ชมรมศึกษาปัญหาแหล่งเสื่อมโทรม มหาวิทยาลัยรามคำแหง
4 ก.ค. 2558
ป้ายกำกับ:
ช่วยเหลือผู้อื่น,
ช่วยเหลือสังคม,
แนวคิด,
รามคำแหง,
สลัม,
แหล่งเสื่อมโทรม
ทึ่ง!ฝรั่งออสซี่จิตอาสา เก็บขยะชายหาดประจวบฯมากว่า10ปี
17 มิ.ย. 2558
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 มี.ค. 2555 20:30
น่านับถือ... ฝรั่งออสซี่ อดีตทหาร จีไอ ใช้เวลาว่างร่วมกับภรรยาชาวไทย และสุนัขอีก 2 ตัว เดินเก็บขยะชายหาดอ่าวประจวบฯ ทุกวัน มากว่า 10 ปี เพราะอยากเห็นชายหาดสวยงาม โอดเก็บทุกวัน แต่ขยะไม่เคยน้อยลงเลย ...
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 23 มี.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านริมถนนเลียบชายทะเลด้านหน้าโรงแรมหาดทองใน เขตเทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์ ว่า พบชาวต่างชาติเดินเก็บขยะบริเวณชายหาดพร้อมภรรยา และสุนัข 2ตัว เป็นประจำ จึงเดินทางไปตรวจสอบ พบมิสเตอร์โรเบิร์ต หรือ บ๊อบ เคเนดี้ อายุ 64ปี สัญชาติออสเตรเลีย พร้อมภรรยาชาวไทย นางสินจัย เคเนดี้ อายุ 49 ปี ชาว อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี และสุนัขพันธุ์ไทยอีก 2 ตัว กำลังเก็บขยะใส่ถุงพลาสติกที่บริเวณชายหาดอ่าวประจวบคีรีขันธ์ ด้านหน้าโรงแรมหาดทอง โดยใช้รถซาเล้ง ยี่ห้อฮออนด้า เวฟ 100 สีน้ำเงินหมายเลขทะเบียน กลร 222 ประจวบคีรีขันธ์ เป็นพาหนะในการเดินทาง
นายโรเบิร์ต กล่าวเป็นภาษาไทยว่า ตนและภรรยาพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 2/8 หมู่บ้านสันติสุข ในเขตเทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์ อดีตเคยเป็นทหารจีไอ รบในประเทศเวียดนาม และเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ตรวจหนังสือเดินทางประจำสนามบินดอนเมือง หลังจากเกษียณอายุราชการ มีความรักและผูกพันกับประเทศไทย เนื่องจากคนไทยมีน้ำใจ อัธยาศัยดี มีธรรมชาติที่สวยงาม จึงเดินทางมาซื้อบ้านพักอาศัยที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมภรรยา และใช้เวลาว่างในช่วงเช้าและช่วงบ่ายได้ออกเดินเก็บขยะบริเวณชายหาดอ่าวประจวบคีรีขันธ์ อ่าวน้อย อ่าวมะนาว ในกองบิน 5 ชายหาด ด้านหน้าอุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ ในพื้นที่ ต.คลองวาฬ และบริเวณถนนสาธารณะ
"เป็นภารกิจประจำวันทุกวันนานต่อเนื่องกว่า 10 ปี โดยถือว่าเป็นการเดินออกกำลังกาย และบางครั้งคนไทยที่เป็นนักท่องเที่ยวได้ออกมาร่วมกันเก็บขยะ เพื่อทำให้ชายหาดของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีความสวยงาม และลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่ควรรอให้เป็นภาระของทางราชการที่รับผิดชอบในพื้นที่นั้นๆ แต่แปลกใจว่าหลังจากเก็บขยะมานานนับสิบปี จำนวนขยะแต่ละวันไม่เคยลดน้อยลง” นายโรเบิร์ต กล่าว.
หนุ่มสเปนจิตอาสา เดินเก็บขยะชายหาดกระบี่-จนท. ปักธงแดงทะเล
17 มิ.ย. 2558
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 มิ.ย. 2558 14:29
http://www.thairath.co.th/content/505681
จนท. ปักธงแดงทะเลกระบี่ บริเวณชายหาดคลองแห้ง หรือหาดนพรัตน์ธารา เตือนนักท่องเที่ยว เพิ่มความระวังในการเล่นน้ำ หลังคลื่นลมแรง ทึ่ง! หนุ่มสเปน เดินเก็บขยะ หลังมาดำน้ำแล้วพบว่า มีการทิ้งขยะเกลื่อนหาด ...
เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 58 เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ติดธงแดง บริเวณชายหาดคลองแห้ง หรือหาดนพรัตน์ธารา หน้าที่ทำการอุทยานฯ หลังช่วงนี้มีคลื่นลมพัดแรงต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงน้ำขึ้น และมีลมแรง คลื่นลมในทะเลจะมีกำลังแรงพัดเข้าฝั่งอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตือนนักท่องเที่ยวให้เพิ่มความระมัดระวังในการเล่นน้ำทะเล
โดยวันนี้ มีคลื่นแรงพัดเข้าปะทะกับแนวกันคลื่นตลอดแนวยาวกว่า 2 กม. ส่งผลให้แนวกันคลื่นที่ชำรุดจากการถูกคลื่นซัดเสียหาย เมื่อมรสุมที่แล้ว เริ่มเสียหายหนักมากขึ้น อย่างไรก็ตาม จากภาวะคลื่นลมและมีฝนตกต่อเนื่อง ก็ทำให้มีนักท่องเที่ยวลดลงอย่างเห็นได้ชัด
นอกจากนี้ บริเวณริมชายหาดนพรัตน์ธารา หรือหาดคลองแห้ง ยังพบ นายเปาโล อายุ 29 ปี สัญชาติสเปน เดินเก็บขยะริมชายหาด หลังจากได้เดินทางมาเที่ยวประเทศไทย และมาสอนดำน้ำอยู่ในพื้นที่ ต.อ่าวนาง โดยเดินเก็บขยะแบบนี้ มากว่า 1 สัปดาห์แล้ว ซึ่งวันนี้ นายเปาโล ได้ร่วมกับอาสาสมัครกลุ่มชาคฮีโร่ ซึ่งมีชาวไทย และชาวต่างชาติรวมกลุ่มกันประมาณ 10 คน ร่วมกันเก็บขยะด้วย
นายเปาโล เผยว่า มาเมืองไทยประมาณ 1 เดือนแล้ว โดยมาสอนดำน้ำ หลังจากได้ลงไปดำน้ำในทะเล และเดินตามชายหาด พบว่ามีขยะอยู่จำนวนมาก ทำให้เกิดความไม่สบายใจ เพราะส่งผลเสียต่อแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดกระบี่ จึงได้ออกเก็บขยะตามจุดต่างๆ และทราบว่า มีกลุ่มอาสาสมัครชาวไทย และต่างชาติ ร่วมกันเก็บขยะอยู่แล้ว จึงตามหาจนมาเจอ และร่วมเก็บขยะด้วย ซึ่งหลังจากทำมาได้ระยะหนึ่งก็ทำให้สบายใจ ที่เห็นแหล่งท่องเที่ยวสะอาดขึ้น.
แนวทางการใช้ชีวิต
17 มิ.ย. 2558
1. อย่าทำลายความหวังของใคร เพราะทั้งชีวิตเขาอาจเหลืออยู่แค่นั้นก็ได้
2. เมื่อมีคนเล่าว่าเขามีส่วนร่วมในเหตุการณ์สำคัญ จงเป็นผู้ฟังที่ดี อย่าไปคุยทับ อย่าไปขัดคอ
3. จงตั้งใจฟังให้ดี โอกาสทองบางทีมันก็มาถึงแบบแว่วๆเท่านั้น
4. อยุดอ่านคำอธิบายสถานที่ทางประวัติศาสตร์ ตามทางบ้าง เพราะมีอะไรดี ๆ บางอย่างซ่อนอยู่
5. จะคิดทำการใด จงคิดการให้ใหญ่เข้าไว้ แต่ให้เติมความสนุกสนานลงไปด้วยเล็กน้อย
6. หัดทำสิ่งดี ๆ ให้กับผู้อื่น จนเป็นนิสัย โดยไม่จำเป็นต้องให้เขาได้รับรู้
7. จงจำไว้ว่าข่าวทุกชนิดล้วนถูกบิดเบือนมาแล้วทั้งนั้น
8. เวลาเล่นเกมกับเด็ก ๆ ก็จงปล่อยให้เด็กชนะไปเถอะ
9. ใครจะวิจารณ์เรายังไงก็ตาม อย่าเสียเวลาไปโต้ตอบ แต่ให้ปรับปรุงตนเอง
10. จงให้โอกาสผู้อื่น เป็นครั้งที่สอง แต่อย่าให้ถึงสาม
11. อย่าไปวิจารณ์นายจ้าง ถ้าทำงานไม่มีความสุขก็ลาออกดีกว่า
12. ทำตัวให้สบาย ๆ อย่าคิดมาก ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายแล้ว อะไร ๆ ก้ไม่สำคัญอย่างที่เราคิดไว้แต่แรกหรอก
13. ใช้เวลาให้น้อย ๆ ในการคิดว่า ใครผิด แต่ใช้เวลาให้มากในการคิดว่า อะไร เป็นสิ่งที่ผิด
14. จงจำไว้ว่าเราไม่ได้ต่อสู้กับ คนโหดร้าย แต่กำลังสู้กับ ความโหดร้าย ในตัวคน
15. โปรดคิด คิด คิด และคิดให้รอบคอบ ก่อนที่จะให้เพื่อนเรา มีภาระในการเก็บรักษาความลับ
16. ยอมที่จะแพ้ในสงครามย่อย ๆ เมื่อการแพ้นั้นจะทำให้เราชนะในสงครามใหญ่
17. เป็นคนถ่อมตน จำไว้ว่าคนอื่นทำอะไรต่อมิอะไรสำเร็จกันมามากมายก่อนเราเกิดเสียอีก
18. ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานะการณ์เลวร้ายสักเพียงใด จงสุขุมเยือกเย็นเข้าไว้
19. มีมารยาทและอดทนกับคนสูงวัยกว่าเสมอ
20. อย่าให้ปัญหาของเราต้องทำให้คนอื่นเบื่อหน่าย ถ้ามีใครถามว่า เป็นไง ตอบไปเลยว่า สบายมาก
21. อย่าพูดว่าเรามีเวลาไม่พอ เพราะทุกคนในโลกก็มีเวลาวันละ 24 ช.ม เท่ากัน
22. จงเป็นคนใจกล้าและเด็ดเดี่ยว เมื่อเหลียวไปดูอดีต เราจะเสียใจในสิ่งที่ควรทำแล้วไม่ได้ทำ มากกว่าเสียใจในสิ่งที่ทำไปแล้ว
23. จริงจังและเคี่ยวเข็ญต่อตนเองให้มาก แต่จงอ่อนโยนและผ่อนปรนต่อผู้อื่น
24. ประเมินตนเองด้วยมาตรฐานตนเอง ไม่ใช่มาตรฐานคนอื่น
25. ให้ความนับถือแก่ทุกคนที่ทำงานเพื่อเลี้ยงชีพโดยสุจริต ไม่ว่างานนั้นจะดูแย่แค่ไหน ในสายตาคนรอบข้าง
26. คำนึงถึงการมีชีวิตให้ กว้างขวาง มากกว่าการมีชีวิตเพื่อ ยืนยาว
27. บางครั้ง ! อย่าไปหวังเลยว่าในชีวิตนี้จะมีความยุติธรรม
28. ว่ากันว่า มี 3 สิ่งที่ไม่ควรถูกทำให้แตกหรือทำลาย ได้แก่ ของเล่นเด็ก คำสัญญา และจิตใจของใคร ๆ ก็ตาม
ความเข้าใจผิด เรื่อง การปล่อยวาง
13 มิ.ย. 2558
โดย พุทธสามัคคี https://goo.gl/TAsPcG
เราจะคิดอย่างไรหากพบกรณีอย่างนี้
- เด็กปล่อยห้องรกเป็นรังหนู ขยะเกลื่อน พอผู้ใหญ่เตือนก็บอก อย่าไปยึดมั่นถือมั่น ต้องรู้จักปล่อยวาง ทุกอย่างอยู่ที่ใจ
- โจรใต้ต้องการแบ่งแยกดินแดน แล้วมีคนพูดว่า ทุกอย่างเป็นอนัตตา ไม่ใช่ของของเรา อย่าไปยึดมั่นถือมั่น ต้องรู้จักปล่อยวาง ยกให้เขาไปเถิด
- มีคนลบหลู่ดูหมิ่นพระรัตนตรัยอย่างรุนแรง แล้วมีชาวพุทธบางคนบอกช่างเขา ปล่อยเขาทำไป ต้องรู้จักปล่อยวาง อย่าไปยึดมั่นถือมั่น สำคัญที่ใจ
- คนยากจนไม่ยอมทำงาน คอยแต่ขอความช่วยเหลือจากคนอื่น มีคนไปบอกให้หางานทำ เขาก็บอกว่าอย่าติดวัตถุ ต้องรู้จักปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น
- พุทธศาสนิกชนในไทยเหลือน้อยลงทุกที ถ้าปล่อยต่อไปพุทธอาจสูญจากไทยเหมือนอินเดีย แล้วชาวพุทธบางคนบอกมันก็เป็นอย่างนี้แหละ ทุกอย่างไม่เที่ยง ต้องเสื่อมสูญไปเป็นธรรมดา ปล่อยมันไปไม่ต้องทำอะไร
ความจริงธรรมะมีทั้งระดับโลกียะเพื่อการดำรงอยู่ในโลกนี้และระดับโลกุตตระเพื่อความหลุดพ้น คนบางคนแยกไม่ออก เอาธรรมะระดับโลกุตตระมาใช้กับเรื่องโลกียะ พูดให้ดูเหมือนเท่มีหลักการ แต่ความจริงคือ การดูดาย ความไม่รับผิดชอบ
*** ปัจฉิมโอวาทของพระพุทธเจ้าก่อนปรินิพพานพระองค์ยังทรงรับสั่งให้ชาวพุทธบำเพ็ญประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเลย พระองค์ไม่ได้สอนให้ชาวพุทธดูดาย ไม่รับผิดชอบ ***
เห็นใครที่ใช้ธรรมะผิดระดับ พูดเรื่องปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น แต่ศีล 5 ยังไม่ครบ สมาธิภาวนาไม่ค่อยได้ทำ ให้ช่วยกันสอนให้เขาเข้าใจเรื่องความรับผิดชอบ การทำหน้าที่ของตนด้วย ถ้าเราปล่อยให้ความเห็นผิดเรื่องการปล่อยวาง ซึ่งจริงๆ คือ การดูดาย ไม่รับผิดชอบ ขยายวงกว้างออกไป จะเป็นเหตุให้พระพุทธศาสนาเสื่อมสูญจากประเทศไทยไปได้เช่นกัน คนเราถ้าไม่รับผิดชอบต่อประเทศ ประเทศก็ล่มสลายได้ ไม่รับผิดชอบต่อตนเอง ก็จะลำบากยากจนไปตลอดชาติ
คนที่จะพูดคำว่าไม่ยึดมั่นถือมั่น ปล่อยวาง ไม่ยึดติดวัตถุมุ่งแต่จิตใจได้นั้น อย่างน้อยที่สุดต้องเป็นคนที่มีศีล 5 ครบบริบูรณ์ หมั่นเจริญสมาธิภาวนาอย่างจริงจัง จนใกล้จะหลุดพ้น เข้าสู่ภูมิอริยบุคคลแล้ว
ถ้าศีลยังไม่รักษา สมาธิยังไม่นั่ง แล้วอะไรเกิดขึ้นก็พูดช่างมัน ไม่ยึดติด ก็คือ การหนีความจริง การไม่รับผิดชอบ ทั้งยังเกียจคร้านอีกด้วย
Read more ...
เราจะคิดอย่างไรหากพบกรณีอย่างนี้
- เด็กปล่อยห้องรกเป็นรังหนู ขยะเกลื่อน พอผู้ใหญ่เตือนก็บอก อย่าไปยึดมั่นถือมั่น ต้องรู้จักปล่อยวาง ทุกอย่างอยู่ที่ใจ
- โจรใต้ต้องการแบ่งแยกดินแดน แล้วมีคนพูดว่า ทุกอย่างเป็นอนัตตา ไม่ใช่ของของเรา อย่าไปยึดมั่นถือมั่น ต้องรู้จักปล่อยวาง ยกให้เขาไปเถิด
- มีคนลบหลู่ดูหมิ่นพระรัตนตรัยอย่างรุนแรง แล้วมีชาวพุทธบางคนบอกช่างเขา ปล่อยเขาทำไป ต้องรู้จักปล่อยวาง อย่าไปยึดมั่นถือมั่น สำคัญที่ใจ
- คนยากจนไม่ยอมทำงาน คอยแต่ขอความช่วยเหลือจากคนอื่น มีคนไปบอกให้หางานทำ เขาก็บอกว่าอย่าติดวัตถุ ต้องรู้จักปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น
- พุทธศาสนิกชนในไทยเหลือน้อยลงทุกที ถ้าปล่อยต่อไปพุทธอาจสูญจากไทยเหมือนอินเดีย แล้วชาวพุทธบางคนบอกมันก็เป็นอย่างนี้แหละ ทุกอย่างไม่เที่ยง ต้องเสื่อมสูญไปเป็นธรรมดา ปล่อยมันไปไม่ต้องทำอะไร
ความจริงธรรมะมีทั้งระดับโลกียะเพื่อการดำรงอยู่ในโลกนี้และระดับโลกุตตระเพื่อความหลุดพ้น คนบางคนแยกไม่ออก เอาธรรมะระดับโลกุตตระมาใช้กับเรื่องโลกียะ พูดให้ดูเหมือนเท่มีหลักการ แต่ความจริงคือ การดูดาย ความไม่รับผิดชอบ
*** ปัจฉิมโอวาทของพระพุทธเจ้าก่อนปรินิพพานพระองค์ยังทรงรับสั่งให้ชาวพุทธบำเพ็ญประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเลย พระองค์ไม่ได้สอนให้ชาวพุทธดูดาย ไม่รับผิดชอบ ***
เห็นใครที่ใช้ธรรมะผิดระดับ พูดเรื่องปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น แต่ศีล 5 ยังไม่ครบ สมาธิภาวนาไม่ค่อยได้ทำ ให้ช่วยกันสอนให้เขาเข้าใจเรื่องความรับผิดชอบ การทำหน้าที่ของตนด้วย ถ้าเราปล่อยให้ความเห็นผิดเรื่องการปล่อยวาง ซึ่งจริงๆ คือ การดูดาย ไม่รับผิดชอบ ขยายวงกว้างออกไป จะเป็นเหตุให้พระพุทธศาสนาเสื่อมสูญจากประเทศไทยไปได้เช่นกัน คนเราถ้าไม่รับผิดชอบต่อประเทศ ประเทศก็ล่มสลายได้ ไม่รับผิดชอบต่อตนเอง ก็จะลำบากยากจนไปตลอดชาติ
คนที่จะพูดคำว่าไม่ยึดมั่นถือมั่น ปล่อยวาง ไม่ยึดติดวัตถุมุ่งแต่จิตใจได้นั้น อย่างน้อยที่สุดต้องเป็นคนที่มีศีล 5 ครบบริบูรณ์ หมั่นเจริญสมาธิภาวนาอย่างจริงจัง จนใกล้จะหลุดพ้น เข้าสู่ภูมิอริยบุคคลแล้ว
ถ้าศีลยังไม่รักษา สมาธิยังไม่นั่ง แล้วอะไรเกิดขึ้นก็พูดช่างมัน ไม่ยึดติด ก็คือ การหนีความจริง การไม่รับผิดชอบ ทั้งยังเกียจคร้านอีกด้วย
“น็อต” อดิศักดิ์ กลิ่นโกสุมภ์ “สร้างสนามฟุตบอลกลางทุ่งนาให้เด็กเตะเล่น
8 มิ.ย. 2558
จากเว็บไซต์สนุกดอดคอม http://sport.sanook.com/151537/ เมื่อ 28 พ.ค.2558
อดิศักดิ์ กลิ่นโกสุมภ์ วัย 22 ปี นักฟุตบอลตำแหน่งกองกลางจากสโมสร ชัยนาท ฮอร์นบิล
มาจากบ้านบัวชุม ต.บัวชุม อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี
ใช้พื้นที่ที่บ้านเดิม สร้างสนามฟุตบอลให้เด็กแถวบ้าน ใช้เตะฟุตบอลกัน เพื่อให้เด็กได้เตะฟุตบอล สร้างโอกาสให้กับตัวเด็กเองต่อไป
โอวาทสี่ ของท่านเหลี่ยวฝาน
2 มิ.ย. 2558
ฟังเสียงอ่านบทความ หรืออ่านบทความ โอวาทสี่ ของท่านเหลี่ยวฝาน
ถอดความโดย เจือจันทน์ อัชพรรณ (มิสโจ)
ตามลิงก์ด้านล่าง
http://www.watconcord.org/miscellaneous/60-2011-02-16-16-11-11
บทนำ
ก่อนเริ่มเรื่อง
โอวาทข้อที่ 1 การสร้างอนาคต
โอวาทข้อที่ 2 วิธีแก้ไขความผิด 3 ประการ
โอวาทข้อที่ 3 วิธีสร้างความดี 8 ประการ
โอวาทข้อที่ 4 การถ่อมตน
"...คนทำความดีมากๆ แล้ว ชะตาชีวิตจักทำอะไรได้ โหราศาสตร์นั้น หยั่งไม่ถึงกรรมดีกรรมชั่วของคนเราหรอก วิชาโหราศาสตร์ จึงยึดถือเป็นบรรทัดฐานไปหมดมิได้ เพราะคนดีนั้น ถึงแม้ชะตาชีวิตจะบ่งไว้ว่าไม่ดีอย่างไร แต่พลังแห่งกุศลกรรมนั้น ใหญ่หลวงนัก สามารถพลิกความคาดหมายของโหราศาสตร์ได้ คนจน ก็กลายเป็นคนรวยได้ คนอายุสั้นก็กลายเป็นคนอายุยืนได้ ในทำนองเดียวกัน คนที่สร้างอกุศลกรรมอย่างหนักไว้ ชะตาชีวิตก็ไม่สามารถผูกมัดเขาไว้ได้เช่นกัน แม้จะถูกลิขิตมาว่า จะได้ดีมีสุขอย่างไร แต่พลังแห่งอกุศลกรรมนั้นหนักนัก ย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงความสุขเป็นความทุกข์ ความมีลาภยศ กลายเป็นหมดลาภยศ ความอายุยืน ก็กลายเป็นอายุสั้นได้เช่นกัน..."
Read more ...
ถอดความโดย เจือจันทน์ อัชพรรณ (มิสโจ)
ตามลิงก์ด้านล่าง
http://www.watconcord.org/miscellaneous/60-2011-02-16-16-11-11
บทนำ
ก่อนเริ่มเรื่อง
โอวาทข้อที่ 1 การสร้างอนาคต
โอวาทข้อที่ 2 วิธีแก้ไขความผิด 3 ประการ
โอวาทข้อที่ 3 วิธีสร้างความดี 8 ประการ
โอวาทข้อที่ 4 การถ่อมตน
"...คนทำความดีมากๆ แล้ว ชะตาชีวิตจักทำอะไรได้ โหราศาสตร์นั้น หยั่งไม่ถึงกรรมดีกรรมชั่วของคนเราหรอก วิชาโหราศาสตร์ จึงยึดถือเป็นบรรทัดฐานไปหมดมิได้ เพราะคนดีนั้น ถึงแม้ชะตาชีวิตจะบ่งไว้ว่าไม่ดีอย่างไร แต่พลังแห่งกุศลกรรมนั้น ใหญ่หลวงนัก สามารถพลิกความคาดหมายของโหราศาสตร์ได้ คนจน ก็กลายเป็นคนรวยได้ คนอายุสั้นก็กลายเป็นคนอายุยืนได้ ในทำนองเดียวกัน คนที่สร้างอกุศลกรรมอย่างหนักไว้ ชะตาชีวิตก็ไม่สามารถผูกมัดเขาไว้ได้เช่นกัน แม้จะถูกลิขิตมาว่า จะได้ดีมีสุขอย่างไร แต่พลังแห่งอกุศลกรรมนั้นหนักนัก ย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงความสุขเป็นความทุกข์ ความมีลาภยศ กลายเป็นหมดลาภยศ ความอายุยืน ก็กลายเป็นอายุสั้นได้เช่นกัน..."
ทำอาหารอร่อยๆ วันละ 300 กล่อง เพื่อมาแจกฟรีให้คนยากไร้ ทำมา 3 ปีแล้ว
5 พ.ค. 2558
คุณ อัมพาพันธ์ อมรวานิชย์ อายุ 61 ปี หรือ คุณจ๋า นักธุรกิจเจ้าของห้างผ้าโชคดี ถนนชมพูพล ต.ท่าวัง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ได้นำข้าวสวยพร้อมน้ำพริกและไข่ต้มและเมนูเจต่างๆ วันละ 300 กล่อง มาแจกฟรีให้ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ทำแบบนี้มา3ปีแล้ว
Read more ...
เมดอินไทยแลนด์ 2010 - 2014 : SUPERCUT
4 พ.ค. 2558
โดยช่องยูทูป นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ https://www.youtube.com/watch?v=t_0sTfxHSMc
Published เมื่อ Oct 5, 2014
4 ปีที่ผ่านมา... คนไทยผ่านวิกฤติเซอร์เรียลอัลไลมาบ้าง
เรามาร่วมรำลึกกัน / 2 นาทีครึ่งแห่งความเวรี่ไทย
supercut by นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์
บทความนี้เขียนขึ้นเมื่อ 4 พ.ค.2558 เวลา 14.37 น.
Read more ...
4 ปีที่ผ่านมา... คนไทยผ่านวิกฤติเซอร์เรียลอัลไลมาบ้าง
เรามาร่วมรำลึกกัน / 2 นาทีครึ่งแห่งความเวรี่ไทย
supercut by นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์
บทความนี้เขียนขึ้นเมื่อ 4 พ.ค.2558 เวลา 14.37 น.
ทางไปสู่ความสำเร็จ
22 เม.ย. 2558
เมื่อ 23 เม.ย.2558
1. กำหนดเป้าหมาย
2. ตัดสิ่งไม่เกี่ยวข้องออกไป
3. เขียนสิ่งที่จะทำเพื่อเป้าหมายทุกเช้า
4. ทำตามแผนที่เขียนไว้
Read more ...
1. กำหนดเป้าหมาย
2. ตัดสิ่งไม่เกี่ยวข้องออกไป
3. เขียนสิ่งที่จะทำเพื่อเป้าหมายทุกเช้า
4. ทำตามแผนที่เขียนไว้
เป้าหมาย
21 เม.ย. 2558
สุภาษิตยิว
สร้างบทความนี้ เมื่อ 21 เม.ย.2558
จงตั้งเป้าหมายให้สูงถึงดวงอาทิตย์
แม้ไปไม่ถึงดวงอาทิตย ก็ยังถึงดวงจันทร์
แม้ไม่ถึงดวงจันทร์์ ก็ยังถึงดวงดาว
ซึ่งดีกว่าคนไม่มีเป้าหมายใด ๆ เลย
Read more ...
