก็เล่นไพ่บริดจ์ เล็นเป็นคนที่มีอารมณ์ทางบวกน้อย คืออยู่ในกลุ่มห้าเปอร์เซ็นต์ต่ำสุด

คำถามคือ เล็นเป็นคนไม่มีความสุขหรือเปล่า ผมขอบอกว่าไม่ใช่ ตรงกันข้ามกับที่ศาสตร์จิตวิทยาว่าไว้เกี่ยวกับคนที่อยู่ใน 50 เปอร์เซ็นต์ต่ำสุด ของมนุษยชาติในแง่ของคะแนนอารมณ์ทางบวก ผมคิดว่าเล็นเป็นคนที่มีความสุขมากที่สุดเท่าที่ผมเคยรู้จัก เขาไม่ได้จมอยู่กับความทุกข์ แต่เขาเข้าถึง

ภาวะ flow หรือการมีสมาธิลึกซึ้งอยู่กับกิจกรรมที่ทำในแต่ละขณะได้อย่างดีเยี่ยม 

เมื่อเขาเดินขึ้นตึกอเมริกันเอ็กซเชนจ์ตอน 9:30 ในตอนเช้า เวลาก็เหมือนหยุดนิ่งไปจนกริ่งเลิกงานดังขึ้นในตอนเย็น ตั้งแต่เริ่มเปิดไพ่ใบแรก ไปจนกระทั่งสิบวันให้หลังเมื่อการแข่งขันจบลง เวลาสำหรับเล็นก็หยุดนิ่งอยู่กับที่

นี่แหละที่

ไมค์ ชิคเซนมิฮาย

เรียกว่าภาวะที่จิตเป็นหนึ่งเดียวกับกิจกรรมที่ทำ ซึ่งเรียกว่า "flow" และมันก็แตกต่างจากความสนุกสนานรื่นรมย์มากเลย ความสนุกสนานเป็นความรู้สึกที่ดิบ คุณรู้ตัวว่ามันเกิดขึ้น มันมีความคิดและความรู้สึกอยู่ในนั้น แต่อย่างที่คุณได้ฟังไมค์พูดเมื่อวานนี้ ถ้าคุณอยู่ในภาวะ flow คุณจะไม่รู้สึกอะไรเลย คุณเป็นหนึ่งเดียวกับเสียงดนตรี โลกทั้งใบหยุดหมุน คุณอยู่ในภาวะมีสมาธิจดจ่ออย่างลึกซึ้ง นี่แหละคือลักษณะของสิ่งที่เรามองว่าเป็นชีวิตที่ดีงาม และเราคิดว่ามันมีสูตรที่จะทำอย่างนั้นได้

คุณต้องรู้ว่าจุดแข็งของคุณอยู่ที่ไหน และเราก็มีแบบทดสอบที่เชื่อถือได้ ที่ใช้วัดว่าจุดแข็งสูงสุด 5 ประการของคุณคืออะไร แล้วคุณก็ออกแบบชีวิตของคุณเพื่อให้ได้ใช้จุดแข็งเหล่านี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ออกแบบงานของคุณ ความรักของคุณ การเล่น มิตรภาพ และการเลี้ยงดูลูกของคุณ

มาดูตัวอย่างอันหนึ่ง ผมรู้จัก

พนักงานที่คอยเอาของใส่ถุงที่ห้าง Genuardi's อยู่คนหนึ่ง 

เธอไม่ชอบงานที่ทำ ตอนนี้กำลังเรียนวิทยาลัยอยู่ จุดแข็งที่สุดของเธอคือความฉลาดทางสังคม เธอก็เลยออกแบบ งานหยิบของใส่ถุง ของเธอ โดยตั้งใจว่าการพบกันระหว่างเธอกับลูกค้า ต้องเป็นช่วงเวลาที่พิเศษสุดของวันสำหรับลูกค้าทุกๆ คน แน่ละ เธอไม่ประสบความสำเร็จหรอก

แต่สิ่งที่เธอทำคือ เธอเอาจุดแข็งของเธอมาเป็นตัวตั้ง แล้วออกแบบงานของตัวเองให้ได้ใช้จุดแข็งนี้มากที่สุด สิ่งที่คุณได้จากการทำอย่างนี้ไม่ใช่รอยยิ้ม หน้าตาคุณคงไม่ดูเหมือนเด็บบี้ เรย์โนลด์ขึ้นมาหรอกและคุณก็คงไม่ได้หัวเราะร่วนด้วย สิ่งที่คุณจะได้คือจิตใจที่มีสมาธิอยู่กับสิ่งที่ทำ นั่นคือเส้นทางที่สองนะครับ เส้นทางแรกคืออารมณ์ทางบวก เส้นทางที่สองคือภาวะ flow ที่ทำให้เกิดความอิ่มเอิบงอกงามทางใจ

และ

เส้นทางที่สาม คือ

ชีวิตที่มีความหมาย 

นี่เป็นความสุขรูปแบบที่มักได้รับยกย่องว่ามีคุณค่าสูงสุด คำว่าความหมายในที่นี้ คล้ายกับคำว่า

ความอิ่มเอิบหรืองอกงามทางจิตใจมากเลย 

มันประกอบด้วยการรู้ว่าอะไรคือจุดแข็งของคุณ แล้วก็ใช้มัน เพื่อเข้าถึง เป็นส่วนหนึ่ง และรับใช้อะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวคุณเอง

ผมพูดถึงชีวิตที่มีความสุขไปแล้วสามแบบ ชีวิตที่เต็มไปด้วยความสนุกเพลิดเพลิน ชีวิตที่ดีงาม และชีวิตที่มีความหมาย ตอนนี้ผู้คนก็พยายามหาคำตอบกันอย่างคร่ำเคร่ง ว่ามีอะไรไหมที่จะเปลี่ยนชีวิตเราให้มีความสุขได้อย่างยั่งยืนถาวร ดูเหมือนคำตอบคือ มีครับ และผมจะเล่าตัวอย่างให้คุณฟัง

งานนี้มีการทดสอบอย่างเข้มงวด แบบเดียวกับเวลาทดลองยาว่ายาตัวไหนได้ผลจริงบ้าง เราแบ่งคนเป็นสองกลุ่มด้วยการสุ่ม มีกลุ่มควบคุมที่ได้ยาหลอก ศึกษาวิธีสร้างสุขแบบต่างๆ ต่อเนื่องในระยะยาว และนี่คือตัวอย่างของวิธีสร้างสุขที่เราพบว่าได้ผล เมื่อเราสอนให้คนรู้จักชีวิตที่รื่นรมย์ ให้รู้ว่าจะเพิ่มความสนุกสนานเพลิดเพลินในชีวิตได้อย่างไร

การบ้านอันหนึ่งก็คือ การฝึกสติ และการดื่มด่ำไปกับอารมณ์ความรู้สึก การบ้านอีกอย่างที่ต้องทำคือการออกแบบวันที่สวยงาม เสาร์หน้านะครับ ลองจัดให้เป็นวันว่าง ออกแบบวันที่สวยงามของคุณเอง แล้วใช้การฝึกสติและการดื่มด่ำกับอารมณ์เพื่อเพิ่มความเพลิดเพลินใจ เราพบว่าการทำอย่างนี้ทำให้คนเรามีชีวิตที่สนุกสนานรื่นรมย์มากขึ้น

การไปเยี่ยมเพื่อแสดงความซาบซึ้งในเมตตา ผมอยากให้คุณลองทำตามที่ผมจะบอก โปรดหลับตาลงครับ ผมอยากให้คุณนึกถึงใครสักคนหนึ่งที่ได้ทำอะไรบางอย่างที่มีความสำคัญยิ่งใหญ่ ซึ่งได้เปลี่ยนชีวิตคุณไปในทิศทางที่ดี คนที่คุณไม่เคยขอบคุณเขาให้มากอย่างที่เขาควรได้รับ คนคนนั้นต้องยังมีชีวิตอยู่นะครับ เอาล่ะ ทีนี้ ลืมตาได้

ผมหวังว่าทุกคนคงมีคนคนนั้นอยู่ในใจแล้วนะครับ สิ่งที่คุณต้องทำเวลาเรียนรู้เรื่องการไปเยี่ยมเพื่อแสดงความซาบซึ้งในเมตตา คือ คุณต้องเขียนข้อความยาวสัก 300 คำเกี่ยวกับคนคนนั้น,โทรหาเขา เช่น สมมุติว่าเขาอยู่ที่เมืองฟีนิกซ์ แล้วถามเขาว่า คุณขอไปเยี่ยมได้ไหม ไม่ต้องบอกว่าทำไม แค่ไปปรากฏตัวหน้าประตู แล้วอ่านข้อความที่คุณเขียนให้เขาฟัง --ที่ผ่านมาทุกคนร้องไห้หมดเมื่อมาถึงจุดนี้-- และสิ่งที่เกิดขึ้นคือ เมื่อเราวัดความสุขของคนเหล่านี้หนึ่งสัปดาห์ หนึ่งเดือนและสามเดือนให้หลัง ทั้งคู่มีความสุขมากขึ้น และซึมเศร้าน้อยลง

อีกตัวอย่างหนึ่งคือการออกเดทเพื่อเสริมสร้างจุดแข็ง เราให้คู่รักมาทำแบบทดสอบเพื่อหาว่าจุดแข็งของแต่ละคนคืออะไร แล้วให้วางแผนว่าเย็นนั้นจะไปทำกิจกรรมอะไร ที่ทั้งคู่ได้ใช้จุดแข็งของตัวเอง เราพบว่าวิธีนี้ช่วยกระชับความสัมพันธ์ของคู่รักให้แน่นแฟ้นขึ้น แล้วก็มีการทดลองเปรียบเทียบความสนุกกับการได้ช่วยเหลือผู้อื่น

แต่การได้อยู่ในกลุ่มคนแบบนี้ทำให้รู้สึกดีมากเลยนะครับ อย่างที่พวกคุณหลายคนก็ได้หันมาทำการกุศลช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์กันแล้ว แต่นักศึกษาปริญญาตรีกับผู้ร่วมการทดลองของผมยังไม่บรรลุขั้นนั้นกัน เราก็เลยให้เขามาทำกิจกรรมได้ช่วยเหลือคนอื่น แล้วก็ให้ทำอะไรสนุกๆ เพื่อเปรียบเทียบกัน คุณจะพบว่า เวลาทำอะไรสนุกๆ ระดับความสุขขึ้นแล้วก็ลงเป็นรูปกราฟสี่เหลี่ยม

แต่เวลาได้ช่วยเหลือคนอื่น ความสุขคงอยู่ยั่งยืน ยาวนาน

 นั่นก็เป็นตัวอย่างวิธีการสร้างเสริมคุณสมบัติด้านบวกของมนุษย์

เรื่องรองสุดท้ายที่ผมอยากพูดคือ ตอนนี้เราสนใจศึกษาว่าคนเรามีความพึงพอใจในชีวิตมากแค่ไหน พูดง่ายๆ ก็คือ คุณรู้สึกว่าชีวิตคุณเป็นยังไงบ้าง นั่นเป็นตัวแปรที่เป็นเป้าหมายของเรา เราถามคำถามนี้ให้คนตอบโดยแยกเป็นชีวิตสามด้าน ว่าเขาได้รับความพึงพอใจจากชีวิตแต่ละด้านมากแค่ไหน

เราทดสอบซ้ำแบบนี้ในการวิจัย 15 ชิ้น ซึ่งมีผู้ร่วมการวิจัยรวมทั้งหมดเป็นพันๆ คน โดยถามว่า

- การแสวงหาความเพลิดเพลิน, อารมณ์ทางบวก, และชีวิตที่รื่นรมย์ 
- การได้ทุ่มเทเอาใจจดจ่ออยู่กับอะไรสักอย่างจนเหมือนเวลาหยุดนิ่ง และ
- การแสวงหาความหมายในชีวิต 

แต่ละอย่างมีส่วนเติมเต็มความพึงพอใจในชีวิตมากแค่ไหน?

ผลที่ออกมาทำให้เรางงไปเลยครับ เพราะมันกลับตาลปัตรกับที่เราคาด ปรากฏว่า

การแสวงหาความสนุกสนานเพลิดเพลินแทบไม่ได้เพิ่มความพึงพอใจในชีวิตเลย

การแสวงหาความหมายในชีวิต มีผลมากที่สุด 

และการได้ทำอะไรด้วยจิตที่มีสมาธิจดจ่อจริงจังก็มีผลมากเช่นกัน ถ้าความสนุกสนานรื่นรมย์จะมีบทบาทบ้าง ก็เมื่อคุณมีทั้งภาวะที่จิตจดจ่อทุ่มเทกับอะไรสักอย่าง และมีชีวิตที่มีความหมายแล้ว

ความสนุกสนานก็เป็นวิปครีมและเชอร์รี่ที่มาแต่งหน้าสวยขึ้นเท่านั้น 

นั่นหมายความว่า ในชีวิตที่เติมเต็มแล้ว ถ้าคุณมีครบทั้งสามด้านของชีวิต คุณก็ได้กำไรขึ้นมาทันที ในทางกลับกัน ถ้าคุณไม่มีสามด้านของชีวิตนี้เลยสักด้าน คือเมื่อชีวิตคุณว่างเปล่า ก็เท่ากับชีวิตคุณติดลบไปทันที

ตอนนี้เราก็เริ่มศึกษาด้วยว่า มีความสัมพันธ์แบบเดียวกันนี้ไหม ใน กรณีสุขภาพกาย การเจ็บป่วย อายุขัย และผลการทำงาน เราอยากรู้ว่าความสัมพันธ์เป็นแบบเดียวกันไหม?เช่น ในบริษัทหนึ่ง ๆ ผลการทำงานได้รับอิทธิพลจากอารมณ์ทางบวก จิตที่มีสมาธิจดจ่อ และความหมายในชีวิตไหม?

สุขภาพเป็นผลมาจากการได้ทำอะไรด้วยใจที่ทุ่มเทจดจ่อความเพลิดเพลินใจ และความหมายในชีวิตหรือเปล่า? มันก็มีเหตุผลที่ชวนให้คิดว่าคำตอบของทั้งสองคำถามนี้คือ ใช่

คริส (ผู้จัด TED) บอกว่า ผู้พูดคนสุดท้ายมีโอกาสกล่าวสรุปโดยบูรณาการสิ่งที่ได้ฟังมาเข้าด้วยกัน ผมอยากบอกว่างานนี้น่าทึ่งมากสำหรับผม ผมไม่เคยเข้าร่วมงานประชุมสัมมนาแบบนี้เลย ไม่เคยเห็นผู้พูดที่ก้าวล้ำขีดจำกัดตัวเองออกมาได้มากขนาดนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าทึ่งมาก ผมพบว่าโจทย์ของจิตวิทยาก็เหมือนกับโจทย์ของ เทคโนโลยี งานบันเทิง และการออกแบบ ตรงที่ เราทุกคนรู้ว่า เทคโนโลยี งานบันเทิง และการออกแบบ สามารถนำมาใช้ และได้ถูกใช้เพื่อเป้าหมายที่เป็นอันตราย

และเราก็รู้ว่า เทคโนโลยี งานบันเทิง และการออกแบบ สามารถนำไปใช้เยียวยาความทุกข์ได้เช่นกัน ในขณะเดียวกัน การแยกแยะระหว่างการบำบัดทุกข์ กับการบำรุงสุข ก็สำคัญมากๆ เมื่อตอนที่ผมเริ่มเป็นนักจิตบำบัดใหม่เมื่อ 30 ปีก่อน ผมเคยคิดนะ ว่าถ้าผมเก่งพอที่จะทำให้ใครสักคนหายซึมเศร้า ไม่วิตกกังวล ไม่โกรธ นั่นแปลว่าผมทำให้เขามีความสุขแล้ว แต่ผมไม่เคยพบผลอย่างที่คิด

ผมพบว่า อย่างดีที่สุดคุณก็ทำได้แค่ดึงเขามาที่ศูนย์ แต่แล้วเขาก็รู้สึกว่างเปล่า

ปรากฏว่าทักษะที่จะทำให้เรามีความสุข มีชีวิตที่รื่นรมย์ มีจิตจดจ่อกับสิ่งที่ทำ และมีชีวิตที่มีความหมาย มันแตกต่างจากทักษะที่ใช้ในการเยียวยาความทุกข์

ผมเชื่อว่าในกรณีของเทคโนโลยี งานบันเทิง และการออกแบบก็เหมือนกันนั่นคือ มันเป็นไปได้ที่กลจักรทั้งสามตัวที่ขับเคลื่อนโลกของเรานี้ จะช่วยเพิ่มความสุข อารมณ์ทางบวก และที่จริงมันก็ถูกใช้เพื่อการนี้เป็นหลักอยู่แล้ว แต่เมื่อคุณแจกแจงความสุขออกมาเป็นสามด้านอย่างที่ผมว่ามา

มันไม่ใช่แค่อารมณ์ทางบวกแล้ว

แค่อารมณ์ดียังไม่เพียงพอ  ชีวิตต้องมี flow และ มีความหมายด้วย 

เหมือนที่คุณลอราลีบอกเราว่าการออกแบบ และผมเชื่อว่างานบันเทิงและเทคโนโลยีด้วยสามารถช่วยให้เราเข้าใกล้และได้ทำหรือสัมผัสสิ่งที่มีความหมายในชีวิต

ดังนั้น เหตุผลข้อที่ 11 ที่เราควรมองโลกแง่ดี นอกจากเป็นเพราะเราจะมีลิฟต์อวกาศแล้ว ผมคิดว่า ยังเป็นเพราะด้วยเทคโนโลยี งานบันเทิง และการออกแบบ เราจะสามารถเพิ่มปริมาณความสุข ของมนุษย์บนโลกนี้ได้มหาศาลด้วย และถ้าในอีกหนึ่งหรือสองทศวรรษข้างหน้า เทคโนโลยีสามารถทำให้มนุษย์มีชีวิตที่น่ารื่นรมย์ ชีวิตที่ดี และชีวิตที่มีความหมายมากขึ้นได้

มันก็จะเป็นเทคโนโลยีที่ดีพอ ถ้าเราสามารถนำงานบันเทิงไปใช้เพื่อเพิ่ม
อารมณ์ทางบวก (ซึ่งหมายถึง ความงอกงามของชีวิต) มันก็จะเป็น งานบันเทิงที่ดีพอ และ

ถ้าการออกแบบสามารถเพิ่มอารมณ์ทางบวก ความงอกงาม ภาวะ flow และความหมายในชีวิต สิ่งที่เราทุกคนกำลังร่วมมือทำ ก็จะดีพอ

ขอบคุณครับ (เสียงปรบมือ)
Read more ...

จัดลำดับปัญหาสำคัญของโลก

26 ต.ค. 2554
TED 

โดย  Bjorn Lomborg 

Danish political scientist Bjorn Lomborg heads the Copenhagen Consensus, which has prioritized the world's greatest problems -- global warming, world poverty, disease -- based on how effective our solutions might be. It's a thought-provoking, even provocative list.

ผมอยากจะพูดเกี่ยวกับปัญหาที่มีความสำคัญที่สุดในโลกของเรา ผมไม่ได้กำลังจะพูดเกี่ยวกับ "นักสิ่งแวดล้อมจอมตั้งแง่" ซึ่งนั่นอาจเป็นตัวเลือกที่ดี (หัวเราะ)

แต่ผมกำลังจะพูดเกี่ยวกับเรื่อง อะไรคือปัญหาสำคัญในโลกใบนี้? และก่อนที่ผมจะพูดต่อไป ผมขอให้ทุกท่าน หยิบปากกาและกระดาษออกมา เพราะผมจะขอให้ทุกท่านช่วยผมคิดว่า พวกเราควรจะมองมันอย่างไร หยิบกระดาษกับปากกาออกมาเลยครับ

อย่าลืมว่า มีปัญหามากมายในโลกใบนี้ ผมจะกล่าวถึงบางปัญหา มี 800 ล้านคนบนโลกที่อดยาก มีคนเป็น พันล้านคนที่ไม่มีน้ำดื่มสะอาดบริโภค 2,000 ล้านคนไม่มีระบบสุขาภิบาล และมีอีกหลายล้านคนที่กำลังจะตายด้วย เอชไอวีและเอดส์ รายการปัญหายังมีต่อครับ มีผู้คนอีกกว่า 2,000 ล้านคนที่กำลังได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น ปัญหามีจำนวนมากจริงๆ

ถ้าเป็นไปได้ เราคงอยากแก้ไขปัญหาเหล่านี้ทั้งหมด แต่เราทำไม่ได้ จริงๆ แล้ว เราไม่สามารถแก้ไขปัญหาทุกปัญหาได้ และถ้าเราไม่สามารถทำได้ คำถามที่ผมคิดว่าเราควรต้องถามตัวเอง และก็เป็นเหตุผลว่าทำไมมันจึงเป็นเรื่องของเศรษฐศาสตร์ -- ก็คือ ถ้าเราไม่สามารถทำได้ทุกอย่าง

เราควรต้องเริ่มถามตัวเองอย่างจริงจังว่า แล้วปัญหาอะไรล่ะที่เราควรแก้ไขเป็นอย่างแรก และนั่นก็เป็นคำถามที่ผมอยากถามคุณ ถ้าเรามีเงินสัก 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับใช้ใน 4 ปีข้างหน้า เพื่อทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อโลกของเรา เราควรใช้เพื่อแก้ปัญหาใด

พวกเรายก 10 ปัญหาที่ท้าทายที่สุดของโลกขึ้นมา ผมจะอ่านสั้นๆ

- การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, 
- โรคติดต่อ, 
- ความข้ดแย้ง, 
- การศึกษา 
- ความไม่มั่นคงทางการเงิน, 
- ธรรมาภิบาลและการคอร์รัปชั่น 
- การขาดแคลนอาหารและผู้อดอยาก, 
- การย้ายถิ่น สุขาภิบาลและน้ำ, 
- การอุดหนุนและกำแพงทางการค้า 

พวกเราเชื่อว่าปัญหาเหล่านี้ เป็นปัญหาที่มีความสำคัญที่สุดในโลก คำถามสำคัญที่ควรต้องถาม ก็คือ พวกคุณคิดว่า ปัญหาอะไรสำคัญที่สุด? เราควรเริ่มต้นที่ไหนในการแก้ไขปัญหา? แต่ นั่นเป็นการถามปัญหาที่ผิด และเป็นปัญหาจริงๆ ที่ถูกถาม เมื่อครั้งประชุมที่ดาโวส ในเดือนมกราคม

แต่ปัญหาเกิดขึ้นแน่นอน ถ้าเราถามผู้เข้าร่วมประชุมให้พิจารณาที่ตัวปัญหา เพราะเราไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ แน่นอนว่า ปัญหาที่มีความสำคัญที่สุดที่เรามี ก็คือ เราทุกคนต้องตาย แต่เราไม่มีเทคโนโลยีที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว จริงไหมครับ? ดังนั้น ประเด็นจึงไม่ใช่การจัดลำดับปัญหา แต่ควรเป็นการจัดลำดับทางเลือกในการแก้ไขปัญหา แน่นอน นั่นย่อมทำให้อะไรๆยุ่งยากขึ้นอีกเล็กน้อย

สำหรับการเปลี่ยนแปลงภาวะโลกร้อน การแก้ไขก็อาจจะเป็น เกียวโตโปรโตคอล

สำหรับโรคติดต่อ ก็อาจจะแก้โดยการเพิ่มคลินิคสุขภาพ หรือ มุ้งกันยุง

สำหรับความขัดแย้ง, อาจใช้กองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ เป็นต้น

สิ่งที่ผมอยากจะขอให้คุณลองทำ คือภายในเวลา 30 วินาที - และผมรู้ว่านี่เป็นสิ่งที่จะทำให้คุณรู้สึกว่า เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ -- ขอให้เขียนสิ่งที่คุณคิด อาจเป็นบางอย่างที่มีความสำคัญมาก และแน่นอนว่า นี่คือจุดที่ทำให้หลักเศรษฐศาสตร์กลายเป็นเหมือนสิ่งที่ชั่วร้าย เขียนดูครับว่าอะไรคือปัญหาที่เราไม่ควรแก้เป็นอันดับแรก อะไรควรจะจัดเป็นปัญหาลำดับสุดท้ายของรายการ โปรดใช้เวลา 30 วินาที

คุณลองคุยกับเพื่อนข้างๆ ก็ได้ และเขียนลงไปครับว่า ปัญหาใดควรอยู่ในลำดับบนของรายการ และทางออกของปัญหาที่จัดอยู่ลำดับท้ายๆของรายการ ของปัญหาสำคัญๆ ของโลกหลายปัญหา

ส่วนที่น่าประหลาดใจของกระบวรการนี้ ซึ่งแน่นอน ผมหมายถึง ถ้าเป็นไปได้ผมก็อยาก (จะให้เวลาคุณอีกนิด) -- แต่ผมมีเพียง 18 นาทีเท่านั้น ผมได้ให้เวลาที่สำคัญของผมสำหรับทุกท่านแล้ว ใช่ไหมครับ? ผมจะไปต่อนะครับ และชวนคุณให้คิดเกี่ยวกับกระบวนการนี้ และจริงๆ นั่นคือสิ่งที่เราได้ทำกันแล้ว และผมยังสนับสนุนคุณเต็มที่ ผมมั่นใจว่า เราจะได้อภิปรายกันต่อหลังจากนี้ ว่า พวกเราจะจัดลำดับความสำคัญของปัญหาเหล่านี้จริงๆได้อย่างไร? แน่นอน คุณต้องถามตัวเองว่า ทำไมที่ผ่านมาการจัดลำดับความสำคัญแบบนี้ถึงไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน?

เหตุผลข้อหนึ่งก็คือ การจัดลำดับความสำคัญเป็นเรื่องที่น่าอึดอัดอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่มีใครอยากทำ เพราะแน่นอนว่า ทุกองค์กรหวังที่จะขึ้นไปอยู่ลำดับต้นๆ ของรายการ และ ทุกองค์กรก็ไม่ชอบถ้าตัวเองจะไม่ได้ขึ้นอยู่ในลำดับต้นๆเช่นกัน และเนื่องจาก หลายๆปัญหาจะไม่ได้ขึ้นไปนั่งแท่นเบอร์หนึ่งของรายการปัญหานี้ มากกว่าจำนวนปัญหาที่จะถูกจัดเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งทำให้ตรรกกะนี้ถูกต้อง ว่าเราจะไม่อยากจัดลับดับรายการขึ้นมา เรามีสหประชาชาติมากว่า 60 ปีแล้ว

แต่เราไม่เคยทำรายการพื้นฐาน เกี่ยวกับสิ่งสำคัญที่เราสามารถทำให้แก่โลกใบนี้ และบอกว่าอะไร คือสิ่งที่เราควรทำเป็นอันดับแรก ซึ่งนั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เราไม่ได้กำลังจัดลำดับการตัดสินใจใดๆ คือ การลำดับความสำคัญ ซึ่งแน่นอนว่า เรายังคงลำดับความสำคัญอยู่ แต่เป็นการจัดลำดับโดยนัย ซึ่งก็ไม่น่าจะดีเท่ากัย ถ้าเราได้จัดลำดับความสำคัญจริงๆจังๆ เข้าไปถึงแก่นและถกถึงมันจริงๆ

ดังนั้น สิ่งที่ผมกำลังเสนอจริงๆ ก็คือการบอกว่า เราอยู่ในสถานการณ์ที่เรามีเมนูทางเลือกมานาน เห็นๆได้ว่า มีหลายๆอย่างที่พวกเราสามารถทำได้ แต่เราไม่ได้ตีทั้งมูลค่าและขนาดของประโยชน์ พวกเราไม่ได้มีความคิดอย่างนั้น ลองคิดดูว่าถ้าคุณไปร้านอาหารและได้รับรายการอาหารละลานตา

แต่คุณยังคงนึกไม่ออกว่า มันราคาเท่าไร เหมือนกับ คุณต้องการพิชซ่า แต่ไม่รู้ว่าราคาเท่าไร มันอาจจะแค่ 1 ดอลล่าร์ หรือ 1,000 ดอลล่าร์ มันอาจเป็นพิชซ่าขนาดครอบครัว หรืออาจเป็นขนาดที่ทานคนเดียว ใช่ไหมครับ? พวกเราอยากรู้เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้

และนั่นเป็นสิ่งที่ที่การประชุมประชามติที่โคเปนเฮเกนพยายามจะทำกัน พยายามที่จะระบุต้นทุนของเรื่องต่างๆ พูดง่ายๆว่า ในที่ประชุมประชามติที่โคเปนเฮเกน พวกเรามีนักเศรษฐศาสตร์สุดยอดของโลก 30 คน สาขาละ 3 คน ดังนั้น พวกเราจึงมีนักเศรษฐศาสตร์ระดับโลก 3 คน ที่เขียนเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน เราสามารถทำอะไรได้บ้าง? อะไรคือต้นทุน? และอะไรคือประโยชน์ที่จะได้? เข่นเดียวกัน สำหรับโรคติดต่อ เราก็ได้ผู้เชี่ยวชาญ 3 คน ช่วยระบุว่า เราสามารถทำอะไรได้บ้าง? และราคาที่มากับการแก้ปัญหาคือเท่าไร? เราควรทำอะไรเกี่ยวกับมัน ผลลัพธ์จะเป็นอะไร? เป็นต้น

แล้วเราก็เคยมีนักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกบางท่าน นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลก 8 ท่าน รวม 3 ท่านที่เคยได้รับรางวัลโนเบิล มาประชุมร่วมกันที่โคเปนเฮเกน ในเดือนเมษายน ปี'47 เราเรียกพวกเขาว่า ทีมในฝัน เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยเคมบริจจ์ เรียกพวกเขาว่า รีล เมดริทแห่งเศรษฐศาสตร์ ซึ่งฟังดูเข้าท่าที่ยุโรป แต่อาจจะใช้ไม่ได้ในที่นี่

สิ่งที่พวกเขาทำโดยคือ เขาจัดลำดับรายการความสำคัญ ซึ่งอาจทำให้คุณถามว่าทำไมถึงใช้นักเศรษฐศาสตร์? แน่นอนว่า ผมดีใจมากที่จะตอบคำถามนี้ (หัวเราะ) เพราะมันเป็นคำถามที่ดีมาก ประเด็นคือ แน่นอน ถ้าคุณต้องการรู้เกี่ยวกับมาลาเรีย คุณต้องถามผู้เชี่ยวชาญด้านมาลาเรีย ถ้าคุณต้องการรู้เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ คุณต้องถามผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศ แต่ ถ้าคุณต้องการรู้ว่าสองอย่างนี้ คุณควรจัดการกับเรื่องใดก่อน คุณไม่สามารถถามผู้เชี่ยวชาญทั้งสองคนได้ เพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาทำ นั่นเป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ทำ เขาจัดลำดับความสำคัญ เขาทำในสิ่งที่จะเรียกว่าน่ารังเกียจก็ว่าได้ เพื่อที่จะบอกเราว่า เราควรทำสิ่งใดก่อน และควรทำสิ่งใดในภายหลัง

นี่คือบัญชีรายการ ซึ่งคือสิ่งที่ผมอยากแชร์กับคุณ แน่นอน คุณสามารถเห็นสิ่งเหล่านี้ทางเว็บไซท์ และผมมั่นใจว่าพวกเราจะได้พูดถึงมันมากขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป ง่ายๆคือ พวกเขาได้จัดทำบัญชีรายการขึ้นมา ซึ่งพวกเขาจำแนกประเภท โครงการที่ไม่ได้เรื่อง ซึ่งเรียกว่า เป็นโครงการ ที่ถ้าคุณลงทุนลงไปหนึ่งดอลล่าร์ คุณจะได้เงินกลับคืนมาน้อยกว่าหนึ่งดอลล่าร์ และมีโครงการที่พอใช้ได้ โครงการที่ดี และโครงการที่ดีมาก และแน่นอน โครงการที่ดีมากควรเป็นโครงการที่เราเริ่มทำก่อน ผมจะเริ่มไล่จากหลังไปหน้า เพื่อที่เราจะได้จบลงด้วยโครงการที่ดีที่สุด

ส่วนโครงการที่ไม่ดี

คุณอาจเห็นที่บรรทัดล่างๆ ของรายการ ว่าเป็น

การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ 

ซึ่่งอาจขัดความรู้สึกของคนจำนวนมาก และ นั่นอาจเป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้ หลายคนกล่าวว่า ผมไม่ควรกลับมา และผมอยากจะกล่าวถึงเรื่องนั้น เพราะว่ามันเป็นเรื่องน่าแปลกจริงๆ ทำไมมันถึงถูกจัดลำดับรายการเช่นนี้? และผมจะพยายามย้อนกลับไปยังรายการ เพราะว่า บางทีมันอาจเป็นอย่างหนึ่ง ที่พวกเราไม่เห็นด้วยเมื่อเทียบกับรายการที่คุณลำดับเอาไว้

เหตุผลที่ว่าทำไม พวกเขาจึงได้กล่าวว่า เกียวโตโปรโตคอล หรือการทำบางอย่างที่มากกว่าเกียวโตโปรโตคอล ไม่คุ้มนั้น เหตุผลง่ายๆ คือเพราะมันไม่มีประสิทธิภาพ นี่ไม่ได้หมายความว่า ภาวะโลกร้อนไม่ได้กำลังเกิดขึ้น หรือไม่ได้หมายความว่า มันไม่ใช่ปัญหาขนาดใหญ่ แต่มันกำลังบอกเราว่า สิ่งที่เราสามารถแก้ไขได้ในตอนนี้ นั้นน้อยมาก แต่ต้องใช้ต้นทุนที่สูงมาก

สิ่งที่เขาพยายามจะอธิบายกับพวกเรา จริงๆแล้วคือค่าเฉลี่ยของโมเดลเศรษฐศาสตร์มหภาค ของเกียวโตโปรโตคอล ซึ่งถ้าทุกคนเห็นด้วย ต้องลงทุนประมาณ 1 แสน 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อปี นั่นคือจำนวนเงินมหาศาล มากกว่าเงินช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาถึง 2-3 เท่า ที่พวกเราให้แก่ประเทศโลกที่สามในแต่ละปี แต่จะทำประโยชน์ได้เพียงเล็กน้อย ทุกโมเดลชี้ว่า จะสามารถเลื่อนผลกระทบจากโลกร้อนออกไปได้อีก 6 ปี นับจากปี 2643 ดังนั้นชาวบังคลาเทศที่จะถูกน้ำท่วมในปี 2643 สามารถรอได้ถึงปี 2649 ซึ่งมีประโยชน์ แต่ไม่ได้ให้ประโยชน์มาก ดังนั้นสิ่งที่ความคิดนี้กำลังบอกกับเราก็คือ เราต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อทำสิ่งที่ให้ประโยชน์เล็กน้อย

และเพื่อให้คุณได้เปรียบเทียบ ว่าสหประชาชาติประมาณไว้ว่า ด้วยเพียงครึ่งเดียวของจำนวนเงินข้างต้น คือประมาณ 7 หมื่น 5 พันล้านเหรีญสหรัฐต่อปี พวกเราจะสามารถแก้ไขปัญหาหลักขั้นพื้นฐานในโลกนี้ได้ทั้งหมด เราจะสามารถจัดหาน้ำดื่มที่สะอาดได้ ระบบสุขาภิบาล และอนามัยพื้นฐาน และให้ศึกษาแก่มนุษย์ทุกคนบนโลกนี้

เพราะฉะนั้นเราต้องถามตัวเองว่า เราต้องการใช้เงินเพิ่มเป็น 2 เท่า เพื่อทำสิ่งที่ได้ประโยชน์เล็กน้อยหรือ? หรือจะใช้เงินแค่ครึ่งหนึ่ง เพื่อทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์มากมายมหาศาล และนั่น คือ เหตุผลจริงๆ ว่าทำไมมันถึงเป็นโครงการที่ไม่ดี

ซึ่งผมไม่ได้จะบอกว่า ถ้าพวกเรามีเงินทั้งหมดในโลกนี้ เราจะไม่ทำอะไร แต่ผมกำลังบอกว่า เพราะเราไม่มีเงินทั้งหมดในโลก การแก้ปัญหาโปรเจ็คที่ไม่คุ้มค่าต่อต้นเงินที่ลงไปจึงไม่สมควรจัดอยู่เป็นลำดับต้นๆ