สร้างบทความนี้ เมื่อ 21 เม.ย.2558
จงตั้งเป้าหมายให้สูงถึงดวงอาทิตย์
แม้ไปไม่ถึงดวงอาทิตย ก็ยังถึงดวงจันทร์
แม้ไม่ถึงดวงจันทร์์ ก็ยังถึงดวงดาว
ซึ่งดีกว่าคนไม่มีเป้าหมายใด ๆ เลย
ผ่าต้นทุน"ข้าวลายจุด"เวอร์ชัน1 เลิกขายเพราะ"ขาดทุน"จริงหรือ?!
21 เม.ย. 2558
โดยข่าวสด เมื่อ 20 เม.ย.2558
กรณีที่นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ “บก.ลายจุด” รับซื้อข้าวจากชาวนาในราคาเกวียนละ 15,000 บาท ซึ่งลักษณะเดียวกับโครงการรับจำนำข้าว เพื่อนำมาจำหน่ายโดยใช้ชื่อว่า “ข้าวลายจุด” ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ในราคาถุงละ 200 บาท
โดยหลังจากออกวางจำหน่ายได้ไม่นาน พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นว่า "ข้าวลายจุด" นั้น เป็นจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์การเมือง และมองว่าการขายข้าวทุกชนิดทุกพันธุ์ในราคาเกวียนละ 15,000 บาท เป็นไปไม่ได้ เพราะจะทำให้กลไกตลาดได้รับความเสียหาย
กระทั่งล่าสุดเมื่อวันที่ 18 เม.ย. ที่ผ่านมา นายสมบัติได้ประกาศหยุดผลิตและจำหน่ายข้าวลายจุชั่วคราว ด้วยเหตุผลว่าต้องการยกระดับมาตรฐานในเชิงพาณิชย์มากขึ้น ในขณะที่หลายฝ่ายให้ความเห็นว่า เป็นเพราะ "ขาดทุน" เสียมากกว่า
Read more ...
กรณีที่นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ “บก.ลายจุด” รับซื้อข้าวจากชาวนาในราคาเกวียนละ 15,000 บาท ซึ่งลักษณะเดียวกับโครงการรับจำนำข้าว เพื่อนำมาจำหน่ายโดยใช้ชื่อว่า “ข้าวลายจุด” ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ในราคาถุงละ 200 บาท
โดยหลังจากออกวางจำหน่ายได้ไม่นาน พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นว่า "ข้าวลายจุด" นั้น เป็นจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์การเมือง และมองว่าการขายข้าวทุกชนิดทุกพันธุ์ในราคาเกวียนละ 15,000 บาท เป็นไปไม่ได้ เพราะจะทำให้กลไกตลาดได้รับความเสียหาย
กระทั่งล่าสุดเมื่อวันที่ 18 เม.ย. ที่ผ่านมา นายสมบัติได้ประกาศหยุดผลิตและจำหน่ายข้าวลายจุชั่วคราว ด้วยเหตุผลว่าต้องการยกระดับมาตรฐานในเชิงพาณิชย์มากขึ้น ในขณะที่หลายฝ่ายให้ความเห็นว่า เป็นเพราะ "ขาดทุน" เสียมากกว่า
เพื่อคลายข้อสงสัยก่อนปิดฉาก "ข้าวลายจุด" เวอร์ชั่นแรก นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกระเด็นข้างต้น โดยระบุว่า
"ข้าวสาร ลายจุด" กำลังดัง "พานทองแท้" เลยขอเกาะกระแส สัมภาษณ์ บก.ลายจุด ด้วยตัวเองเลยครับ..!!
พี่หนูหริ่ง(สมบัติ บุญงามอนงค์) หรือที่หลายคนเรียกว่า บก.ลายจุด ได้เปิดใจถึงเหตุผลที่รับซื้อข้าวจากชาวนาเกวียนละ 15,000บาท ไว้อย่างน่าสนใจดังนี้
ตั้งแต่คสช.เข้ามาปกครองประเทศ ตนเองถูกจับกุมตัวไปปรับทัศนคติ ถูกอายัดบัญชีธนาคาร ทำให้ไม่สามารถเบิกเงินออกมาใช้ได้ ตนเป็นหัวหน้าครอบครัว ซึ่งมีอีกหลายชีวิตที่ต้องรับผิดชอบ จำเป็นต้องประกอบอาชีพเพื่อมาหาเลี้ยงครอบครัว
ในฐานะที่ตนเองเป็น NGO ทำงานเพื่อสังคมมาโดยตลอด เมื่อจะหารายได้จากการค้าขาย จึงคิดที่จะขายของที่เป็นการช่วยเหลือสังคมไปด้วย เมื่อทราบว่าปัจจุบันพี่น้องชาวนายากลำบาก ขายข้าวไม่ได้ราคา เมื่อลองศึกษาดูโครงสร้างราคาข้าว พบว่าชาวนาซึ่งเป็นผู้ที่เหนื่อยยาก ลำบากที่สุดในวงจรการผลิตข้าว กลับเป็นผู้ที่ถูกพ่อค้าคนกลางเอาเปรียบ แทบไม่เหลือกำไรจากการปลูกข้าวเลย เมื่อคิดจะขายข้าวบก.ลายจุดจึงได้คำนวนราคาซื้อ-ขายข้าว ออกมาแบบนี้ครับ...
ถ้าตนซื้อข้าวจากชาวนาตันละ 15,000 บาท
นำมาสีเป็นข้าวขาวมีค่าใช้จ่ายตันละ 1,100 บาท
จะได้ข้าวสารมาขายทั้งสิ้น 460 กิโล
ที่เหลือเป็น ปลายข้าว แกลบ และรำข้าว ซึ่งขายรวมๆ กันได้ 3,500 บาท
เท่ากับตนได้ข้าวสารมา 460กิโล
ด้วยต้นทุน 15,000 + 1,100 - 3,500 = 12,600บาท
นำมาบรรจุถุง ถุงละ5กิโล คิดค่าใช้จ่ายรวมค่าขนส่งทั้งสิ้นถุงละ 10บาท(ตกกิโลละ2บาท) รวมเป็นต้นทุนการผลิต 13,520 บาท
เมื่อนำข้าวมาขายถุงละ200 บาท จะได้เงิน 18,400 บาท
คงเหลือเป็นกำไร 18,400 - 13,520 = 4,880บาท
บก.ลายจุดบอกว่ากำไร เกือบ 5,000บาทต่อข้าวเปลือก 1เกวียน ตนก็อยู่ได้สบายๆแล้ว จะต้องไปเบียดเบียนชาวนา ด้วยการกดราคาทำไม แต่ในระบบค้าข้าวที่รัฐบาลไม่ช่วยเหลือชาวนานั้น พ่อค้าคนกลางได้กำไรเกิน10,000 บาท ในขนะที่ชาวนาผู้ยากลำบาก เหลือกำไรเกวียนละไม่กี่ร้อย บางครั้งถึงกับขาดทุน
การค้าขายแบบที่ บกลายจุดทำนี้ ในประเทศที่เจริญแล้วเค้าเรียกว่า Fair Trade ครับ เค้าจะระบุเลยว่าสินค้าตัวนี้ ซื้อจากชาวไร่ชาวนา มาในราคาที่เป็นธรรมเท่านี้ๆ และนำมาขายให้ผู้บริโภคราคานี้ เมื่อคำนวนออกมา เงินกำไรที่ได้จะกระจาย ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงมือผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม นอกจากภาครัฐไม่ควรขัดขวางแล้ว ยังควรจะต้องสนับสนุนให้มีการค้าขายแบบ Fair Trade นี้เยอะๆเลยด้วยซ้ำ
สุดท้าย พี่หนูหริ่ง ฝากมาว่า
รัฐบาลควรจะคืนความสุขให้กับชาวไร่ชาวนา
ด้วยการไปไล่จับคนที่กดราคาสินค้าเกษตรให้ตกต่ำ
มากกว่ามาไล่จับ คนที่ให้ราคาที่เป็นธรรม แบบนี้นะครับ
"ข้าวสาร ลายจุด" กำลังดัง "พานทองแท้" เลยขอเกาะกระแส สัมภาษณ์ บก.ลายจุด ด้วยตัวเองเลยครับ..!!
พี่หนูหริ่ง(สมบัติ บุญงามอนงค์) หรือที่หลายคนเรียกว่า บก.ลายจุด ได้เปิดใจถึงเหตุผลที่รับซื้อข้าวจากชาวนาเกวียนละ 15,000บาท ไว้อย่างน่าสนใจดังนี้
ตั้งแต่คสช.เข้ามาปกครองประเทศ ตนเองถูกจับกุมตัวไปปรับทัศนคติ ถูกอายัดบัญชีธนาคาร ทำให้ไม่สามารถเบิกเงินออกมาใช้ได้ ตนเป็นหัวหน้าครอบครัว ซึ่งมีอีกหลายชีวิตที่ต้องรับผิดชอบ จำเป็นต้องประกอบอาชีพเพื่อมาหาเลี้ยงครอบครัว
ในฐานะที่ตนเองเป็น NGO ทำงานเพื่อสังคมมาโดยตลอด เมื่อจะหารายได้จากการค้าขาย จึงคิดที่จะขายของที่เป็นการช่วยเหลือสังคมไปด้วย เมื่อทราบว่าปัจจุบันพี่น้องชาวนายากลำบาก ขายข้าวไม่ได้ราคา เมื่อลองศึกษาดูโครงสร้างราคาข้าว พบว่าชาวนาซึ่งเป็นผู้ที่เหนื่อยยาก ลำบากที่สุดในวงจรการผลิตข้าว กลับเป็นผู้ที่ถูกพ่อค้าคนกลางเอาเปรียบ แทบไม่เหลือกำไรจากการปลูกข้าวเลย เมื่อคิดจะขายข้าวบก.ลายจุดจึงได้คำนวนราคาซื้อ-ขายข้าว ออกมาแบบนี้ครับ...
ถ้าตนซื้อข้าวจากชาวนาตันละ 15,000 บาท
นำมาสีเป็นข้าวขาวมีค่าใช้จ่ายตันละ 1,100 บาท
จะได้ข้าวสารมาขายทั้งสิ้น 460 กิโล
ที่เหลือเป็น ปลายข้าว แกลบ และรำข้าว ซึ่งขายรวมๆ กันได้ 3,500 บาท
เท่ากับตนได้ข้าวสารมา 460กิโล
ด้วยต้นทุน 15,000 + 1,100 - 3,500 = 12,600บาท
นำมาบรรจุถุง ถุงละ5กิโล คิดค่าใช้จ่ายรวมค่าขนส่งทั้งสิ้นถุงละ 10บาท(ตกกิโลละ2บาท) รวมเป็นต้นทุนการผลิต 13,520 บาท
เมื่อนำข้าวมาขายถุงละ200 บาท จะได้เงิน 18,400 บาท
คงเหลือเป็นกำไร 18,400 - 13,520 = 4,880บาท
บก.ลายจุดบอกว่ากำไร เกือบ 5,000บาทต่อข้าวเปลือก 1เกวียน ตนก็อยู่ได้สบายๆแล้ว จะต้องไปเบียดเบียนชาวนา ด้วยการกดราคาทำไม แต่ในระบบค้าข้าวที่รัฐบาลไม่ช่วยเหลือชาวนานั้น พ่อค้าคนกลางได้กำไรเกิน10,000 บาท ในขนะที่ชาวนาผู้ยากลำบาก เหลือกำไรเกวียนละไม่กี่ร้อย บางครั้งถึงกับขาดทุน
การค้าขายแบบที่ บกลายจุดทำนี้ ในประเทศที่เจริญแล้วเค้าเรียกว่า Fair Trade ครับ เค้าจะระบุเลยว่าสินค้าตัวนี้ ซื้อจากชาวไร่ชาวนา มาในราคาที่เป็นธรรมเท่านี้ๆ และนำมาขายให้ผู้บริโภคราคานี้ เมื่อคำนวนออกมา เงินกำไรที่ได้จะกระจาย ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงมือผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม นอกจากภาครัฐไม่ควรขัดขวางแล้ว ยังควรจะต้องสนับสนุนให้มีการค้าขายแบบ Fair Trade นี้เยอะๆเลยด้วยซ้ำ
สุดท้าย พี่หนูหริ่ง ฝากมาว่า
รัฐบาลควรจะคืนความสุขให้กับชาวไร่ชาวนา
ด้วยการไปไล่จับคนที่กดราคาสินค้าเกษตรให้ตกต่ำ
มากกว่ามาไล่จับ คนที่ให้ราคาที่เป็นธรรม แบบนี้นะครับ
ความมีวินัย
20 เม.ย. 2558
เมื่อ 21 เม.ย.2558
แม้มีความสามารถมากมาย แต่ไม่มีวินัย
ความสามารถนั้นก็ไม่พัฒนาได้อย่างเต็มที่
คนที่มีวินัยเท่านั้น ที่จะพัฒนาศักยภาพของตนได้สูงสุด
เขาเป็นผู้นำได้ เพราะ เขาชนะตนเอง
Read more ...
แม้มีความสามารถมากมาย แต่ไม่มีวินัย
ความสามารถนั้นก็ไม่พัฒนาได้อย่างเต็มที่
คนที่มีวินัยเท่านั้น ที่จะพัฒนาศักยภาพของตนได้สูงสุด
เขาเป็นผู้นำได้ เพราะ เขาชนะตนเอง
นร.สาวสุดปลื้ม-สายธารน้ำใจแห่ช่วย ยอดเงินกว่าล้านบาท หลังสอบติดเภสัชฯ ไร้ทุนเรียน
10 เม.ย. 2558
โดยข่าวสด เมื่อ 10 เม.ย.2558
จากกรณีที่ “ข่าวสด” นำเสนอข่าวของ น.ส.จิราพร ภักสุวรรณ์ นักเรียนโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร สอบติดคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร แต่ด้วยครอบครัวมีฐานะยากจน อาศัยอยู่กัยยายวัย 86 ปี พร้อมกับน้องชายตามลำพัง โดยพ่อและแม่แยกทาง แม่ไปมีสามีใหม่ มีอาชีพขายจอบเสียมอยู่ที่จังหวัดร้อยเอ็ด ในแต่ละเดือนแม่จะส่งเงินมาให้ 1 พันบาท เพื่อเป็นค่าอยู่กิน บางวันเธอเองต้องออกไปทำงานรับจ้างหักข้าวโพด เสียบมัน หาเงินจุนเจือครอบครัว
โดยหลังจากที่สอบติดคณะเภสัชศาสตร์ดังกล่าวแล้ว ด้วยความตั้งใจที่อยากจะเรียนต่อหวังจบออกมามีงานทำ ดูแลแม่และยาย จึงบอกกับ นางจรินญา สีสมุทร อายุ 44 ปี ผู้เป็นแม่รับรู้ แต่ติดขัดเรื่องเงินลงทะเบียนเรียน ผู้เป็นแม่จึงบอกขายที่นาจำนวน 9 ไร่ ที่จังหวัดนครสวรรค์ ที่มีอยู่ สมบัติชิ้นสุดท้ายที่ได้รับมรดกตกทอด แต่ยังไม่สามารถขายได้ จึงตระเวนเดินทางไปหาหยิบยืมเงินจากญาติได้จำนวน 2 หมื่นกว่าบาท แต่ด้วยหนทางที่จะเดินต่อไป มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงกับระยะเวลาที่ น.ส.จิราพรจะต้องศึกษาเล่าเรียนถึง 6 ปี ซึ่งจากการประมาณการคร่าวๆ ต้องใช้ค่าใช้จ่ายต่อปีประมาณ 1 แสนบาท ทำให้เกิดความท้อถ้อยและตัดสินใจวอนขอความเมตตาจากผู้ใจบุญ รวมทั้งสื่อมวลชน เผยแพร่ข่าวเพื่อเป็นกระบอกเสียงสร้างฝันของเด็กสาวให้เป็นจริง
เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 10 เม.ย. ผู้สื่อข่าว “ข่าวสด” ประจำจังหวัดกำแพงเพชร พร้อม นายสุนทร รัตนากร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร และนายศุภชัย ศรีงาม ผู้อำนวยการกองการศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม องค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร ได้ร่วมเดินทางไปยังบ้านเลข ที่ 79 หมู่ 4 บ้านหนองกอง ต.นาบ่อคำ อ.เมืองกำแพงเพชร ได้พบกับ น.ส.จิราพรอยู่ยายและแม่ น้องชายตัวน้อย และหลานสาว ด้านหน้ามีสมุดเล่มเก่าที่ใช้จดรายชื่อผู้แจ้งความประสงค์ในการหยิบยื่นน้ำใจช่วยเหลือ
โดยน.ส.จิราพร เล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่มีข่าวออกไป มีผู้ใจบุญจำนวนไม่น้อยทั้งในและต่างประเทศทั่วสารทิศได้โทรหาเธอตลอดทั้งวัน พร้อมกับขอเลขบัญชีเพื่อที่จะโอนเงินช่วยเหลือ ดังนั้น ในช่วงเวลาเช้าที่ผ่านมา ตนจึงเดินทางไปพบกับนายศุภชัย ศรีงาม รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียน พร้อมคณะครูที่ให้การดูแลเพื่อเดินทางไปตรวจสอบยอดเงินพบว่า ขณะนี้มียอดบริจาคช่วยเหลือเป็นทุนการศึกษาแล้ว 1 ล้านหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นกว่าบาท ซึ่งตนแทบไม่เชื่อในความเมตตาที่ผู้ใจบุญได้ให้การช่วยเหลือ และคิดว่าเท่านี้น่าจะเพียงพอที่จะเป็นกำลังใจให้เธอได้เรียนต่อสมกับความตั้งใจแล้ว
ส่วนนางจรินญา ผู้เป็นแม่ กล่าวด้วยความปลื้มปิติว่า ต้องขอขอบคุณท่านผู้มิจิตเมตตาทุกคนที่เกี่ยวข้องและช่วยเหลือ ตอนนี้ที่นาของตนเอง ซึ่งเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่เคยประกาศขายก็คงเก็บ ไว้ทำกินและเป็นมรดกของลูกต่อไปในอนาคต ส่วนเงินนั้น ตนจะไม่ยุ่งเกี่ยวให้ผิดวัตถุประสงค์ ที่หลายคนตั้งใจในการช่วยเหลือ คงมอบให้ลูกสาวและคณะครูได้ช่วยกันดูแลต่อไป
ด้านนายสุนทร รัตนากร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร กล่าวว่า โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร เปิดมา 7 ปี นักเรียนส่วนใหญ่กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ จะเป็นเด็กที่ครอบครัวมีฐานะยากจนและด้อยโอกาส ที่เราได้ให้ความช่วยเหลือในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นการแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง เช่น น.ส.จิราพร ที่มีความตั้งใจเรียน มุมานะจนสามารถสอบติดคณะเภสัชศาสตร์ เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้ที่ร่วมกันบริจาคเงินช่วยเหลือและความต้องการของ น.ส.จิราพรและครอบครัวที่อยากจะให้โรงเรียนได้เข้ามามีส่วนช่วยในการบริหารจัดการวางแผนการใช้จ่ายเงิน
จึงมอบหมายให้นายศุภชัย ศรีงาม รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียน พร้อมคณะครูร่วมเป็นกรรมการดูแลติดตาม คอยให้คำแนะนำเพื่อให้การใช้เงินเป็นไปด้วยความโปร่งใส
โดยเบื้องต้นคงจะพิจารณาว่าในแต่ละเดือนมีความจำเป็นต้องใช้เงินเท่าใด ในขณะที่เรียนสิ่งไหนที่เป็นการทำงานเสริมความรู้และมีรายได้ก็มอบหมายให้คณะครูได้ประสานกับผู้ที่แจ้งความประสงค์เข้ามา เพื่อที่จะเป็นการฝึกให้เด็กได้รู้จักอดออม หลังจากเรียนจบแล้วนอกจากจะมีงานทำ หากใช้จ่ายเงินอย่างประหยัดและมีการวางแผนที่ชัดเจนแล้วเชื่อว่า ยังพอที่จะมีเงินเก็บไว้เป็นทุนในการสร้างอนาคตดูแลแม่ละยายอีกด้วย
แห่ชื่นชม!! ฝรั่งรักเมืองไทย ปั่นจักรยาน-เก็บกวาดขยะที่น้ำตกทุกวัน-นานนับปี
10 เม.ย. 2558
โดยข่าวสด เมื่อ 10 เม.ย.2558
วันที่ 10 เม.ย. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า ทุกๆ เช้าจะมีชายชาวต่างชาติรายหนึ่งปั่นจักรยานจากบ้านซำอีเลิศหมู่ที่ 18 ต.ท่าพล อ.เมืองเพชรบูรณ์ ไป
ที่น้ำตกวังหินหอ หมู่ 5 ต.ท่าพล อ.เมืองเพชรบูรณ์
ระยะทางเกือบสิบกิโลเมตร เพื่อไปเก็บกวาดขยะที่นักท่องเที่ยวทิ้งไว้ ทำเช่นนี้ทุกวัน มาเป็นระยะเวลาปีกว่าแล้ว จึงเดินทางไปตรวจสอบ พบ
Read more ...