โครงการที่พอใช้้

สังเกตว่าผมจะไม่ได้พูดถึงโปรเจคทั้งหมด แต่อย่างเรื่อง

โรคติดต่อ, 


ขนาดของการบริการสุขภาพขั้นพื้นฐาน 

ติดเข้ามาอย่างเฉียดฉิว เพราะสเกลของการบริการสุขภาพขั้นพื้นฐานเป็นสิ่งที่มีความสำคัญยิ่ง มันจะให้ประโยชน์อย่างมาก แต่ในขณะเดียวกันก็ใช้ต้นทุนสูง ผมขอย้ำอีกครั้งว่า สิ่งที่รายการความสำคัญบอกกับเราทันทีคือ เราต้องเริ่มคิดถึง ปัจจัยทั้งสองข้างของสมการ ถ้าเรามองโครงการที่ดี เราก็จะได้โครงการเกี่ยวกับระบบสุขาภิบาลและน้ำสะอาด

ผมขอย้ำว่า สุขาภิบาลและน้ำเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก แต่ ต้นทุนของมันเกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานอย่างมาก

เพราะฉะนั้นผมจะแสดงให้เห็นถึงสิ่งสำคัญ 4 อันดับแรก ซึ่งอย่างน้อยควรเป็นสิ่งแรกๆ ที่เราจะจัดการแก้ไข เมื่อเวลาที่เราพูดว่า เราควรจัดการอย่างไรกับปัญหาทั้งหลายในโลกใบนี้

ปัญหาสำคัญลำดับที่ 4 คือ มาลาเรีย 

วิธีจัดการกับมาลาเรีย คนกว่า 2 ล้านคนติดเชื้อมาลาเรียทุกปี มันอาจใช้เงินมากถึง 1% ของ GDP ของประเทศที่ได้รับผลกระทบในแต่ละปี ถ้าเราลงทุนประมาณ 1 หมื่น 3 พันล้านเหรียญสหรัฐใน 4 ปีข้างหน้า เราสามารถลดอัตราการติดเชื้อของโรคลงถึงครึ่งหนึ่ง เราสามารถหลีกเลี่ยงมิให้ผู้คน 500,000 คนต้องตายไป

แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่านั้น คือ เราสามารถป้องกันไม่ให้คน 1 พันล้านคน ต้องติดเชื้อในทุกๆ ปี เราจะสามารถเพิ่มความสามารถของเขาให้มากขึ้น เพื่อจัดการกับปัญหาอื่นๆ ที่พวกเขาต้องเผชิญ แน่นอนว่า ในระยะยาวพวกเขาก็ต้องผจญกับภาวะโลกร้อน

สิ่งสำคัญอันดับสาม คือ การค้าเสรี 

โดยพื้นฐานแล้ว โมเดลแสดงให้เห็นว่า ถ้าเราเปิดการค้าเสรี โดยเฉพาะการตัดการอุดหนุนในสหรัฐอเมริกาและในยุโรป เราสามารถทำให้เศรษฐกิจโลกคึกคักมีชีวิตชีวา อย่างน่าประหลาดใจเป็นจำนวนเงินถึง 2 ล้าน 4 แสนล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐต่อปี ครึ่งของเงินจำนวนนี้จะตกกับโลกที่สาม

ผมย้ำอีกครั้งว่า ประเด็นคือ เราสามารถช่วยเหลือคน 2 - 300 ล้านคนให้หลุดพ้นจากความยากจน อย่างรวดเร็ว ภายใน 2-5 ปี นั่นคือสิ่งสำคัญลำดับที่สามที่เราควรทำ

สิ่งสำคัญอันดับที่สอง คือ เรื่องภาวะขาดแคลนอาหาร 

ไม่ใช่ภาวะขาดแคลนอาหารโดยทั่วไป แต่มีแนวทางที่ถูกมากๆ ในการจัดการกับปัญหานี้ กล่าวคือ

การขาดแร่ธาตุอาหาร 

โดยคร่าวๆ ครึ่งหนึ่งของประชากรโลกกำลังขาด ธาตุเหล็ก สังกะสี ไอโอดีน และวิตามิน เอ ถ้าเราลงทุนประมาณ 1 หมื่น 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ เราสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างจริงจัง นั่นคือสิ่งสำคัญสิ่งที่สองที่เราควรสามารถลงทุนได้

และ

โครงการที่ดีที่สุด คือ เรื่องเอชไอวี/เอดส์ 

โดยพื้นฐาน ถ้าเราจ่ายเงิน 2 หมื่น 7 พันล้านเหรียญดอล์ล่าร์สหรัฐ ใน 8 ปีข้างหน้า เราจะสามารถป้องกันผู้ติดเชื้อรายเอชไอวี/เอดส์รายใหม่ได้ถึง 28 ล้านคน ขอย้ำอีกครั้งว่า สิ่งที่การจัดลำดับความสำคัญทำคือ เรามี 2 แนวทางที่แตกต่างกันมากที่เราจะสามารถใช้แก้ปัญหาเอชไอวี/เอดส์ได้ หนึ่ง คือ การรักษา และสอง คือ การป้องกัน ย้ำอีกครั้งว่า ถ้าเป็นไปได้ เราอยากทำทั้ง 2 แนวทาง

แต่ในความเป็นจริงเราไม่สามารถทำได้ทั้ง 2 แนวทาง หรือ ไม่สามารถทำได้ดีทั้งคู่ เพราะฉะนั้น อย่างน้อยเราควรต้องถามตัวเองว่า เราควรลงทุนในแนวทางไหนก่อน ซึ่งการลงทุนในด้านการรักษานั้น แพงกว่าการป้องกันมาก

ดังนั้นเราอาจกล่าวได้ว่า สิ่งที่เราให้ความสำคัญ คือ สิ่งที่เราสามารถทำได้มากกว่า ซึ่งก็คือการลงทุนในการป้องกัน สำหรับจำนวนเงินที่เราใช้ เราสามารถทำได้จำนวน X ที่เป็นประโยชน์ทางการรักษา แต่ในการป้องกัน เราสามารถทำได้มากกว่า 10 เท่า ดังนั้น เราจึงควรให้ความสำคัญกับการป้องกันมากกว่าการรักษา ในขั้นแรก

นี่คือการทำให้เราเริ่มคิดจริงๆถึงการจัดลำดับความสำคัญ ผมอยากให้ทุกคน มองไปที่รายการที่คุณจัดลำดับไว้และบอกว่า คุณจัดได้ถูกต้องไหมครับ? หรือใกล้เคียงกับที่เราทำด้วยกันไปเมื่อสักครู่รึเปล่า? แน่นอนครับว่า ประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังคงเป็นประเด็นยอดนิยม ผมพบว่า มีคนจำนวนมากที่ไม่เห็นด้วยว่าปัญหาภาวะโลกร้อนควรอยู่รั้งท้าย

พวกเราควรจัดให้เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าไม่มีเหตุผลอื่นใด อย่างน้อยก็เพราะว่ามันเป็นปัญหาใหญ่ยักษ์

แต่แน่นอน ที่พวกเราไม่สามารถแก้ไขได้ทุกปัญหา โลกเรามีปัญหามากมาย และสิ่งที่ผมต้องการยำ้อีกครั้งก็คือ ถ้าพวกเราให้ความสนใจกับปัญหา อย่าลืมคิดว่าเรากำลังให้ความสำคัญกับปัญหาที่ควรให้ความสำคัญหรือเปล่า

สิ่งหนึ่ง คือ เราทำสิ่งที่จะให้ประโยชน์อย่างมาก มากกว่า สิ่งที่เราทำประโยชน์ให้ได้น้อย และผมคิดว่า -- โทมัส ชิลลิ่ง หนึ่งในสมาชิกของทีมในฝัน เขาพูดไว้อย่างเยี่ยมยอด สิ่งหนึ่งที่เรามักลืมไปคือใน100 ปี ที่เราพูดถึงผลกระทบที่มากที่สุดที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประชาชนจะยิ่งรวยขึ้น แม้แต่

ภาพอนาคตของผลกระทบที่เลวร้ายที่สุด จากงานของสหประชาชาติ ประมาณไว้ว่า ในปี 2643 ประชาชนในประเทศกำลังพัฒนา จะร่ำรวยมากขึ้นเท่าๆกับที่พวกเรามีในทุกวันนี้ และก็มีความเป็นไปได้สูงว่า พวกเขาจะรวยกว่าพวกเราในปัจจุบันถึง 2-4 เท่า และแน่นอน พวกเราจะรวยยิ่งไปกว่านั้นอีก

แต่ประเด็นคือ เมื่อเราพูดถึงการรักษาชีวิตผู้คน หรือการช่วยเหลือชาวบังคลาเทศในปี 2643 เราไม่ได้พูดกันถึงคนจนในบังคลาเทศ จริงๆ แล้ว เรากำลังพูดถึงชาวดัชท์ที่อยู่ดีมีกิน ดังนั้น แก่นของประเด็นนี้คือ เราอยากจะใช้เงินจำนวนมากเพื่อช่วยเหลือคนจำนวนน้อย เช่น ชาวดัชท์ที่มีฐานะ ในช่วง100ปีต่อจากนี้? หรือ เราต้องช่วยเหลือคนจนจริงๆ ณ เวลานี้ ที่บังคลาเทศ?

จริงๆ แล้ว ใครคือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ และใครที่เราสามารถช่วยเหลือได้ในค่าใช้จ่ายราคาไม่มาก หรือ เหมือนกับที่ชิงลิ่งเสนอไว้ว่า ลองนึกภาพว่า ถ้าคุณเป็นคนรวย ไม่ว่าคุณจะเป็นเศรษฐีจีน เศรษฐีชาวโบลิเวีย หรือ เศรษฐีชาวคองโก ในปี2643 ให้คิดย้อนกลับไปปี2548 และพูดว่า

มันแปลกแค่ไหนที่เขาได้รับความสนใจมากขนาดนี้ เพื่อช่วยเหลือฉันในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในการเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และห่วงใยพอสมควรต่อการช่วยเหลือปู่ของฉัน และ ทวดของฉัน ก็เป็นคนที่พวกเขาสามารถให้ความช่วยเหลือได้อย่างมาก ใครกันแน่ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง?

และผมคิดว่า มันจะบอกกับเราตรงๆว่าทำไมมันจึงเป็นอย่างนั้น เราต้องจัดลำดับความสำคัญให้ถูกต้อง แม้ว่ามันจะไม่เป็นไปตามภาพปกติที่เรามองเห็นปัญหา แน่นอน ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแสดงภาพที่ชัดเจน อย่าง The Day After Tomorrow ที่เยี่ยมมาก ใช่ไหมครับ?

มันเป็นหนังที่ให้ภาพที่แจ่มชัด แน่นอนว่าผมก็ต้องการดูเช่นกัน แต่อย่าหวังว่าเอ็มเมริช จะเอาแบรด พิทท์มาเล่นหนังของเขาในเรื่องหน้า ให้ขุดถังส้วมในแทนซาเนีย หรือทำอะไรประมาณนั้น (หัวเราะ)

มันไม่ให้อารมณ์พอที่จะสร้างเป็นหนัง ดังนั้นในหลายๆทาง ผมคิดถึงการประชุมประชามติที่โคเปนเฮเกน และการอภิปรายทั้งหมดเกี่ยวกับลำดับความสำคัญ ว่าเป็นการป้องกันตัวเองของปัญหาที่น่าเบื่อ เพื่อทำให้เรามั่นใจว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ไม่ได้แค่ให้เรารู้สึกดี มันไม่ใช่แค่การทำในสิ่งที่สื่อให้ความสำคัญเป็นส่วนใหญ่ แต่มันเป็นเรื่องของการที่เราสามารถประโยชน์อย่างมากที่สุด ในที่ๆต้องการเรามากที่สุด

สำหรับข้อโต้แย้งอื่นๆ ที่ผมคิดว่ามีความสำคัญที่จะต้องพูดถึง ก็คือ ไม่ว่าจะผม หรือพวกเรา ต่างกำลังนำเสนอตัวเลือกที่ผิด แน่นอน เราควรทำทุกๆ อย่าง ในโลกในฝัน -- ซึ่งผมก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง ผมคิดว่า พวกเราควรทำทุกอย่าง

แต่พวกเราทำไม่ได้ ในปี2513 ประเทศที่พัฒนาแล้วได้ตัดสินใจว่าเราควรต้องใช้เงิน เป็น 2 เท่าของที่เรากำลังใช้จริงในปัจจุบันแก่ประเทศกำลังพัฒนา นับตั้งแต่นั้นมาเงินช่วยเหลือของพวกเราก็ถูกแบ่งครึ่ง ดังนั้น จริงๆแล้ว เราไม่ได้อยู่บนแนวทาง ของการแก้ไขปัญหาใหญ่ๆทั้งหมดอย่างรวดเร็ว

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้คนยังพูดว่า แล้วเรื่องสงครามอิรักล่ะ? คุณรู้หรือเปล่า พวกเราใช้เงินไป 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ทำไมเราจึงไม่เอาเงินจำนวนนี้ไปทำสิ่งที่เกิดประโยชน์ให้กับโลก? นั่นเป็นคำถามที่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ถ้ามีใครในที่นี้สามารถคุยกับบุชให้ทำสิ่งนี้ได้ จะเยี่ยมมาก

แต่แน่นอน ประเด็นที่ยังเป็นที่กล่าวถึงคือ ถ้าคุณมีอีกสัก 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เรายังต้องการใช้มันเพื่อทางเลือกที่ดีที่สุด ใช่หรือไม่? ดังนั้นประเด็นที่แท้จริง คือ พวกเราต้องคิดใหม่ ว่าอะไรคือการลำดับความสำคัญที่ถูกต้อง

ผมควรถามอีกนิดว่า นี่คือ ลำดับที่เราพูดถึงนี้ มันถูกต้องจริงๆหรือเปล่า? อย่างที่คุณรู้ว่า เมื่อเราถามนักเศรษฐศาสตร์ที่ดีที่สุดในโลก เราก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องถามชายอเมริกันแก่ผิวขาว และเขาก็ไม่จำเป็นว่าจะรู้จัก วิธีมองเห็นโลกทั้่งใบในแง่ความเป็นจริง

ดังนั้น พวกเราจึงเชิญคนหนุ่มสาว80คนทั่วโลก มาเพื่อช่วยกันแก้ปัญหาเดียวกัน ผู้ร่วมโครงการต้องมีคุณสมบัติเพียง 2 ประการ

1) คือ กำลังศึกษามหาวิทยาลัย และ 


2) พูดภาษาอังกฤษ 

โดยส่วนใหญ่พวกเขามาจากประเทศกำลังพัฒนา พวกเขาต่างมีสิ่งของแบบเดียวกัน แต่พวกเขาสามารถมีได้มากขึ้นไปอีก นอกเหนือไปจากขอบเขตการอภิปราย และสิ่งที่พวกเขาได้ทำ คือ การออกแบบรายการความสำคัญของพวกเขาเอง และที่น่าแปลกใจก็คือลำดับรายการมีความคล้ายคลึงอย่างมาก

สิ่งสำคัญในระดับต้นๆ คือ ภาวะขาดแคลนอาหารและโรคติดต่อต่างๆ 

ส่วนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นรั้งลำดับท้ายๆ พวกเราได้ทำแบบนี้อยู่หลายครั้ง ทั้งจากการสัมมนากับนักศึกษามหาวิทยาลัยและสัมมนากับกลุ่มต่างๆ พวกเขาต่างจัดรายการที่เหมือนกันมากๆ และนั่นทำให้ผมมีความหวังอย่างมาก จริงๆนะครับ

ผมเชื่อว่า มีหนทางเบื้องหน้าที่จะทำให้เราเริ่มคิดเกี่ยวกับการจัดลำดับความสำคัญ และบอกว่า อะไร คือ สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับโลกใบนี้? ผมย้ำอีกทีว่า แน่นอนว่าเราอยากทำทุกๆเรื่อง แต่ ถ้าพวกเราทำไม่ได้ เราควรเริ่มคิดว่าเราควรจะเริ่มจากเรื่องอะไร?

ผมมองการประชุมประชามติโคเปนเฮเกนว่าเป็นขั้นหนึ่ง ที่เราทำในปี 2547 และพวกเราหวังว่าจะสามารถรวบรวมคนจำนวนมากขึ้นให้เข้าร่วม ซึ่งจะทำให้เรามีข้อมูลที่ดีขึ้น สำหรับปี 2551 และ 2555 เพื่อชี้แนวทางที่ถูกต้องสำหรับโลกใบนี้ และเรายังต้องเริ่มคิดถึงเรื่องของการจัดสรรทรัพยากรเพื่อแก้ไขปัญหาทางการเมืองด้วย เริ่มคิดที่จะพูดว่า อย่าทำในเรื่องที่เราทำได้น้อย แต่มีต้นทุนสูง อย่าทำในเรื่องที่เราไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร แต่ลงมือทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ที่เราสามารถจะทำได้ประโยชน์อย่างมหาศาล ในต้นทุนต่ำ เดี๋ยวนี้

สุดท้ายแล้ว คุณอาจไม่เห็นด้วย กับการอภิปรายแนวทางการจัดลำดับความสำคัญนี้ แต่เราจะต้องซื่อสัตย์และพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า ถ้ามีบางอย่างที่เราทำ ก็จะมีอีกหลายอย่างที่เราไม่ได้ทำ ถ้าเราห่วงใยอย่างมากเกี่ยวกับบางอย่าง เราจะเลิกกังวลในเรื่องอื่นๆ ผมหวังว่าสิ่งที่ผมนำเสนอจะช่วยพวกเราจัดลำดับความสำคัญได้ดีขึ้น และคิดว่าเราจะทำงานให้ดีขึ้นได้อย่างไรสำหรับโลกใบนี้ ขอบคุณครับ
Read more ...

ชีวิตและงานทำไงให้ เวิร์ค!

26 ต.ค. 2554
TED โดย Nigel Marsh is the author of
"Fat, Forty and Fired" and
"Overworked and Underlaid."

สิ่งที่ผมคิดว่าจะทำ คือผมจะเริ่มด้วยคำของ่ายๆ ผมอยากให้คุณทุกคน

หยุดสักครู่ เจ้าพวกอ่อนแอและสิ้นหวังทั้งหลายแล้วประเมินชีวิตที่น่าสังเวชของตน 

(หัวเราะ)

นั่นคือคำแนะนำ ที่เซนต์เบเนดิคให้กับสาวกที่ตื่นตระหนกของท่าน ในปีศตวรรตที่5 มันเป็นคำแนะนำที่ผมตกลงใจทำตามด้วย เมื่อผมอายุครบ40 ก่อนที่จะถึงวันนั้น ผมเคยเป็นนักรบระดับตำนานของบริษัท กินมากเกินไป, ดื่มมากเกินไปผมทำงานหนักมากๆ และผมละเลยชีวิตครอบครัว และผมตัดสินใจว่าผมจะลอง เปลี่ยนชีวิตตัวเองใหม่ โดยเฉพาะ ผมตัดสินใจว่า ผมจะต้องหาเข้าใจปัญหาที่ซับซ้อน ของสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน

เพราะงั้นผมก็เลยพักงานและใช้เวลาอยู่กับบ้านหนึ่งปี กับภรรยา และลูกเล็กๆสี่คนแต่สิ่งที่ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับการรักษาสมดุลระหว่างงานและเวลาส่วนตัว ในปีนั้น คือผมพบว่ามันช่างง่ายดาย ที่จะรักษาสมดุลระหว่างงานและชีวิต เมื่อผมไม่ได้ทำงานอะไรเลย(หัวเราะ) ซึ่งเป็นทักษะที่ไม่ค่อยมีประโยชน์ โดยเฉพาะเมื่อเงินหมด

ผมเลยกลับไปทำงาน ผมใช้เวลาเจ็ดปีตั้งแต่นั้น ในการต่อสู้ เรียนรู้ และเขียนถึงสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน และผมได้ข้อสังเกต 4 ประการ ที่ผมอยากจะแชร์กับพวกคุณทุกคนวันนี้

ข้อสังเกตประการแรก 

คือ ถ้าหากว่าสังคมต้องการให้เรื่องนี้คืบหน้า เราคงต้องคุยกันอย่างจริงจัง

แต่ปัญหาคือ คนจำนวนมากพูดแต่เรื่องไร้สาระมากเกินไป เกี่ยวกับสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน การถกกันเกี่ยวกับเวลาทำงานที่ยืดหยุ่น หรือการแต่งกายลำลองในวันศุกร์ หรือการลาคลอดของพ่อได้ เป็นเพียงแค่การซ่อนปัญหาที่แท้จริง ซึ่งก็คือบางงานและอาชีพ โดยพื้นฐานแล้วไม่เข้ากันกับ

การอยู่ร่วมกันอย่างมีความหมาย ในชีวิตประจำวัน กับครอบครัวที่เพิ่งเริ่มต้น และก้าวแรกในการแก้ไขปัญหาทุกอย่าง คือการยอมรับความจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เป็น และความจริงเกี่ยวกับสังคมที่เราอยู่ คือมีคนเป็นพันๆ ข้างนอกนั่น ใช้ชีวิตที่สิ้นหวัง กรีดร้องอย่างเงียบๆ ในขณะที่พวกเขาก้มหน้าทำงานตลอดวัน กับงานที่พวกเขาเกลียดเข้าไส้ เพื่อที่จะได้มีเงินมาใช้ซื้อของที่ไม่ต้องการ เพื่อสร้างภาพพจน์กับคนที่ไม่ชอบ (หัวเราะ) (ปรบมือ) ผมรู้สึกว่าการนุ่งยีนส์ใส่เสื้อยืดไปทำงานในวันศุกร์ มันไม่น่าจะแก้ไขถึงต้นตอของปัญหาได้ (หัวเราะ)

ข้อสังเกตประการที่สอง

ที่ผมอยากจะเสนอ คือเราต้องเผชิญหน้ากับความจริง ที่ว่ารัฐบาล และบริษัทต่างๆ จะไม่แก้ปัญหานี้ให้เรา เราควรจะหยุดมองออกไปข้างนอก มันขึ้นอยู่กับเราแต่ละคน ที่จะควบคุมและรับผิดชอบ ในการสร้างชีวิตที่เราต้องการ ถ้าคุณไม่ออกแบบชีวิตของคุณเอง ใครซักคนก็จะออกแบบให้คุณ และคุณก็อาจจะไม่ชอบใจนัก กับนิยามความสมดุลของเขา มันเป็นเรื่องสำคัญ นี่ไม่ได้อยู่ในเว็บ ใช่ป่ะ ผมกำลังจะถูกไล่ออก มันเป็นเรื่องสำคัญ ที่คุณจะไม่ฝากคุณภาพชีวิตของคุณ ไว้ในมือของบริษัทต่างๆ

ผมไม่ได้พูดถึงแค่บริษัทที่แย่ๆเท่านั้นนะครับ ผมเรียกมันว่าโรงฆ่าวิญญาณ (หัวเราะ) ผมพูดถึงบริษัททุกๆแห่ง เพราะบริษัทเหล่านั้น ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะ ที่จะรีดทุกสิ่งทุกอย่างจากตัวคุณ เท่าที่จะเอาไปได้ มันเป็นธรรมชาติของมัน เป็น DNA มันเป็นสิ่งที่เขาทำ แม้จะเป็นบริษัทดี มีความตั้งใจที่ดีก็ตาม

ในด้านหนึ่ง การจัดสถานที่เลี้ยงเด็กในที่ทำงาน เป็นเรื่องที่มหัศจรรย์และน่าดีใจ ในอีกด้าน มันเป็นฝันร้าย มันหมายถึงว่าคุณใช้เวลามากขึ้นในไอ้ที่ทำงานเนี่ย เราต้องรับผิดชอบ ในการตั้งและบังคับให้มี ขอบเขตที่เราต้องการในชีวิตของเรา

ข้อสังเกตประการที่สาม 

คือ เราต้องระมัดระวัง เกี่ยวกับระยะเวลาที่เราเลือก เพื่อตัดสินความสมดุลของเรา ก่อนที่ผมจะกลับไปทำงาน หลังจากที่อยู่บ้านเฉยๆมาหนึ่งปี ผมนั่งลงและเขียนออกมา เป็นคำอธิบายขั้นตอนโดยละเอียด ของวันที่สมดุลในฝัน ที่ผมคาดหวังอยากจะได้ และมันออกมาอย่างนี้ครับ ตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น หลังจากการนอนหลับเต็มอิ่ม มีเซ็กส์ พาหมาไปเดินเล่น ทานข้าวเช้ากับภรรยาและลูกๆ มีเซ็กส์อีกซักรอบ (หัวเราะ) พาลูกไปโรงเรียน แล้วไปทำงานทำงานสามชั่วโมง

เล่นกีฬากับเพื่อนๆช่วงพักทานกลางวันทำงานต่ออีกสามชั่วโมง ไปสังสรรค์กับเพื่อนๆที่ผับ ดื่มซักหน่อย กลับบ้านไปทานข้าวเย็น กับภรรยาและลูก นั่งสมาธิซักครึ่งชั่วโมง แล้วมีเซ็กส์ พาหมาไปเดินเล่น มีเซ็กส์อีกรอบจากนั้นก็เข้านอน (ปรบมือ) คุณคิดว่าผมจะมีวันอย่างงี้ได้บ่อยซักแค่ไหนอ่ะ (หัวเราะ)

เราต้องยอมรับความจริง ว่าเราไม่สามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ในวันเดียว เราต้องยืดเวลาออกไป ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราตัดสินว่าจะรักษาสมดุลให้กับชีวิตแต่เราต้องยืดมันออก โดยไม่ตกหลุมพราง ที่ว่า "เราจะใช้ชีวิต เมื่อเราเกษียณ เมื่อลูกๆออกไปจากบ้านไปแล้ว เมื่อภรรยาขอหย่า, สุขภาพย่ำแย่ เมื่อไม่มีเพื่อน หรือความสนใจอื่นหลงเหลืออยู่" (หัวเราะ) หนึ่งวันมันสั้นไป หลังจากเกษียณก็ยาวไป มันต้องมีทางสายกลาง

ข้อสังเกตประการที่สี่

เราต้องเข้าหาสมดุล ด้วยวิธีการที่สมดุล มีเพื่อนคนหนึ่งมาหาผมเมื่อปีที่แล้ว และเธอไม่ว่าถ้าผมจะพูดถึงเรื่องนี้ เพื่อนมาหาผมปีที่แล้ว และบอกว่า "ไนเจล ฉันอ่านหนังสือคุณแล้ว และคิดว่าชีวิตฉันเนี่ยช่างไม่สมดุลเอาซะเลย มันถูกทับถมด้วยงาน ฉันทำงาน10ชั่วโมงต่อวัน เดินทาง2ชั่วโมงต่อวัน ความสัมพันธ์ทุกแบบของฉันล้มเหลวหมด ไม่มีเรื่องอื่นในชีวิตฉัน

นอกจากงาน ฉันเลยตัดสินใจที่จะกำหมัด แล้วกำจัดมันออกไป ฉันเลยไปสมัครฟิตเนสซะเลย" (เสียงหัวเราะ) ผมไม่ได้อยากจะซ้ำเติม แต่การเป็นทาสออฟฟิสที่ทำงาน10ชั่วโมงต่อวันแต่ฟิต ไม่ได้เพิ่มความสมดุล แต่มันก็แค่ฟิตขึ้นเท่านั้นเอง (หัวเราะ)

การเป็นผู้หญิงสวยด้วยการออกกำลังอาจจะใช่ แต่มันก็มีด้านอื่นของชีวิตด้วย มีด้านสติปัญญา, ด้านอารมณ์ ด้านจิตวิญญาณและการจะสร้างความสมดุล ผมเชื่อว่าเราต้องใส่ใจ กับทุกๆสิ่งที่กล่าวมา ไม่ใช่แค่การซิทอัพ50ที

นั่นเป็นสิ่งที่น่าหวาดหวั่น เพราะคนมักจะพูดว่า "เฮ่ย เพื่อน, กูไม่มีเวลาออกกำลังเลยว่ะ มึงยังอยากให้กูไปโบสถ์ แถมโทรหาแม่กูอีกเรอะ" และผมเข้าใจ ผมเข้าใจจริงๆว่าทำไมมันน่าหวาดกลัวนัก แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสองสามปีก่อน ทำให้ผมได้รับมุมมองใหม่ ภรรยาของผม ซึ่งอยู่ที่ใดที่หนึ่งในหมู่ผู้ชมวันนี้ โทรหาผมที่ออฟฟิศ แล้วบอกว่า "ไนเจล คุณต้องไปรับลูกชายคนเล็ก" แฮรี่ จากโรงเรียน" เพราะเธอต้องไปธุระกับลูกๆอีกสามคนเย็นนั้น

ผมเลยเลิกงานเร็วขึ้นหนึ่งชั่วโมงในตอนบ่าย แล้วไปรับแฮรี่จากประตูโรงเรียนเราเดินไปด้วยกันในสวน เล่นชิงช้า และเกมส์บ้าๆบอๆ จากนั้นผมพาเขาเดินขึ้นเขาไปยังร้านกาแฟ และเราก็กินพิซซ่ากับชาด้วยกัน จากนั้นเดินลงเขากลับบ้าน แล้วผมก็อาบน้ำให้เขา จับเขาใส่ชุดนอนแบทแมนตัวเก่ง แล้วอ่านนิทานให้ฟัง เรื่อง "เจมส์และลูกท้อยักษ์" ของโรอัล ดาห์ล

ผมพาเข้านอน ห่มผ้าให้ จูบหน้าผาก และบอก"ราตรีสวัสดิ์ลูก" จากนั้นเดินออกมาจากห้องนอนของเขา ในขณะที่ผมกำลังจะออกมานั้น เขาพูดขึ้นว่า "พ่อครับ" ผมหันไป "ว่าไงลูก" เขาบอกว่า "พ่อครับ นี่เป็นวันที่ดีที่สุด ในชีวิตของผมเลยครับ" ผมไม่ได้ทำอะไรเลย ผมไม่ได้พาเขาไปดีสนีย์เวิลด์ หรือซื้อเพลย์สเตชั่นให้เขา

ประเด็นของผมคือ แม้แต่เรื่องเล็กๆก็มีผล การเพิ่มความสมดุล ไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในชีวิต ด้วยการลงทุนเล็กๆน้อยๆ ในที่ซึ่งเหมาะสม โดยมูลฐานคุณสามารถที่จะเปลี่ยนคุณภาพของความสัมพันธ์ และคุณภาพของชีวิตคุณได้ 

นอกจากนี้ ผมคิดว่า มันสามารถเปลี่ยนสังคมได้ เพราะถ้ามีคนมากพอทำมัน เราสามารถเปลี่ยนคำนิยามทางสังคมของความสำเร็จ จากความคิดเห็นง่ายๆโง่ๆที่ว่าคนที่มีเงินมากที่สุดตอนตายเป็นผู้ชนะ ไปยังคำนิยามที่สมดุลและลึกซึ้งยิ่งกว่า ของการดำเนินชีวิตที่มีคุณภาพ และนั่น ผมคิดว่า คือแนวความคิดที่มีคุณค่าพอที่จะเผยแพร่ให้ทุกคนรู้
Read more ...

เคล็ดลับ 7 ข้อในการทำธุรกิจของ สตีฟ จ็อบส์

9 ต.ค. 2554
โดยเส้นทางเศรษฐี เมื่อ 1 ต.ค.2554

คงไม่ต้องอรรถาธิบาย ให้เสียเวลาว่าใครคือ "สตีฟ จ็อบส์" แม้แต่เด็กเล็กๆ ยังรู้จัก ถ้าถามว่าใครคือนายกรัฐมนตรีของไทย เด็กๆ อาจจะคิดนาน แต่ถ้าถามว่าใครคือเจ้าของบริษัทแอปเปิ้ล ผู้ผลิตไอโฟน แทบไม่ต้องคิดให้เสียเวลา

ทั้งนี้ เพราะสินค้าของเขาไม่ว่า ไอพอด ไอแพด ไอโฟน ทั้งหลายเป็นที่รู้จักทั่วโลก มียอดขายมากกว่างบประมาณของรัฐบาลไทยเสียอีก

หากเทียบกันระหว่าง "บิลล์ เกตส์" เจ้าของไมโครซอฟท์ที่เคยติดอันดับร่ำรวยอันดับ 1 ของโลกมาแล้ว กับ "สตีฟ จ็อบส์" ใครเก่งกว่าใครคงตอบยาก ทั้งคู่โดดเด่นคนละด้าน

แต่ที่รู้ๆ "สตีฟ จ็อบส์" นั้นป๊อปปูล่าร์มากกว่า เพราะนอกจากจะเก่งเรื่องคิด แล้วยังเก่งเรื่องการทำธุรกิจ การบริหารจัดการ ที่สำคัญ มีความเป็นศิลปินสูงมาก เราจะเห็นว่า ทุกครั้งที่มีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมา สตีฟ จ็อบส์ จะเป็นคนพรีเซ้นต์แนะนำสินค้าเอง ด้วยบุคลิกที่โดดเด่น แต่งกายเป็นเอกลักษณ์ และมีเสน่ห์ในการนำเสนอ จึงได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนทั่วโลก

จึงอยากนำเสนอหลักคิดในการทำงานของเขาว่าเป็นอย่างไร ทำไมเขาจึงประสบความสำเร็จ อย่างน้อยเพื่อให้ผู้อ่านที่มีกิจการอยู่แล้วเอาไปปรับใช้กับการทำธุรกิจของท่าน

อย่าลืมว่า กว่าแอปเปิ้ลจะเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกทุกวันนี้ก็เริ่มจากธุรกิจเล็กๆ มาก่อน โดยสตีฟ จ็อบส์ ใช้หอพักในมหาวิทยาลัยเป็นโรงงาน เช่นเดียวกับบิลล์ เกตส์ ที่ใช้โรงรถประกอบคอมพิวเตอร์

จะเห็นว่าธุรกิจของเขานั้นเริ่มต้นจากธุรกิจเล็กๆ เรียกว่าไมโครบิสซิเนสเลยทีเดียว เล็กกว่าธุรกิจเอสเอ็มอีในบ้านเรา เล็กกว่าธุรกิจของท่านผู้อ่านเสียอีก

หลักคิดในการทำงานของสตีฟ จ็อบส์ ไม่เพียงแต่ใช้ประยุกต์ในการบริหารองค์กรเท่านั้น ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันได้อีกด้วย

หลัก 7 ข้อในการขับเคลื่อนธุรกิจของสตีฟ จ็อบส์ นำมาจากหนังสือชื่อ "กล้าคิดต่างอย่าง สตีฟ จ็อบส์" แปลและเรียบเรียงโดย ศรชัย จาติกวณิช ประสิทธิ์ชัย วีระยุทธวิไล ซึ่งน่าสนใจอย่างยิ่ง แต่ถ้าใครอยากอ่านฉบับเต็มไปหาซื้อได้ตามร้านขายหนังสือทั่วไป

หลักการ 7 ข้อในหนังสือเล่มนี้ จะบังคับให้คุณคิดอย่างแตกต่างในเรื่อง หน้าที่การงาน บริษัท ลูกค้า และสินค้าของคุณ หลักการทั้งหมดเรียงลำดับดังนี้

หลักการที่ 1 

"ทำในสิ่งที่ใจรัก" หลักการนี้คงเป็นหลักการทั่วไปที่หลายคนอาจรับรู้มาแล้วจากประวัติบุคคลที่ประสบความสำเร็จล้วนต้องเริ่มจากทำในสิ่งที่ใจรักทั้งสิ้น

เฉกเช่นเดียวกับสตีฟ จ็อบส์ ที่เขาทำตามเสียงเรียกร้องของหัวใจของเขามาตลอดชีวิต และเขาบอกว่า มันทำให้เกิดความแตกต่าง