วันที่ 10 เม.ย. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า ทุกๆ เช้าจะมีชายชาวต่างชาติรายหนึ่งปั่นจักรยานจากบ้านซำอีเลิศหมู่ที่ 18 ต.ท่าพล อ.เมืองเพชรบูรณ์ ไป
ที่น้ำตกวังหินหอ หมู่ 5 ต.ท่าพล อ.เมืองเพชรบูรณ์
ระยะทางเกือบสิบกิโลเมตร เพื่อไปเก็บกวาดขยะที่นักท่องเที่ยวทิ้งไว้ ทำเช่นนี้ทุกวัน มาเป็นระยะเวลาปีกว่าแล้ว จึงเดินทางไปตรวจสอบ พบ
ชายชาวต่างชาติ ชื่อ Mr.Tim lamdre อายุ 66 ปี
จากการสอบถาม นายทิม เล่าให้ฟังว่า ตนเองเป็นชาวแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ประกอบอาชีพเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านช่วยเหลือแพทย์ในการผ่าตัด แต่ปัจจุบันได้เกษียณอายุแล้ว
จากการสอบถาม นายทิม เล่าให้ฟังว่า ตนเองเป็นชาวแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ประกอบอาชีพเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านช่วยเหลือแพทย์ในการผ่าตัด แต่ปัจจุบันได้เกษียณอายุแล้ว
โดยก่อนหน้านี้ เมื่อประมาณปี พ.ศ.2538 ได้มีโอกาสมาเที่ยวที่ประเทศไทยหลายครั้ง กระทั่งได้รู้จักกับครอบครัวของชาวไทยครอบครัวหนึ่ง ซึ่งเป็นพ่อครัวอยู่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ และได้มาเที่ยวที่บ้านของครอบครัวนั้นที่อยู่บ้านซำอีเลิศ จ.เพชรบูรณ์ แห่งนี้ ทำให้ตนรู้สึกชอบเพราะเป็นเมืองที่สงบ อากาศบริสุทธิ์ ผู้คนมีความรักให้แก่กัน เมื่อเกษียณอายุแล้วตนจึงเดินทางมาอาศัยอยู่ที่บ้านซำอีเลิศแห่งนี้ โดยได้รับการดูแลจากผู้ใหญ่บ้านเป็นอย่างดี รวมทั้งตนรู้สึกรักคนไทย รักประเทศไทย และจะขออาศัยอยู่ในประเทศไทยตลอดไป
การที่ตนมาเก็บกวาดขยะ เนื่องมาจากก่อนหน้านี้ได้ขี่รถจักรยานออกกำลังกายจากบ้านไปที่น้ำตกวังหินหอ พบเห็นขยะที่นักท่องเที่ยวทิ้งไว้ รวมทั้งเศษแก้วที่มีนักท่องเที่ยวบางคนได้ดื่มสุราและทิ้งขวดลงที่พื้นถนน ทำให้ขวดแตกกระจาย ทำให้ดูสกปรกและเป็นอันตรายแก่คนที่ผ่านไปผ่านมา ทำให้สถานที่ท่องเที่ยวไม่น่าดูด้วย จากนั้นตนก็ทำมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันถือเป็นการออกกำลังกายไปในตัวด้วย โดยทุกวันนี้ก่อนออกจากบ้าน ก็จะนำไม้กวาดทางมะพร้าวมัดติดรถจักรยานไปด้วย เมื่อพบเศษขวดหรือแก้วที่แตกอยู่บนถนน ก็จะเก็บกวาดให้สะอาด
นายทิมได้ฝากถึงนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวว่าให้ช่วยกันเก็บขยะที่แต่ละคนได้สร้างขึ้นมาแล้วนำไปทิ้งในถังขยะ หรือไปทิ้งที่บ้านก็จะไม่มีความสกปรกเกิดขึ้น รวมทั้งอยากจะขอให้มีคนเข้ามาดูแลความเรียบร้อยและความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว อีกทั้งให้มีเจ้าหน้าที่มาเก็บขยะไปทิ้งทุกวัน เพราะมิฉะนั้นก็จะมีสุนัขมาคุ้ยเขี่ย ทำให้เกิดความสกปรก
นายสนิท ชัยวัน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 18 ต.ท่าพล อ.เมืองเพชรบูรณ์ กล่าวว่า นายทิมเป็นคนที่มีอารมณ์ดี เป็นที่รักของทุกคนในหมู่บ้าน หลังจากที่นายทิมเก็บเศษขยะที่น้ำตกแล้วก็จะนำขยะที่รีไซเคิลได้มาให้กับผู้สูงอายุชาวบ้านรายหนึ่งเพื่อนำไปขายเป็นรายได้ให้แก่ผู้สูงอายุรายนั้น ทำเช่นนี้ทุกวันยกเว้นวันที่ป่วยหรือฝนตก
ด้านนางอัญชลี บุญมั่ง อายุ 52 ปี แม่ค้าจำหน่ายเครื่องดื่ม ที่บริเวณน้ำตกวังหินหอ กล่าวว่า ทุกๆ วันจะเห็นนายทิมปั่นจักรยานมาเก็บกวาดขยะทุกวัน โดยเมื่อมาถึงก็จะเดินทักทายแม่ค้าเกือบทุกคน จากนั้นก็ลงไปเก็บขยะบริเวณน้ำตกและนำไปทิ้งในถังขยะ โดยใช้เวลาอยู่ที่น้ำตกแห่งนี้ประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นก็ขี่จักรยานกลับบ้าน
การที่ตนมาเก็บกวาดขยะ เนื่องมาจากก่อนหน้านี้ได้ขี่รถจักรยานออกกำลังกายจากบ้านไปที่น้ำตกวังหินหอ พบเห็นขยะที่นักท่องเที่ยวทิ้งไว้ รวมทั้งเศษแก้วที่มีนักท่องเที่ยวบางคนได้ดื่มสุราและทิ้งขวดลงที่พื้นถนน ทำให้ขวดแตกกระจาย ทำให้ดูสกปรกและเป็นอันตรายแก่คนที่ผ่านไปผ่านมา ทำให้สถานที่ท่องเที่ยวไม่น่าดูด้วย จากนั้นตนก็ทำมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันถือเป็นการออกกำลังกายไปในตัวด้วย โดยทุกวันนี้ก่อนออกจากบ้าน ก็จะนำไม้กวาดทางมะพร้าวมัดติดรถจักรยานไปด้วย เมื่อพบเศษขวดหรือแก้วที่แตกอยู่บนถนน ก็จะเก็บกวาดให้สะอาด
นายทิมได้ฝากถึงนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวว่าให้ช่วยกันเก็บขยะที่แต่ละคนได้สร้างขึ้นมาแล้วนำไปทิ้งในถังขยะ หรือไปทิ้งที่บ้านก็จะไม่มีความสกปรกเกิดขึ้น รวมทั้งอยากจะขอให้มีคนเข้ามาดูแลความเรียบร้อยและความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว อีกทั้งให้มีเจ้าหน้าที่มาเก็บขยะไปทิ้งทุกวัน เพราะมิฉะนั้นก็จะมีสุนัขมาคุ้ยเขี่ย ทำให้เกิดความสกปรก
นายสนิท ชัยวัน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 18 ต.ท่าพล อ.เมืองเพชรบูรณ์ กล่าวว่า นายทิมเป็นคนที่มีอารมณ์ดี เป็นที่รักของทุกคนในหมู่บ้าน หลังจากที่นายทิมเก็บเศษขยะที่น้ำตกแล้วก็จะนำขยะที่รีไซเคิลได้มาให้กับผู้สูงอายุชาวบ้านรายหนึ่งเพื่อนำไปขายเป็นรายได้ให้แก่ผู้สูงอายุรายนั้น ทำเช่นนี้ทุกวันยกเว้นวันที่ป่วยหรือฝนตก
ด้านนางอัญชลี บุญมั่ง อายุ 52 ปี แม่ค้าจำหน่ายเครื่องดื่ม ที่บริเวณน้ำตกวังหินหอ กล่าวว่า ทุกๆ วันจะเห็นนายทิมปั่นจักรยานมาเก็บกวาดขยะทุกวัน โดยเมื่อมาถึงก็จะเดินทักทายแม่ค้าเกือบทุกคน จากนั้นก็ลงไปเก็บขยะบริเวณน้ำตกและนำไปทิ้งในถังขยะ โดยใช้เวลาอยู่ที่น้ำตกแห่งนี้ประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นก็ขี่จักรยานกลับบ้าน
โชว์ขายข้าวถุง ยี่ห้อ"ลายจุด" รับซื้อชาวนา เกวียนหมื่น5
7 เม.ย. 2558
โดยข่าวสด เมื่อ 7 เม.ย.2558
บ.ก.ลายจุด นายสมบัติ บุญงามอนงค์ โชว์ข้าวถุง "ข้าวลายจุด" เผยรับซื้อข้าวจากชาวนาในราคา 15,000 บาท/เกวียน เท่ากับโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ตั้งราคาขายถุงละ 200 บาท แพงกว่าท้องตลาดเล็กน้อย แต่ชาวนาได้เงินเต็มๆ ใช้เครือข่ายผู้ขับรถแท็กซี่เป็น ผู้กระจายสินค้า เปิดขายมา 1 เดือน ได้รับการตอบรับดีมาก ขายข้าวไปแล้ว 5 ตัน อนาคตอาจจะมีการขายข้าวพันธุ์หลากหลายมากขึ้น สั่งซื้อได้เฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากกรณีนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบ.ก.ลายจุด โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวข้อความ "ข้าวลายจุดพร้อมขายแล้ว" ข้าวในถุงนี้ซื้อจากชาวนาในราคา 15,000 บาทต่อเกวียน แบบเดียวกับโครงการรับจำนำข้าว ภายใต้แนวคิด คนปลูก-คนขาย-คนกิน อยู่ได้บนความยุติธรรม ติดต่อสั่งซื้อข้าวลายจุดได้ที่ บ.ก.ลายจุด ราคา 200 บาทต่อถุง (5 ก.ก.) โดยเริ่มโพสต์ขายเมื่อวันที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา ก่อนจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี
เมื่อวันที่ 6 เม.ย. นายสมบัติกล่าวว่า การที่ตนทำข้าวตราลายจุดวางจำหน่าย เนื่องจากรัฐบาลใหม่นี้ไม่มีโครงการรับจำนำข้าว ทำให้มีชาวนามาบ่นให้ฟังว่า ข้าวราคาถูกมากเหลือประมาณตันละ 6,000 กว่าบาท ตนรู้สึกสะเทือนใจมาก จึงคิดว่าจะทำอย่างไรให้ราคาข้าวเพิ่มขึ้นและสร้างคุณภาพชีวิตให้ชาวนา โดยนำข้าวมาใส่ถุงแล้วขายกันในหมู่คนที่เห็นใจชาวนา เมื่อคำนวณต้นทุนแล้วก็คิดว่าทำได้ โดยล็อตแรกได้รับซื้อข้าวพันธุ์หอมปทุมจากชาวนา จ.ปทุมธานี ในราคาตันละ 15,000 บาท แล้วออกแบบแพ็กเกจให้น่าสนใจ โดยเริ่มทำเมื่อประมาณต้นเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งทำจำหน่ายขนาดเดียวคือถุงละ 5 กิโลกรัม ราคา 200 บาท เมื่อเทียบกับข้าวหอมปทุมยี่ห้ออื่น อาจจะแพงกว่าประมาณ 20-30 บาท ต่อ 5 กิโลกรัม แต่ทำให้ชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
นายสมบัติกล่าวต่อว่า จากนั้นก็เริ่มทำการตลาดบนเฟซบุ๊ก โดยฝากข้าวใส่หลังรถแท็กซี่ไว้จำนวน 20 ถุง หากมีคนสั่งก็ให้แท็กซี่ในพื้นที่นั้นไปส่งให้ถึงบ้าน ตอนแรกตั้งใจทำปริมาณ 1 ตันก่อน แต่ตอนนี้สามารถจำหน่ายไปแล้ว 5 ตัน และยังมีคนสั่งเข้ามาเรื่อยๆ จนเกือบจะเกินความสามารถแล้ว แต่ก็ตั้งใจว่าจะทำให้เต็มที่ อนาคตอาจจะมีการขายข้าวพันธุ์หลากหลายมากขึ้น ซึ่งมีคนติดต่อให้ขายข้าวหอมมะลิจาก จ.กาฬสินธ์ุ จ.สุรินทร์ และจ.ร้อยเอ็ด จึงอาจจะทำเป็นล็อตสอง ส่วนล็อตสามจะมีข้าวเหนียว ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสังข์หยด และ ข้าวพันธุ์อื่นๆ ที่หายาก สำหรับข้าวหอมปทุมหรือปทุมธานี 1 เป็นข้าวที่พัฒนามาจาก ข้าวหอมมะลิ แต่สามารถปลูกในภาคกลางได้ หากสนใจสั่งซื้อข้าวลายจุดติดต่อได้ที่ เฟซบุ๊ก สมบัติ บุญงามอนงค์ และโทรศัพท์ 09-8872-2616
Read more ...
บ.ก.ลายจุด นายสมบัติ บุญงามอนงค์ โชว์ข้าวถุง "ข้าวลายจุด" เผยรับซื้อข้าวจากชาวนาในราคา 15,000 บาท/เกวียน เท่ากับโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ตั้งราคาขายถุงละ 200 บาท แพงกว่าท้องตลาดเล็กน้อย แต่ชาวนาได้เงินเต็มๆ ใช้เครือข่ายผู้ขับรถแท็กซี่เป็น ผู้กระจายสินค้า เปิดขายมา 1 เดือน ได้รับการตอบรับดีมาก ขายข้าวไปแล้ว 5 ตัน อนาคตอาจจะมีการขายข้าวพันธุ์หลากหลายมากขึ้น สั่งซื้อได้เฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากกรณีนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบ.ก.ลายจุด โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวข้อความ "ข้าวลายจุดพร้อมขายแล้ว" ข้าวในถุงนี้ซื้อจากชาวนาในราคา 15,000 บาทต่อเกวียน แบบเดียวกับโครงการรับจำนำข้าว ภายใต้แนวคิด คนปลูก-คนขาย-คนกิน อยู่ได้บนความยุติธรรม ติดต่อสั่งซื้อข้าวลายจุดได้ที่ บ.ก.ลายจุด ราคา 200 บาทต่อถุง (5 ก.ก.) โดยเริ่มโพสต์ขายเมื่อวันที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา ก่อนจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี
เมื่อวันที่ 6 เม.ย. นายสมบัติกล่าวว่า การที่ตนทำข้าวตราลายจุดวางจำหน่าย เนื่องจากรัฐบาลใหม่นี้ไม่มีโครงการรับจำนำข้าว ทำให้มีชาวนามาบ่นให้ฟังว่า ข้าวราคาถูกมากเหลือประมาณตันละ 6,000 กว่าบาท ตนรู้สึกสะเทือนใจมาก จึงคิดว่าจะทำอย่างไรให้ราคาข้าวเพิ่มขึ้นและสร้างคุณภาพชีวิตให้ชาวนา โดยนำข้าวมาใส่ถุงแล้วขายกันในหมู่คนที่เห็นใจชาวนา เมื่อคำนวณต้นทุนแล้วก็คิดว่าทำได้ โดยล็อตแรกได้รับซื้อข้าวพันธุ์หอมปทุมจากชาวนา จ.ปทุมธานี ในราคาตันละ 15,000 บาท แล้วออกแบบแพ็กเกจให้น่าสนใจ โดยเริ่มทำเมื่อประมาณต้นเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งทำจำหน่ายขนาดเดียวคือถุงละ 5 กิโลกรัม ราคา 200 บาท เมื่อเทียบกับข้าวหอมปทุมยี่ห้ออื่น อาจจะแพงกว่าประมาณ 20-30 บาท ต่อ 5 กิโลกรัม แต่ทำให้ชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
นายสมบัติกล่าวต่อว่า จากนั้นก็เริ่มทำการตลาดบนเฟซบุ๊ก โดยฝากข้าวใส่หลังรถแท็กซี่ไว้จำนวน 20 ถุง หากมีคนสั่งก็ให้แท็กซี่ในพื้นที่นั้นไปส่งให้ถึงบ้าน ตอนแรกตั้งใจทำปริมาณ 1 ตันก่อน แต่ตอนนี้สามารถจำหน่ายไปแล้ว 5 ตัน และยังมีคนสั่งเข้ามาเรื่อยๆ จนเกือบจะเกินความสามารถแล้ว แต่ก็ตั้งใจว่าจะทำให้เต็มที่ อนาคตอาจจะมีการขายข้าวพันธุ์หลากหลายมากขึ้น ซึ่งมีคนติดต่อให้ขายข้าวหอมมะลิจาก จ.กาฬสินธ์ุ จ.สุรินทร์ และจ.ร้อยเอ็ด จึงอาจจะทำเป็นล็อตสอง ส่วนล็อตสามจะมีข้าวเหนียว ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสังข์หยด และ ข้าวพันธุ์อื่นๆ ที่หายาก สำหรับข้าวหอมปทุมหรือปทุมธานี 1 เป็นข้าวที่พัฒนามาจาก ข้าวหอมมะลิ แต่สามารถปลูกในภาคกลางได้ หากสนใจสั่งซื้อข้าวลายจุดติดต่อได้ที่ เฟซบุ๊ก สมบัติ บุญงามอนงค์ และโทรศัพท์ 09-8872-2616
ธาตุแท้ของคน ดูได้จากตอนมีอำนาจ
25 มี.ค. 2558
โดย https://www.facebook.com/DramaAdd/photos/a.411063588290.186101.141108613290/10153228321228291/?type=1
อับราฮัม ลินคอล์น บอกเอาไว้ว่า....
"ถ้าอยากรู้ว่าเขาเป็นคนอย่างไร ก็เอา "อำนาจ" ใส่มือเขาดู
และ “ธาตุแท้” ของเขาก็จะปรากฏให้เห็นตัวตนและจิตใจของเขา"
10 ข้อที่ “นักธุรกิจหมื่นล้าน” ที่อายุยังน้อยมีเหมือนกัน
19 มี.ค. 2558
เมื่อ 11 มี.ค.2558
วันนี้เราเลยขอเอา 10 ข้อที่ “นักธุรกิจหมื่นล้าน” ที่อายุยังน้อยมีเหมือนกันมาฝาก เผื่อใครหลายๆ คนอาจจะได้ไอเดียไปปรับใช้ในชีวิตการทำงานได้นั่นเอง
1. ทำ “เร็ว”
ทุกคนมีไอเดียดีๆ ได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถทำมันได้ “ไว” พอก่อนที่คนอื่นจะทำไอเดียนั้นให้เป็นจริงก่อนคุณ ลองนึกภาพสิ ถ้า Mark Zuckerberg สร้างเฟสบุ๊กช้ากว่านั้นอีกซัก 2-3 ปี มันจะเป็นอย่างไร เขาอาจจะไม่เกิดเลยก็ได้ เพราะฉะนั้น พอได้ไอเดียแล้ว “ทำทันที” เพราะเวลาไม่เคยคอยคุณ
2. สร้าง “ทีม” ให้แกร่ง
ไม่ว่าคุณจะเก่งกาจแค่ไหน “ทีม” ที่เก่งคือเรื่องสำคัญ ตอนที่ Steve Jobs ก่อตั้ง Apple เขาไม่ได้สร้างมันขึ้นมาคนเดียว ทีมของเขา ช่วยเขาสร้างมันขึ้นมา และช่วยเหลือเขา เพราะไม่มีใครเก่งไปซะทุกอย่างหรอก เชื่อสิ
3. ไม่ชอบหยุดอยู่กับที่ ให้ความสำเร็จ “สร้าง” ความสำเร็จไปเรื่อยๆ
นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไม Google ไม่หยุดอยู่แค่ Google แต่เขายังเป็นเจ้าของเว็บไซต์อื่นๆ อีก อาทิ YouTube เพราะนักธุรกิจเหล่านี้ ไม่ยอมหยุดอยู่กับที่ถึงแม้ว่าเขาจะประสบความสำเร็จไปแล้ว เขาเอาความสำเร็จที่เกิดขึ้น สร้างความสำเร็จต่อไปไม่หยุดสิ้น
4. ยึดมั่นใน “ความคิด” ของตนเอง แม้มีคนคัดค้านก็ตาม
Jack Ma นักธุรกิจหมื่นล้านเจ้าของ Alibaba คือตัวอย่างที่ดี ตอนที่เขามีไอเดียเว็บไซต์นี้ตอนแรก เขาเชิญเพื่อนนับยี่สิบคนมาที่บ้าน เพื่อเล่าไอเดียให้ฟัง มีเพียงคนเดียวที่เห็นด้วย นอกนั้นคัดค้านหมด และแนะนำให้เขาอย่าลาออกจากงานเพื่อทำสิ่งนี้ และวันนี้เขาก็ทำสำเร็จ เพราะการยืนหยัดในความคิดของตัวเองในวันนั้น
5. ฝันให้ “ใหญ่” ไว้ก่อน!
คนพวกนี้ไม่เคยฝันอะไรเล็กๆ เขาคิดการใหญ่ และไม่เคยให้ความยิ่งใหญ่ของมันมาทำให้เขากลัว โดยในทุกๆ วันเขาจะทำสิ่งเล็กๆ ทีละก้าวที่เขาทำได้ แต่สายตาต้องมองไปที่เป้าใหญ่ปลายทางเสมอ เพื่อไม่ให้เขาหลงทาง
6. ทำสิ่งที่ “รัก”
คนเราจะประสบความสำเร็จได้ ไม่ใช่ทำสิ่งที่ตนเองไม่ชอบ หรือฝืนทำ แต่เขาต้องทำในสิ่งที่เขาสนใจ สิ่งที่เขารัก เพราะบางที การที่ไอเดียหนึ่งๆ ดีนั้น แต่มันอาจจะไม่ได้เหมาะกับทุกคน อาทิ ตอน Steve Jobs พยายามโน้มน้าวให้เพื่อนของเขา John Sculley ที่มีการงานมั่นคงใน Pepsi ออกมาร่วมงานกับเขาใน Apple นั้น เขาบอกเพื่อนเขาว่า “นายอยากทำงานขายน้ำอัดลมไปตลอดชีวิต หรือนายอยากมาเปลี่ยนโลกกับฉัน” ซึ่งนั่นเป็นคำพูดที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น และรักในสิ่งที่เขากำลังจะทำมากเลยทีเดียว!
7. มุ่งมั่น ไม่วอกแวก
เมื่อมีการสัมภาษณ์พนักงาน Facebook หลายๆ คนเกี่ยวกับการทำงานของ Mark Zuckerberg คำตอบที่ได้ยินมามากที่สุดคือ Mark เป็นคนที่ “มุ่งมั่น” มากๆ เขามีเป้าหมายเดียวคือทำให้โลกทั้งใบ กับคนหลายพันล้านคน เชื่อมเอาไว้ในเว็บไซต์ของเขา และการตัดสินใจทุกอย่างของเขา มีขึ้นเพื่อเป้าหมายนี้เป้าหมายเดียว และนั่นทำให้เขามีวันนี้ได้
8. พวกเขารักที่จะ “เรียน”
การที่คุณ “รวยแล้ว” หรือ “ประสบความสำเร็จ” ในระดับหนึ่งแล้ว ไม่ได้หมายความว่าคุณควรหยุด “เรียนรู้” และนี่คือ สิ่งที่คนเหล่านี้มี พวกเขารักที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิต พวกเขาจัดสมนาบ่อยๆ เพื่อเปิดรับฟังความเห็นจากหน่วยงานอื่น องค์กรอื่น เพราะเขาคิดว่า ไอเดียดีๆ จะมาจากที่ไหน เวลาไหนก็ได้ เพราะฉะนั้น การเปิดรับตลอดเวลา คือสิ่งที่ฉลาดที่สุด
9. พวกเขารักที่จะ “สอน”
วิธีที่ดีวิธีหนึ่งในการทำให้คุณเก่งขึ้น มีทักษะในเรื่องที่คุณทำมากขึ้น คือการถ่ายทอดให้คนอื่นฟัง และนี่คือสิ่งที่นักธุรกิจเหล่านี้เป็น เขาจะสอนๆๆ คนในทีมของเขา ซึ่งนอกจากการทำให้คนในทีมเก่งขึ้นแล้ว ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในทีมอีกด้วย
10. ไม่กลัวที่จะ “ล้มเหลว”
ข้อสุดท้าย และสำคัญที่สุดคือ พวกเขาไม่กลัวว่าจะล้มเหลว Bill Gates เคยบอกไว้ว่า “คุณสามารถฉลองในความสำเร็จได้ แต่คุณไม่ควรลืมที่จะใส่ใจในความล้มเหลวของคุณ เพราะการเรียนรู้จากความล้มเหลวเนี่ยแหละ คือสิ่งที่จะทำให้คุณก้าวหน้าต่อไปได้เรื่อยๆ”
H/T: Lifehack
Read more ...
วันนี้เราเลยขอเอา 10 ข้อที่ “นักธุรกิจหมื่นล้าน” ที่อายุยังน้อยมีเหมือนกันมาฝาก เผื่อใครหลายๆ คนอาจจะได้ไอเดียไปปรับใช้ในชีวิตการทำงานได้นั่นเอง
1. ทำ “เร็ว”
ทุกคนมีไอเดียดีๆ ได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถทำมันได้ “ไว” พอก่อนที่คนอื่นจะทำไอเดียนั้นให้เป็นจริงก่อนคุณ ลองนึกภาพสิ ถ้า Mark Zuckerberg สร้างเฟสบุ๊กช้ากว่านั้นอีกซัก 2-3 ปี มันจะเป็นอย่างไร เขาอาจจะไม่เกิดเลยก็ได้ เพราะฉะนั้น พอได้ไอเดียแล้ว “ทำทันที” เพราะเวลาไม่เคยคอยคุณ
2. สร้าง “ทีม” ให้แกร่ง
ไม่ว่าคุณจะเก่งกาจแค่ไหน “ทีม” ที่เก่งคือเรื่องสำคัญ ตอนที่ Steve Jobs ก่อตั้ง Apple เขาไม่ได้สร้างมันขึ้นมาคนเดียว ทีมของเขา ช่วยเขาสร้างมันขึ้นมา และช่วยเหลือเขา เพราะไม่มีใครเก่งไปซะทุกอย่างหรอก เชื่อสิ
3. ไม่ชอบหยุดอยู่กับที่ ให้ความสำเร็จ “สร้าง” ความสำเร็จไปเรื่อยๆ
นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไม Google ไม่หยุดอยู่แค่ Google แต่เขายังเป็นเจ้าของเว็บไซต์อื่นๆ อีก อาทิ YouTube เพราะนักธุรกิจเหล่านี้ ไม่ยอมหยุดอยู่กับที่ถึงแม้ว่าเขาจะประสบความสำเร็จไปแล้ว เขาเอาความสำเร็จที่เกิดขึ้น สร้างความสำเร็จต่อไปไม่หยุดสิ้น
4. ยึดมั่นใน “ความคิด” ของตนเอง แม้มีคนคัดค้านก็ตาม
Jack Ma นักธุรกิจหมื่นล้านเจ้าของ Alibaba คือตัวอย่างที่ดี ตอนที่เขามีไอเดียเว็บไซต์นี้ตอนแรก เขาเชิญเพื่อนนับยี่สิบคนมาที่บ้าน เพื่อเล่าไอเดียให้ฟัง มีเพียงคนเดียวที่เห็นด้วย นอกนั้นคัดค้านหมด และแนะนำให้เขาอย่าลาออกจากงานเพื่อทำสิ่งนี้ และวันนี้เขาก็ทำสำเร็จ เพราะการยืนหยัดในความคิดของตัวเองในวันนั้น
5. ฝันให้ “ใหญ่” ไว้ก่อน!
คนพวกนี้ไม่เคยฝันอะไรเล็กๆ เขาคิดการใหญ่ และไม่เคยให้ความยิ่งใหญ่ของมันมาทำให้เขากลัว โดยในทุกๆ วันเขาจะทำสิ่งเล็กๆ ทีละก้าวที่เขาทำได้ แต่สายตาต้องมองไปที่เป้าใหญ่ปลายทางเสมอ เพื่อไม่ให้เขาหลงทาง
6. ทำสิ่งที่ “รัก”
คนเราจะประสบความสำเร็จได้ ไม่ใช่ทำสิ่งที่ตนเองไม่ชอบ หรือฝืนทำ แต่เขาต้องทำในสิ่งที่เขาสนใจ สิ่งที่เขารัก เพราะบางที การที่ไอเดียหนึ่งๆ ดีนั้น แต่มันอาจจะไม่ได้เหมาะกับทุกคน อาทิ ตอน Steve Jobs พยายามโน้มน้าวให้เพื่อนของเขา John Sculley ที่มีการงานมั่นคงใน Pepsi ออกมาร่วมงานกับเขาใน Apple นั้น เขาบอกเพื่อนเขาว่า “นายอยากทำงานขายน้ำอัดลมไปตลอดชีวิต หรือนายอยากมาเปลี่ยนโลกกับฉัน” ซึ่งนั่นเป็นคำพูดที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น และรักในสิ่งที่เขากำลังจะทำมากเลยทีเดียว!
7. มุ่งมั่น ไม่วอกแวก
เมื่อมีการสัมภาษณ์พนักงาน Facebook หลายๆ คนเกี่ยวกับการทำงานของ Mark Zuckerberg คำตอบที่ได้ยินมามากที่สุดคือ Mark เป็นคนที่ “มุ่งมั่น” มากๆ เขามีเป้าหมายเดียวคือทำให้โลกทั้งใบ กับคนหลายพันล้านคน เชื่อมเอาไว้ในเว็บไซต์ของเขา และการตัดสินใจทุกอย่างของเขา มีขึ้นเพื่อเป้าหมายนี้เป้าหมายเดียว และนั่นทำให้เขามีวันนี้ได้
8. พวกเขารักที่จะ “เรียน”
การที่คุณ “รวยแล้ว” หรือ “ประสบความสำเร็จ” ในระดับหนึ่งแล้ว ไม่ได้หมายความว่าคุณควรหยุด “เรียนรู้” และนี่คือ สิ่งที่คนเหล่านี้มี พวกเขารักที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิต พวกเขาจัดสมนาบ่อยๆ เพื่อเปิดรับฟังความเห็นจากหน่วยงานอื่น องค์กรอื่น เพราะเขาคิดว่า ไอเดียดีๆ จะมาจากที่ไหน เวลาไหนก็ได้ เพราะฉะนั้น การเปิดรับตลอดเวลา คือสิ่งที่ฉลาดที่สุด
9. พวกเขารักที่จะ “สอน”
วิธีที่ดีวิธีหนึ่งในการทำให้คุณเก่งขึ้น มีทักษะในเรื่องที่คุณทำมากขึ้น คือการถ่ายทอดให้คนอื่นฟัง และนี่คือสิ่งที่นักธุรกิจเหล่านี้เป็น เขาจะสอนๆๆ คนในทีมของเขา ซึ่งนอกจากการทำให้คนในทีมเก่งขึ้นแล้ว ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในทีมอีกด้วย
10. ไม่กลัวที่จะ “ล้มเหลว”
ข้อสุดท้าย และสำคัญที่สุดคือ พวกเขาไม่กลัวว่าจะล้มเหลว Bill Gates เคยบอกไว้ว่า “คุณสามารถฉลองในความสำเร็จได้ แต่คุณไม่ควรลืมที่จะใส่ใจในความล้มเหลวของคุณ เพราะการเรียนรู้จากความล้มเหลวเนี่ยแหละ คือสิ่งที่จะทำให้คุณก้าวหน้าต่อไปได้เรื่อยๆ”
H/T: Lifehack
ชาวเยอรมันจิตอาสา ที่อุดรธานี
24 ก.พ. 2558
https://www.facebook.com/udonthaniupdate/posts/758604380901333
เขาเป็นชาวเยอรมัน เขาทำโดยไม่ได้รับค่าจ้างใดๆ เขาชื่ออะไรไม่มีใครทราบ เขากำลังเช็ดถูตู้โทรศัพท์ที่สกปรก ตู้ที่พวกเราคนไทยได้ขีดเขียนไว้ เขาบอกว่าเขารักเมืองไทยมากๆ แล้วพวกเราคนไทยล่ะทำอะไรอยู่
ภาพนี้ถ่ายเมื่อ19กพ58เวลา14.00
หน้า ธ ออมสิน สาขาถนนโพศรี
ขอขอบคุณเจ้าของภาพมา ณ ที่นี้ด้วย
Read more ...
เขาเป็นชาวเยอรมัน เขาทำโดยไม่ได้รับค่าจ้างใดๆ เขาชื่ออะไรไม่มีใครทราบ เขากำลังเช็ดถูตู้โทรศัพท์ที่สกปรก ตู้ที่พวกเราคนไทยได้ขีดเขียนไว้ เขาบอกว่าเขารักเมืองไทยมากๆ แล้วพวกเราคนไทยล่ะทำอะไรอยู่
ภาพนี้ถ่ายเมื่อ19กพ58เวลา14.00
หน้า ธ ออมสิน สาขาถนนโพศรี
ขอขอบคุณเจ้าของภาพมา ณ ที่นี้ด้วย
นศ.ฝึกงานแบงก์ ออฟ อเมริกา 'ทำงานจนตาย'
10 ก.พ. 2558
โดยวอยซ์ทีวี เมื่อ 22 ส.ค.2556
เมื่อเร็วๆ นี้เพิ่งจะมีเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการรับนักศึกษาฝึกงานในอังกฤษ นั่นก็คือการที่
Read more ...