หากใครอยากประสบความสำเร็จในชีวิต ควรจะต้องเริ่มจากทำในสิ่งที่คุณรักเสียก่อน

หลักการที่ 2 

"เปลี่ยนแปลงโลก" สตีฟ จ็อบส์ ดึงดูดผู้ที่คิดเหมือนเขาเข้ามา ผู้ที่มีวิสัยทัศน์ร่วมกัน และผู้ที่จะเปลี่ยนไอเดียที่เขามีให้กลายเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ได้ ความมีใจรักเป็นเชื้อเพลิงที่ส่งจรวดของแอปเปิ้ลทะยานขึ้นฟ้า โดยมีวิสัยทัศน์ของสตีฟ จ็อบส์ เป็นจุดหมาย

หลักการที่ 3 

"เขี่ยลูกเปิดเกมให้สมองทำงาน" 

นวัตกรรมจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าปราศจากความคิดสร้างสรรค์ สำหรับสตีฟ จ็อบส์ แล้วความคิดสร้างสรรค์ก็คือการเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกัน สตีฟ จ็อบส์ เชื่อว่า ประสบการณ์ที่กว้างไกลจะช่วยให้เราเข้าใจเรื่องราวของมนุษย์มากขึ้น

หลักการที่ 4 

"ขายฝัน ไม่ใช่สินค้า" 

สำหรับสตีฟ จ็อบส์ แล้วผู้ซื้อสินค้าแอปเปิ้ลไม่ใช่ "ลูกค้า" แต่เขาคือผู้มีความหวัง ความฝัน และใฝ่สูง สตีฟ จ็อบส์ สร้างสินค้าขึ้นมาเพื่อช่วยให้พวกเขาเหล่านี้บรรลุความฝันที่มี

หลักการที่ 5 

"บอกปฏิเสธกับ 1,000 สิ่ง"

ความเรียบง่ายคือความลึกล้ำสูงสุด นี่คือ คำบอกของสตีฟ จ็อบส์ ตั้งแต่การออกแบบไอพอด ไปจนถึงไอโฟน บรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าของแอปเปิ้ลไปจนถึงเว็บไซต์ของแอปเปิ้ล นวัตกรรมคือการขจัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป เพื่อเปิดช่องให้สิ่งจำเป็นได้พูดบ้าง

หลักการที่ 6 

"การสร้างประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมอย่างไม่บันยะบันยัง" 

สตีฟ จ็อบส์ ได้ทำให้ร้านค้าแอปเปิ้ล เป็นมาตรฐานทองของการให้บริการลูกค้า ร้านค้าแอปเปิ้ลเป็นร้านค้าปลีกที่ดีที่สุดในโลกด้วยนวัตกรรมง่ายๆ ที่ธุรกิจไหนๆ ก็นำไปสร้างสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับลูกค้าได้ทั้งนั้น

หลักการที่ 7 

"เก่งสื่อสาร"

สตีฟ จ็อบส์ เป็นนักเล่าตัวฉกาจระดับโลก ที่ยกระดับงานเปิดตัวสินค้าให้เป็นงานศิลปะ ถึงคุณจะมีไอเดียที่สร้างสรรค์สุดยอด แต่หากคุณไม่สามารถทำให้คนอื่นตื่นเต้นกับมันได้ งานนวัตกรรมของคุณก็ไร้ค่า

นี่คือ หลักคิดของสตีฟ จ็อบส์ ที่นำมาใช้กับการทำงานและการดำเนินชีวิตควบคู่กันอย่างได้ผลจนเป็นที่รู้จักทั่วโลก

ไมเคิล แองเจโล ได้เคยพูดไว้ว่า "อันตรายใหญ่หลวงของพวกเราไม่ใช่การใฝ่สูงแล้วไปไม่ถึง แต่คือการไม่ใฝ่สูงแล้วก็เป็นได้แค่นั้น" ไมเคิล แองเจโล และสตีฟ จ็อบส์ มองเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่สามารถมองเห็น ไมเคิล แองเจโล มองก้อนหินอ่อนแล้วเห็นเดวิด (ประติมากรรมหินอ่อนชื่อกระฉ่อนโลก) สตีฟ จ็อบส์ มองเห็นคอมพิวเตอร์แล้วมองเห็นเครื่องมือปลดปล่อยศักยภาพที่มีในตัวเรา

แล้วคุณล่ะ เห็นศักยภาพอะไรในตัวบ้าง ลองจินตนาการดูว่าคุณทำธุรกิจอะไรได้บ้าง จินตนาการว่าคุณสามารถก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้มากน้อยแค่ไหน ลองหาคำตอบดู

สักวันคุณอาจประสบความสำเร็จในธุรกิจเหมือนอย่างที่สตีฟ จ็อบส์ ทำสำเร็จมาแล้ว

จงรีบลงมือค้นหาตัวเองเดี๋ยวนี้
Read more ...

มีเพื่อนร่วมงานแย่ๆ ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันได้

23 ส.ค. 2554
เขียนเมื่อ 23 สิงหาคม 2554

เมื่อใดก็ตามที่คุณทำงานร่วมกับคนที่นิสัยแย่ อารมณ์ร้อนหรือนิสัยอะไรก็ตามที่ไม่ดี เมื่อนั้นชีวิตส่วนตัวของคุณจะเกิดผลกระทบที่ย่ำแย่ตามไปด้วย

ในผลการศึกษาวิจัยชิ้นล่าสุดจากมหาวิทยาลัย Baylor ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ได้ศึกษาคนจำนวน 190 คนที่ทำงานประจำเต็มเวลาเกี่ยวกับสภาพการทำงานและเพื่อนร่วมงานที่ออฟฟิศ พบว่าถ้าในที่ทำงานมีเพื่อนร่วมงานที่นิสัยแย่ หยาบคายและไม่ค่อยเป็นมิตรนั้น จะมีผลกระทบต่ออารมณ์และความรู้สึกของเราและยังสามารถนำไปสู่ปัญหาชีวิตส่วนตัวรวมถึงเกิดความเครียดขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ

เคยมีแบบสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับความเครียดพบว่ามีคนจำนวนถึง 1 ใน 4 ที่บอกว่าส่วนใหญ่ได้รับความเครียดมาจากที่ทำงานและมันยังส่งผลกระทบทางลบต่อปัญหาสุขภาพ รวมไปถึงปัญหาครอบครัวส่วนตัวด้วย ซึ่งสาเหตุโดยส่วนใหญ่จะมาจากทั้งสภาพแวดล้อมรอบตัวในที่ทำงาน และจากตัวของตัวเองที่ไม่สามารถรับแรงกดดันจากความเครียดนั้นได้

ปัญหาหรือความขัดแย้งในที่ทำงานนั้นสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกๆคนและเกิดได้เสมอ โดยเฉพาะเมื่อมีการอยู่ร่วมกันในสังคมหรือทำงานร่วมกัน เนื่องจากคนแต่ละคนนั้นมีความคิดความอ่านที่แตกต่างกันจึงทำให้มีความคิดที่ไม่เหมือนกันและเกิดความขัดแย้งขึ้น ซึ่งวิธีการหนึ่งในการป้องกันไม่ให้เกิดความเครียดในที่ทำงานคือจะต้องส่งเสริมและให้ความร่วมมือกันทุกฝ่ายโดยเฉพาะองค์กรการจัดสรรพนักงานหรือทรัพยากรฝ่ายบุคคลการเพื่อวางแผนและการแก้ไขปัญหาที่เกิดในที่ทำงาน รวมทั้งพยายามแก้ปัญหาจากตัวเองด้วย เช่นหมั่นจัดการกับความตึงเครียดของตัวเองเพื่อทำให้ลดอาการของความเครียดและยังสามารถช่วยในเรื่องของอาการนอนไม่หลับได้อีกด้วย

Source: AFP Relax News
Read more ...

การผ่าตัดมะเร็งทำให้โรคแพร่กระจายจริงหรือ

19 เม.ย. 2554
การผ่าตัดมะเร็งทำให้โรคแพร่กระจายจริงหรือ

ในปัจจุบัน ข่าวสารต่างๆ ที่เราได้รับมีอยู่มากมาย โดยเฉพาะจากอินเตอร์เน็ท และ ข่าวสารเหล่านั้น เราก็ได้รับโดยไม่เห็นตัว หรือรู้จักตัวผู้เขียน การรับรู้ข่าวสารจากแหล่งดังกล่าว จึงต้องเพิ่มความระมัดระวังอย่างมาก โดยเฉพาะข่าวสารทางด้านการแพทย์ มีการให้ข้อมูลด้วยวัตถุประสงค์ต่างๆกัน ในคนที่เจ็บป่วยและมีความเดือดร้อน ย่อมจะร้อนใจที่จะรับข่าวสาร เมื่อได้รับรู้เรื่องใดมา ก็มักจะเชื่อ ยิ่งถ้าได้ข้อมูลดังกล่าวหลายๆ ครั้ง หรือจากหลายๆทางก็ยิ่งรู้สึกเชื่อเข้าไปอีก อย่างเช่น เรื่องที่เป็นหัวเรื่องบทความนี้ “การผ่าตัดมะเร็งทำให้โรคแพร่กระจายจริงหรือ”

คนที่ป่วย และรู้ตัวว่าเป็นมะเร็งก็มีความกลัวเป็นต้นทุนอยู่แล้ว เมื่อทราบว่า หนึ่งในขั้นตอนการรักษา คือ การผ่าตัด ด้วยความไม่รู้ จึงเกิดความกลัวเพิ่มขึ้น เมื่อมีคนมาบอกว่า เป็นมะเร็งอย่าผ่าตัด เพราะโรคจะกระจาย จึงทำให้มีใจคิดที่จะเชื่อคำดังกล่าวมากขึ้น ลองมาดูซิว่า การผ่าตัดมะเร็งทำให้โรคแพร่กระจายจริงหรือ?

การผ่าตัด มีผลกับการเติบโตของเซลล์มะเร็งหรือไม่

การผ่าตัด จัดเป็นอันตรายอย่างหนึ่งที่เกิดกับร่างกายของเรา ทำให้เกิดบาดแผล แต่โดยทั่วไป เหตุที่ต้องทำการผ่าตัด เพราะการกระทำดังกล่าว จะใช้เพื่อการรักษาโรค และ เมื่อหมอทำการผ่าตัด แล้ว ก็จะซ่อมแซมบาดแผลดังกล่าวให้กลับใช้งานได้ดังเดิม หรือ ใกล้เคียงเดิม ด้วยความที่การผ่าตัดเป็นอันตรายต่อร่างกายที่มนุษย์ทำขึ้น โดยธรรมชาติร่างกายจะรับรู้ และ มีการตอบสนองต่ออันตรายนั้น ในเบื้องต้น ก็มีเรื่องของการรับรู้ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น

จากนั้น ก็มีกลไกการห้ามเลือดตามมาเพื่อให้บริเวณผ่าตัดนั้นหยุดการสูญเสียเลือด ซึ่งกระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ภายหลังจากการผ่าตัด ยังมีขบวนการอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย เช่น การซ่อมสร้าง หรือ การหายของแผลผ่าตัด ซึ่งจะมีเซลล์เยื่อบุผิว มาทำหน้าที่สมานผิวหนังหรือผิวเยื่อบุภายในร่างกายให้กลับเข้าที่ เซลล์เม็ดเลือดขาวมากำจัดเชื้อโรค เซลล์เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน มาสร้างเนื้อหรือ พังผืด ฯลฯ ขบวนการเหล่านี้มีอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่นาทีแรกของการได้รับบาดแผล และจะมีมากสุดในช่วง 7 วันแรก แต่จะยังมีต่อเนื่องไปเป็นเวลาแรมเดือน

ขบวนการดังกล่าวนั้น มีวัตถุประสงค์ในการทำให้เนื้อเยื่อของร่างกายกลับสู่สภาพเดิมโดยเร็ว ซึ่งในขบวนการเหล่านี้ จะมีตัวเร่งปฏิกริยา ซึ่งหลั่งออกมาจากสมอง และ ส่วนอื่นๆของร่างกาย เพื่อให้ขั้นตอนต่างๆ ดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว และ มีประสิทธิภาพ เช่น การใช้สารอาหารมากขึ้น การมีเลือดหล่อเลี้ยงมากขึ้น การแบ่งตัวของเซลล์มากขึ้น ฯลฯ จุดนี้เอง จึงเป็นที่มาของประโยค หรือข้อความที่ว่า “การผ่าตัดมะเร็งทำให้โรคแพร่กระจายจริงหรือ?” เพราะขบวนการที่เร่งให้เซลล์ต่างๆ โตขึ้น ก็ย่อมสามารถเร่งให้เซลล์มะเร็งโตขึ้นด้วยเช่นกัน

คนส่วนใหญ่กลัวการผ่าตัด และเชื่อว่าการผ่าตัดแบบไหนจะมีผลต่อการกระจายของเซลล์มะเร็ง
คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าการผ่าตัด ไม่ว่าจะเป็นเจาะ เป็นผ่า เป็นตัด ล้วนจะได้รับผล ทำให้เซลล์มะเร็งแพร่กระจายทั้ง นั้น แต่ในความเป็นจริง การกระตุ้นให้เซลล์โตขึ้นนั้น มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของบาดแผลที่เกิดขึ้น กรณีที่มีบาดแผลขนาดใหญ่ การกระตุ้นจะมีมาก แต่หากเป็นการบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย เช่น เข็มแทง การกระตุ้นก็จะไม่มากนัก และอย่าลืมว่า การกระตุ้นดังกล่าวต้องใช้เวลา ไม่ใช่ บาดเจ็บปุ๊บ เซลล์โตปั๊บและ ถ้าหาก ไม่มีเซลล์มะเร็งเหลืออยู่ในร่างกาย หรือ เหลืออยู่น้อยมาก การกระตุ้นให้เกิดการกระจาย หรือ การโตขึ้นของเซลล์มะเร็งก็เป็นไปได้น้อย หรือ เป็นไปได้ยากเช่นเดียวกัน

คนเป็นมะเร็งทำไมต้องรับการผ่าตัด

การผ่าตัดในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นมะเร็งนั้น มีการผ่าตัดอยู่ 2 ช่วง

ช่วงแรก คือ การผ่าตัดเพื่อให้ได้ชิ้นเนื้อเพื่อมาพิสูจน์ว่าเป็นมะเร็งจริงหรือไม่ มักจะเรียกขั้นตอนนี้ว่า การเจาะเนื้อตรวจ การดูดเนื้อตรวจ การตัดเนื้อตรวจ หรือ สะกิดเนื้อเพื่อไปตรวจดู ฯลฯ แล้วแต่จะเรียก และ แล้วแต่ปริมาณ ชิ้นเนื้อที่นำออกไปมากหรือน้อยเพียงใด ใน

ช่วงที่ 2 คือ การผ่าตัด เพื่อให้เนื้อส่วนที่เป็นมะเร็งออกไปจากร่างกายทั้งหมด เป็นส่วนของการรักษา

ในขั้นตอนของการนำชิ้นเนื้อไปตรวจนั้น มีความจำเป็นอย่างมาก เพราะการรักษาผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็ง กับผู้ที่ไม่เป็นมะเร็งจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การรักษามะเร็งเพื่อหวังให้ผู้ป่วยหาย 

จะต้องควบคุมไม่ให้มีมะเร็งเหลืออยู่ 

จะด้วยการผ่าตัด ให้ยา หรือ ฉายแสง ก็ตาม ล้วนแต่เป็นการรักษาที่เฉพาะเจาะจงอย่างเอาจริงเอาจัง และ ทำให้ผู้ป่วยอาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้ ซึ่งผิดกับกรณีที่ไม่ใช่มะเร็ง การรักษาก็ไม่ต้องมากเท่ากับการรักษาผู้ป่วยที่เป็นมะเร็ง 

ดังนั้นบางคนบอกว่า หากสงสัยมะเร็ง ลองหาวิธีการอื่นๆ รักษาดูก่อนไม่ดีกว่าหรือ อย่าเพิ่งไปผ่าตัด หรือ เจาะชิ้นเนื้อเลย ก็ถือว่าเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เพราะหากรักษาด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง ก็เท่ากับว่าเปิดเวลาให้มะเร็งค่อยๆ โตขึ้น ขณะเดียวกัน หากโรคนั้นไม่ใช่มะเร็ง ก็ไม่จำเป็นต้องรับการรักษาใดๆ ดังนั้น การลองรักษาด้วยวิธีอื่นๆ จึงเป็นการรักษาที่สูญเปล่า

การเจาะชิ้นเนื้อ อาจทำให้เกิดการกระตุ้นขบวนการต่างๆของร่างกายตามที่กล่าวมาในข้างต้นบทความ อาจกระตุ้นให้มะเร็งโตขึ้นได้ แต่การตรวจชิ้นเนื้อเพื่อพิสูจน์ทางพยาธิ หากพบว่าเป็นมะเร็งแล้ว แพทย์ก็มักจะให้การรักษาที่เฉพาะเจาะจงเลย ทันที โดยการผ่าตัด เพื่อนำก้อนมะเร็งออกทั้งหมด และ ติดตามด้วยการรักษาอื่นๆ เพื่อให้มีโอกาสที่มะเร็งจะกลับมาเป็นซ้ำน้อยที่สุด การเจาะชิ้นเนื้อเพื่อตรวจ จึงเป็นสิ่งจำเป็น และผลดี มากกว่าผลเสีย ระยะเวลาสั้นๆ หลังการเจาะชิ้นเนื้อ ไม่ได้ทำให้มะเร็ง โตขึ้น หรือ แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ดังคำกล่าวอ้างที่ได้ยินกันมา

ยิ่งการผ่าตัดเพื่อรักษามะเร็งด้วยแล้ว มักจะเป็นการผ่าตัดเพื่อนำเนื้อเยื่อของร่างกายส่วนที่เป็นมะเร็งออกทั้งหมด หรือ เกือบทั้งหมดด้วยความระมัดระวังตามมาตรฐานของศัลยแพทย์ กรณีนี้ โอกาสที่มะเร็งที่เหลืออยู่จะกลับมาโตขึ้นใหม่ ก็ยิ่งน้อยไปอีก เพราะไม่มีเซลล์มะเร็งที่เหลือไว้เป็น พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ที่จะขยายตัวต่อไป อีกทั้งในปัจจุบัน การรักษามะเร็งมักจะมีการรักษาเสริมภายหลังการผ่าตัด เพื่อให้เซลล์มะเร็งที่อาจเหลืออยู่เพียงน้อยนิด ในร่างกายถูกทำลายไป ดังนั้น การผ่าตัดเพื่อนำมะเร็งออกทั้งหมด จึงไม่ทำให้มะเร็งแพร่กระจายออกไป หากมีการแพร่กระจาย มักจะเป็นการแพร่กระจายที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนทำการผ่าตัด และโตขึ้นมาในภายหลัง

บทสรุป

การผ่าตัด อาจกระตุ้นปฏิกริยาในร่างกายที่กระตุ้นการเติบโตของเซลล์ปกติ และ เซลล์มะเร็งได้ แต่การผ่าตัด เป็นสิ่งจำเป็น ในการวินิจฉัยและการรักษา ซึ่ง

การผ่าตัดที่ถูกต้อง และทันเวลา 

ไม่ทำให้ผลการรักษาเปลี่ยนไป การรั้งรอ ไม่ทำการผ่าตัดรักษา หรือวินิจฉัย ในเวลาที่เหมาะสมเสียอีก ที่เป็นเหตุให้มะเร็งมีโอกาสเติบโตขึ้น และ เป็นอันตราย ทำให้โอกาสรักษาหายมีน้อยลง
Read more ...

ทำงานเกินเวลาเพิ่มอัตราเสี่ยงโรคหัวใจ

10 เม.ย. 2554
โดยวอยซ์ทีวี เมื่ือ 6 เม.ย.2554

นักวิจัยอังกฤษ เผยการทำงานเกิน 11 ชั่วโมงเพิ่มอัตราการเกิดโรคหัวใจถึงร้อยละ 6

นักวิจัยของมหาวิทยาลัยยูซีแอล ในอังกฤษ เปิดเผยผลการวิจัยว่า การทำงานเกิน 11 ชั่วโมงต่อวันจะเพิ่มอัตราเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจถึงร้อยละ 67 ทั้งนี้ทีมวิจัยติดตามข้อมูลจากกลุ่มคนทำงาน 7,000 คน มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528

ผลจากการศึกษา พบว่าเกินกึ่งหนึ่งของคนทำงานเกิน 11 ชั่วโมงต่อวัน มีความเสี่ยงเกิดโรคหัวใจมากกว่าคนที่ทำงานในเวลาน้อยกว่า นอกจากนี้การทำงานล่วงเวลา ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นสาเหตุการเกิดโรคหัวใจ

นักวิจัยยังแนะนำว่า ถ้าแพทย์นำเวลาทำงานของคนไข้มาเป็นข้อมูลประกอบการรักษา อาจจะพบคนไข้ที่เป็นหัวใจจากเหตุทำงานมากเกินไปถึง 6,000 คน จากจำนวนผู้ป่วยโรคหัวใจทั้งหมดในอังกฤษประมาณ 125,000 คนในแต่ละปี

การศึกษาดังกล่าว ยังต้องหาคำตอบต่อไปว่าการลดชั่วโมงทำงาน จะทำให้สุขภาพหัวใจดีขึ้นด้วยหรือไม่ นอกจากนี้นักวิจัย ยังต้องศึกษาต่อไป เพื่อยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างชั่วโมงทำงานและโรคหัวใจ ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญาคาดว่าอาจจะมีปัจจัยเสริมที่ทำให้เกิดโรคเข้ามาเกี่ยว ข้องเช่น ความดันโลหิตสูงที่ตรวจไม่พบ,ความเครียด,อารมณ์ซึมเศร้า หรืออารมณ์โกรธ
Read more ...

จากบล็อกเกอร์สู่ผู้ทรงอิทธิพลวงการแฟชั่น

24 มี.ค. 2554
15 มีนาคม พ.ศ. 2554

เรื่องราวของ สก๊อต ชูแมน ถ่ายทอดผ่านวิดีโอของอินเทล ในแคมเปญ "วิชวล ไลฟ์" ที่สร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ให้คนทั่วโลก

"ผมรู้สึกโชคดีมากที่ได้ใช้ชีวิตแบบ "วิชวล ไลฟ์"...ความสุขที่แท้จริงที่ผมได้รับคือการที่ผมได้ออกไปข้างนอกสัก 4–5 ชั่วโมง เข้าไปอยู่ในโลกที่ทุกคนอยู่ เพื่อเปิดโลกทัศน์ของตัวเอง เชื่อมโยงกับสิ่งที่เห็น และตอบสนองกับสิ่งที่ได้เห็น และสามารถนำมาสร้างสรรค์บล็อกที่ดีเพื่อแบ่งปันกับทุกคนต่อไป"

สก๊อต ชูแมน, The Satorialist

Intel Visual Life : The Satorialist เป็นหนังสั้นความยาว 7 นาที ที่ถ่ายทอดเบื้องหลังของ สก๊อต ชูแมน แฟชั่นบล็อกเกอร์ระดับโลก เจ้าของบล็อก The Satorialist ที่มีผู้เข้าชมอย่างล้นหลามกว่า 70,000 คนต่อวัน หนังสั้นเรื่องนี้ติดตามเบื้องหลังชีวิตจริงของชูแมนในหนึ่งวัน ตั้งแต่เข้าร้านทำผม เดินเล่นในย่านแมนฮัตตัน และเข้าไปพูดคุยกับผู้คนตามถนนเพื่อขอถ่ายรูป อินเทลได้ถ่ายทอดเรื่องราวการใช้ภาพและเทคโนโลยีเพื่อการสร้างสรรค์และเป็นแรงบันดาลใจ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ “วิชวล ไลฟ์” (Visual Life) ของอินเทลที่ใช้ภาพในการสื่อสารการใช้เทคโนโลยีกับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่

สก๊อต ชูแมน เป็นช่างภาพที่เรียนและฝึกฝนการถ่ายภาพด้วยตัวเอง บล็อก The Satorialist (thesartorialist.blogspot.com) ของชูแมนได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ที่ชื่นชอบแฟชั่นทั่วโลก และยังโด่งดังในหมู่บรรณาธิการและคนในวงการแฟชั่นเป็นอย่างมาก ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งสื่อที่มีอิทธิพลต่อการตอบรับแฟชั่นของคนทั่วโลก

ชูแมนริเริ่มการถ่ายภาพแฟชั่นลงบล็อก เขาเริ่มบล็อกครั้งแรกในปี 2005 หลังจากลาออกจากการเป็นเซลล์ของแบรนด์เสื้อผ้าเพื่อมาเลี้ยงดูลูกสาว เขาเริ่มถือกล้องติดตัวไปไหนมาไหนในนิวยอร์ค และถ่ายรูปผู้คนที่มีอะไรบางอย่างที่ดึงดูดสายตาเขา จากนั้นก็โพสต์รูปภาพลงในบล็อก แค่เพียงไม่นาน บล็อก The Sartorialist ก็กลายเป็นบล็อกยอดนิยมของบรรดาผู้ที่ชื่นชอบแฟชั่นและคนในวงการ รูปภาพของชูแมนมีทั้งรูปของแฟชั่นเซเลบริตี้อย่าง คาร์ล เลเกอร์เฟลด์ ไปจนถึงคนเดินถนนทั่วไปทั้งในปารีส นิวเยอร์ค ลอนดอน ฟลอเรนซ์ และมิลาน จากความนิยมที่ชูแมนได้รับ เขาจึงได้รับการติดต่อให้ทำงานกับ style.com และแมกกาซีน GQ ของอเมริกา และยังร่วมงานกับแบรนด์ดังๆ อีกมากมาย อาทิ Saks Fifth Avenue, GAP และBurberry ในปี 2009 The Sartorialist ได้รับการโหวตให้เป็นหนึ่งในผู้ที่มีอิทธิพลมากที่สุดในวงการดีไซเนอร์จากนิตยสารไทม์ ชูแมนกล่าวว่าเขาอยากจะถ่ายภาพสตรีทแฟชั่นแบบนี้ต่อไปอีก 30 หรือ 40 ปี เขาบอกว่าภาพพวกนี้ "จะเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากจากนี้ไปอีก 100 ปี" เมื่อรสนิยมและแฟชั่นได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

สก๊อต ชูแมน เคยให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ฮันทิงตัน โพสต์ ว่าเขาเริ่มบล็อกด้วยเหตุผลที่ว่า“สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับการทำบล็อกรูปภาพคือคุณไม่จำเป็นต้องรู้ภาษาอังกฤษ ก็สามารถสนุกกับรูปภาพได้...อาจมีหลายคนที่อยากจะแบ่งปันความเห็นด้านแฟชั่น หรือฝันอยากเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ อยากย้ายไปอยู่ที่นิวยอร์คหรือมิลาน แต่ด้วยเหตุผลทางครอบครัวหลายๆ อย่าง พวกเขาไม่สามารถทำได้อย่างใจคิด และต้องติดอยู่ในวิสคอนซินหรือที่ไหนก็ตาม บล็อกนี้เป็นโอกาสให้พวกเขาได้สัมผัสแฟชั่น เขาสามารถเขียนคอมเมนท์ ติดตามแฟชั่นและแบ่งปันกับคนอื่นๆได้ ปัจจุบันบล็อก The Sartorialist (thesartorialist.blogspot.com) มีผู้เข้าชมกว่า 3 ล้านต่อเดือน และได้กลายมาเป็นบล็อกที่คนในวงการแฟชั่นต้องอ่าน

วิดีโอ Intel Visual Life : The Satorialist ได้สร้างกระแสในโลกไซเบอร์เป็นอย่างมากทั้งทางเว็บไซต์ YouTube และ Social Media ต่างๆ โดยวิดีโอใน YouTube มีผู้ชมกว่า 600,000 ครั้ง และวิดีโอนี้ยังได้รับการแชร์ผ่านเว็บไซต์ต่างๆ ทั่วโลกอีกด้วย แคมเปญ Visual Life เป็นส่วนหนึ่งของการเปิดตัว อินเทล™ คอร์™ โปรเซสเซอร์ เจนเนอเรชั่น 2 ซึ่งเป็นชิปตระกูลล่าสุดที่ช่วยสร้างสรรค์ประสบการณ์ในการใช้คอมพิวเตอร์ได้อย่างฉลาดล้ำจนผู้ใช้สามารถสัมผัสได้ ไม่ว่าจะใช้คอมพิวเตอร์กับสื่อดิจิตอลต่างๆ เล่นเกม ดูหนัง หรือใช้ทำงานโดยทั่วไป แคมเปญนี้สามารถสื่อสารกับผู้ใช้เทคโนโลยีทั่วโลกได้เป็นอย่างดีด้วยการนำเสนอในรูปแบบของวิดีโอซีรี่ส์หลากหลายเวอร์ชั่นในโลกออนไลน์ วิดีโอแต่ละเรื่องล้วนสร้างกระแสให้เกิดการบอกต่อและแลกเปลี่ยนความเห็นในหมู่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตและช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่ได้ชมวิดีโอจากแคมเปญนี้อีกด้วย

เทคโนโลยีทำให้เรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นได้

แฟชั่นนิสต้าสามารถรับชมเรื่องราวเบื้องหลังความสำเร็จของ The Sartorialist ได้ทาง www.intel.com/visuallife/ หรือติดตามชมวิดีโอใหม่ๆ และแคมเปญที่น่าสนใจของอินเทลได้ที่ www.intel.com/th, blogs.intel.com, ทวิตเตอร์ @Intelthailand และ เฟสบุ๊ค IntelThailand
Read more ...

"ปัญหา" ของ "พัฒนาการ" ในวงการลูกหนังปลาดิบ

12 มี.ค. 2554
ที่มา นสพ.มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 11 มีนาคม 2554

เมื่อต้นสัปดาห์สื่อแดนอาทิตย์อุทัยมีวาระเล็กๆ ให้ได้เฉลิมฉลองกันอย่างครึกครื้น เมื่อ

ยูโตะ นากาโตโมะ ฟูลแบ๊คทีมชาติญี่ปุ่น 

ทำประตูให้ต้นสังกัด อินเตอร์ มิลานได้เป็นครั้งแรกในเกมกัลโช่ เซเรียอา หลังย้ายจาก เชเซน่า สู่ถิ่นซาน ซิโร่ ด้วยสัญญายืมตัวเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

เป็นเหตุการณ์พิเศษที่หนังสือพิมพ์บางฉบับบอกว่า ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์วงการลูกหนังแดนปลาดิบ เนื่องจากนี่เป็นประตูที่นักเตะเลือดซามูไรทำได้ในการลงเล่นให้หนึ่งในทีมชั้นนำของลีกอิตาลี เพราะที่ผ่านมา แม้จะเคยมีรุ่นพี่รุ่นน้ายิงได้ ก็ไม่ใช่กับทีมใหญ่ขนาดนี้

ก้าวเล็กๆ ของนากาโตโมะยิ่งเหมือนการตอกย้ำความสำเร็จของทีมชาติญี่ปุ่นเจ้าของฉายา "ซามูไรสีน้ำเงิน" ในเวทีโลก ต่อจากการคว้าแชมป์ เอเชี่ยนคัพ มาครองเป็นสมัยที่ 4 เมื่อต้นปี ซึ่งมากกว่าทีมใดๆ ในประวัติศาสตร์การแข่งขัน

และถ้าย้อนไปไกลกว่านั้นก็คือ ฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งญี่ปุ่นผ่านเข้ารอบสองในฐานะอันดับ 2 ของกลุ่มอี ทั้งที่มีคู่แข่งหินๆ อย่างเนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก และแคเมอรูน ก่อนไปแพ้ดวลลูกโทษปารากวัยอย่างฉิวเฉียดในรอบต่อมา

หลังสิ้นสุดเวิลด์คัพ มีนักเตะจากญี่ปุ่นได้ย้ายไปค้าแข้งในลีกบุนเดสลีก้าของเยอรมนีถึง 6 คน และหลังคว้าแชมป์เอเชี่ยนคัพก็ยิ่งมีสโมสรจากยุโรปสนใจดึงตัวแข้งปลาดิบไปร่วมทีมมากขึ้น ซึ่งกรณีของนากาโตโมะก็เป็นหนึ่งในนั้น

อัฟชิน ก็อตบี้ ผู้ช่วยโค้ชทีม ชิมิซุ เอส-พัลส์ ในเจ-ลีก 

ซึ่งพาทีมอิหร่านผ่านเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศเอเชี่ยนคัพ 2011 บอกว่า คุณสมบัติของนักเตะญี่ปุ่นที่ทำให้เป็นที่ต้องตาของสโมสรในยุโรปก็คือ เทคนิคดี ฉลาดเล่น ขยัน มีวินัย และเหนือสิ่งอื่นใดคือความทุ่มเทให้ทีม

ก็อตบี้แสดงทรรศนะด้วยว่า การได้ไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในลีกยุโรปช่วยพัฒนาฝีเท้าของเหล่าสตาร์ทีมชาติญี่ปุ่นได้ดี ขณะเดียวกันการ "อพยพย้ายถิ่น" ซึ่งเกิดต่อเนื่องเป็นระลอกในขณะนี้ยังช่วยเปิดโอกาสให้แข้งเยาวชนมีโอกาสเริ่มต้นพัฒนาตัวเองจากการเล่นในเจ-ลีกด้วยถือเป็นสถานการณ์ที่ "วิน-วิน" สำหรับทุกฝ่าย

อย่างไรก็ตาม สภาวการณ์เดียวกันนี้เมื่อมองมุมกลับจากสโมสรในเจ-ลีก กลับกลายเป็นปัญหาใหญ่หลวงที่ไม่มีแววว่าจะคลี่คลายในเร็ววัน

เนื่องเพราะ "เหตุผล" อีกประการที่ทำให้สโมสรยุโรปสนใจดึงตัวนักเตะญี่ปุ่นไปร่วมทีมก็คือเรื่อง "ค่าตัว" ที่ถูกแสนถูก หรือที่สื่อญี่ปุ่นเรียกกันว่า "ย้ายทีมในราคาศูนย์เยน" นั่นเอง

ปัญหาดังกล่าวเป็นผลพวงจากยุคแรกเริ่มราวทศวรรษที่ 1990 ซึ่งเจ-ลีกตัดสินใจล้อการทำสัญญาของลีกเบสบอลอาชีพ ที่ได้รับความนิยมกว่ามากในตอนนั้น

ลีกเบสบอลของญี่ปุ่นนั้น โดยมากนักกีฬาจะเซ็นสัญญากับสโมสรหนึ่งๆ เพียงปีเดียว และพร้อมทุ่มเทให้กับต้นสังกัดอย่างสุดกำลัง โดยเป็นเหมือนสัญญาใจระหว่างนักกีฬากับสโมสร และสัญญาสุภาพบุรุษระหว่างสโมสรด้วยกันเองว่าจะไม่มีการทุ่มเงินมหาศาลดึงใครไปจากทีมไหนกลางคันเด็ดขาด

เมื่อเจ-ลีกนำระบบนี้มาใช้เมื่อราว15 ปีก่อน ทุกอย่างเป็นไปโดยราบรื่นเนื่องจากคราวนั้น มาตรฐานลูกหนังแดนอาทิตย์อุทัยยังห่างจากยุโรปมาก แต่เมื่อแผนพัฒนาเยาวชนทีมชาติอย่างต่อเนื่องผลิดอกออกผลเป็นผลงานที่เห็นจริงจับต้องได้ ลีกยุโรปที่ไม่ได้ร่วมทำสัญญาใจ แต่แรกเริ่มจึงสามารถดึงตัวนักเตะไปร่วมทีมได้โดยง่าย แถมในราคาที่ถูกสุดสุด อาทิกรณีของ

ชินจิ คากาว่า 

ที่ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ซื้อตัวจาก เซเรโซ่ โอซาก้า ในราคาเพียง 350,000 ยูโร (14.7 ล้านบาท) เมื่อปีที่แล้ว ขณะที่ราคาประเมินของกองกลางดาวรุ่งวัย 21 ปี ในขณะนี้อยู่ที่ 20 ล้านยูโร (840 ล้านบาท)

ซึ่งเป็นมูลค่าที่สามารถซื้อนักเตะทั้งเจ-ลีกได้ในปัจจุบัน!!