เมื่อเร็วๆ นี้เพิ่งจะมีเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการรับนักศึกษาฝึกงานในอังกฤษ นั่นก็คือการที่
แบรนด์อเล็กซานเดอร์ แมกควีน แบรนด์หรูระดับไฮเอนด์ชื่อดังสัญชาติอังกฤษ
จ้างนักศึกษาฝึกงานนานถึง 11 เดือนโดยไม่ให้เงินเดือน ให้เพียงค่าอาหารเดือนละ 50 ปอนด์ หรือ 2,000 กว่าบาทเท่านั้น จนกลายเป็นประเด็นวิจารณ์อย่างดุเด็ดเผ็ดมันจนทางบริษัทต้องออกมาขอโทษ และยกเลิกสัญญาจ้างที่เอาเปรียบดังกล่าว
แต่ล่าสุดกลับมีกรณีที่ร้ายแรงยิ่งกว่าเกิดขึ้น นั่นก็คือการที่จู่ๆ
แต่ล่าสุดกลับมีกรณีที่ร้ายแรงยิ่งกว่าเกิดขึ้น นั่นก็คือการที่จู่ๆ
โมริส เออร์ฮาร์ท นักศึกษาฝึกงานวัย 21 ปี ที่ทำงานให้กับแบงก์ ออฟ อเมริกา สาขากรุงลอนดอน
ล้มลงเสียชีวิตอย่างกะทันหันในอพาร์ทเมนต์ของตัวเอง สาเหตุการเสียชีวิตของเขาไม่เป็นที่เปิดเผย แต่ตำรวจลอนดอนยืนยันว่าไม่ใช่เหตุฆาตกรรม ขณะที่โลกออนไลน์เผยแพร่ข่าวลือที่ว่าเขาเสียชีวิตหลังจากทำงานหนักจนถึง 6 โมงเช้าของวันรุ่งขึ้นเป็นเวลา 3 วันติดต่อกัน
ข่าวลือนี้สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในอินเทอร์เน็ตอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะเมื่อแบงก์ ออฟ อเมริกา ไม่ได้ออกมาปฏิเสธ โดยกล่าวเพียงว่ารู้สึกเสียใจกับเหตการณ์ที่เกิดขึ้น และยกย่องว่าเออร์ฮาร์ทเป็นนักศึกษาฝึกงานที่เก่งและขยันขันแข็งที่สุดคนหนึ่งของบริษัท
แบงก์ ออฟ อเมริกา ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสถาบันที่มีคนอยากเข้าไปฝึกงานมากที่สุด เพราะได้รับค่าตอบแทนสูงถึงปีละ 45,000 ปอนด์ หรือ 2 ล้าน 1 แสนบาท อาจจะไม่มากมายอะไรนักเมื่อเทียบยกับค่าครองชีพในลอนดอน แต่ในยุคที่อัตราว่างานของวัยรุ่นในยุโรปสูงถึง 23% รายได้ระดับนี้ก็ถือว่าน่าสนใจ สำหรับนักศึกษาที่ยังไม่ได้มีงานทำเป็นหลักแหล่ง ที่สำคัญอาจจะได้มีโอกาสเข้าเป็นพนักงานของแบงก์ ออฟ อเมริกาได้อีกด้วย
แต่เหตุผลเหล่านี้ ก็ส่งผลในด้านลบ คือมีการแข่งขันกันสูงมากในระหว่างเด็กฝึกงาน คนที่ได้เข้าไปฝึกงานจะต้องทำงานหนักเพื่อให้เจ้านายเห็นถึงความสามารถ สร้างความประทับใจให้กับบริษัท จนกระทั่งบางครั้งการทำงานหนักเกินไปก็ส่งผลร้ายอย่างไม่คาดคิดเช่นการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรแบบเออร์ฮาร์ท
แต่เหตุผลเหล่านี้ ก็ส่งผลในด้านลบ คือมีการแข่งขันกันสูงมากในระหว่างเด็กฝึกงาน คนที่ได้เข้าไปฝึกงานจะต้องทำงานหนักเพื่อให้เจ้านายเห็นถึงความสามารถ สร้างความประทับใจให้กับบริษัท จนกระทั่งบางครั้งการทำงานหนักเกินไปก็ส่งผลร้ายอย่างไม่คาดคิดเช่นการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรแบบเออร์ฮาร์ท
หลายคนโทษว่าการตายของเออร์ฮาร์ทไม่ได้เกิดจากการที่เขาอยากทำให้บริษัทประทับใจ แต่เป็นเพราะวัฒนธรรมองค์กรของบรรดาสถาบันการเงิน รวมถึงสถาบันกฎหมาย ที่พนักงานมักทำงานเกินเวลากันจนเคยชิน ทำให้เด็กฝึกงานต้อง "ตามน้ำ" และอาจจะยิ่งทำมากกว่าพนักงานบริษัททั่วไป เพราะเด็กเหล่านี้ยังไม่เคยทำงานจริงๆ ไม่รู้ว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรในการทำงานออฟฟิศ
หน่อไม้..ไซยาไนด์ สารพิษร้ายใกล้ตัว
13 ม.ค. 2558
โดยไทยรัฐ เมื่อ 17 ก.ค.2555
ไซยาไนด์...สารพิษชนิดนี้ร้ายแค่ไหน
“สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ชาวยิวถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไปหลายล้านคน ก็เพราะถูกรมด้วยก๊าซพิษไซยาไนด์นี่แหละ”
นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยถึงพิษร้ายเฉียบพลันของไซยาไนด์ ที่คนยุคนี้อาจจะห่างเหินไม่ค่อยคุ้นเคย
แม้มีพิษร้ายแรง แต่ก็เป็นสารที่มีประโยชน์ในอุตสาหกรรมหลายประเภท ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต ไนลอน เส้นใยอะครีลิก เรซิน แยกแร่ทองคำ ชุบโลหะด้วยไฟฟ้า ทำโลหะให้บริสุทธิ์ รวมทั้งใช้เป็นยาปราบศัตรูพืชทั้งหลาย
นั่นเป็นสารพิษที่ใช้อยู่ในแวดวงอุตสาหกรรม ผู้คนทั่วไปยากจะได้พบสัมผัส
แต่ยังมีไซยาไนด์อีกชนิด ใกล้ตัว ใกล้ปากคนไทย...ไซยาไนด์ที่ธรรมชาติซุกซ่อนไว้ในพืชผล
เมล็ดถั่วอัลมอนด์ มันสำปะหลัง ข้าวฟ่าง รวมทั้งหน่อไม้
พืชสำคัญที่คนไทยนิยมบริโภคเป็นอาหารมากเป็นพิเศษ ใช้ทั้งในการต้ม ผัด แกง จิ้มน้ำพริก...อุดมไปด้วยไซยาไนด์ เอามากินดิบๆ มีสิทธิ์เจ็บป่วยและตายได้
“ความร้ายแรงของไซยาไนด์ขึ้นอยู่กับปริมาณความเข้มข้นที่ได้รับ ถ้าได้รับในปริมาณเข้มข้นแบบที่ใช้สังหารหมู่ชาวยิว จะเสียชีวิตทันทีแบบไม่ทันรู้ตัว
แต่ถ้าได้รับจากการกินพืชที่มีไซยาไนด์ในปริมาณเล็กน้อย อาการเริ่มต้นระดับแรกจะรู้สึกปวดหัว หายใจยาก ความดันโลหิตต่ำ มึนงง หมดสติ และถ้าได้รับในปริมาณที่มากถึง 1.5 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม จะมีผลทำให้เสียชีวิต
เนื่องจากไซยาไนด์จะเข้าไปจับเกาะธาตุเหล็กในกระแสเลือด ทำให้ธาตุเหล็กไม่สามารถนำพาออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้ เซลล์สมองจะหยุดการทำงาน และคนที่ได้รับพิษในปริมาณมาก การเสียชีวิตจะมีลักษณะเหมือนคนเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจ”
ถึงพืชเหล่านี้จะมีไซยาไนด์ที่ทำให้คนตายได้ก็ตาม อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ย้ำว่า อันตรายนี้มีเฉพาะในกรณีที่กินแบบดิบๆ เท่านั้น ถ้าทำให้สุกก่อนจะไม่มีปัญหา เพราะไซยาไนด์สามารถกำจัดได้ด้วยความร้อน
“ใครที่เคยรับประทานต้มจืดซี่โครงหมูกับหน่อไม้ไผ่ตง ถ้าคนปรุงอาหารทำแบบต้มหน่อไม้แล้วไม่ยอมทิ้งน้ำแรก เราซดน้ำต้มจืดเข้าไปแล้ว รสชาติจะรู้สึกขมเฝื่อนๆ นั่นแหละรสชาติที่มีไซยาไนด์เจือปนอยู่
ถ้าต้มหน่อไม้ให้สุกแล้วทิ้งน้ำแรก รสชาติขมเฝื่อนของไซยาไนด์จะหายไป”
แต่เดิมนั้นในวงการแพทย์รู้กันอยู่แล้ว ในหน่อไม้นั้นมีไซยาไนด์ แต่ไม่เคยรู้ว่าในหน่อไม้ที่คนไทยนิยมบริโภคนั้น มีไซยาไนด์มากขนาดไหน...เพิ่งจะมาสนใจอย่างจริงจังเมื่อปี 2550
ด้วย 21 ก.ค. 2550 เกิดเหตุการณ์คนงานพลัดตกลงไปในบ่อหมักหน่อไม้ดองของโรงงานใน ต.อ่างทอง อ.เมือง จ.ราชบุรี...ทั้งคนงานที่พลัดตกลงไปและคนที่ลงไปช่วย หมดสติพร้อมกันถึง 8 ราย เสียชีวิตไป 2 คน
ในเบื้องต้นสันนิษฐานว่า บ่อหมักหน่อไม้ดองเป็นที่อับไม่มีที่ระบายอากาศ ออกซิเจนมีน้อย และน่าเป็นที่สะสมของก๊าซพิษหลายชนิด ทั้งก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ หรือที่รู้จักว่าก๊าซไข่เน่า ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซมีเทน จึงทำให้คนหมดสติและเสียชีวิต
แต่เมื่อหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบอย่างละเอียด จึงได้รู้ว่า ก๊าซพิษที่ทำให้เสียชีวิตและหมดสตินั้นคือ...แก๊สไฮโดรเจนไซยาไนด์ ที่มาจากตัวหน่อไม้นั่นเอง
หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น สำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จึงลงมือศึกษาไซยาไนด์ในหน่อไม้...เก็บตัวอย่างหน่อไม้ที่คนไทยบริโภค จำนวน 496 ตัวอย่าง จากพื้นที่ทั่วประเทศ 31 จังหวัด
เป็น
Read more ...
ไซยาไนด์...สารพิษชนิดนี้ร้ายแค่ไหน
“สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ชาวยิวถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไปหลายล้านคน ก็เพราะถูกรมด้วยก๊าซพิษไซยาไนด์นี่แหละ”
นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยถึงพิษร้ายเฉียบพลันของไซยาไนด์ ที่คนยุคนี้อาจจะห่างเหินไม่ค่อยคุ้นเคย
แม้มีพิษร้ายแรง แต่ก็เป็นสารที่มีประโยชน์ในอุตสาหกรรมหลายประเภท ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต ไนลอน เส้นใยอะครีลิก เรซิน แยกแร่ทองคำ ชุบโลหะด้วยไฟฟ้า ทำโลหะให้บริสุทธิ์ รวมทั้งใช้เป็นยาปราบศัตรูพืชทั้งหลาย
นั่นเป็นสารพิษที่ใช้อยู่ในแวดวงอุตสาหกรรม ผู้คนทั่วไปยากจะได้พบสัมผัส
แต่ยังมีไซยาไนด์อีกชนิด ใกล้ตัว ใกล้ปากคนไทย...ไซยาไนด์ที่ธรรมชาติซุกซ่อนไว้ในพืชผล
เมล็ดถั่วอัลมอนด์ มันสำปะหลัง ข้าวฟ่าง รวมทั้งหน่อไม้
พืชสำคัญที่คนไทยนิยมบริโภคเป็นอาหารมากเป็นพิเศษ ใช้ทั้งในการต้ม ผัด แกง จิ้มน้ำพริก...อุดมไปด้วยไซยาไนด์ เอามากินดิบๆ มีสิทธิ์เจ็บป่วยและตายได้
“ความร้ายแรงของไซยาไนด์ขึ้นอยู่กับปริมาณความเข้มข้นที่ได้รับ ถ้าได้รับในปริมาณเข้มข้นแบบที่ใช้สังหารหมู่ชาวยิว จะเสียชีวิตทันทีแบบไม่ทันรู้ตัว
แต่ถ้าได้รับจากการกินพืชที่มีไซยาไนด์ในปริมาณเล็กน้อย อาการเริ่มต้นระดับแรกจะรู้สึกปวดหัว หายใจยาก ความดันโลหิตต่ำ มึนงง หมดสติ และถ้าได้รับในปริมาณที่มากถึง 1.5 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม จะมีผลทำให้เสียชีวิต
เนื่องจากไซยาไนด์จะเข้าไปจับเกาะธาตุเหล็กในกระแสเลือด ทำให้ธาตุเหล็กไม่สามารถนำพาออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้ เซลล์สมองจะหยุดการทำงาน และคนที่ได้รับพิษในปริมาณมาก การเสียชีวิตจะมีลักษณะเหมือนคนเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจ”
ถึงพืชเหล่านี้จะมีไซยาไนด์ที่ทำให้คนตายได้ก็ตาม อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ย้ำว่า อันตรายนี้มีเฉพาะในกรณีที่กินแบบดิบๆ เท่านั้น ถ้าทำให้สุกก่อนจะไม่มีปัญหา เพราะไซยาไนด์สามารถกำจัดได้ด้วยความร้อน
“ใครที่เคยรับประทานต้มจืดซี่โครงหมูกับหน่อไม้ไผ่ตง ถ้าคนปรุงอาหารทำแบบต้มหน่อไม้แล้วไม่ยอมทิ้งน้ำแรก เราซดน้ำต้มจืดเข้าไปแล้ว รสชาติจะรู้สึกขมเฝื่อนๆ นั่นแหละรสชาติที่มีไซยาไนด์เจือปนอยู่
ถ้าต้มหน่อไม้ให้สุกแล้วทิ้งน้ำแรก รสชาติขมเฝื่อนของไซยาไนด์จะหายไป”
แต่เดิมนั้นในวงการแพทย์รู้กันอยู่แล้ว ในหน่อไม้นั้นมีไซยาไนด์ แต่ไม่เคยรู้ว่าในหน่อไม้ที่คนไทยนิยมบริโภคนั้น มีไซยาไนด์มากขนาดไหน...เพิ่งจะมาสนใจอย่างจริงจังเมื่อปี 2550
ด้วย 21 ก.ค. 2550 เกิดเหตุการณ์คนงานพลัดตกลงไปในบ่อหมักหน่อไม้ดองของโรงงานใน ต.อ่างทอง อ.เมือง จ.ราชบุรี...ทั้งคนงานที่พลัดตกลงไปและคนที่ลงไปช่วย หมดสติพร้อมกันถึง 8 ราย เสียชีวิตไป 2 คน
ในเบื้องต้นสันนิษฐานว่า บ่อหมักหน่อไม้ดองเป็นที่อับไม่มีที่ระบายอากาศ ออกซิเจนมีน้อย และน่าเป็นที่สะสมของก๊าซพิษหลายชนิด ทั้งก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ หรือที่รู้จักว่าก๊าซไข่เน่า ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซมีเทน จึงทำให้คนหมดสติและเสียชีวิต
แต่เมื่อหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบอย่างละเอียด จึงได้รู้ว่า ก๊าซพิษที่ทำให้เสียชีวิตและหมดสตินั้นคือ...แก๊สไฮโดรเจนไซยาไนด์ ที่มาจากตัวหน่อไม้นั่นเอง
หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น สำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จึงลงมือศึกษาไซยาไนด์ในหน่อไม้...เก็บตัวอย่างหน่อไม้ที่คนไทยบริโภค จำนวน 496 ตัวอย่าง จากพื้นที่ทั่วประเทศ 31 จังหวัด
เป็น
หน่อไม้สด 199 ตัวอย่าง,
หน่อไม้ดอง 149 ตัวอย่าง และ
หน่อไม้ต้ม 148 ตัวอย่าง
และเมื่อนำมาตรวจวิเคราะห์ในห้องทดลอง พบว่า...หน่อไม้สด ทั้ง 149 ตัวอย่าง มีปริมาณไซยาไนด์ เฉลี่ยอยู่ที่ 167 มิลลิกรัม ต่อ 1 กิโลกรัม
โดยมีค่าต่ำสุดอยู่ที่ 18 มิลลิกรัม ต่อ 1 กิโลกรัม ขึ้นไปจนสูงสุดมีค่าอยู่ที่ 943 มิลลิกรัมต่อ 1 กิโลกรัม แต่ต่างไปตามสายพันธุ์และพื้นที่เพาะปลูก
หน่อไม้ดองมีปริมาณไซยาไนด์เฉลี่ย 41.1 มิลลิกรัม ต่อ 1 กิโลกรัม...โดยมีค่าต่ำสุด-สูงสุด อยู่ที่ 10-261 มิลลิกรัม ต่อ 1กิโลกรัม
ส่วนหน่อไม้ต้มมีปริมาณไซยาไนด์ เฉลี่ย 19.2 มิลลิกรัม ต่อ 1 กิโลกรัม...มีค่าต่ำสุด-สูงสุด อยู่ที่ 10-92 มิลลิกรัมต่อ 1 กิโลกรัม
และเมื่อนำข้อมูลการบริโภคอาหารของคนไทย จัดทำโดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ที่ระบุว่า คนไทยที่รับประทานหน่อไม้ต้ม รับประทานเฉลี่ยวันละ 126.6 กรัม มาร่วมวิเคราะห์หาว่าคนไทยได้รับไซยาไนด์ในระดับอันตรายแค่ไหน
ที่ FAO และ WHO กำหนดให้ปริมาณการได้รับสารไซยาไนด์ในแต่ละวันได้ไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม...ถ้าคนมีน้ำหนักตัว 60 กก. ต้องได้รับไซยาไนด์วันละไม่เกิน 3 มิลลิกรัม
คนไทยน้ำหนักเฉลี่ยอยู่ที่ 60 กก. รับประทานหน่อไม้ต้มวันละ 126.6 กรัม หรือวันละ 1 ขีดนิดๆ จะได้รับไซยาไนด์ประมาณ 2.43 มิลลิกรัม ถือว่าอยู่ในระดับที่ปลอดภัย...ร่างกายสามารถขับออกปัสสาวะได้หมด
แต่สำหรับคนที่อยู่ในกลุ่มชอบกินหน่อไม้มากเป็นพิเศษ ตามข้อมูลการบริโภคอาหารของคนไทย คนกลุ่มนี้รับประทานหน่อไม้ต้มมากถึงวันละ 283.5 กรัม หรือ วันละกว่า 2 ขีด...จะได้รับไซยาไนด์ 5.44 มิลลิกรัมต่อวัน
ถือเป็นระดับอันตรายที่สูงกว่าค่ามาตรฐานมากถึง 1.8 เท่า
แต่ตัวเลขความปลอดภัย ความเสี่ยงของการกินหน่อไม้นี้ วัดจากการกินหน่อไม้ต้มซึ่งมีค่าไซยาไนด์ต่ำกว่าหน่อไม้ดองและหน่อไม้สด ที่สำคัญยังเป็นตัวเลขจากค่าเฉลี่ยเท่านั้น...หน่อไม้ต้มบางพันธุ์มีค่าไซยาไนด์สูงกว่าค่าเฉลี่ย
จึงยังไม่อาจที่จะระบุได้ชัดว่า หน่อไม้สด-ดอง-ต้ม ที่ขายในท้องตลาดแบบไหน พันธุ์ไหนควรจะบริโภคเท่าไรถึงจะห่างไกลไซยาไนด์ได้มาตรฐาน
ฉะนั้น เพื่อความปลอดภัยที่แน่นอนที่สุด นพ.บุญชัย แนะ ไม่ว่าจะหน่อไม้สด-ดอง-ต้ม และไม่ว่าจะซื้อจากที่ไหนมาก็ตาม ให้นำไปต้มก่อนเป็นดีที่สุด
เพราะการศึกษาพบว่า ถ้านำไปต้มในน้ำเดือด 10 นาที ไซยาไนด์ที่ซุกอยู่ในหน่อไม้จะหายไป 91% ต้ม 20 นาที ไซยาไนด์จะหายไป 98%...และถ้า 30 นาที ไซยาไนด์จะเกลี้ยงไม่มีเหลือ
ต้มนานกลัวจะเละไป ไม่ถูกปาก...10 นาที มีไซยาไนด์หลงเหลือบ้าง แต่รับรองปลอดภัยได้มาตรฐานชัวร์.
และเมื่อนำมาตรวจวิเคราะห์ในห้องทดลอง พบว่า...หน่อไม้สด ทั้ง 149 ตัวอย่าง มีปริมาณไซยาไนด์ เฉลี่ยอยู่ที่ 167 มิลลิกรัม ต่อ 1 กิโลกรัม
โดยมีค่าต่ำสุดอยู่ที่ 18 มิลลิกรัม ต่อ 1 กิโลกรัม ขึ้นไปจนสูงสุดมีค่าอยู่ที่ 943 มิลลิกรัมต่อ 1 กิโลกรัม แต่ต่างไปตามสายพันธุ์และพื้นที่เพาะปลูก
หน่อไม้ดองมีปริมาณไซยาไนด์เฉลี่ย 41.1 มิลลิกรัม ต่อ 1 กิโลกรัม...โดยมีค่าต่ำสุด-สูงสุด อยู่ที่ 10-261 มิลลิกรัม ต่อ 1กิโลกรัม
ส่วนหน่อไม้ต้มมีปริมาณไซยาไนด์ เฉลี่ย 19.2 มิลลิกรัม ต่อ 1 กิโลกรัม...มีค่าต่ำสุด-สูงสุด อยู่ที่ 10-92 มิลลิกรัมต่อ 1 กิโลกรัม
และเมื่อนำข้อมูลการบริโภคอาหารของคนไทย จัดทำโดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ที่ระบุว่า คนไทยที่รับประทานหน่อไม้ต้ม รับประทานเฉลี่ยวันละ 126.6 กรัม มาร่วมวิเคราะห์หาว่าคนไทยได้รับไซยาไนด์ในระดับอันตรายแค่ไหน
ที่ FAO และ WHO กำหนดให้ปริมาณการได้รับสารไซยาไนด์ในแต่ละวันได้ไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม...ถ้าคนมีน้ำหนักตัว 60 กก. ต้องได้รับไซยาไนด์วันละไม่เกิน 3 มิลลิกรัม
คนไทยน้ำหนักเฉลี่ยอยู่ที่ 60 กก. รับประทานหน่อไม้ต้มวันละ 126.6 กรัม หรือวันละ 1 ขีดนิดๆ จะได้รับไซยาไนด์ประมาณ 2.43 มิลลิกรัม ถือว่าอยู่ในระดับที่ปลอดภัย...ร่างกายสามารถขับออกปัสสาวะได้หมด
แต่สำหรับคนที่อยู่ในกลุ่มชอบกินหน่อไม้มากเป็นพิเศษ ตามข้อมูลการบริโภคอาหารของคนไทย คนกลุ่มนี้รับประทานหน่อไม้ต้มมากถึงวันละ 283.5 กรัม หรือ วันละกว่า 2 ขีด...จะได้รับไซยาไนด์ 5.44 มิลลิกรัมต่อวัน
ถือเป็นระดับอันตรายที่สูงกว่าค่ามาตรฐานมากถึง 1.8 เท่า
แต่ตัวเลขความปลอดภัย ความเสี่ยงของการกินหน่อไม้นี้ วัดจากการกินหน่อไม้ต้มซึ่งมีค่าไซยาไนด์ต่ำกว่าหน่อไม้ดองและหน่อไม้สด ที่สำคัญยังเป็นตัวเลขจากค่าเฉลี่ยเท่านั้น...หน่อไม้ต้มบางพันธุ์มีค่าไซยาไนด์สูงกว่าค่าเฉลี่ย
จึงยังไม่อาจที่จะระบุได้ชัดว่า หน่อไม้สด-ดอง-ต้ม ที่ขายในท้องตลาดแบบไหน พันธุ์ไหนควรจะบริโภคเท่าไรถึงจะห่างไกลไซยาไนด์ได้มาตรฐาน
ฉะนั้น เพื่อความปลอดภัยที่แน่นอนที่สุด นพ.บุญชัย แนะ ไม่ว่าจะหน่อไม้สด-ดอง-ต้ม และไม่ว่าจะซื้อจากที่ไหนมาก็ตาม ให้นำไปต้มก่อนเป็นดีที่สุด
เพราะการศึกษาพบว่า ถ้านำไปต้มในน้ำเดือด 10 นาที ไซยาไนด์ที่ซุกอยู่ในหน่อไม้จะหายไป 91% ต้ม 20 นาที ไซยาไนด์จะหายไป 98%...และถ้า 30 นาที ไซยาไนด์จะเกลี้ยงไม่มีเหลือ
ต้มนานกลัวจะเละไป ไม่ถูกปาก...10 นาที มีไซยาไนด์หลงเหลือบ้าง แต่รับรองปลอดภัยได้มาตรฐานชัวร์.
ขับรถต้องหยุดให้คนข้ามบริเวณทางม้าลาย
11 ม.ค. 2558
เมื่อ 12 ม.ค.2558
มีข้อกฎหมายมาฝาก เพื่อให้ปฏิบัติตาม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นอีกด้วย
1. ผู้ขับรถที่ไม่หยุดรถให้คนข้ามถนนบริเวณทางม้าลาย ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท
2. คนข้ามถนนที่ไม่ใช้ทางม้าลาย หรือ สะพานลอย ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 200 บาท
Read more ...