การสูญเสียนักเตะพรสวรรค์จำนวนมากมายให้กับสโมสรยุโรปแบบไม่คุ้มทุนไม่คุ้มค่าความเหนื่อยยากที่อุตส่าห์ปลุกปั้นกันมา กลายเป็นประเด็นให้สื่อญี่ปุ่นเรียกร้องความเปลี่ยนแปลง แม้ใจหนึ่งจะรู้สึกยินดีที่ได้เห็นนักเตะจากประเทศของตัวเองไปโชว์ศักยภาพในเวทีระดับโลกก็ตาม

แต่สำหรับสโมสรเจ-ลีกแล้วนี่ยิ่งเป็นสถานการณ์ที่เสียกับเสีย เพราะเมื่อเสียนักเตะดีๆ ไปหมด ก็ต้องเริ่มมองหากำลังเสริม และกลายเป็น "เทรนด์" ใหม่อิมพอร์ตแข้งออสเตรเลียเข้าลีกจำนวนมากมายในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม การขาดนักเตะท้องถิ่นระดับแม่เหล็กหลายคน อาจกระทบต่อความสนใจจากแฟนๆ ได้

แถมยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่ไม่เอื้ออำนวย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่ประเทศญี่ปุ่นกำลังเผชิญ หรือการที่ทีมในเจ-ลีกส่วนใหญ่ยังอยู่ในระบบเดิมคือ โดยมากมักมีบริษัทเอกชนเป็นเจ้าของ ทำให้ผู้บริหารไม่ใช่มืออาชีพด้านกีฬาอย่างแท้จริง จึงขาดแผนพัฒนาองค์กรที่ดี

ยังดีว่าแฟนๆ ของเจ-ลีกยังค่อนข้างเหนียวแน่น ดังปรากฏว่ายอดผู้ชมเกมลีกในสนามเมื่อฤดูกาล 2010 เฉลี่ยอยู่ที่นัดละ 18,500 คน ซึ่งถือว่าน่าพอใจมากๆ

แต่ด้วยความเป็นไปในปัจจุบัน จะยังคงประคองให้ทุกอย่างเดินหน้าไปเรื่อยๆ โดยไม่สะดุดได้หรือไม่นั้น ไม่มีใครบอกได้จริงๆ
Read more ...

ทำอย่างไรให้เป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์

9 มี.ค. 2554
1. ลืมๆคำวิจารณ์ของคนอื่นซะบ้าง

2. ไม่จำเป็นต้องสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่จงเปลี่ยนแปลงโลกแม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆก็ตาม

3. ลงแรง ลงเวลา ความตั้งใจและมานะลงมือทำเป็นสิ่งเดียวที่แยกผู้ประสบความสำเร็จออกจากผู้ล้มเหลว

4. วางแผนลงรายละเอียดระยะยาวให้น้อยลง ลงมือทำให้มากขึ้น

5. จงเป็นเพื่อนสนิทกับความล้มเหลว

6. เชื่อเถอะว่าทุกคนเกิดมามีความคิดสร้างสรรค์อยู่ในตัวกันทุกคน

7. อย่าได้พยายามจะเป็นจุดเด่นในคนหมู่มาก แต่จงหลีกหนีการทำตัวเหมือนคนหมู่มากแทน

8. ถ้ารู้จักที่จะยอมรับความล้มเหลว คุณก็จะไม่เจ็บ

9. คิดถึงเงินและผลตอบแทนให้น้อยๆ ทำสิ่งที่ใจอยากทำให้มากๆ

10. จงเป็นมนุษย์เจ้าปัญหาและ ตั้งคำถามให้มากๆ
Read more ...

ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ ๑

7 มี.ค. 2554
ราษฎรทั้งหลาย

เมื่อกษัตริย์องค์นี้ได้ครองราชย์สมบัติสืบต่อจากพระเชษฐานั้น ในชั้นต้นราษฎรบางคนได้หวังกันว่ากษัตริย์องค์ใหม่นี้จะปกครองราษฎรให้ร่มเย็น แต่การณ์ก็หาได้เป็นไปตามที่คิดหวังกันไม่ กษัตริย์คงทรงอำนาจอยู่เหนือกฎหมายเดิม ทรงแต่งตั้งญาติวงศ์และคนสอพลอไร้คุณความรู้ให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญๆ ไม่ทรงฟังเสียงราษฎร ปล่อยให้ข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต มีการรับสินบนในการก่อสร้างและการซื้อของใช้ในราชการ หากำไรในการเปลี่ยนเงิน ผลาญเงินของประเทศ ยกพวกเจ้าขึ้นให้สิทธิพิเศษมากกว่าราษฎร กดขี่ข่มเหงราษฎร ปกครองโดยขาดหลักวิชา ปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถากรรม ดังที่จะเห็นได้จากความตกต่ำในทางเศรษฐกิจและความฝืดเคืองในการทำมาหากินซึ่งพวกราษฎรได้รู้กันอยู่โดยทั่วไปแล้ว รัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมายมิสามารถแก้ไขให้ฟื้นขึ้นได้

การที่แก้ไขไม่ได้ก็เพราะรัฐบาลของกษัตริย์มิได้ปกครองประเทศเพื่อราษฎรตามที่รัฐบาลอื่นๆ ได้กระทำกัน รัฐบาลของกษัตริย์ได้ถือเอาราษฎรเป็นทาส (ซึ่งเรียกว่าไพร่บ้าง ข้าบ้าง) เป็นสัตว์เดียรัจฉาน ไม่นึกว่าเป็นมนุษย์ เหตุฉะนั้น แทนที่จะช่วยราษฎร กลับพากันทำนาบนหลังราษฎร จะเห็นได้ว่า ภาษีอากรที่บีบคั้นเอาจากราษฎรนั้น กษัตริย์ได้หักเอาไว้ใช้ปีหนึ่งเป็นจำนวนหลายล้าน ส่วนราษฎรสิ กว่าจะหาได้แม้แต่เล็กน้อย เลือดตาแทบกระเด็น ถึงคราวเสียเงินราชการหรือภาษีใดๆ ถ้าไม่มีเงินรัฐบาลก็ยึดทรัพย์หรือใช้งานโยธา แต่พวกเจ้ากลับนอนกินกันเป็นสุข ไม่มีประเทศใดในโลกจะให้เงินเจ้ามากเช่นนี้ นอกจากพระเจ้าซาร์และพระเจ้าไกเซอร์เยอรมัน ซึ่งชนชาตินั้นก็ได้โค่นราชบัลลังก์ลงเสียแล้ว

รัฐบาลของกษัตริย์ได้ปกครองอย่างหลอกลวงไม่ซื่อตรงต่อราษฎร มีเป็นต้นว่าหลอกว่าจะบำรุงการทำมาหากินอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ครั้นคอยๆ ก็เหลวไป หาได้ทำจริงจังไม่ มิหนำซ้ำกล่าวหมิ่นประมาทราษฎรผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้กิน ว่าราษฎรยังมีเสียงทางการเมืองไม่ได้ เพราะราษฎรโง่ คำพูดของรัฐบาลเช่นนี้ใช้ไม่ได้ ถ้าราษฎรโง่ เจ้าก็โง่เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ที่ราษฎรรู้ไม่ถึงเจ้านั้นเป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้ไม่ให้เรียนเต็มที่ เพราะเกรงว่าเมื่อราษฎรได้มีการศึกษา ก็จะรู้ความชั่วร้ายที่พวกเจ้าทำไว้ และคงจะไม่ยอมให้เจ้าทำนาบนหลังคนอีกต่อไป

ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง บรรพบุรุษของราษฎรเป็นผู้ช่วยกันกู้ให้ประเทศเป็นอิสรภาพพ้นมือจากข้าศึก พวกเจ้ามีแต่ชุบมือเปิบและกวาดทรัพย์สมบัติเข้าไว้ตั้งหลายร้อยล้าน เงินเหล่านี้เอามาจากไหน? ก็เอามาจากราษฎรเพราะวิธีทำนาบนหลังคนนั้นเอง บ้านเมืองกำลังอัตคัดฝืดเคือง ชาวนาและพ่อแม่ทหารต้องทิ้งนา เพราะทำนาไม่ได้ผล รัฐบาลไม่บำรุง รัฐบาลไล่คนงานออกอย่างเกลื่อนกลาด นักเรียนที่เรียนสำเร็จแล้วและทหารที่ปลดกองหนุนแล้วก็ไม่มีงานทำ จะต้องอดอยากไปตามยถากรรม เหล่านี้เป็นผลของกษัตริย์เหนือกฎหมาย บีบคั้นข้าราชการชั้นผู้น้อย นายสิบ และเสมียน เมื่อให้ออกจากงานแล้วก็ไม่ให้เบี้ยบำนาญ ความจริงควรเอาเงินที่พวกเจ้ากวาดรวบรวมไว้มาจัดบำรุงบ้านเมืองให้คนมีงานทำ จึงจะสมควรที่สนองคุณราษฎรซึ่งได้เสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้ร่ำรวยมานาน แต่พวกเจ้าก็หาได้ทำอย่างใดไม่ คงสูบเลือดกันเรื่อยไป เงินเหลือเท่าไหร่ก็เอาไปฝากต่างประเทศ คอยเตรียมหนีเมื่อบ้านเมืองทรุดโทรม ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก การเหล่านี้ย่อมชั่วร้าย

เหตุฉะนั้น ราษฎร ข้าราชการ ทหาร และพลเรือน ที่รู้เท่าถึงการกระทำอันชั่วร้ายของรัฐบาลดังกล่าวแล้ว จึงรวมกำลังตั้งเป็นคณะราษฎรขึ้น และได้ยึดอำนาจของกษัตริย์ไว้ได้แล้ว คณะราษฎรเห็นว่าการที่จะแก้ความชั่วร้ายนี้ได้ก็โดยที่จะต้องจัดการปกครองโดยมีสภา จะได้ช่วยกันปรึกษาหารือหลายๆ ความคิดดีกว่าความคิดเดียว ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้น คณะราษฎรไม่ประสงค์ทำการแย่งชิงราชสมบัติ ฉะนั้น จึงได้อัญเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร คณะราษฎรได้แจ้งความประสงค์นี้ให้กษัตริย์ทราบแล้ว เวลานี้ยังอยู่ในความรับตอบ ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธหรือไม่ตอบภายในกำหนดโดยเห็นแก่ส่วนตนว่าจะถูกลดอำนาจลงมาก็จะชื่อว่าทรยศต่อชาติ และก็เป็นการจำเป็นที่ประเทศจะต้องมีการปกครองแบบอย่างประชาธิปไตย กล่าวคือ ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกตั้งขึ้น อยู่ในตำแหน่งตามกำหนดเวลา ตามวิธีนี้ราษฎรพึงหวังเถิดว่าราษฎรจะได้รับความบำรุงอย่างดีที่สุด ทุกๆ คนจะมีงานทำ เพราะประเทศของเราเป็นประเทศที่อุดมอยู่แล้วตามสภาพ เมื่อเราได้ยึดเงินที่พวกเจ้ารวบรวมไว้จากการทำนาบนหลังคนตั้งหลายร้อยล้านมาบำรุงประเทศขึ้นแล้ว ประเทศจะต้องเฟื่องฟูขึ้นเป็นแม่นมั่น การปกครองซึ่งคณะราษฎรจะพึงกระทำก็คือ จำต้องวางโครงการอาศัยหลักวิชา ไม่ทำไปเหมือนคนตาบอด เช่นรัฐบาลที่มีกษัตริย์เหนือกฎหมายทำมาแล้ว เป็นหลักใหญ่ๆ ที่คณะราษฎรวางไว้ มีอยู่ว่า

๑.จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่นเอกราชในทางการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง

๒.จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก

๓.ต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก

๔.จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่ในเวลานี้)

๕.จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก ๔ ประการดังกล่าวข้างต้น

๖.จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

ราษฎรทั้งหลายจงพร้อมใจกันช่วยคณะราษฎรให้ทำกิจอันจะคงอยู่ชั่วดินฟ้านี้ให้สำเร็จ คณะราษฎรขอให้ทุกคนที่มิได้ร่วมมือเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลกษัตริย์เหนือกฎหมายพึงตั้งตนอยู่ในความสงบและตั้งหน้าทำมาหากิน อย่าทำการใดๆ อันเป็นการขัดขวางต่อคณะราษฎร การที่ราษฎรช่วยคณะราษฎรนี้ เท่ากับราษฎรช่วยประเทศและช่วยตัวราษฎร บุตร หลาน เหลน ของตนเอง ประเทศจะมีความเป็นเอกราชอย่างพร้อมบริบูรณ์ ราษฎรจะได้รับความปลอดภัย ทุกคนจะต้องมีงานทำไม่ต้องอดตาย ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน และมีเสรีภาพพ้นจากการเป็นไพร่ เป็นข้า เป็นทาสพวกเจ้า หมดสมัยที่เจ้าจะทำนาบนหลังราษฎร สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนาคือ ความสุขความเจริญอย่างประเสริฐซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า “ศรีอาริยะ” นั้น ก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า

คณะราษฎร

๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕
Read more ...

คุณครู ซ.โซ่อาสา โซ่ข้อกลางในสลัม

5 ก.พ. 2554
โดยไทยรัฐ เมื่อ 16 ม.ค.2552

คำถามตัวเองของคนหนุ่มสาวคือชีวิตนี้จะทำอะไร ส่วนคำถามคนวัยเกษียณอาจเป็นเวลาที่เหลืออยู่ควรทำอะไร

เวลาในความฝันกับเวลาที่เหลือของคนกลุ่ม ซ.โซ่อาสา ได้มาหลอมรวมกันอย่างลงตัว แล้วสร้างสรรค์ให้เกิดคุณค่า โดยสอนหนังสือให้เด็กในชุมชนแออัด และคนเร่ร่อน

จนกลายเป็นตัวอย่างหนึ่งของคนที่ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

ในกลุ่มมีอยู่ด้วยกันประมาณ 30 คน แต่ละคนอุทิศเวลาว่างมาสอนหนังสือให้กับเด็กๆ ทั้งด้อยโอกาสทางการศึกษา และเด็กๆ ที่ต้องการแสวงหาความรู้เพิ่มเติมในวันหยุดเรียน

สถานที่สอนของครูกลุ่ม ซ.โซ่อาสาอยู่ที่ชุมชนตึกแดง ย่านบางซื่อ ใต้สะพานอรุณอมรินทร์ ฝั่งธนบุรี และริมคลองหลอด เขตพระนคร

หัวหน้ากลุ่มคือ

นายธีระรัตน์ ชูอำนาจ หรือครูปู่ ชาวกรุงเทพมหานคร วัยกว่า 70 ปี 

เคยสอนหนังสือมากว่า 20 ปี ลาออกไปเป็นพนักงานบริษัท แล้วเกษียณตัวเอง

ชีวิตครูข้างถนนของครูเริ่มเมื่อ พ.ศ.2543 โดยเป็นอาสาสมัครครูข้างถนนของ ดร.พิจิตต รัตตกุล ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในสมัยนั้น

ต่อมาเมื่อเปลี่ยนผู้ว่าฯ นโยบายก็เปลี่ยน ครูปู่จึงหันมาตั้งกลุ่มครู ซ.โซ่อาสา หวังให้เป็นโซ่แห่งความรัก ความมั่นคงและยืนยาว

“เรายังขาดบุคลากร แม้จะมีครูอาสาประมาณ 30 คนแล้วก็ตาม ใครสนใจจะมาร่วมทำงานกับเรา เป็นครูสอนเด็กๆ ที่ด้อยโอกาส เรายินดีต้อนรับ”

ครูปู่บอกท่ามกลางเสียงนักเรียนจ้อกแจ้กจอแจ ณ อาคารเรียนในชุมชนตึกแดงซอย 1 เขต 3 ลักษณะเป็นอาคารกว้าง หลังคามุงกระเบื้อง ไม่มีฝา ภายใต้หลังคามีกระดานไวท์บอร์ดตั้งอยู่ตามชั้นเรียน ตั้งแต่ชั้นประถมต้น เรื่อยไปจนถึงชั้นประถมปลาย

แต่ละชั้นเรียน ครูอาสากำลังสอนนักเรียนกันอย่างออกรส

โรงเรียนชั่วคราวของครูแห่งนี้ เพิ่งเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2550 แรกเริ่มมีครูอาสาเพียง 4 คน หลังจากนั้นค่อยๆ เพิ่มขึ้นมา จนปัจจุบันมีครูหมุนเวียนกันมาสอนถึง 30 คน

นักเรียนทั้งหมดมี 122 คน มาจากชุมชนตึกแดงเขต 2 และ เขต 3 ส่วนเขต 1 นั้น ครูปู่บอกว่า ยังไม่มีใครเข้ามาเรียน อาจจะเป็นเพราะว่าห่างไกล หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะว่า ผู้ปกครองยังไม่สนับสนุนให้มา

“ที่นี่เรียนเฉพาะวันเสาร์ เริ่มเรียนตั้งแต่เวลา 9 โมงเรื่อยไปจนเที่ยง เราเลี้ยงอาหาร 1 มื้อ แล้วต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน” ครูปู่บอก

การเรียนการสอน โรงเรียนของครู ซ.โซ่อาสาอาจไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน เพราะเมื่อครูกับนักเรียนพร้อม ครูจะดูความต้องการของนักเรียนว่า ต้องการเรียนวิชาอะไร และเรียนเรื่องอะไร

สมมตินักเรียนต้องการรู้เรื่องการดูเวลา ครูก็จะสอนเรื่องการดูเวลา ถ้านักเรียนอยากรู้เรื่องการบวกเลข ครูก็จะสอนเรื่องการบวกเลข

สำหรับนักเรียนที่เรียนหนังสือที่โรงเรียนอยู่แล้ว อ่อนด้อยวิชาใด อยากรู้เรื่องอะไรเพิ่มเติม ครูก็จะช่วยเสริมให้ ตามหลักกว้างๆ ของโรงเรียนมีวิชาหลักคือ วิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ

ในทุกๆวิชาที่สอน สิ่งที่ครูสอดแทรกเสมอคือเรื่องคุณธรรมและจริยธรรม เพื่อให้เด็กเป็นคนดีของสังคม