มีข้อกฎหมายมาฝาก เพื่อให้ปฏิบัติตาม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นอีกด้วย
1. ผู้ขับรถที่ไม่หยุดรถให้คนข้ามถนนบริเวณทางม้าลาย ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท
2. คนข้ามถนนที่ไม่ใช้ทางม้าลาย หรือ สะพานลอย ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 200 บาท
บก.ลายจุด ชวนทำงานช่วยเหลือผู้อื่น
11 ม.ค. 2558
โดยเฟซบุ๊ค สมบัติ บุญงามอนงค์ เมื่อ 3 ม.ค.2558
ที่มูลนิธิกระจกเงา
สำหรับคนที่อยากทำความดี ช่วยเหลือผู้อื่น ให้มาทำงานเป็นอาสาสมัครเตรียมอาหารให้กับคนเร่ร่อนในทุกวันจันทร์
หรืออาสาสมัครยกของ ซึ่งสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ดีมาก ๆ ครับ
4 ความจริงที่คนเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย ไม่กลับมาเล่าให้คุณฟัง
9 ม.ค. 2558
โดย http://www.dodeden.com/58473.html
เจ้าของ Blog CookieCoffee ที่ปรึกษาด้าน Online Marketing ได้เล่าถึงประสบการณ์ที่ทำงานตั้งแต่สมัยเรียนปี 2 เพื่อจ่ายค่าเทอม ค่าห้อง และต่อมาก็ซื้อรถเองตอนปี 4 ก่อนจะลาออกจากมหาวิทยาลัยตอนปีสุดท้าย ลองไปดูมุมมองที่น่าสนใจของเขากันดูนะครับ…
ผมนั่งอยู่ Starbucks และ “Steve Jobs กับ Bill Gates ก็เรียนไม่จบ” คือบทสนทนาที่ต้องได้ยินในร้านนี้เสมอ จนผมสงสัยว่าพวกเขาเชื่อจริงๆ รึว่า “ที่ Gates กับ Jobs ประสบความสำเร็จก็เพราะสองคนนี้เรียนไม่จบ”
แน่นอนว่าผมไม่เคยปกปิดเรื่องที่ตัวเองลาออกจากมหา’ลัย และเรื่องที่ผม “เกิดมายากจน”
แต่ในชีวิตนี้ ผมไม่เคยแนะนำให้ใครเลิกเรียน
ตรงกันข้าม ผมเคยจ่ายค่าเทอมให้เด็กที่ไม่มีเงินเรียนแบบไม่หวังอะไรตอบแทนเลยมา 2 คนแล้ว
ในฐานะที่เรียนไม่จบมหาวิทยาลัย ผมมี 4 ข้อที่อยากฝากไว้ จากประสบการณ์ตรง…
1. Jobs & Gates ไม่ได้รวยเพราะเรียนไม่จบ
บางคนเชื่อแบบนั้นจริงๆ หรือไม่ก็ถูกหลอกด้วยการใช้ Logic ที่ผิด ทุกคนรู้ว่า “Bill Gates ก็เรียนไม่จบ”
แต่ไม่ค่อยทราบกันครับว่า Gates สอบติด Harvard ด้วยตัวเองและ Gates ก็สอบผ่านปี 1 ด้วยเกรดสูงมากโดยที่ไม่ได้เข้า Class เลย ก่อนจะเริ่มสร้าง Computer และก่อตั้งก้าวแรกของ Microsoft ตอนเรียนปี 2
ในสายตาผม Bill Gates เก่งในระดับที่ “เรียนจบแล้วตั้งแต่เข้ามหา’ลัย” จะเรียนจบหรือไม่ มันเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับความเก่งของ 2 คนนี้
2. ผมเคยถูกปฏิเสธงานเพราะไม่มีวุฒิ / ใบปริญญา
หลายปีก่อน มีผู้ใหญ่ในบริษัทฝรั่งระดับ Top 10 เคยชวนผมไปสมัครงานโดยที่เขาไม่ทราบว่าผมเรียนไม่จบ ..ก็ส่ง Resume ไป แต่ถูกคัดทิ้งในรอบสุดท้ายด้วย 2 เหตุผล
คือแผนก HR กลัวว่าคนที่ไม่มีวุฒิกระทั่งปริญญาตรีจะคุมงานเด็กที่จบโทไม่ได้
และอีกเหตุผลหนึ่งซึ่งผมชอบมาก (แม้มันจะทำให้ไม่ได้งานนั้นก็ตาม) คือ “คุณอาจเป็นคนเก่งก็จริง แต่ทุกคนที่มาสมัครงานที่บริษัทเราก็เก่งเท่าๆ กับคุณ โดยที่มีพวกเขาใบปริญญาติดมาด้วย”
มาทราบทีหลังว่าการมีใบปริญญามันสะดวกทั้งเวลาเลื่อนตำแหน่ง หรือขึ้นเงินเดือน และคนที่จะรับผมเข้าทำงานโดยไม่มีวุฒิก็ต้องรับความเสี่ยง ต่อการถูกระดับบริหารถามว่าทำไมเลือกคนนี้ ?
3. และผมก็เคยคัดคนมาสัมภาษณ์ แน่นอนว่าผมดูที่ใบปริญญาก่อน
มีอยู่ทีที่ผมไปช่วย Consult ด้าน Online Marketing ให้ ฺBrand ใหญ่และสุดท้ายต้องหาใครสักคนมาทำงานแทนในฐานะพนักงานประจำ จึงต้องช่วยทางบริษัทนั้นคัด Resume มาอ่านเพื่อเรียกคนมาสัมภาษณ์ และผมก็ดูทั้งชื่อมหา’ลัย เกรด และกิจกรรมที่ทำสมัยเรียน
เหตุผลก็เหมือนข้อ 2
เกรดในมหา’ลัยอาจบอกได้ว่าคุณชอบเรียนวิชาอะไร ทำไมถึงเข้าคณะนี้ มีความรับผิดชอบแค่ไหน
คนที่ไม่มีใบปริญญาก็อาจจะถูกเรียกมาสัมภาษณ์ได้ แต่ต้อง “เหนือกว่าผู้สมัครทุกคน” แบบทิ้งห่างจริงๆ
ซึ่ง Gates & Jobs ทำได้ แต่จะมีสักกี่คนบนโลกที่ทำได้แบบ 2 คนนี้ ?
4. ความขี้เกียจเป็นอภิสิทธิ์ของ Genius
ทุกวันนี้ผมไม่เข้าร้านหนังสือไทย เพราะในนั้นเต็มไปด้วย “How To รวยด้วยหุ้นใน 3 นาที” หรือไม่ก็ “นอนทั้งวันก็รวยได้ด้วย Passive Income” ซึ่งก็มั่นใจได้ว่า 8 ใน 10 เล่มจะต้องเริ่มต้นคำนำด้วยประโยคว่า “Steve Jobs กับ Bill Gates ก็เรียนไม่จบ” ..ย้อนกลับไปอ่านข้อ 1 ใหม่อีกที
เดี๋ยวนี้ผมเจอเยอะมาก คนสมัยใหม่ที่ “โง่” ไม่พอ แต่ยังเลือก “ขี้เกียจ” เพิ่มเข้าไป ด้วยข้ออ้างว่า “Steve Jobs กับ Bill Gates ก็เรียนไม่จบ”
โลกไม่เคยบอกหรอกครับในบรรดาคนที่ลาออกจากมหา’ลัย 10 ล้านคน มีชีวิตอย่างไรกันบ้าง
โลกใบนี้รู้จักก็แค่ 2 ใน 10,000,000 คนที่ประสบความสำเร็จ นั่นคือ Jobs และ Gates โดยลืมไปว่ามีอีก 9,999,998 คนนอนอยู่ข้างถนนและไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะมีข้าวกินหรือไม่ มีชีวิตต่อไปอย่างไร ?
แต่ 9,999,998 คนที่ว่า ไม่ได้กลับมาเล่าให้คุณฟัง มันก็เท่านั้นเอง
Read more ...
เจ้าของ Blog CookieCoffee ที่ปรึกษาด้าน Online Marketing ได้เล่าถึงประสบการณ์ที่ทำงานตั้งแต่สมัยเรียนปี 2 เพื่อจ่ายค่าเทอม ค่าห้อง และต่อมาก็ซื้อรถเองตอนปี 4 ก่อนจะลาออกจากมหาวิทยาลัยตอนปีสุดท้าย ลองไปดูมุมมองที่น่าสนใจของเขากันดูนะครับ…
ผมนั่งอยู่ Starbucks และ “Steve Jobs กับ Bill Gates ก็เรียนไม่จบ” คือบทสนทนาที่ต้องได้ยินในร้านนี้เสมอ จนผมสงสัยว่าพวกเขาเชื่อจริงๆ รึว่า “ที่ Gates กับ Jobs ประสบความสำเร็จก็เพราะสองคนนี้เรียนไม่จบ”
แน่นอนว่าผมไม่เคยปกปิดเรื่องที่ตัวเองลาออกจากมหา’ลัย และเรื่องที่ผม “เกิดมายากจน”
แต่ในชีวิตนี้ ผมไม่เคยแนะนำให้ใครเลิกเรียน
ตรงกันข้าม ผมเคยจ่ายค่าเทอมให้เด็กที่ไม่มีเงินเรียนแบบไม่หวังอะไรตอบแทนเลยมา 2 คนแล้ว
ในฐานะที่เรียนไม่จบมหาวิทยาลัย ผมมี 4 ข้อที่อยากฝากไว้ จากประสบการณ์ตรง…
1. Jobs & Gates ไม่ได้รวยเพราะเรียนไม่จบ
บางคนเชื่อแบบนั้นจริงๆ หรือไม่ก็ถูกหลอกด้วยการใช้ Logic ที่ผิด ทุกคนรู้ว่า “Bill Gates ก็เรียนไม่จบ”
แต่ไม่ค่อยทราบกันครับว่า Gates สอบติด Harvard ด้วยตัวเองและ Gates ก็สอบผ่านปี 1 ด้วยเกรดสูงมากโดยที่ไม่ได้เข้า Class เลย ก่อนจะเริ่มสร้าง Computer และก่อตั้งก้าวแรกของ Microsoft ตอนเรียนปี 2
ในสายตาผม Bill Gates เก่งในระดับที่ “เรียนจบแล้วตั้งแต่เข้ามหา’ลัย” จะเรียนจบหรือไม่ มันเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับความเก่งของ 2 คนนี้
2. ผมเคยถูกปฏิเสธงานเพราะไม่มีวุฒิ / ใบปริญญา
หลายปีก่อน มีผู้ใหญ่ในบริษัทฝรั่งระดับ Top 10 เคยชวนผมไปสมัครงานโดยที่เขาไม่ทราบว่าผมเรียนไม่จบ ..ก็ส่ง Resume ไป แต่ถูกคัดทิ้งในรอบสุดท้ายด้วย 2 เหตุผล
คือแผนก HR กลัวว่าคนที่ไม่มีวุฒิกระทั่งปริญญาตรีจะคุมงานเด็กที่จบโทไม่ได้
และอีกเหตุผลหนึ่งซึ่งผมชอบมาก (แม้มันจะทำให้ไม่ได้งานนั้นก็ตาม) คือ “คุณอาจเป็นคนเก่งก็จริง แต่ทุกคนที่มาสมัครงานที่บริษัทเราก็เก่งเท่าๆ กับคุณ โดยที่มีพวกเขาใบปริญญาติดมาด้วย”
มาทราบทีหลังว่าการมีใบปริญญามันสะดวกทั้งเวลาเลื่อนตำแหน่ง หรือขึ้นเงินเดือน และคนที่จะรับผมเข้าทำงานโดยไม่มีวุฒิก็ต้องรับความเสี่ยง ต่อการถูกระดับบริหารถามว่าทำไมเลือกคนนี้ ?
3. และผมก็เคยคัดคนมาสัมภาษณ์ แน่นอนว่าผมดูที่ใบปริญญาก่อน
มีอยู่ทีที่ผมไปช่วย Consult ด้าน Online Marketing ให้ ฺBrand ใหญ่และสุดท้ายต้องหาใครสักคนมาทำงานแทนในฐานะพนักงานประจำ จึงต้องช่วยทางบริษัทนั้นคัด Resume มาอ่านเพื่อเรียกคนมาสัมภาษณ์ และผมก็ดูทั้งชื่อมหา’ลัย เกรด และกิจกรรมที่ทำสมัยเรียน
เหตุผลก็เหมือนข้อ 2
เกรดในมหา’ลัยอาจบอกได้ว่าคุณชอบเรียนวิชาอะไร ทำไมถึงเข้าคณะนี้ มีความรับผิดชอบแค่ไหน
คนที่ไม่มีใบปริญญาก็อาจจะถูกเรียกมาสัมภาษณ์ได้ แต่ต้อง “เหนือกว่าผู้สมัครทุกคน” แบบทิ้งห่างจริงๆ
ซึ่ง Gates & Jobs ทำได้ แต่จะมีสักกี่คนบนโลกที่ทำได้แบบ 2 คนนี้ ?
4. ความขี้เกียจเป็นอภิสิทธิ์ของ Genius
ทุกวันนี้ผมไม่เข้าร้านหนังสือไทย เพราะในนั้นเต็มไปด้วย “How To รวยด้วยหุ้นใน 3 นาที” หรือไม่ก็ “นอนทั้งวันก็รวยได้ด้วย Passive Income” ซึ่งก็มั่นใจได้ว่า 8 ใน 10 เล่มจะต้องเริ่มต้นคำนำด้วยประโยคว่า “Steve Jobs กับ Bill Gates ก็เรียนไม่จบ” ..ย้อนกลับไปอ่านข้อ 1 ใหม่อีกที
เดี๋ยวนี้ผมเจอเยอะมาก คนสมัยใหม่ที่ “โง่” ไม่พอ แต่ยังเลือก “ขี้เกียจ” เพิ่มเข้าไป ด้วยข้ออ้างว่า “Steve Jobs กับ Bill Gates ก็เรียนไม่จบ”
โลกไม่เคยบอกหรอกครับในบรรดาคนที่ลาออกจากมหา’ลัย 10 ล้านคน มีชีวิตอย่างไรกันบ้าง
โลกใบนี้รู้จักก็แค่ 2 ใน 10,000,000 คนที่ประสบความสำเร็จ นั่นคือ Jobs และ Gates โดยลืมไปว่ามีอีก 9,999,998 คนนอนอยู่ข้างถนนและไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะมีข้าวกินหรือไม่ มีชีวิตต่อไปอย่างไร ?
แต่ 9,999,998 คนที่ว่า ไม่ได้กลับมาเล่าให้คุณฟัง มันก็เท่านั้นเอง
Coaching ให้สำเร็จ ต้องเริ่มจากความสัมพันธ์ที่ดี
8 ม.ค. 2558
ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร / กุมภาพันธ์ 24, 2011
พูดถึงเรื่องของการสอนงาน (Coaching) ในปัจจุบันนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่บริษัทส่วนใหญ่พยายามพัฒนาให้หัวหน้างานและผู้จัดการมีทักษะในการสอนงานลูกน้องตนเอง แต่ถ้าจะถามว่าสำเร็จสักแค่ไหน อันนี้ก็คงจะยังไม่มากนักที่จะมีบริษัทที่หัวหน้างานทุกคนเป็น coach ที่ดี และสามารถสอนงานลูกน้องตนเองได้อย่างดี
หัวหน้างานเองก็ถูกพร่ำสอนว่า จะต้องเป็น Coach ที่ดี และมีหน้าที่ที่จะต้องพัฒนาและสอนงานลูกน้องเพื่อให้ลูกน้องมีผลงานที่ดีขึ้น แต่ในทางปฏิบัตินั้น สำเร็จแค่เพียง 15% เท่านั้น แล้วอีก 85% ล่ะทำไมถึงไม่สำเร็จ สาเหตุที่เกิดขึ้นก็คือ หัวหน้างานมักจะไม่ค่อยชอบสอนงานลูกน้องตนเอง และบางคนก็ไม่อยากสอนด้วยซ้ำไป ทั้งนี้อาจจะเนื่องมาจาก งานที่รัดตัว และไม่มีเวลาที่จะมานั่งสอนงาน บางส่วนก็คิดว่าตนเองสอนงานแล้ว แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ทำแค่เพียงการวางแผนและควบคุมติดตามเท่านั้น ไม่ได้ทำหน้าที่สอนงานอย่างจริงๆ จังๆ เลยสักนิด
มีงานวิจัยอยู่ชิ้นหนึ่งซึ่งทำขึ้นโดยบริษัท CO2 Partners ซึ่งสอบถามพนักงานที่ทำงานในบริษัทต่างๆ ด้วยคำถามที่ว่า “ใครที่คุณจะไปปรึกษาหารือด้วยถ้าเกิดปัญหาในงานของตนเอง?” คำตอบที่ได้มีดังนี้ครับ
งานวิจัยนี้บอกเราว่า พนักงานส่วนใหญ่ไม่ค่อยที่จะไปหารือกับหัวหน้างานของตนเองเลย เวลาที่มีปัญหาในการทำงาน แต่กลับไปปรึกษาหารือกับคนอื่นมากกว่า มีเพียงแค่ 10% จากผู้ตอบทั้งหมด 100% ที่บอกว่าไปคุยกับหัวหน้างานของตนเอง ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น คำตอบที่ได้มามีดังนี้ครับ
- ไม่อยากให้หัวหน้ารู้ว่าเราทำไม่ได้
- หัวหน้าเราอาจจะไม่รู้คำตอบก็ได้ เพราะขนาดเรายังไม่รู้เลย
- หัวหน้าของเราดูเหมือนทำงานยุ่งอยู่ตลอดเวลา และเขาคงไม่มีเวลาที่จะมาช่วยเราแน่นอน
- หัวหน้างานไม่ชอบฟังให้จบ และมักจะบอกว่า ไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลย
- ต้องการคนที่เข้าใจปัญหาจริงๆ ไม่ใช่แค่เพียงรับฟังปัญหาแค่แป๊ปๆ แล้วก็บอกเราว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง
โดยสรุปรวมแล้ว ผู้ทำวิจัยบอกว่า ปัญหาที่ทำให้พนักงานไม่มาปรึกษาหารือเรื่องงานกับหัวหน้าก็คือ การขาดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันครับ พอขาดความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ก็จะขาดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน พอขาดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน คราวนี้จะพูดอะไร หรือจะสอนอะไร ก็ไม่สำเร็จแล้วครับ เพราะต่างคนต่างก็ไม่ฟังกันแล้ว ลูกน้องก็ไม่อยากฟังนายสอน นายก็บอกว่าลูกน้องไม่อยากให้สอน ก็เลยไม่รู้ว่าใครผิดใครถูก
ดังนั้นจากงานวิจัยข้างต้น ถ้าเราจะนำเอาผลมาใช้ในทางปฏิบัติ ก็แปลว่า ถ้าจะให้องค์กรของเรามีการสอนงานที่ประสบความสำเร็จอย่างจริงจังนั้น ก็ต้องเริ่มต้นที่การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างหัวหน้ากับลูกน้องกันก่อนเลย และคนที่จะต้องเป็นฝ่ายเริ่มก่อนก็คือ “หัวหน้า” นี่แหละครับ จะให้ลูกน้องเข้าหาก่อนก็คงจะยาก การที่เราเป็นหัวหน้างานนั่นก็แปลว่าเราจะต้องทำให้ลูกน้องอยากทำงานให้เรา ดังนั้นสิ่งสำคัญก็คือ ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน เพื่อให้เกิดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน จุดนี้ต้องใช้เวลามากในบางคน แต่สำหรับหัวหน้างานบางคนนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ง่ายมากสำหรับเขาเลยก็มี จะเห็นว่าหัวหน้างานแบบนี้ ลูกน้องมักจะเข้าหาและมีเรื่องมาปรึกษาหารืออยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน หรือเรื่องส่วนตัว
เมื่อความสัมพันธ์ดีขึ้น การสอนงานก็จะประสบความสำเร็จ เพราะต่างฝ่ายต่างเข้าใจซึ่งกันและกัน และรู้ว่าแต่ละฝ่ายนั้นต้องการอะไร มีเจตนาอย่างไร
จะเห็นได้ชัดเลยว่า ในบางบริษัทนั้นเสียเงินค่าฝึกอบรมหัวหน้างานในเรื่องของการสอนงานไปมากมาย เพื่อจะที่จะทำให้หัวหน้างานสอนงานลูกน้องเป็น มีการเรียนรู้เทคนิคต่างๆ ในการสอนงานมากมาย แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ สาเหตุก็คือ การขาดความสัมพันธ์ที่ระหว่างกันนี่แหละครับ
ดังนั้นก่อนที่จะเริ่มต้นมุ่งเน้นในเรื่องของการสอนงาน เราควรจะเริ่มต้นจากการสร้างบรรยากาศในการทำงานที่ดีระหว่างหัวหน้ากับลูกน้องเสียก่อนครับ ให้หัวหน้างานได้เรียนรู้ที่จะสร้างสัมพันธ์ที่ดี และสร้างความไว้วางใจจากลูกน้องของตน เมื่อไรที่มีจุดนี้แล้ว คราวนี้ไม่ใช่แค่การสอนงานนะครับ เรื่องอื่นๆ ก็จะดีตามมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแรงจูงใจ การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม ฯลฯ ก็จะเกิดขึ้นอย่างห้ามไม่ได้เลยครับ
ข้าวแกงแม่แจ๊ด 10 บาท ขวัญใจคนบ้านดอนเซ่ง จ.ราชบุรี
6 ม.ค. 2558
โดยข่าวสด เมื่อ 5 ม.ค.2558
พะโล้ แกงมะระ แกงคั่วหน่อไม้ ผัดพริกแกงถั่ว กุนเชียงทอด ไก่ทอด และปลาทอดกรอบ เป็นเมนูประจำวัน ที่
นางสะอาด แซ่ล้อ หรือแม่แจ๊ด
ตั้งใจประกอบอาหารเหล่านี้ขึ้น พร้อมบรรจงตักราดข้าวให้กับลูกค้าได้รับประทานในราคาเพียง 10 บาทเท่านั้น
นางสะอาด แซ่ล้อ หรือ แม่แจ๊ด เจ้าของร้านข้าวแกง 10 บาท แห่ง
บ้านดอนเซ่ง อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี
เล่าว่า ตนเองเปิดร้านขายข้าวแกงมาตั้งแต่ปี 49 แต่เดิมขายในราคา 5 บาท ต่อมาคนในครอบครัวที่เป็นเรี่ยวแรงช่วยเหลือได้พากันเสียชีวิต ทำให้ร้านข้าวแกงต้องหยุดขายไประยะหนึ่ง ส่วนลูกๆ ก็ไปทำงานกันหมด ต้องอยู่บ้านเพียงลำพัง กินข้าวคนเดียว เหงามาก
กระทั่งมีเพื่อนบ้านที่เป็นชาวสวน นำผักนานาชนิดมาให้รับประทานเป็นประจำ จึงมีความคิดที่จะกลับมาขายข้าวแกงอีกครั้ง เพียงเพราะอยากให้มีคนมานั่งทานข้าวและได้พูดคุยด้วย ซึ่งทางด้านเพื่อนบ้านและขาประจำส่วนใหญ่จะเป็นขวัญใจ 10 ล้อ เมื่อรู้ว่าแม่แจ๊ดจะกลับมาขายข้าวแกงอีกก็เห็นดีเห็นงามด้วย พร้อมกับช่วยเหลือนำพืชผักมาให้เป็นวัตถุดิบประกอบอาหารเป็นประจำ และยังช่วยกันบอกต่อปากต่อปาก จนมีลูกค้ากลับเข้ามารับประทานกันแน่นร้านเหมือนเช่นเดิมในเวลาอันรวดเร็ว
แม่แจ๊ด แม่ค้าใจดีกล่าวต่อว่า ปัจจุบันจำใจต้องปรับราคาเล็กน้อยเพราะวัตถุดิบประเภทเนื้อสัตว์ที่แพงขึ้น โดย
ข้าวราดกับ 1 อย่าง ราคา 10 บาท,
2 อย่าง 15 บาท และ
3 อย่าง 20 บาท
ซึ่งจะตักข้าวให้ลูกค้าแบบจานเดียวอิ่มไม่ต้องต่อจานที่ 2 กันเลยทีเดียว ส่วนลูกค้าที่ให้การอุดหนุนจะเป็นเด็กนักเรียน แม่บ้าน ผู้ใช้แรงงาน พนักงานในโรงงาน และแฟนขาประจำกลุ่มคนขับรถบรรทุก ที่จะแวะเวียนมารับประทานกันมาก ยิ่งช่วงตอนเที่ยงวัน ริมถนนในละแวกใกล้ร้านจะมีรถบรรทุกมาจอดยาวทั้งสองฟากฝั่งถนน เพื่อมารับประทานอาหารฝีมือแม่แจ๊ด
และที่พิเศษกว่าร้านข้าวแกงทั่วไป คือ ลูกค้าส่วนใหญ่ที่มารับประทาน จะจ่ายค่าอาหารเกินกว่าราคาที่รับประทาน โดยไม่ขอรับเงินทอน เนื่องจากต้องการให้แม่แจ๊ดนำเงินทอนเป็นต้นทุนในการซื้อหาวัตถุดิบทำข้าวแกงขายต่อไป ทั้งนี้จะเป็นการช่วยเหลือกลุ่มผู้ที่มีค่าใช้จ่ายน้อยให้ได้ทานอาหารอย่างเพียงพอ จึงเปรียบเสมือนว่า ร้านข้าวแกงแห่งนี้ ไม่ได้อยู่ด้วยผลกำไรด้านเงินตรา แต่อยู่ด้วยน้ำใจไมตรีของคนไทยที่มีต่อกันอย่างไม่เสื่อมคลาย
"เนย์มาร์" เปิดสถาบันเรียนรู้เพื่อเด็กยากจน
4 ม.ค. 2558
โดยไทยพีบีเอส เมื่อ 23 ธ.ค.2557
เนย์มาร์ เปิดตัวสถาบัน เนย์มาร์ จูเนียร์ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนยากจนได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนและเล่นฟุตบอล
สุดยอดทักษะและกลยุทธ์ 14 อย่างที่น่าสนใจของ”สตีป จ๊อบส์ (Steve Jobs)”
19 ธ.ค. 2557
โดย http://www.flagfrog.com/สุดยอดทักษะและกลยุทธ์-14/
1.อย่ามองปัจจุบัน
เหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนเชิดชู Apple เหนือกว่าบริษัท อื่นใด เป็นเพราะ Apple เป็นบริษัทที่เปลี่ยน แปลงและสร้างทุกอย่างใหม่หมด ในขณะที่บริษัททั่วๆไปทำ คือการปรับเปลี่ยนสิ่งเดิมๆที่มีอยู่แล้ว ให้ดีขึ้นเพียงเล้กน้อยเท่านั้น แต่ Apple สร้างความต้องการที่เราไม่เคยรุ้ตัวมาก่อนว่าเรามีอยู่ และทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องมีบ้าง ถ้าหากว่าเราอยากมีความสุข
Steve Jobs เป็นผู้ประกอบการที่เหนือกว่าผู้ประกอบการทั่วๆไป เพราะเขามองว่า ผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่มีใครสร้างขึ้น เป็นเพียงสิ่งที่สะท้อนถึงความดาษดื่น และการขาดไร้ซึ่งจินตนาการเท่านั้น Jobs มองเห็นความ เป็นไปได้ ในสิ่งที่คนอื่นเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ เขาสามารถจับเอาความไม่พอใจและความโหยหา ของคน มาเปลี่ยนให้เป็นสินค้าได้
2.ลูกค้ายอมจ่ายแพงถ้าคุ้มค่า
เป็นที่รู้กันดีว่า Jobs นั้นเป็นเมธีทางด้านสุนทรียศาสตร์ เขาชอบความงาม และความประณีตในทุกรายละเอียด ทั้งวัสดุและการออกแบบที่สามารถตอบสนองทุกความรู้สึกของผู้ใช้ Jobs ยังเป็นนักมนุษย์นิยมที่ชอบใส่ความมีชีวิตชีวาและความเป็นมนุษย์ ลงไปในสิ่งที่เขาสร้าง
การได้สุดยอดนักออกแบบอย่าง Jonathan Ive มาร่วมงานในปี 1997 ทำให้ทั้งสองคนได้ตระหนักในความจริงง่ายๆ ที่ว่า ต้องเริ่มต้นด้วยสิ่งที่เรารักแล้วจึงค่อยคิดเรื่องเทคโนโลยีทีหลัง ผลิตภัณฑ์ทุกตัวของ Apple เป็นมากกว่าแค่เครื่องจักร ทั้งๆที่ผลิตภัณฑ์ของ Apple ประกอบขึ้นด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงที่สลับซับซ้อน ทว่ากลับใช้งานง่าย ราวกับเป็นอุปกรณ์ในยุคอะนาล๊อก คติของ Jobs คือ อย่าถามลูกค้าว่าพวกเขาต้องการอะไร เพราะพวกเขาเองก็ไม่รู้ (ผมขอบคตินี้มาก)
3.ให้พนักงานของท่านได้พบปะพูดคุยกัน
ปรัชญาเบื้องหลังของความสำเร็จของ Apple คือการออกแบบสถานที่ทำงานของ Jobs คือการรวบรวมทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ตรงกลางแม้กระทั่งห้องน้ำ! Jobs เชื่อว่าการได้พบปะพูดคุยกันของพนักงานดีที่สุด ไอเดียร์ดีๆมักเกิดขึ้นในเวลา ที่พวกเขานั่งคุยกันในช่วงพักเบรก หรือบังเอิญเจอกันในห้องน้ำ
4.รู้จักทุกซอกทุกมุมของธุรกิจอย่างถ่องแท้
หลักการของ Jobs คือ
เคารพธรรมชาติ
ใส่ใจรายละเอยีด
ทำตัวให้มีค่า ไม่ก็ “ไสหัวไป”
อย่าหยุดทำทุกอย่างให้ดีขึ้น
อย่าอยู่บนหอคอยงาช้าง
อย่าเสียเวลากับหลักการสวยหรูบนกระดาษ
ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม
น้อยคือมาก
คลุกวงใน
พูกง่ายๆเลยก็คือผู้บริการต้องอย่าดีแต่สั่งต้องทำงานเป็นและพร้อมลุยกับลูกน้องได้ตลอดเวลา
5.เริ่มจากศูนย์
Jobs มีพรสววรค์ในการจินตนาการสร้างสิ่งใหม่ โดยไม่ต้องเริ่มจากสิ่ง ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เขาสร้างสิ่งต่างๆจากศุนย์ และผลก็คือ เขาทำให้วัตถุที่ไร้ชีวิตชีวากลายเป็นสิ่งที่เกือบจะมีชีวิต ตัวอย่างที่น่าทึ่งที่สุดก็คือ การที่ Jobs คิดเครื่อง iPod ขึ้นมา ในช่วงเวลาที่ Sony กำลังครองตลาดเครื่องเล่นเพลงด้วย Walkman อย่างชนิดที่เกือบจะไร้คู่แข่ง และยังมี CBS เป็นผู้คอยสร้าง เนื้อหาให้ การจะเอาชนะคู่แข่งแบบนี้ เกือบจะเป็นไปไม่ได้เลย แต่ Jobs ชนะเพราะเริ่มต้นด้วยความคิดว่า “เครื่องเล่นเพลงที่ควรจะเป็น” ควรจะเป็นอย่างไร แล้วจึงค่อยสร้างสิ่งอื่นๆ เติมเข้าไปในเครื่องเล่นเพลงของเขา
6.เอาอย่าง อย่าลอกเลียน
บางครั้งเราก็สามารถยืมไอเดียดีดีมาจากสิ่งรอบข้าง แต่ไม่ใช่ว่าจะเอามาหมดเลยทีเดียว ขอแค่ยืมความคิดแต่นำมาพัฒณาให้ดีกว่าเท่านั้นเอง
7.สำคัญที่สุดคือการออกแบบ
Jobs ให้ความสำคัญกับการออกแบบอย่างมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งในการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ทำให้คนอยากซื้อ การออกแบบเป็นส่วนหนึ่งของ Apple มาตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม โลโก้รูปแอปเปิลสีรุ้งที่แหว่งด้วยรอยกัด คืองานออกแบบยุคแรกสุด Apple อาจเริ่มต้นด้วยการเป็นบริษัทคอมพิวเตอร์ ที่มีลูกค้าเป็นพวกคลั่งไคล้เทคโนโลยี แต่สิ่งที่ทำให้ Apple ประสบความสำเร็จ กลับเป็นการที่สามารถเปลี่ยนตัวเองให้เป็นเหมือนแฟชั่นได้ และคำว่า “คอมพิวเตอร์” ก็ได้หายไปจากชื่อบริษัท
8.ทำให้ผู้ฟังเคลิบเคลิ้ม
3เทคนิคที่ทำให้ Jobs เป็นนักเล่าเรื่องตัวฉกาจที่หาตัวจับยาก
อธิบายความเจ๋งของผลิตภัณฑ์ในประโยคเดียว เช่น “iPod เป็น 1,000 เพลงในกระเป๋าของคุณ”
อธิบายด้วยภาพ คงไม่มีใครมานั่งอ่านสไลด์ที่มีแต่ข้อความเพราะมันคงจะน่าเบื่อไม่น้อย ท่าเทียบกับการดูรูปและฟังไปด้วย จะทำให้สิ่งที่คุณกำลังพูดหรือบอก ดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น และทำให้ผู้ฟังจำเรื่องที่คุณพูดออกไปได้ดีมากขึ้นยิ่งด้วย
กฎไม่เกิน 3 Jobs บอกว่า iPad “บางกว่า เบากว่า และเร็วกว่า” ตามหลักจิตวิทยาแล้ว ความจำระยะสั้นจะดีขึ้น ถ้าหากได้รับข้อมูลที่ไม่เกิน 3 ส่วน
9.จากปาก Steve Jobs
“เป็นเรื่องยากมากที่จะออกแบบผลิตภัณฑ์โดยอาศัยแค่กลุ่มตัวอย่างเพราะคนจะไม่ค่อยรู้ว่า อะไรที่พวกเขาต้องการ จนกว่าคุณจะทำออกมาให้พวกเขาเห็น”
“(นวัตกรรมของ Apple) เกิดมาจากการปฏิเสธ 1,000 สิ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าเราไม่ได้เดินไปผิดทาง หรือพยายามมากเกินไป”
“การเป็นคนนวยที่สุดที่นอนอยู่ในสุสาน ไม่มีความหมายอะไรกับผม แต่ถ้าได้เข้านอน ด้วยความรู้สึกที่ว่า ได้ทำอะไรที่แสนวิเศษ นั่นจึงจะมีความหมาย เวลาที่คุณคิดสิ่งใหม่ๆ คุณมักจะทำผิดต้องรีบยอมรับความผิดนั้นโดยเร็ว และปรับปรุงแก้ไขในครั้งต่อไป”
10.ท้าทายความคาดหวังของคนอื่น
อย่ายอมรับความคาดหวังของคนอื่นที่มีต่อท่าน ที่คาดหวังให้ท่านต้องเป็นอย่างนั้น หรือ ทำอย่างนี้ อย่ายอมให้คนอื่นตัดสินคุณค่าของตัวท่าน
11.เป็นคู่แข่งของตัวเอง
ในข้อนี้คงไม่ต้องอธิบายอะไรมาก นั่นก็คือ ขยันเข้าไว้อย่าขี้เกียจหล่ะ
12.ปิดแล้วเปิดใหม่
Jobs ปฏิวัติอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ ให้กลายเป็นอุตสาหรรมบันเทิงอิเล็กทรอนิกส์ และได้ค้นพบว่า คนส่วนใหญ่ชอบบริโภคเนื้อหามากกว่าจะเป็นผู้สร้างเนื้อหา ดังนั้นทั้ง iPad,iPhone และ iPod จึงถูกสร้างขึ้นอย่างดีที่สุดเพื่อส่งเสริมการบริโภคให้ง่ายที่สุด
13.ความลับ คือการโฆษณาที่ดีที่สุด
Jobs มักพูดเสมอก่อนการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ก็คือ “ผมมีเซอไพรซ์” แค่นั้นก็เพียงพอที่จะเขย่าต่อมอยากรู้ของคนทั้งโลกแล้ว
14.จงเป็นคนหิวและโง่
อธิบายง่ายๆก็คือ หิวกระหายในความอยากรู้และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆเสมอ และให้ทำตัวโง่เสมอเพราะถ้าคุณทำตัวฉลาดแล้วคุณจะไม่ได้ความรู้อะไรใหม่ๆเพิ่มเข้ามาเลย และ เรื่องสุดท้ายเกี่ยวกับความตาย ตอนที่เขาเป็นมะเร็งตับอ่อน Jobs บอกว่า
การคิดว่าตัวเองกำลังจะตาย เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดที่เขาเคยพบมาในชีวิต ที่ช่วยให้เขาตัดสินใจเรื่องยากที่สุดในชีวิตได้
หลักการของ จ๊อบส์
Read more ...
1.อย่ามองปัจจุบัน
เหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนเชิดชู Apple เหนือกว่าบริษัท อื่นใด เป็นเพราะ Apple เป็นบริษัทที่เปลี่ยน แปลงและสร้างทุกอย่างใหม่หมด ในขณะที่บริษัททั่วๆไปทำ คือการปรับเปลี่ยนสิ่งเดิมๆที่มีอยู่แล้ว ให้ดีขึ้นเพียงเล้กน้อยเท่านั้น แต่ Apple สร้างความต้องการที่เราไม่เคยรุ้ตัวมาก่อนว่าเรามีอยู่ และทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องมีบ้าง ถ้าหากว่าเราอยากมีความสุข
Steve Jobs เป็นผู้ประกอบการที่เหนือกว่าผู้ประกอบการทั่วๆไป เพราะเขามองว่า ผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่มีใครสร้างขึ้น เป็นเพียงสิ่งที่สะท้อนถึงความดาษดื่น และการขาดไร้ซึ่งจินตนาการเท่านั้น Jobs มองเห็นความ เป็นไปได้ ในสิ่งที่คนอื่นเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ เขาสามารถจับเอาความไม่พอใจและความโหยหา ของคน มาเปลี่ยนให้เป็นสินค้าได้
2.ลูกค้ายอมจ่ายแพงถ้าคุ้มค่า
เป็นที่รู้กันดีว่า Jobs นั้นเป็นเมธีทางด้านสุนทรียศาสตร์ เขาชอบความงาม และความประณีตในทุกรายละเอียด ทั้งวัสดุและการออกแบบที่สามารถตอบสนองทุกความรู้สึกของผู้ใช้ Jobs ยังเป็นนักมนุษย์นิยมที่ชอบใส่ความมีชีวิตชีวาและความเป็นมนุษย์ ลงไปในสิ่งที่เขาสร้าง
การได้สุดยอดนักออกแบบอย่าง Jonathan Ive มาร่วมงานในปี 1997 ทำให้ทั้งสองคนได้ตระหนักในความจริงง่ายๆ ที่ว่า ต้องเริ่มต้นด้วยสิ่งที่เรารักแล้วจึงค่อยคิดเรื่องเทคโนโลยีทีหลัง ผลิตภัณฑ์ทุกตัวของ Apple เป็นมากกว่าแค่เครื่องจักร ทั้งๆที่ผลิตภัณฑ์ของ Apple ประกอบขึ้นด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงที่สลับซับซ้อน ทว่ากลับใช้งานง่าย ราวกับเป็นอุปกรณ์ในยุคอะนาล๊อก คติของ Jobs คือ อย่าถามลูกค้าว่าพวกเขาต้องการอะไร เพราะพวกเขาเองก็ไม่รู้ (ผมขอบคตินี้มาก)
3.ให้พนักงานของท่านได้พบปะพูดคุยกัน
ปรัชญาเบื้องหลังของความสำเร็จของ Apple คือการออกแบบสถานที่ทำงานของ Jobs คือการรวบรวมทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ตรงกลางแม้กระทั่งห้องน้ำ! Jobs เชื่อว่าการได้พบปะพูดคุยกันของพนักงานดีที่สุด ไอเดียร์ดีๆมักเกิดขึ้นในเวลา ที่พวกเขานั่งคุยกันในช่วงพักเบรก หรือบังเอิญเจอกันในห้องน้ำ
4.รู้จักทุกซอกทุกมุมของธุรกิจอย่างถ่องแท้
หลักการของ Jobs คือ
เคารพธรรมชาติ
ใส่ใจรายละเอยีด
ทำตัวให้มีค่า ไม่ก็ “ไสหัวไป”
อย่าหยุดทำทุกอย่างให้ดีขึ้น
อย่าอยู่บนหอคอยงาช้าง
อย่าเสียเวลากับหลักการสวยหรูบนกระดาษ
ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม
น้อยคือมาก
คลุกวงใน
พูกง่ายๆเลยก็คือผู้บริการต้องอย่าดีแต่สั่งต้องทำงานเป็นและพร้อมลุยกับลูกน้องได้ตลอดเวลา
5.เริ่มจากศูนย์
Jobs มีพรสววรค์ในการจินตนาการสร้างสิ่งใหม่ โดยไม่ต้องเริ่มจากสิ่ง ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เขาสร้างสิ่งต่างๆจากศุนย์ และผลก็คือ เขาทำให้วัตถุที่ไร้ชีวิตชีวากลายเป็นสิ่งที่เกือบจะมีชีวิต ตัวอย่างที่น่าทึ่งที่สุดก็คือ การที่ Jobs คิดเครื่อง iPod ขึ้นมา ในช่วงเวลาที่ Sony กำลังครองตลาดเครื่องเล่นเพลงด้วย Walkman อย่างชนิดที่เกือบจะไร้คู่แข่ง และยังมี CBS เป็นผู้คอยสร้าง เนื้อหาให้ การจะเอาชนะคู่แข่งแบบนี้ เกือบจะเป็นไปไม่ได้เลย แต่ Jobs ชนะเพราะเริ่มต้นด้วยความคิดว่า “เครื่องเล่นเพลงที่ควรจะเป็น” ควรจะเป็นอย่างไร แล้วจึงค่อยสร้างสิ่งอื่นๆ เติมเข้าไปในเครื่องเล่นเพลงของเขา
6.เอาอย่าง อย่าลอกเลียน
บางครั้งเราก็สามารถยืมไอเดียดีดีมาจากสิ่งรอบข้าง แต่ไม่ใช่ว่าจะเอามาหมดเลยทีเดียว ขอแค่ยืมความคิดแต่นำมาพัฒณาให้ดีกว่าเท่านั้นเอง
7.สำคัญที่สุดคือการออกแบบ
Jobs ให้ความสำคัญกับการออกแบบอย่างมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งในการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ทำให้คนอยากซื้อ การออกแบบเป็นส่วนหนึ่งของ Apple มาตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม โลโก้รูปแอปเปิลสีรุ้งที่แหว่งด้วยรอยกัด คืองานออกแบบยุคแรกสุด Apple อาจเริ่มต้นด้วยการเป็นบริษัทคอมพิวเตอร์ ที่มีลูกค้าเป็นพวกคลั่งไคล้เทคโนโลยี แต่สิ่งที่ทำให้ Apple ประสบความสำเร็จ กลับเป็นการที่สามารถเปลี่ยนตัวเองให้เป็นเหมือนแฟชั่นได้ และคำว่า “คอมพิวเตอร์” ก็ได้หายไปจากชื่อบริษัท
8.ทำให้ผู้ฟังเคลิบเคลิ้ม
3เทคนิคที่ทำให้ Jobs เป็นนักเล่าเรื่องตัวฉกาจที่หาตัวจับยาก
อธิบายความเจ๋งของผลิตภัณฑ์ในประโยคเดียว เช่น “iPod เป็น 1,000 เพลงในกระเป๋าของคุณ”
อธิบายด้วยภาพ คงไม่มีใครมานั่งอ่านสไลด์ที่มีแต่ข้อความเพราะมันคงจะน่าเบื่อไม่น้อย ท่าเทียบกับการดูรูปและฟังไปด้วย จะทำให้สิ่งที่คุณกำลังพูดหรือบอก ดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น และทำให้ผู้ฟังจำเรื่องที่คุณพูดออกไปได้ดีมากขึ้นยิ่งด้วย
กฎไม่เกิน 3 Jobs บอกว่า iPad “บางกว่า เบากว่า และเร็วกว่า” ตามหลักจิตวิทยาแล้ว ความจำระยะสั้นจะดีขึ้น ถ้าหากได้รับข้อมูลที่ไม่เกิน 3 ส่วน
9.จากปาก Steve Jobs
“เป็นเรื่องยากมากที่จะออกแบบผลิตภัณฑ์โดยอาศัยแค่กลุ่มตัวอย่างเพราะคนจะไม่ค่อยรู้ว่า อะไรที่พวกเขาต้องการ จนกว่าคุณจะทำออกมาให้พวกเขาเห็น”
“(นวัตกรรมของ Apple) เกิดมาจากการปฏิเสธ 1,000 สิ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าเราไม่ได้เดินไปผิดทาง หรือพยายามมากเกินไป”
“การเป็นคนนวยที่สุดที่นอนอยู่ในสุสาน ไม่มีความหมายอะไรกับผม แต่ถ้าได้เข้านอน ด้วยความรู้สึกที่ว่า ได้ทำอะไรที่แสนวิเศษ นั่นจึงจะมีความหมาย เวลาที่คุณคิดสิ่งใหม่ๆ คุณมักจะทำผิดต้องรีบยอมรับความผิดนั้นโดยเร็ว และปรับปรุงแก้ไขในครั้งต่อไป”
10.ท้าทายความคาดหวังของคนอื่น
อย่ายอมรับความคาดหวังของคนอื่นที่มีต่อท่าน ที่คาดหวังให้ท่านต้องเป็นอย่างนั้น หรือ ทำอย่างนี้ อย่ายอมให้คนอื่นตัดสินคุณค่าของตัวท่าน
11.เป็นคู่แข่งของตัวเอง
ในข้อนี้คงไม่ต้องอธิบายอะไรมาก นั่นก็คือ ขยันเข้าไว้อย่าขี้เกียจหล่ะ
12.ปิดแล้วเปิดใหม่
Jobs ปฏิวัติอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ ให้กลายเป็นอุตสาหรรมบันเทิงอิเล็กทรอนิกส์ และได้ค้นพบว่า คนส่วนใหญ่ชอบบริโภคเนื้อหามากกว่าจะเป็นผู้สร้างเนื้อหา ดังนั้นทั้ง iPad,iPhone และ iPod จึงถูกสร้างขึ้นอย่างดีที่สุดเพื่อส่งเสริมการบริโภคให้ง่ายที่สุด
13.ความลับ คือการโฆษณาที่ดีที่สุด
Jobs มักพูดเสมอก่อนการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ก็คือ “ผมมีเซอไพรซ์” แค่นั้นก็เพียงพอที่จะเขย่าต่อมอยากรู้ของคนทั้งโลกแล้ว
14.จงเป็นคนหิวและโง่
อธิบายง่ายๆก็คือ หิวกระหายในความอยากรู้และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆเสมอ และให้ทำตัวโง่เสมอเพราะถ้าคุณทำตัวฉลาดแล้วคุณจะไม่ได้ความรู้อะไรใหม่ๆเพิ่มเข้ามาเลย และ เรื่องสุดท้ายเกี่ยวกับความตาย ตอนที่เขาเป็นมะเร็งตับอ่อน Jobs บอกว่า
การคิดว่าตัวเองกำลังจะตาย เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดที่เขาเคยพบมาในชีวิต ที่ช่วยให้เขาตัดสินใจเรื่องยากที่สุดในชีวิตได้
หลักการของ จ๊อบส์
10 เรื่องแย่ๆ ในชีวิตที่คุณจะต้องเจอเข้าสักวัน
13 ธ.ค. 2557
โดย http://www.fhm.in.th/SECTION-FEATURES/TOP-10/READ-10-BAD-THINGS-YOU-FACE-SOMEDAY-XthingsFHM139/
Date: 2014-12-13 13:15:09
Words : Watchara Wongsangar
Illustration : Suebchai J.
1. อกหัก
“ที่ใดมีรักที่นั้นมีทุกข์” วลีที่ทำให้สะกิดใจ ทว่าเหตุใดแล้วคนเรายังคงแสวงหาความรัก แม้ความรักจะทำให้เราต้องทุกข์ก็ตามที แต่อย่างน้อยมันก็ยังคงมีความสุขประสมอยู่ให้ชื่นใจ ซึ่งช่วงเวลาที่อกหักนี้เองจะทำให้ใครหลายคนต้องทุกข์ระทมเสียน้ำตา บางคนจะเป็นจะตาย ไม่เป็นอันทำอะไร และมันก็ไม่ง่ายเลยที่จะทำให้ตัวเองลบภาพของช่วงเวลานี้ออกไปจากใจ แต่ในที่สุดแล้วเวลาจะให้คำตอบดีๆ กับเราเสมอ เพราะอกหักดีกว่ารักใครไม่เป็น
2. เซ็กซ์เสื่อม
ถ้าพูดถึงเรื่องเซ็กซ์ มันคือเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ของผู้ชายทุกคน เพราะมันเป็นสิ่งที่แสดงถึงความเป็นชายชาตรีอย่างสมภาคภูมิ แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดในชีวิต ก็คือความไม่แน่นอน เรื่องเซ็กซ์เสื่อม นกเขาไม่ขัน และอีกเพียบ ซึ่งมันบั่นทอนขวัญกำลังใจของผู้ชายเราที่สุด เพราะถึงช่วงวัยหนึ่งเหตุการณ์นี้ก็จะต้องเกิดกับคุณเข้าสักวัน
แต่ก็มีอีกหลายคนที่ไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อโชคชะตานี้ จึงถึงขนาดคิดสูตรยาโด๊ปมาเป็นตัวช่วยอย่าง จู๋กวางตุ๋น อุ้งตีนหมี ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามันจะได้ผลจริงหรือเปล่า
3. โดนนินทาลับหลัง
สำหรับคนที่ชอบนินทาคนอื่นนี่นะ เมื่อไหร่ที่เจอกับตัวเองบ้างจะพูดไม่ออกบอกได้เลย สนุกกันจังเลยไปพูดลับหลังส่งเสียงคิกคักสนุกสนาน ถ้าเอาความจริงไปพูดก็ยังดีหน่อย เพราะความจริงก็คือความจริง แต่ถามหน่อยเถอะพอพูดถึงเรื่องการซุบซิบติฉินนินทาแบบนี้ยังไงก็ต้องมีพิเศษใส่ไข่ แต่งเพิ่มเติมสีให้มันคุยกันสนุกปากอยู่แล้ว เยอะๆ เข้ากลายเป็นเหมือนการใส่ร้ายให้คนอื่นเข้าใจเราผิดไปด้วยแบบนี้มันก็เข้าขั้นบัดซบกันเลยทีเดียว ถ้าเป็นสาวๆ ก็อีกแบบ ถ้าเป็นผู้ชายด้วยกันนี่รู้ถึงหูเมื่อไหร่งานนี้ต้องเคลียร์กันหน่อย เพราะที่ทำอยู่มันไม่แมนเลย ไม่มีใครหรอกที่ชอบโดนนินทาลับหลัง
4. มีอารมณ์ แต่ไม่มีที่ลง
เราทุกคนต่างรู้ว่า เรื่องความต้องการทางเพศมันไม่เข้าใครออกใคร และก็ไม่สามารถกำหนดเวลาได้ว่าจะมีอารมณ์ตอนไหน เพราะมันคิดจะต้องการขึ้นมามันก็มาแบบไม่ทันตั้งตัว ซึ่งถ้าหากคนไหน ‘ขึ้น’ มาแล้วมีที่ลงก็ดีไป แต่ถ้าไม่มีนี่ถือเป็นเรื่องทีเดียวครั้นจะไปหาเศษหาเลยก็ต้องมีปัจจัยเรื่องเงินในกระเป๋ามาเกี่ยวข้อง ทางที่ดีก็คงจะต้องกลับไปใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านครั้งอดีต นั่นก็คือ ‘โลกสวยด้วยมือเรา’ ซึ่งก็ดูจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ไม่ต้องเสียตังค์ ไม่ต้องเสี่ยงเรื่องโรคภัยไข้เจ็บแถมยังได้ปลดปล่อยสำเร็จสมใจหมาย
5. โดนเอาเปรียบ
คนประเภทนี้มีอยู่ในทุกที่ ทุกสังคม ทุกชนชั้น ไม่ว่าจะตอนเรียน ตอนทำงาน หรือตอนใช้ชีวิตประจำวัน เป็นอะไรที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ที่จะไม่ต้องเจอกับคนประเภทนี้ บางคนอาจจะทำไปโดยมีเหตุผลส่วนตัว บางคนอาจทำไปโดยไม่รู้ตัว บางคนก็ออกมาจากนิสัย ซึ่งเราไม่สามารถควบคุมได้ แต่สิ่งที่เราทำได้คือเราไม่เอาเปรียบคนอื่นก็พอ เพราะมันเป็นเรื่องของจิตสำนึกเฉพาะบุคคล ก็คิดซะว่าทำบุญไปก็แล้วกัน
6. ถูกหักหลัง
ความเชื่อใจ ความไว้ใจกันเป็นเรื่องที่ดี มันทำให้ความสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็นแฟนกัน หรือเป็นเพื่อนฝูงก็เถอะ แต่ชีวิตมันจะเป็นตลกร้ายกับเราเสมอ จะแกล้งให้เราเจอเรื่องนี้เข้ากับตัวสักวัน แต่มันจะสอนอะไรเรามากมายทีเดียวจากการที่ถูกหักหลังสักครั้งในชีวิตไม่ว่าจะโดนแฟนสวมเขา เพื่อนโกงตังค์ และอื่นๆ อีกมากมายที่มันเลวร้ายจนคุณคิดไม่ถึง แต่เมื่อผ่านช่วงเวลาเลวร้ายนี้ไปคุณจะมีมุมมองในชีวิตเปลี่ยนไปแน่นอน
7. ไม่พอใจในตัวเอง
เรื่องนี้เป็นปัจจัยภายในตัวเรา เป็นเรื่องของทัศนคติ และเรื่องแย่ๆ นั้นเกิดจากมุมมองทางความคิดของเราเองล้วนๆ ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณรู้สึกหดหู่ ไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น ก็คงต้องพยายามดิ้นรนเพื่อให้ได้มา เพื่อให้มี เหมือนคนอื่นๆ และเมื่อคุณเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ความทุกข์ก็จะบังเกิด ถึงแม้การเป็นที่ยอมรับอาจเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่การยอมรับในความตัวเองเป็นเรื่องที่สำคัญกว่าเพราะชีวิตมันสั้นเกินกว่าจะเสแสร้งเป็นคนอื่น
8. งานที่ทำมีปัญหา
แค่พูดว่ามีปัญหาก็แย่พออยู่แล้ว แต่ไม่รู้ทำไมไอ้เจ้าปัญหานี้มันชอบมาพร้อมๆ กันเป็นประจำ เรื่องนี้ยังไม่ทันได้แก้ เรื่องนั้นก็เข้ามาอีก ประเดประดังเข้ามาพร้อมกันทุกด้านจนมึนไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดี ทำเอาคุณท้อแท้ และเบื่อหน่ายกับชีวิตไปเลย แต่เรื่องนี้จะผ่านพ้นไปได้ด้วยสติ คนเราอาจไม่เก่งในทุกเรื่อง แต่เราก็ยังมีเพื่อน มีพ่อแม่คอยให้กำลังใจ และคำปรึกษาดีๆ เสมอ คุณไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวบนโลก โลกมีไว้ยืนไม่ได้เอาไว้แบก คิดซะว่ามันเป็นบททดสอบ เมื่อไหร่ที่คุณผ่านช่วงที่แย่ที่สุดไปได้ อะไรก็เป็นเรื่องง่ายๆ แน่นอน
9. ตกงาน
สำหรับคนที่หาเช้ากินค่ำ มนุษย์เงินเดือน และคนที่เขาใช้เงินจ้างให้มาทำงาน เรื่องนี้เป็นอะไรที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตมากทีเดียว ถ้าตัวคนเดียวก็ยังพอจะดิ้นรนกันไป แต่ถ้าหากมีคนข้างหลังรออยู่นี่สิบรรลัยเลยทีนี้ ใครที่ทางบ้านพอมีทรัพย์ก็จะผ่านช่วงเวลานี้ได้ไม่ยาก แต่ถ้าหากไม่ใช่ก็คงต้องขยัน และกัดฟันสู้กันไป อย่าท้อแท้ เชื่อว่าทุกคนก็เคยล้ม เราจะล้มบ้างสักครั้งก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้ลุกขึ้นสู้ต่อไป เพราะโอกาสมีให้คนที่พร้อมเสมอ ยังมีคนที่ลำบากกว่าเราเยอะ เพราะถ้าหากไม่เคยลำบากมาก่อน แล้วจะไปเข้าใจคำว่าสบายได้ยังไงจริงมั้ย? ชีวิตก็อย่างนี้แหละ
10. สูญเสียคนที่รัก
ไม่มีใครหรอกที่ชอบการจากลา แต่มีพบก็ต้องมีจาก มันเป็นความจริงที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ แม้ว่าเรานั้นจะพยายามสักแค่ไหนก็ตาม ความตายก็จะหาเราเจอเข้าสักวัน รวมถึงคนอันเป็นที่รักของเราด้วย แม้ว่าความจริงมันอาจจะดูโหดร้ายเกินไปนิด แต่ชีวิตมันก็อย่างนี้เราต้องทำใจ และยิ้มรับกับมันให้ได้ ซึ่งอย่างน้อยก็มีสิ่งที่เราสามารถทำได้ คือการเก็บเกี่ยวช่วงเวลากับคนที่เรารักให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ก็เท่านั้น
อดีตนักอเมริกันฟุตบอล ทิ้งเงิน 800ล้านบาท มาทำไร่
10 ธ.ค. 2557
โดย http://www.flagfrog.com/brown-dumb-800-milion-for-one-reason/ เมื่อ 21 พ.ย.2557
เจสัน บราวน์ (Jason Brown) ชายหนุ่มนักอเมริกันฟุตบอล ตำแหน่ง เซ็นเตอร์แบ๊ค อายุ 29 ปี ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นตำแหน่งเซ็นเตอร์ที่หนักแน่นและมีฝีมือมากที่สุดในวงการ NFL ซึ่งเขาสามารถทำเงินได้ทั้งหมดประมาณ $25 ล้านดอลล่าร์ หรือประมาณ 800,000,000 ล้านบาทไทยนั่นเอง
แต่จู่ๆ เจสัน ก็บอกกับคนทั้งโลกว่า “ผมไม่ต้องการชีวิตแบบนี้อีกแล้ว” จากนั้นอาเฮียเจสัน แกก็เริ่มเลยครับ โดยซื้อที่ดินประมาณ 1,000 เอเคอร์ หรือประมาณ 2530 ไร่ ซึ่งถือว่ากว้างสุดลูกหูลูกตามาก โดยเค้าให้เหตุผลว่า “ผมจะปลูกและส่งอาหารเหล่านี้ไปให้เพื่อนมนุษย์ที่หิวโหย ” (หล่อค่อดๆ)
แต่ผู้จัดการของ เจสัน ก็ตอบกลับมาว่า “ความคิดนี้มันงี่เง่าสิ้นดี นี่มันคือความคิดที่ผิด” แต่เจสันก็ตอบกลับไปโดยประโยคที่หล่อกว่าเดิมว่า “ไม่ มันไม่งี่เง่า นี่คือสิ่งที่ถูกต้อง และนี่คือสิ่งที่ผมอยากจะทำ!” ซึ่งปัจจุบันนี้ไร่ที่เจสัน ปลูกอยู่นั้นได้ส่งพืชผลทางเกษตรออกไปแล้วประมาณ 56,000 ปอนด์ ซึ่งถือว่ามหาศาลมาก โดยมีทั้ง มันฝรั่ง แตงกวา และผักผลไม้อีกหลายๆอย่าง
โดยตอนแรกเจสันนั้น ไม่มีความรู้เรื่องการปลูกหรือการทำการเกษตรใดๆเลย เขาจึงต้องเริ่มศึกษาจาก youtube อย่างจริงจัง และ ถึงกับต้องเดินทางไปมหาวิทยาลัย North Carolina เพื่อศึกษาอย่างจริงจัง
นอกจากนี้ เจสัน ชาวไร่ ของเรายังเปิดเภยด้วยรอยยิ้มว่า “ทุกครั้งที่ผมเห็นสิ่งที่ผมปลูกขึ้นมาจากพื้นดิน มันคือสิ่งที่งดงามที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา”
การช่วยเหลือผู้อื่นสร้างความสุขให้กับมนุษย์ได้มากที่สุด
4 ธ.ค. 2557
เมื่อ 4 ธ.ค.2557
- ได้ทำงานช่วยเหลือผู้อื่น โดยทำอย่างจดจ่อ มีสมาธิ จะสามารถสร้างความสุขระยะยาวให้กับตัวคนทำงานได้มากที่สุด
- การจดจ่อมีสมาธิเป็นผู้ประโยชน์ต่อตนเอง ทำให้มีความสุข
- การต่อสู้ทางการเมือง ไม่มีอะไรลำบากเกินไป
เพราะคนไทยจำนวนมาก ตายฟรี ๆ เพราะการเรียกร้องประชาธิปไตยให้ประเทศมาแล้ว
ดูไว้เป็นบทเรียน และระลึกถึงความเสียสละของพวกเขาเหล่านั้น
Read more ...