เรื่องค่าอาหารครูปู่บอกว่า คณะกรรมการชุมชนตึกแดงเป็นผู้สนับสนุน วัสดุ อุปกรณ์การเรียนการสอนนั้น มีหน่วยงานเอกชนหลายรายนำมาบริจาค

“สิ่งของแรกๆ เราก็ช่วยกันคนละเล็กละน้อย ต่อมามีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาช่วยเหลือ ทั้งเงินทอง และสิ่งของ ซึ่งเรื่องนี้เราไม่ได้เรียกร้อง” ครูปู่บอก

สำหรับแรงผลักให้ครูหันมาเป็นครูข้างถนนคือ “อาชีพเดิมเราเป็นครู และเห็นความแตกต่างของเด็กๆ ที่ด้อยโอกาสทางการศึกษา เด็กเหล่านั้นส่วนใหญ่อยู่ในชุมชนแออัด ผมอยากให้พวกเขาเป็นคนดี มีความรู้”

ช่วงเริ่มต้น “ชาวบ้านเขาไม่เข้าใจครับ วันหยุดเขาอยากให้ลูกๆ ช่วยทำงาน อยากให้ขายพวงมาลัย เก็บขยะ ล้างชาม และบางคนเอาไปขอทานก็มี การเข้ามาของเราก็เหมือนไปแย่งเวลาทำมาหากินของเขา แต่ภายหลังเมื่อเห็นเราเอาจริง เขาก็เริ่มเห็นคุณค่า เริ่มเปลี่ยนแปลงความคิดให้ลูกเข้ามาเรียน”

จุดหมายปลายฝันของครูปู่ สิ่งที่ต้องการคืออยากให้เด็กเป็นคนดี มีความรู้ มีจริยธรรม เพื่อสังคมจะได้เป็นสุข

ส่วนในแง่ของวัตถุอยากตั้งโรงเรียนในชุมชนแออัด “แต่ผมว่ามันไกลเกินไป เอาแค่ให้มีห้องสมุดให้เด็กๆ ได้อ่านหนังสือก็ดีแล้ว”

มองไกลออกไปในสังคมข้างๆโรงเรียน ครูปู่มองว่า ชุมชนแออัดทุกๆ ที่มีปัญหาคล้ายๆกันคือ ปัญหาครอบครัวแตกแยก ปัญหาการทำมาหากินไม่พอกิน สุขภาพอนามัยไม่ดี และปัญหายาเสพติดที่กำลังกลับมาอีกระลอกหนึ่ง

ใกล้ๆกับครูปู่ มีครูเปิ้ล นภัทร มหาสิทธิลาภ อายุ 26 ปี เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ ซ.โซ่อาสา เมื่อปีที่แล้ว เธอบอกว่า เพื่อนแนะนำให้รู้จัก เมื่อมาสอนเด็ก แล้วเด็กตอบรับดีจึงอาสาเรื่อยมา

“เป็นคนชอบเด็กๆอยู่แล้ว เมื่อเห็นว่าเราทำอะไรให้เด็กได้บ้าง ก็มาช่วย”

ครูเปิ้ลบอกว่า จะดูก่อนว่าเด็กต้องการอะไรเป็นหลัก

“เราไม่ต้องการเน้นวิชาการ แต่ต้องการเน้นศีลธรรม และคุณธรรม

เราสอนอยู่ 3 ที่คือ คลองหลอด สะพานอรุณอมรินทร์ และชุมชนตึกแดง แต่ละที่เด็กจะต่างกันคือ เด็กที่อรุณอมรินทร์จะหนักไปทางเด็กขอทาน ที่คลองหลอดหนักไปทางเด็กเร่ร่อน และที่ชุมชนตึกแดงเป็นเด็กชุมชนแออัด”

พลางบอกถึงความประทับใจหัวหน้ากลุ่มว่า ครูปู่เป็นคนทำงานจริงจัง เชื่อมั่นในตนเอง ทำประโยชน์ให้กับสังคมโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ทำให้อยากช่วยครูปู่ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะทำไม่ไหว

ครูอุ้ย หรือสุนทรีย์ ไกรอุภัย เป็นโซ่อีกข้อหนึ่งของ ซ.โซ่อาสา เธอทราบเรื่องการทำกิจกรรมของครูปู่มาจากเพื่อนๆ จึงเข้ามาดูและร่วมอาสาอีก 1 แรง

“เด็กๆน่ารักดี ไม่ก้าวร้าว ร่วมกิจกรรมกับเราดี เราจัดกิจกรรมอะไรเด็กก็ให้ความร่วมมือดี” ครูอุ้ยกล่าวถึงความประทับใจ และบอกถึงความศรัทธาครูปู่ว่า เป็นคนที่มีอุดมการณ์ มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาเด็กด้อยโอกาส โดยไม่เน้นเรื่องวิชาการมาก แต่เน้นไปที่การปลูกจิตสำนึก ให้เด็กตระหนักในคุณงามความดี

นอกจากครูเปิ้ล ครูอุ้ย ยังมีครูอื่นๆ และครูโอ๋ ลลภา พวงแก้ว ที่ทราบเรื่องราวจากอินเตอร์เน็ตแล้วเข้ามาอาสาอีกแรงหนึ่ง ด้วยหวังว่าจะได้ช่วยกันพัฒนาเด็กที่อยู่ในชุมชนต่างๆ ได้มีความรู้ และคุณธรรม

แน่นอนการเป็นครูสอนเด็กด้อยโอกาสทางการศึกษา ทั้งเด็กเร่ร่อน และชุมชนแออัด ต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ เป็นต้นว่า ต้องทำความรู้จักให้ได้ก่อน ค่อยสร้างความคุ้นเคย เมื่อเด็กๆ ให้ความไว้วางใจแล้ว ถึงจะสอนเด็กๆ ได้

เมื่อครูปู่เปิดทางมาให้แล้ว ครูกลุ่ม ซ.โซ่อาสา จึงเดินได้ง่ายขึ้น

หันไปทางเด็กๆบ้าง น้องมิน หรือ ด.ญ.อทิตยา หาญจิตร อายุ 11 ขวบ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสามเสนวิทยา เธอบอกว่าเข้ามาเรียนกับครูปู่ตั้งแต่ พ.ศ.2550

“ครูสอนสนุกดีค่ะ ชอบเล่าเรื่องตลกๆให้ฟัง ครูจะย้ำตลอดเวลาว่า ใครอยากรู้อะไรให้บอกครู ครูจะสอนให้ ทุกๆครั้งครูจะสอนในเรื่องที่เราอยากรู้”

การใช้เวลาว่างของครูกลุ่ม ซ.โซ่อาสา ประหนึ่งตระหนักว่า เวลาในชีวิตคนสั้นยาวไม่เท่ากัน แต่เวลาสั้นยาวนั้น ไม่ใช่เครื่องวัดคุณค่าของชีวิตแต่อย่างใด
Read more ...

มีงานทำสำคัญกว่าเงินเดือนสูง

15 ม.ค. 2554
โดยประชาชาติธุรกิจ เมื่อ 15 ม.ค.2554

การมีงานทำที่รู้สึกภาคภูมิใจอาจสำคัญกว่ามีรายได้มากน้อยแค่ไหน
เดลี่ เทเลกราฟรายงานว่า สำนักงานสถิติแห่งชาติของ ประเทศอังกฤษ วิเคราะห์การตอบแบบสอบถามของชาวเมืองผู้ดีกว่า 2 พันคน พบว่า

- ความมั่นคงของอาชีพการงาน 
- สุขภาพและ
- ความสัมพันธ์กับคนในครอบครัว 

คือ 3 สิ่งที่กลุ่มตัวอย่าง 9 ใน 10 คนใส่ใจมากที่สุด

นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ยังระบุว่า การมีงานทำสำคัญกว่าการได้รับเงินเดือนสูง ๆ


อนาสตาเซีย เดอ วาล นักวิเคราะห์นโยบายสังคมที่ศูนย์ซิวิทัส

กล่าวว่า หน้าที่การงานเป็นศูนย์กลางของชีวิตผู้คนในแง่การมีตัวตนและคุณภาพชีวิต

"งานเป็นเรื่องของความเป็นไปในชีวิตไม่ใช่รายได้" 

และเสริมด้วยว่า 

การมีงานทำเกี่ยวข้องกับทุกจังหวะก้าว ตั้งแต่

- การมีแรงจูงใจที่จะลุกขึ้นจากเตียงในตอนเช้า 
- ความภาคภูมิใจในตัวเอง 
- เป็นแบบอย่างที่ดีของลูก ๆ 

ส่วน รายได้เป็นปัจจัยรองลงมา

เดอ วาล ให้ความเห็นว่า

"หลายคนชีวิตพังทลายเมื่อไม่มีงานทำ และมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคซึมเศร้าสูง อีกทั้งยังมีความเกี่ยวโยงอย่างเห็นได้ชัดระหว่างการว่างงานกับความแตกแยกในครอบครัวรวมถึงปัญหาสุขภาพ"

การสำรวจความคิดเห็นครั้งนี้ริเริ่มจากแนวคิดของ

นายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน 

ที่ต้องการหาตัวชี้วัดความสำเร็จของประเทศนอกเหนือจากตัวเลขทางเศรษฐกิจ
Read more ...

คนนิรนาม ทำตามแนวหน้ากากเสือ ปลุกกระแสช่วยเด็กในญี่ปุ่น

13 ม.ค. 2554
เมื่อ 10 ม.ค.2554

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หน้ากากเสือ การ์ตูนยอดฮิตในยุค 60 กลับมาปลุกกระแสทำดีในญี่ปุ่น หลังจากมีบุคคลนิรนามคนหนึ่ง เลียนแบบฮีโร่หน้ากากเสือ 
ด้วยการทิ้งกล่องของขวัญไว้ตามสถานสงเคราะห์เด็กด้อยโอกาสหลายแห่ง ในช่วงเทศกาลคริสต์มาสที่ผ่านมา

โดยการวางของขวัญไว้ตามสถานสงเคราะห์เด็ก ผู้บริจาครายนี้ไม่ได้ระบุนามจริงแต่อย่างใด เพียงแต่เขียนข้อความกำกับไว้ว่า ของขวัญดังกล่าวมาจาก 

นาโอโตะ ดาเตะ นักมวยปล้ำเจ้าของฉายาหน้ากากเสือ 

ซึ่งเป็นตัวการ์ตูนยอดนิยมในญี่ปุ่นเมื่อ 50 ปีก่อน

หลังจากพฤติกรรมการบริจาคของให้เด็กโดยไม่หวังผลตอบแทน ได้ถูกเผยแพร่ไปทั่วญี่ปุ่นตลอดช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ขณะนี้ก็ได้มีบุคคลนิรนามอีกหลายราย ที่เลียนแบบพฤติกรรมของบุคคลนิรนาม "นาโอโตะ ดาเตะ" โดยพวกเขาได้นำกล่องบรรจุของเล่น เครื่องเขียน เงิน และอาหาร ไปวางไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ ที่มีเด็ก ตั้งแต่สถานสงเคราะห์เด็กด้อยโอกาส ไปจนถึงร้านค้าสหกรณ์ของโรงเรียนเลยทีเดียว 

โดยบุคคลนิรนามรายหนึ่งได้ระบุข้อความไว้ว่า เขาเลียนแบบฮีโร่หน้ากากเสือ และตอนนี้ดูเหมือนว่าฮีโร่หน้ากากเสือจะมีอยู่ทั่วประเทศ กรุณานำเงินและสิ่งของนี้ไปใช้ช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสด้วย

สำหรับ ฮีโร่หน้ากากเสือ เป็นการ์ตูนที่บอกเล่าเรื่องราวของนักมวยปล้ำคนหนึ่งชื่อ นาโอโตะ ดาเตะ ที่เติบโตขึ้นจากบ้านเด็กกำพร้า แล้วฝึกฝนมวยปล้ำกับฝ่ายอธรรม 
แต่ต่อมาเขาได้นำเงินที่ได้จากการปล้ำทั้งหมดไปช่วยเหลือเด็กกำพร้า และมีการต่อสู้กับฝ่ายอธรรมเพื่อนำเงินไปให้เด็กกำพร้าโดยตลอด
Read more ...

เตือนภัย คนรักความหวาน ระวังสมองเฉื่อย ความต้านทานต่ำ

11 ม.ค. 2554
โดยวอยซ์ทีวี เมื่อ 10 ม.ค.2554

คงเป็นข่าวร้ายพอสมควร สำหรับบรรดา "ชมรมคนรักความหวาน" ที่ชื่นชอบ "น้ำตาล" เป็นชีวิตจิตใจ เพราะผลวิจัยทางการแพทย์สรุปออกมาแล้วว่า มีภยันตรายที่แฝงเร้นอยู่ภายใต้ความหวานนั้นมากมายทีเดียว

แต่ที่น่าตกใจไปกว่านั้นก็คือ เมื่อได้ตรวจสอบข้อมูลไปยังกระทรวงสาธารณสุขที่เฝ้าติดตามสถานการณ์เกี่ยวกับการบริโภคน้ำตาลของคนไทยทำให้พบว่า ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา อัตราการบริโภคน้ำตาลของคนไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเพิ่มเฉลี่ย

จาก คนละ 12 กิโลกรัมต่อปีในปี พ.ศ.2526 

กลายเป็น

คนละ 29 กิโลกรัมต่อปีในปี พ.ศ.2545
เรียกว่า เพิ่มขึ้นจากเดิมกว่า 2 เท่าตัว ซ้ำร้ายดัชนีที่เกิดขึ้นยังเป็นแนวโน้มเดียวกันกับการบริโภคน้ำตาลในรูปแบบขนม ลูกอมและเครื่องดื่มประเภทต่างๆ ซึ่งปรากฏชัดเจนกับเด็กรุ่นใหม่ที่กระแสบริโภคถูกกระตุ้นโดยการโฆษณา

"จากข้อมูลทางโภชนาการและสุขภาพ เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า การบริโภคน้ำตาลที่มากเกินควร นอกจากนำมาซึ่งปัญหาโรคอ้วนและโรคฟันผุแล้วการรับประทานน้ำตาลมากๆ มีอันตรายต่อสุขภาพหลายประการโดยน้ำตาลซูโครสหรือฟรุกโตส จะทำให้ระดับไขมัน กลูโคส อินซูลินและกรดยูริกในเลือดสูงขึ้น เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือดและโรคเบาหวาน

"ผู้ที่ชอบกินหวานจัดบ่อยๆ จะทำให้ระบบความสมดุลของแร่ธาตุในร่างกายเสียไป ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันโรคในร่างกายลดต่ำลง ผลที่ตามมาก็คือทำให้ติดเชื้อง่าย นอกจากนี้ 

การเผาผลาญน้ำตาลในร่างกายบ่อยๆ ยังเป็นตัวเร่งให้เกิดอนุมูลอิสระ 

เมื่อบริโภคเป็นเวลานานจะก่อให้ ระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง 

อีกทั้งการรับประทานน้ำตาลซูโครสมาก ทำให้

กรดอะมิโนที่มีชื่อว่า ทริปโตฟาน ถูกเร่งเข้าสู่สมองมากเกินไป 

ทำให้เสียสมดุลของฮอร์โมนในสมอง 

ผลที่ตามมาก็คือทำให้เกิด

อาการเซื่องซึม เหนื่อย ไม่กระฉับกระเฉง 

ซึ่งหากเป็นในเด็กจะทำให้เรียนไม่รู้เรื่องและหากเป็นวัยทำงานก็จะทำงานไม่มีประสิทธิภาพ" นายแพทย์วัลลภ ไทยเหนือ ปลัดกระทรวงสาธารณสุขให้ข้อมูลถึงอันตรายจากการบริโภคน้ำตาล เมื่อติดตามพิษร้ายที่เกิดจากความหวานต่อไป ก็ทำให้ได้ข้อมูลอีกด้วยว่า การรับประทานอาหารรสหวานมากไป จะทำให้เด็กอิ่มและตัดโอกาสที่เด็กจะได้รับสารอาหารอื่นๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย

ผลการศึกษาในปี พ.ศ.2546 พบว่าเด็กกลุ่มอายุ 6-15 ปี ได้รับอาหารที่ให้พลังงานมากถึง 23 % สูงกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ที่ 10 % กว่าเท่าตัว ตรงนี้บ่งชี้ว่า สถานการณ์การกินหวานในเด็กไทย อยู่ในขั้นที่ควรร่วมกันแก้ไขโดยด่วน

"ในความเป็นจริงนั้น การติดหวานสามารถถูกสร้างขึ้นตั้งแต่วัยเริ่มต้นของชีวิต โดยพ่อแม่และผู้ใหญ่เป็นกลุ่มแรกที่สร้างภาวะให้เด็กติดหวาน เนื่องจากบริโภคนิสัยของเด็กจะถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงขวบปีแรก เริ่มจากนมและอาหารเสริมที่ป้อนให้ เมื่อเด็กโตขึ้นเด็กจะติดอาหารหวานและจะเพิ่มปริมาณความหวานมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากคนที่เคยชินรสหวาน เมื่อได้รสหวานสมองจะหลั่งสารชนิดหนึ่งเรียกว่าโอปิออยด์( Opioid) ออกมาทำให้เกิดความพอใจ และอยากกินหวาน ทำให้อ้วนได้เร็ว

ปลัดกระทรวงสาธารณสุขสรุปแผนการรณรงค์เพื่อให้เด็กไทยรอดพ้นจากการบริโภคความหวานมากเกินไปทิ้งท้ายว่ากระทรวง สาธารณสุขจะเร่งรณรงค์ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมประชาชนในเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเริ่มจากส่งเสริมให้เด็กกินนมแม่แทนนมขวด 

พร้อมทั้งจะมีการประกวดโรงพยาบาลปลอดนมขวดทั่วประเทศ ส่งเสริมให้เด็กกินนมรสจืด แทนนมรสหวานหรือนมปรุงรส ส่งเสริมให้เด็กกินผลไม้ที่รสไม่หวานแทนการกินขนมหวาน และรณรงค์ให้งดการเติมน้ำตาลในก๋วยเตี๋ยว อีกทั้งให้งดการดื่มน้ำอัดลมและอมท๊อฟฟี่ด้วย
Read more ...

ความคิดเห็นล่าสุด

Recent Comments Widget