- ได้ทำงานช่วยเหลือผู้อื่น โดยทำอย่างจดจ่อ มีสมาธิ จะสามารถสร้างความสุขระยะยาวให้กับตัวคนทำงานได้มากที่สุด
- การจดจ่อมีสมาธิเป็นผู้ประโยชน์ต่อตนเอง ทำให้มีความสุข
- การต่อสู้ทางการเมือง ไม่มีอะไรลำบากเกินไป
เพราะคนไทยจำนวนมาก ตายฟรี ๆ เพราะการเรียกร้องประชาธิปไตยให้ประเทศมาแล้ว
ดูไว้เป็นบทเรียน และระลึกถึงความเสียสละของพวกเขาเหล่านั้น
Ken Robinson: How schools kill creativity
30 พ.ย. 2557
TED2006 · Filmed February 2006 · 19:24
สวัสดีครับ เป็นอย่างไรกันบ้าง? เยี่ยมไปเลยใช่มั้ยล่ะครับ? (มีสัมมนาก่อนหน้านี้ -- ผู้แปล) ผมน่ะ ประทับใจมากเลย ผมก็เลยจะกลับแล้วล่ะ (เสียงหัวเราะ) เห็นด้วยไหมครับว่ามีแนวคิดอยู่ 3 รูปแบบ ในการสัมนาครั้งนี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ สิ่งที่ผมกำลังจะพูดถึงต่อไป เรื่องแรกคือ หลักฐานที่มหัศจรรย์เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ ในการนำเสนอทั้งหมดที่เราได้รับทราบมา และในตัวของทุกๆ ท่าน ที่อยู่ ณ ที่นี้ มันช่างหลากหลาย และกว้างไกลเหลือเกินครับ และเรื่องที่สองก็คือ ความคิดสร้างสรรค์ได้นำพวกเราไปสู่ที่แห่งหนึ่ง ที่เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ในอนาคต ไม่รู้เลยจริงๆ ว่ามันจะเป็นอย่างไร
0:56 ผมมีความสนใจในเรื่องการศึกษา ที่จริงแล้ว ผมพบว่า ทุกๆ คน มีความสนใจในเรื่องของการศึกษา จริงไหมครับ น่าสนใจนะครับ สมมติว่าคุณอยู่ในงานเลี้ยงอาหารค่ำ แล้วคุณพูดว่า คุณทำงานด้านการศึกษา ทั้งที่จริง ถ้าคุณทำงานในแวดวงการศึกษา คุณจะไม่ค่อยได้อยู่ในงานเลี้ยงอาหารค่ำบ่อยนักหรอก (หัวเราะ) คือว่าคุณจะไม่ได้รับเชิญตั้งแต่แรกน่ะ ประหลาดนะครับ คุณไม่แย้งผมด้วย เอาเป็นว่าถ้าคุณได้รับเชิญไปงาน แล้วคุยกับคนอื่นๆ ในงาน เกิดมีคนถามคุณว่า "คุณทำงานอะไร" แล้วคุณตอบว่า ผมทำงานด้านการศึกษา คุณจะเห็นว่า หน้าพวกเขาจะซีดลงทันที พวกเค้าจะคิดในใจว่า โธ่ ซวยจริง ๆ ทำไมต้องเป็นฉันด้วย ค่ำคืนแห่งอิสระภาพของฉันในอาทิตย์นี้ (หัวเราะ) แต่ถ้าคุณถามเกี่ยวกับการศึกษาของพวกเขา เค้าจะตอบมาเป็นฉากๆ เลยครับ เพราะว่าการศึกษา เป็นเรื่องที่คนยึดถืออย่างลึกซึ้ง จริงไหมครับ? เหมือนกับเรื่องของศาสนา ความร่ำรวย และอีกหลายๆ เรื่อง ผมมีความสนใจอย่างมากในเรื่องของการศึกษา และผมคิดว่าทุกคนก็คงเหมือนกัน พวกเราสนใจมัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่า การศึกษา คือสิ่งที่ จะนำเราไปสู่อนาคตที่เราคาดไม่ถึง ลองคิดดูซิครับ เด็กที่เริ่มเข้าโรงเรียนในปีนี้ (2006) จะเกษียณอายุในปี 2065 ไม่มีใครรู้เลยครับ แม้แต่บรรดาผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายที่มาร่วมในการสัมนาช่วง 4 วันที่ผ่านมา ไม่รู้เลยครับว่าโลกจะเป็นอย่างไร แม้แต่ในอีก 5 ปีข้างหน้า และพวกเรานั่นแหละที่จะต้อง สอนเด็กๆ ให้รับมือกับสิ่งที่จะมาถึง ดังนั้น ผมคิดว่าความยากที่จะคาดเดานั้น มันยิ่งใหญ่เหลือเกิน
2:24 และแนวคิดสุดท้าย แนวคิดที่สามก็คือ พวกเราทุกคนเห็นด้วย ใช่ไหมครับว่า เด็กๆ มีความสามารถที่วิเศษ ความสามารถของพวกเขาในเรื่องของนวัตกรรม ดูจากเด็กหญิง Sirena เมื่อคืนนี้ซิครับ เธอเป็นสาวน้อยมหัศจรรย์จริงๆ ใช่มั๊ยครับ ในสิ่งที่เธอสามารถทำได้ เธอทำได้เยี่ยมไปเลยครับ แต่ผมก็ยังคิดว่าเธอคงไม่ได้ เก่งไปทั้งหมดในเรื่องของวัยเด็ก แต่สิ่งที่พวกเราได้เห็นคือ คนที่มีความมุ่งมั่นเป็นเลิศ คือคนที่หาความสามารถเฉพาะตัวของตนเองเจอ ข้อโต้แย้งของผมก็คือ ผมคิดว่า เด็กทุกคน มีความสามารถเฉพาะตัว แต่พวกเรากลับทำลายมันอย่างน่าเสียดาย ดังนั้น วันนี้ ผมอยากจะพูดถึง การศึกษา และ ความคิดสร้างสรรค์ ความคิดที่ผมต้องการนำเสนอคือ ความคิดสร้างสรรค์นั้นมีความสำคัญในด้านการศึกษาพอๆ กับการรู้หนังสือ และเราควรที่จะให้ความสำคัญกับมันอย่างเท่าเทียมกัน (เสียงปรบมือ) ขอบคุณครับ อันที่จริงก็เท่านั้นล่ะครับ ขอบคุณมากครับ (หัวเราะ) เอาล่ะ เหลืออีก 15 นาที อืม ตอนที่ผมเกิด....ไ่ม่ล่ะ (หัวเราะ)
3:28 เมื่อไม่นานมานี้ผมได้ยินเรื่องๆ หนึ่ง ที่ผมชอบที่จะเล่าต่อให้กับคนอื่นๆ ฟัง มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็กผู้หญิงอายุ 6 ขวบ คนหนึ่งในชั่วโมงศิลปะ เธอนั่งวาดรูปอยู่หลังห้อง คุณครูของเธอบอกว่า เด็กผู้หญิงคนนี้ไม่เคยให้ความสนใจในสิ่งใดๆ เลย นอกจากในชั่วโมงศิลปะของวันนี้ คุณครูรู้สึกประหลาดใจมาก จึงเดินเข้าไปหาเด็กน้อย แล้วถามเธอว่า "หนูกำลังวาดอะไรอยู่จ๊ะ" เด็กน้อยตอบว่า "หนูกำลังวาดรูปของพระเจ้าค่ะ" แล้วคุณครูก็ถามต่อว่า "แต่ว่าไม่มีใครรู้นะจ๊ะว่าพระเจ้าหน้าตาเป็นยังไง" เด็กผู้หญิงคนนั้นก็ตอบว่า "อีกแป๊บนึงพวกเค้าก็จะรู้แล้วล่ะค่ะ" (หัวเราะ)
4:03 ตอนที่ลูกชายของผมอายุ 4 ขวบ ในอังกฤษ อืม อันที่จริงแล้วเขาก็อายุ 4 ขวบ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนแหละครับ (หัวเราะ) ถ้าจะพูดให้ถูกต้องแล้ว ไม่ว่าเขาจะไปที่ไหนในปีนั้น เขาก็อายุ 4 ขวบ เขาได้ร่วมแสดงในการแสดงเกี่ยวกับวันประสูติของพระเยซู คุณจำเรื่องราวได้ไหมครับ มันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากนะครับ เมล กิ๊บสัน ถึงขั้นทำภาคต่อเลยทีเดียว คุณคงเคยได้ชมแล้ว "กำเนิดพระเยซู ภาค 2" เจมส์ ลูกชายของผม ได้เล่นเป็น โจเซฟ ซึ่งพวกเราตื่นเต้นกันมาก เราถือว่านี่เขาเป็นหนึ่งในนักแสดงนำเลยทีเดียว ตอนไปดูเรายกทีมกันใส่เสื้อยืดที่สกรีนว่า "เจมส์ โรบินสัน เป็น โจเซฟ" (หัวเราะ) เขาไม่มีบทพูดเลยครับ แต่คุณก็คงรู้ว่าเค้าบทเป็นอย่างไร ตอนที่กษัตริย์ 3 พระองค์ เดินทางมาถึง พวกเขานำของขวัญมาด้วย ซึ่งได้แก่ ทอง ยางสนที่มีกลิ่นหอม และ น้ำมันหอม เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงครับ พวกเรานั่งดูอยู่ที่นั่น ผมคิดว่าเกิดการผิดคิวกันเกิดขึ้น เพราะว่าเราคุยกับเด็กผู้ชายคนหนึ่งหลังจากที่ตัวละครเดินเข้ามาบนเวที เราถามเขาว่า "หนูว่านี่โอเคมั๊ย" เด็กน้อยตอบว่า "ครับ ทำไมเหรอครับ?" "มีอะไรผิดปกติเหรอครับ" พวกเขาแค่ยืนสลับที่กัน อย่างไรก็ตาม เด็กชายสามคนเดินเข้ามาบนเวที เด็กอายุ 4 ขวบ ที่มีผ้าเช็ดจานวางอยู่บนศีรษะ แล้วพวกเขาก็วางกล่องของขวัญลง เด็กชายคนแรกพูดว่า "ข้านำทองมาให้เจ้า" เด็กชายคนที่สองพูดว่า "ข้านำน้ำมันหอม มาให้เจ้า" แล้วเด็กชายคนสุดท้ายก็พูดว่า "อันนี้แฟรงค์ส่งมา" (หัวเราะ เพราะศัพท์ที่ควรพูดคือ Frankincense)
5:22 ทั้งสองเรื่องที่ผมเล่ามา มีสิ่งที่เหมือนกันคือ เด็กทุกคนกล้าที่จะลอง ถึงพวกเขาจะไม่รู้ พวกเขาก็จะลองดู จริงไหมครับ? เด็กไม่กลัวที่จะทำผิดพลาด เอาล่ะ แต่นี่ผมไม่ได้หมายความว่าการทำผิดพลาด เป็นสิ่งเดียวกันกับการมีความคิดสร้างสรรค์นะครับ แต่เราทุกคนทราบว่า ถ้าหากเราไม่พร้อมยอมรับกับการกระทำที่ผิดพลาด เราจะไม่มีวันสร้างสรรค์สิ่งที่แปลกใหม่ขึ้นมาได้ ถ้าเราไม่พร้อมยอมรับกับการทำผิดพลาด และรู้ไหมครับว่าเมื่อเวลาที่เด็กๆ โตเป็นผู้ใหญ่ เด็กส่วนใหญ่สูญเสียความสามารถในการยอมรับความผิดพลาด พวกเขาจะกลายเป็นมีความเกรงกลัวต่อการทำผิดพลาด คิดดูซิ พวกเราบริหารบริษัทแบบนี้ แบบที่เราทำให้การทำผิดพลาดเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย และตอนนี้ เราก็บริหารระบบการศึกษาแบบที่ยอมรับความผิดพลาดไม่ได้ด้วย การทำผิด กลายเป็นเรื่องเลวร้ายที่สุด ที่คุณจะสามารถทำได้ ดังนั้น ผลของมันก็คือ เรากำลังให้การศึกษาแก่คน เพื่อให้ละทิ้ง ความสามารถในด้านความคิดสร้างสรรค์ ครั้งหนึ่ง ปิกัสโซ่ (ศิลปินด้านการวาดภาพ) เคยกล่าวไว้ว่า เด็กทุกคนเกิดมาเป็นศิลปิน ปัญหาก็คือ จะทำอย่างไรให้ความเป็นศิลปินนั้นยังคงอยู่เมื่อเราโตเป็นผู้ใหญ่ ผมเชื่ีอเป็นอย่างยิ่งว่า พวกเราไม่ได้มีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นตามการเจริญเติบโต แต่พวกเรากลับมีลดน้องถอยลง ตามอายุที่มากขึ้น หรืออาจจะพูดได้ว่า พวกเราได้รับการศึกษาให้มีความถดถอยด้านความคิดสร้างสรรค์ มันเป็นอย่างนี้ไปได้อย่างไรล่ะ?
6:21 ผมอาศัยอยู่ที่เมือง Stratford-on- Avon เมื่อ 5 ปีก่อน หลังจากนั้น ครอบครัวเราก็ได้ย้ายย้ายจาก Stratford มาที่ Los Angeles ลองจินตนาการดูซิครับว่า มันเป็นการเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือขนาดไหน (หัวเราะ) จริงๆ แล้ว พวกเราอยู่ในเมืองที่เรียกว่า Snitterfield ซึ่งอยู่ในรอบนอกของ Stratford มันเป็นสถานที่ที่ เป็นบ้านเกิดของคุณพ่อของ Shakespeare คุณได้ยินอย่างนี้เกิดความคิดอย่างหนึ่งขึ้นรึเปล่า? ผมเป็นนะ คุณไม่เคยคิดว่า Shakespeare มีพ่อใช่ไหมครับ จริงไหม คุณคงไม่เคยคิดถึงว่า Shakespeare ตอนเป็นเด็ก ใช่ไหมครับ? Shakespeare อายุ 7 ขวบ เหรอ? ผมไม่เคยคิดถึงหรอก แต่จริงๆ แล้ว ณ ช่วงเวลาหนึ่ง เขาเคยอายุ 7 ขวบ เขาเคยเรียนอยู่ในวิชาภาษาอังกฤษของครูสักคนหนึ่ง ใชไหมครับ? มันจะน่ารำคาญสักแค่ไหนน๊า? (หัวเราะ) ครูของเขาคงจะเขียนรายงานผลการเรียนว่า"ต้องพยายามมากกว่านี้" หรืออย่างตอนที่พ่อของ Shakespeare ส่งเขาเข้านอน "ไปนอนได้แล้ว" "วางดินสอลง แล้วก็หยุดพูดแบบนี้ซะที มันทำให้คนอื่นเค้าสับสนกันไปหมด" (หัวเราะ)
7:34 เอาล่ะครับ กลับมาเข้าเรื่อง ก็คือครอบครัวของผมย้ายจากเมือง Stratford มาที่ Los Angeles ที่ผมอยากจะเล่าเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือ ลูกชายของผมไม่อยากย้ายมาเลย ผมมีลูกสองคนครับ ลูกชายตอนนี้อายุ 21 ส่วนลูกสาวอายุ 16 เจ้าลูกชายผมเค้าไม่อยากย้ายไป Los Angeles จริงๆ เขาชอบเมืองนี้นะครับ แต่ว่า ณ ตอนนั้น เขามีแฟนอยู่ในอังกฤษ ชื่อ ซาร่าห์ รักเดียวของเขาเลยล่ะครับ เขารู้จักเธอมาได้ประมาณเดือนนึง แต่จะว่าไป อาจจะเรียกได้ว่าพวกเขาเหมือนแต่งงานกันมาแล้วครบ 4 ปี เพราะว่าการคบกับใครได้ 1 เดือนสำหรับเด็กอายุ 16 แล้ว มันเหมือนเป็นระยะเวลายาวนาน ดังนั้น ลูกชายผมจึงเสียใจมากตอนที่อยู่บนเครื่อง เขาบอกว่า "ผมคงไ่ม่มีทางเจอผู้หญิงอย่างซาร่าห์อีกแล้ว" จริงๆ แล้ว ผมกับภรรยา ดีใจครับที่เป็นแบบนั้น เพราะว่า ซาร่าห์ คือเหตุผลหลักที่เราตัดสินใจย้ายออกจากอังกฤษ (หัวเราะ)
8:24 แต่การย้ายมาอเมริกาทำให้เราฉุกคิดครับ เมื่อคุณได้ท่องเที่ยวมาแล้วทั่วโลก คุณจะพบว่า ระบบการศึกษา ทุกที่บนโลกนี้ มีืการจัดระดับของวิชาต่าง ๆ แบบเดียวกัน ทุกที่เลยครับ ไม่ว่าคุณจะไปที่ไหน คุณอาจคิดว่ามันน่าจะต่างกัน แต่มันไม่ใช่แบบนั้นเลยครับ ระดับบนสุดก็คือ คณิตศาสตร์ และ ภาษา จากนั้ืนก็มนุษยศาสตร์ และล่างสุดคือศิลปะ เป็นแบบนี้ทั้งโลกเลยครับ และเป็นแบบนี้ในทุกระบบด้วยครับ นอกจากนี้ข้างในสาขาศิลปะเองก็ยังแบ่งออกเป็นระดับต่างๆ ในสถานศึกษา จิตรกรรม และ ดนตรี จะมีสถานะที่สูงกว่า การแสดง และการเต้นรำ ไม่มีระบบการศึกษาใดเลยในโลกนี้ ที่เราสอนให้เด็กๆ เต้นรำ ทุกวัน เหมือนกับที่เราสอนคณิตศาสตร์ ทำไมล่ะครับ ทำไมเราถึงไม่ทำอย่างนั้น ผมว่าเรื่องนี้สำคัญมากทีเดียว ใช่ครับ ผมยอมรับว่าความรู้ด้านคณิตศาสตร์นั้นสำคัญ แต่ผมว่าการเต้นก็สำคัญเหมือนกัน เด็กๆ เต้นตลอดเวลา ถ้าพวกเขาได้รับอนุญาต พวกเราก็มีร่างกายด้วยกันทั้งนั้นใช่ไหมครับ ผมไม่ได้พลาดอะไรไปใช่ไหม (หัวเราะ) จริงๆ นะครับ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เมื่อเด็กๆ โตขึ้นๆ พวกเราก็ค่อยๆ สอนเด็กเหล่านั้น ให้ใช้ความสามารถตั้งแต่เอวขึ้นไป แล้วเราก็เน้นเฉพาะการใช้สมอง และค่อนข้างจะไปทางซีกหนึ่งของสมองด้วย
9:21 ถ้าหากคุณเป็นมนุษย์ต่างด้าวแล้วได้เข้าไปเยี่ยมชมงานด้านการศึกษา เพื่อตอบคำถามว่า "การศึกษา มีไว้เพื่ออะไร?" คุณคงจะได้ข้อสรุป จากการพิจารณาจากผลผลิตที่ออกมา จากคนที่ได้รับผลประโยชน์จากมัน คนที่ทำในสิ่งที่คิดว่าสมควรทำ คนที่ประสบความสำเร็จ คุณน่าจะได้ข้อสรุปว่า วัตถุประสงค์ ของการศึกษา ของทั้งโลกใบนี้ คือ การผลิตอาจารย์มหาวิทยาลัย ว่ามั๊ยครับ พวกเขาเหล่านั้น คือ คนที่อยู่อันดับต้นๆ ของการจัดอันดับครับ ผมก็เคยอยู่ในคนกลุ่มนั้นครับ เป็นยังไงล่ะ (หัวเราะ) ผมชอบอาจารย์มหาวิทยาลัยนะครับ แต่ผมว่า เราไม่ควรยกย่องพวกเขาว่าเป็นบุคคลที่ยอดเยี่ยมที่สุด พวกเขาก็แค่สิ่งมีชีวิตกลุ่มหนึ่งเท่านั้นครับ ที่ค่อนข้างจะมีความช่างคิด ช่างสงสัย และผมพูดอย่างนี้โดยไม่คิดถึงความชื่นชมที่มีต่อพวกเขานะครับ จากประสบการณ์ที่ผมมี มีบางอย่างน่าสนใจเกี่ยวกับบรรดาศาสตราจารย์เหล่านี้ครับ ไม่ใ่ช่ทุกคนนะครับ แค่บางคน ที่ีมีชีวิตอยู่แต่กับความคิดในหัวของตัวเอง อยู่อย่างนั้นเลยครับ แล้วค่อนข้างไปทางสมองซีกหนึ่ง พวกเขาไม่สนใจร่างกายของพวกเขาหรอกครับ พวกเขามองว่าร่างกายนั้น ก็เป็นเพียงแค่สิ่งที่ทำให้ศีรษะของพวกเขาเคลื่อนที่ไปยังสถานที่ต่างๆ ได้ (หัวเราะ) ร่างกายก็เป็นแค่สิ่งที่พาศีรษะของเขาไปประชุม ถ้าคุณอยากเห็นหลักฐานเกี่ยวกับประสบการณ์การละทิ้งร่างกาย ลองไปเข้าร่วมงานสัมนาของอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยซิครับ บรรดาผู้มีคุณวุฒิทางการศึกษา ไปงานเต้นรำในคืนสุดท้ายของการสัมนานะครับ (หัวเราะ) ณ ที่นั่น คุณจะได้เห็น ชาย หญิง ที่โตแล้ว ขยับแข้ง ขยับขา แบบไม่เข้าจังหวะเอาเสียเลยครับ อยู่จนงานเลิก แล้วไปเขียนบนความเกี่ยวกับเรื่องนั้นนะครับ
10:58 ทีนี้ ระบบการศึกษาของเราเกิดจากความคิดเกี่ยวกับความสามารถทางวิชาการ แ่ต่มันก็มีเหตุผลจากว่า ระบบนี้ในทั่วโลก ถูกสร้างขึ้นในช่วง ก่อนศตวรรษที่ 19 ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีระบบการศึกษาสาธารณะเกิดขึ้นเลยครับ มันถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อ ตอบสนองความต้องการในยุค การปฏิวัติอุตสาหกรรม ดังนั้น อันดับ ความสำคัญของวิชาต่างๆ ถูกจัดโดยพิจารณาจาก 2 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยแรก วิชาที่มีประโยชน์กับลักษณะงานที่มีอยู่ในยุคนั้นมากที่สุด จะถูกจัดไว้สูงสุด ดังนั้น คุณจะได้รับการชี้นำให้ออกห่าง จากสิ่งที่คุณชอบ ณ ตอนที่คุณเป็นเด็ก ด้วยเหตุผลที่ว่า คุณไม่มีทางทำมาหากินได้จากวิชาความรู้ที่คุณชอบได้ จริงรึเปล่าครับ ไม่ต้องเรียนดนตรีหรอก โตขึ้นจะเป็นนักดนตรีไม่ได้นะ ไม่ต้องเีรียนศิลปะหรอก โตขึ้นไม่ได้จะเป็นศิลปินเสียหน่อย คำแนะนำเหล่านี้ ณ ตอนนี้เราพลแล้วว่าเป็นความคิดที่ผิด โลกเราตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงการปฏิวัติ ถัดมาคือความสามารถในด้านวิชาการ ที่มีผลเป็นอย่างมาก กับมุมมองของพวกเราในเรื่องของสติปัญญา นั่นเป็นเพราะว่ามหาวิทยาลัยได้ออกแบบระบบการศึกษาจากภาพลักษณ์ของตัวมันเอง ลองนึกดูซิครับว่า ระบบการศึกษาสาธารณะทุกที่ในโลกนี้ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ ในการเข้าสู่มหาวิทยาลัย และผลก็คือ มีหลายคนที่้ มีพรสวรรค์ มีความสามารถเฉพาะตัว เก่ง และมีความสร้างสรรค์ กลับคิดว่าพวกเขาไม่มีความสามารถอะไรเลย เพียงเพราะว่า พวกเขาเรียนไม่เก่ง ไม่มีใครมองเห็นคุณค่า แล้วกลับถูกมองว่าผิดปกติ ผมว่า เราไม่ควรปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปนะครับ
12:07 ด้วยข้อมูลจากองค์กรยูเนสโก้ ภายใน 30 ปี จากนี้ ทั่วโลกจะมีคนจบการศึกษา มากกว่าจำนวนคนทั้งหมด ณ จุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ จะมีคนจำนวนมากขึ้น แล้วก็มีสิ่งต่างๆ ที่เราได้พูดถึงก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี และการเปลี่ยนรูปร่างของมันที่มีผลต่อ งาน และลักษณะโครงสร้างของประชากร และจำนวนของประชากรที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศา่ล ถึงตอนนั้น การมีปริญญาจะไ่ม่มีความหมายอีกต่อไป จริงไหมครับ ตอนที่ผมเป็นนักศึกษา ตอนนั้นถ้าคุณมีปริญญา คุณก็จะมีงานทำ แล้วถ้าหากคุณไม่มีงานทำ นั่นเป็นเพราะว่าคุณไม่ต้องการมัน แล้วจริงๆ แล้วผมก็ไม่อยากได้มันหรอกครับ (หัวเราะ) แต่คนรุ่นใหม่ที่ีมีปริญญาตอนนี้ หลายคนกลับไปอยู่บ้าน แล้วยังคงเล่นวีดีโอเกมส์ เพราะคุณต้องมีปริญญาโท เพื่อขยับจากงานเก่าที่ต้องการคนจบปริญญาตรี แล้วตอนนี้คุณก็ต้องมีปริญญาเอกเพื่ีอให้ได้อีกงานหนึ่ง มันเป็นกระบวนการเฟ้อของการศึกษา และมันชี้ให้เป็นว่าโครงสร้างของการศึกษา ได้มีการเปลี่ยนแปลงแล้วในช่วงชีวิตของพวกเรา เราจึงจำเป็นต้องคิดใหม่ เกี่ยวกับมุมมองของเราในเรื่องของสติปัญญา
12:55 เรารู้อยู่ 3 อย่างเกี่ยวกับสติปัญญา สิ่งแรกคือมันหลากหลาย เรามองโลกในมุมมองที่หลากหลาย จากสิ่งที่เราได้ประสบ เราคิดจากสิ่งที่เห็น จากสิ่งที่ได้ยิน จากการลงมือทำ เราคิดในแบบที่เป็นนามธรรม เราคิดในการเคลื่อนไหว สิ่งที่สองคือ สติปัญญานั้นมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ถ้าคุณมองการปฏิสัมพันธ์ในเซลล์ต่างๆ ของสมอง จากที่เราได้ฟังจากหลายการนำเสนอเมื่อวานนี้ สติปัญญาเป็นการปฏิสัมพันธ์ที่มหัศจรรย์ สมองของเราไม่ได้ถูกแบ่งออกเป็นชิ้นส่วนต่างๆ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ที่ผมนิยามไว้ว่า เป็นกระบวนการ ในการสร้างให้เกิดแนวความคิดที่เป็นต้นฉบับ ที่มีคุณค่า หลายครั้งมันไม่ได้มาจากการปฏิสัมพันธ์ ของการมองสิ่งต่างๆ ในรูปแบบที่ต่างกันไป
13:32 สมองนั้นถูกออกแบบ ให้มีการประสานกันของเส้นประสาท ที่ได้หลอมรวมสมองทั้งสองส่วน เรียกว่า Corpus Collosum ซึ่งในผู้หญิงนั้นพบว่าจะมีความหนากว่าผู้ชาย ซึ่งก็เป็นไปตามที่ เฮเลน ได้พูดไว้เมื่อวานนี้ ผมคิดว่า มันคือเหตุผลว่าทำไมผู้หญิงจึงสามารถทำงานหลายอย่างพร้อมๆ กันได้ดีกว่าผู้ชาย เพราะว่าพวกคุณเก่งกว่าจริงๆ ใช่มั๊ย มีงานวิจัยสนับสนุนความคิดนี้มากมายเลยครับ แต่ผมรู้ได้จากชีวิตของผมเอง ถ้าหากภรรยาของผมทำอาหารที่บ้าน โชคดีครับที่เธอไม่ได้ทำมันบ่อยนัก (หัวเราะ) เธอทำอาหารบางจานอร่อยนะครับ เอาเป็นว่า ถ้าภรรยาผมทำอาหาร เธอสามารถคุยโทรศัพท์ คุยกับลูกๆ พร้อมกับทาสีผนังไปด้วย ให้ผ่าตัดหัวใจไปด้วยก็ยังได้ แต่ถ้าตอนผมทำอาหาร ประตูครัวจะถูกปิด เด็กๆ จะต้องออกไปข้างนอก หูโทรศัพท์ต้องยกออก ถ้าภรรยาผมเข้ามาในครัว ผมจะรำคาญมาก ผมจะบอกว่า เทอรี่ ได้โปรดเถอะ ขอเวลาส่วนตัวหน่อยได้ไหม ผมกำลังทอดไข่ดาวอยู่นะ คุณเคยได้ยินคำพูดนี้รึเปล่า ถ้าต้นไม้ต้นหนึ่งในป่าล้มลง แล้วไม่มีใครได้ยิน เรายังคิดว่ามันเกิดขึ้นจริงรึเปล่า จำเรื่องต้น Chestnut ต้นนั้นได้ไหมครับ เมื่อเร็วๆ นี้ ผมเห็นเสื้อยืดตัวหนึ่งสกรีนคำว่า "ถ้าชายคนหนึ่งบอกความในใจของเขาในป่า และไม่มีผู้หญิงคนไหนได้ยิน เขาจะยังผิดรึเปล่า?" (หัวเราะ)
14:51 เอาล่ะครับ มาถึงลักษณะที่ 3 ของความฉลาด ซึ่งก็คือ มันมีความเป็นแตกต่างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ตอนนี้ผมกำลังเขียนหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง ชื่อว่า Epiphany ซึ่งเนื้อหานำมาจาก บทสัมภาษณ์บุคคลหลายๆ ท่าน เกี่ยวกับการค้นพบ ความสามารถพิเศษของพวกเขา ผมหลงไหลกับวิธีการที่คนเหล่านั้นก้าวมาถึงจุดที่พวกเขายืนอยู่ แนวคิดของหนังสือนี้ มาจากการที่ผมได้พูดคุย กับผู้หญิงที่วิเศษคนหนึ่ง ซึ่งคนส่วนใหญ่ อาจจะไม่รู้จัก เธอคนนั้นชื่อ จิลเลี่ยน ลินน์ ครับ คุณเคยได้ยินชื่อเธอมาบ้างรึเปล่า? บางคน ณ ที่นี้รู้จักนะครับ เธอเป็นนักออกแบบท่าเต้นครับ ทุกคนจะต้องรู้จักผลงานของเธอ เธอทำละครเวทีเรื่อง Catz และ Phantom of the Opera ครับ เธอเยี่ยมมากเลย ผมเคยเป็นกรรมการบริหารของ Royal Ballet ในประเทศอังกฤษ พอจะเดาออกไหมครับ เอาล่ะ วันหนึ่งผมกับจิลเลี่ยนทานอาหารกลางวันด้วยกัน ผมถามเธอว่า "จิลเลี่ยน คุณมาเป็นนักเต้นได้อย่างไร" เธอตอบว่า ตอนที่เธอเป็นนักเรียน การเรียนของเธอย่ำแย่มาก ตอนนั้นก็ยุค 30s ครับโรงเรียนของเธอ ส่งจดหมายถึงคุณพ่อคุณแม่ของเธอ ในนั้นเขียนว่า "เราคิดว่าจิลเลี่ยนมีปัญหาในการเรียนรู้" เธอไม่สามารถมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งใดได้ ผมคิดว่าถ้าเป็นสมัยนี้ เราเรียกอาการนี้ว่า เธอเป็นโรคสมาธิสั้น ว่าไหมครับ แต่ในยุค 1930s โรคสมาธิสั้นยังไม่ถูกค้นพบ มันก็เลยไม่ได้เป็นอาการที่คนจะเลือกเป็นกันได้ (หัวเราะ) คนก็เลยไม่ทราบว่าพวกเขาอาจจะมีปัญหาเรื่องนี้
15:50 จิลเลี่ยนก็ได้ไปพบผู้เชี่ยวชาญ กับคุณแม่ของเธอ เธอนั่งอยู่ที่เก้าอี้ที่อยู่ด้านหนึ่ง เธอนั่งทับมือเธอไว้ 20 นาที ในระหว่างที่ผู้เชี่ยวชาญคนนี้คุยกับคุณแม่ของเธอ เกี่ยวกับปัญหาของจิลเลี่ยนที่โรงเรียนว่า เธอรบกวนเด็กคนอื่นๆ เธอส่งการบ้านสายเสมอ เด็กอายุ 8 ขวบ เท่านั้นครับ ในตอนสุดท้าย คุณหมอท่านนี้ก็เดินมานั่งข้างๆ จิลเลี่ยน แล้วเขาก็บอกกับจิลเลี่ยนว่า หมอได้ฟังเรื่องต่างๆ ของหนูจากคุณแม่แล้วนะจ๊ะ หมอต้องขอคุยกับคุณแม่เป็นการส่วนตัวเสียหน่อย รอพวกเราอยู่ในห้องนี้สักพักนะจ๊ะ เราจะไปไม่นานหรอก แล้วคุณหมอ กับคุณแม่ของเธอก็เดินออกไปจากห้อง ก่อนที่คุณหมอจะออกไปจากห้อง เขาก็เปิดวิทยุ ที่อยู่บนโต๊ะทำงานของเขา เมื่อพวกเขาอยู่ข้างนอก คุณหมอก็พูดกับคุณแม่ของจิลเลี่ยนว่า คอยยืนดูจิลเลี่ยนอยู่ตรงนี้นะครับ และตั้งแต่เมื่อคุณหมอและคุณแม่ของเธอออกจากห้องไป จิลเลี่ยนบอกว่าเธอก็ลุกขึ้นยืน แล้วก็เต้นไปตามเสียงเพลง คุณหมอกับคุณแม่มองเธออยู่จากด้านนอกประมาณ 2-3 นาที คุณหมอก็หันไปบอกกับคุณแม่ของเธอว่า คุณนายลินน์ครับ จิลเลี่ยนไม่ได้ป่วยหรอกครับ เธอเป็นนักเต้นต่างหาก ส่งเธอไป โรงเรียนสอนเต้นรำเถอะ
16:50 ผมถามจิลเลี่ยนว่า แล้วจากนั้นเกิดอะไรขึ้น จิลเลี่ยนบอกว่า แม่ส่งฉันไปค่ะ ฉันบรรยายไม่ถูกเลยว่ามันมหัศจรรย์ขนาดไหน เราเดินเข้าไปในห้องที่เต็มไปด้วย คนที่เหมือนๆ กับฉัน คนที่อยู่เฉยๆ ไม่ได้ คนที่ต้องขยับตัวตลอดเวลาเพื่อคิด ที่นั่นสอนเต้นบัลเล่ต์ แท๊บ แจ๊ส การเต้นสมัยใหม่ และแบบร่วมสมัย เธอได้ไปคัดเลือกตัวที่ Royal Ballet School แล้วเธอก็ได้เป็นนักเต้นเดี่ยว มีอาชีพวิเศษ ที่คณะ Royal Ballet แล้วเธอก็เรียนจบ จาก The Royal Ballet School จากนั้น เธอก็เปิดบริษัทสอนเต้นรำของตัวเอง ชื่อ The Gillian Lynne Dance Company เธอได้เจอกับ แอนดรู ลอยด์ เว๊บเบอร์ (ผู้สร้าง Phantom of the Opera) เธอได้ร่วมงานกับเขา และมีส่วนร่วม กับละครเพลงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด ในประประวัติศาสตร์ เธอได้ให้ความสุขกับคนนับล้าน เธอกลายเป็นมหาเศรษฐี ถ้าเธอไม่ได้เจอคุณหมอคนนั้น เธออาจได้รับยา แล้วก็บอกให้เํธออยู่นิ่งๆ สงบสติอารมณ์
17:38 เอาล่ะ ทีนี้ผมคิดว่า (เสียงปรบมือ) มาถึงเรื่องที่ อัล กอร์ พูดเมื่อคืนก่อน เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และที่ Rachel Carson กล่าวถึงเรื่องของวิวัฒนาการ ผมเชื่อว่า สิ่งเดียวที่เราสามารถฝากอนาคตของเราไว้ได้คือ แนวความคิดเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของมนุษย์ เราจะต้องเริ่มต้นในการปรับเปลี่ยนวิธีการคิด เกี่ยวกับสามารถอันมหาศาลของความสามารถของมนุษย์ ระบบการศึกษาของเราได้ปลูกฝังความคิดของเราในรูปแบบที่ เราใช้ทรัพยากรของเราเพื่อให้ได้มาเพียงผลผลิตบางอย่าง ที่ในอนาคตจะไม่สามารถตอบสนองความต้องการของเราได้ เราจะต้องคิดใหม่ เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานหลัก ในการให้การศึกษาแก่ลูกหลานของเรา ผมขอยกคำพูดหนึ่งของ Jonas Salk ที่ว่า ถ้าพวกแมลงทั้งหมดหายไปจากโลกนี้ ภายใน 50 ปี ทุกชีวิตบนโลกก็จะสิ้นไป แต่หากมนุษย์หายไปจากโลกนี้ ภายใน 50 ปี สิ่งมีชีวิตทุกชนิดก็จะขยายเผ่าพันธุ์ได้สมบูรณ์ เขาพูดถูกนะครับ
Read more ...
สวัสดีครับ เป็นอย่างไรกันบ้าง? เยี่ยมไปเลยใช่มั้ยล่ะครับ? (มีสัมมนาก่อนหน้านี้ -- ผู้แปล) ผมน่ะ ประทับใจมากเลย ผมก็เลยจะกลับแล้วล่ะ (เสียงหัวเราะ) เห็นด้วยไหมครับว่ามีแนวคิดอยู่ 3 รูปแบบ ในการสัมนาครั้งนี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ สิ่งที่ผมกำลังจะพูดถึงต่อไป เรื่องแรกคือ หลักฐานที่มหัศจรรย์เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ ในการนำเสนอทั้งหมดที่เราได้รับทราบมา และในตัวของทุกๆ ท่าน ที่อยู่ ณ ที่นี้ มันช่างหลากหลาย และกว้างไกลเหลือเกินครับ และเรื่องที่สองก็คือ ความคิดสร้างสรรค์ได้นำพวกเราไปสู่ที่แห่งหนึ่ง ที่เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ในอนาคต ไม่รู้เลยจริงๆ ว่ามันจะเป็นอย่างไร
0:56 ผมมีความสนใจในเรื่องการศึกษา ที่จริงแล้ว ผมพบว่า ทุกๆ คน มีความสนใจในเรื่องของการศึกษา จริงไหมครับ น่าสนใจนะครับ สมมติว่าคุณอยู่ในงานเลี้ยงอาหารค่ำ แล้วคุณพูดว่า คุณทำงานด้านการศึกษา ทั้งที่จริง ถ้าคุณทำงานในแวดวงการศึกษา คุณจะไม่ค่อยได้อยู่ในงานเลี้ยงอาหารค่ำบ่อยนักหรอก (หัวเราะ) คือว่าคุณจะไม่ได้รับเชิญตั้งแต่แรกน่ะ ประหลาดนะครับ คุณไม่แย้งผมด้วย เอาเป็นว่าถ้าคุณได้รับเชิญไปงาน แล้วคุยกับคนอื่นๆ ในงาน เกิดมีคนถามคุณว่า "คุณทำงานอะไร" แล้วคุณตอบว่า ผมทำงานด้านการศึกษา คุณจะเห็นว่า หน้าพวกเขาจะซีดลงทันที พวกเค้าจะคิดในใจว่า โธ่ ซวยจริง ๆ ทำไมต้องเป็นฉันด้วย ค่ำคืนแห่งอิสระภาพของฉันในอาทิตย์นี้ (หัวเราะ) แต่ถ้าคุณถามเกี่ยวกับการศึกษาของพวกเขา เค้าจะตอบมาเป็นฉากๆ เลยครับ เพราะว่าการศึกษา เป็นเรื่องที่คนยึดถืออย่างลึกซึ้ง จริงไหมครับ? เหมือนกับเรื่องของศาสนา ความร่ำรวย และอีกหลายๆ เรื่อง ผมมีความสนใจอย่างมากในเรื่องของการศึกษา และผมคิดว่าทุกคนก็คงเหมือนกัน พวกเราสนใจมัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่า การศึกษา คือสิ่งที่ จะนำเราไปสู่อนาคตที่เราคาดไม่ถึง ลองคิดดูซิครับ เด็กที่เริ่มเข้าโรงเรียนในปีนี้ (2006) จะเกษียณอายุในปี 2065 ไม่มีใครรู้เลยครับ แม้แต่บรรดาผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายที่มาร่วมในการสัมนาช่วง 4 วันที่ผ่านมา ไม่รู้เลยครับว่าโลกจะเป็นอย่างไร แม้แต่ในอีก 5 ปีข้างหน้า และพวกเรานั่นแหละที่จะต้อง สอนเด็กๆ ให้รับมือกับสิ่งที่จะมาถึง ดังนั้น ผมคิดว่าความยากที่จะคาดเดานั้น มันยิ่งใหญ่เหลือเกิน
2:24 และแนวคิดสุดท้าย แนวคิดที่สามก็คือ พวกเราทุกคนเห็นด้วย ใช่ไหมครับว่า เด็กๆ มีความสามารถที่วิเศษ ความสามารถของพวกเขาในเรื่องของนวัตกรรม ดูจากเด็กหญิง Sirena เมื่อคืนนี้ซิครับ เธอเป็นสาวน้อยมหัศจรรย์จริงๆ ใช่มั๊ยครับ ในสิ่งที่เธอสามารถทำได้ เธอทำได้เยี่ยมไปเลยครับ แต่ผมก็ยังคิดว่าเธอคงไม่ได้ เก่งไปทั้งหมดในเรื่องของวัยเด็ก แต่สิ่งที่พวกเราได้เห็นคือ คนที่มีความมุ่งมั่นเป็นเลิศ คือคนที่หาความสามารถเฉพาะตัวของตนเองเจอ ข้อโต้แย้งของผมก็คือ ผมคิดว่า เด็กทุกคน มีความสามารถเฉพาะตัว แต่พวกเรากลับทำลายมันอย่างน่าเสียดาย ดังนั้น วันนี้ ผมอยากจะพูดถึง การศึกษา และ ความคิดสร้างสรรค์ ความคิดที่ผมต้องการนำเสนอคือ ความคิดสร้างสรรค์นั้นมีความสำคัญในด้านการศึกษาพอๆ กับการรู้หนังสือ และเราควรที่จะให้ความสำคัญกับมันอย่างเท่าเทียมกัน (เสียงปรบมือ) ขอบคุณครับ อันที่จริงก็เท่านั้นล่ะครับ ขอบคุณมากครับ (หัวเราะ) เอาล่ะ เหลืออีก 15 นาที อืม ตอนที่ผมเกิด....ไ่ม่ล่ะ (หัวเราะ)
3:28 เมื่อไม่นานมานี้ผมได้ยินเรื่องๆ หนึ่ง ที่ผมชอบที่จะเล่าต่อให้กับคนอื่นๆ ฟัง มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็กผู้หญิงอายุ 6 ขวบ คนหนึ่งในชั่วโมงศิลปะ เธอนั่งวาดรูปอยู่หลังห้อง คุณครูของเธอบอกว่า เด็กผู้หญิงคนนี้ไม่เคยให้ความสนใจในสิ่งใดๆ เลย นอกจากในชั่วโมงศิลปะของวันนี้ คุณครูรู้สึกประหลาดใจมาก จึงเดินเข้าไปหาเด็กน้อย แล้วถามเธอว่า "หนูกำลังวาดอะไรอยู่จ๊ะ" เด็กน้อยตอบว่า "หนูกำลังวาดรูปของพระเจ้าค่ะ" แล้วคุณครูก็ถามต่อว่า "แต่ว่าไม่มีใครรู้นะจ๊ะว่าพระเจ้าหน้าตาเป็นยังไง" เด็กผู้หญิงคนนั้นก็ตอบว่า "อีกแป๊บนึงพวกเค้าก็จะรู้แล้วล่ะค่ะ" (หัวเราะ)
4:03 ตอนที่ลูกชายของผมอายุ 4 ขวบ ในอังกฤษ อืม อันที่จริงแล้วเขาก็อายุ 4 ขวบ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนแหละครับ (หัวเราะ) ถ้าจะพูดให้ถูกต้องแล้ว ไม่ว่าเขาจะไปที่ไหนในปีนั้น เขาก็อายุ 4 ขวบ เขาได้ร่วมแสดงในการแสดงเกี่ยวกับวันประสูติของพระเยซู คุณจำเรื่องราวได้ไหมครับ มันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากนะครับ เมล กิ๊บสัน ถึงขั้นทำภาคต่อเลยทีเดียว คุณคงเคยได้ชมแล้ว "กำเนิดพระเยซู ภาค 2" เจมส์ ลูกชายของผม ได้เล่นเป็น โจเซฟ ซึ่งพวกเราตื่นเต้นกันมาก เราถือว่านี่เขาเป็นหนึ่งในนักแสดงนำเลยทีเดียว ตอนไปดูเรายกทีมกันใส่เสื้อยืดที่สกรีนว่า "เจมส์ โรบินสัน เป็น โจเซฟ" (หัวเราะ) เขาไม่มีบทพูดเลยครับ แต่คุณก็คงรู้ว่าเค้าบทเป็นอย่างไร ตอนที่กษัตริย์ 3 พระองค์ เดินทางมาถึง พวกเขานำของขวัญมาด้วย ซึ่งได้แก่ ทอง ยางสนที่มีกลิ่นหอม และ น้ำมันหอม เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงครับ พวกเรานั่งดูอยู่ที่นั่น ผมคิดว่าเกิดการผิดคิวกันเกิดขึ้น เพราะว่าเราคุยกับเด็กผู้ชายคนหนึ่งหลังจากที่ตัวละครเดินเข้ามาบนเวที เราถามเขาว่า "หนูว่านี่โอเคมั๊ย" เด็กน้อยตอบว่า "ครับ ทำไมเหรอครับ?" "มีอะไรผิดปกติเหรอครับ" พวกเขาแค่ยืนสลับที่กัน อย่างไรก็ตาม เด็กชายสามคนเดินเข้ามาบนเวที เด็กอายุ 4 ขวบ ที่มีผ้าเช็ดจานวางอยู่บนศีรษะ แล้วพวกเขาก็วางกล่องของขวัญลง เด็กชายคนแรกพูดว่า "ข้านำทองมาให้เจ้า" เด็กชายคนที่สองพูดว่า "ข้านำน้ำมันหอม มาให้เจ้า" แล้วเด็กชายคนสุดท้ายก็พูดว่า "อันนี้แฟรงค์ส่งมา" (หัวเราะ เพราะศัพท์ที่ควรพูดคือ Frankincense)
5:22 ทั้งสองเรื่องที่ผมเล่ามา มีสิ่งที่เหมือนกันคือ เด็กทุกคนกล้าที่จะลอง ถึงพวกเขาจะไม่รู้ พวกเขาก็จะลองดู จริงไหมครับ? เด็กไม่กลัวที่จะทำผิดพลาด เอาล่ะ แต่นี่ผมไม่ได้หมายความว่าการทำผิดพลาด เป็นสิ่งเดียวกันกับการมีความคิดสร้างสรรค์นะครับ แต่เราทุกคนทราบว่า ถ้าหากเราไม่พร้อมยอมรับกับการกระทำที่ผิดพลาด เราจะไม่มีวันสร้างสรรค์สิ่งที่แปลกใหม่ขึ้นมาได้ ถ้าเราไม่พร้อมยอมรับกับการทำผิดพลาด และรู้ไหมครับว่าเมื่อเวลาที่เด็กๆ โตเป็นผู้ใหญ่ เด็กส่วนใหญ่สูญเสียความสามารถในการยอมรับความผิดพลาด พวกเขาจะกลายเป็นมีความเกรงกลัวต่อการทำผิดพลาด คิดดูซิ พวกเราบริหารบริษัทแบบนี้ แบบที่เราทำให้การทำผิดพลาดเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย และตอนนี้ เราก็บริหารระบบการศึกษาแบบที่ยอมรับความผิดพลาดไม่ได้ด้วย การทำผิด กลายเป็นเรื่องเลวร้ายที่สุด ที่คุณจะสามารถทำได้ ดังนั้น ผลของมันก็คือ เรากำลังให้การศึกษาแก่คน เพื่อให้ละทิ้ง ความสามารถในด้านความคิดสร้างสรรค์ ครั้งหนึ่ง ปิกัสโซ่ (ศิลปินด้านการวาดภาพ) เคยกล่าวไว้ว่า เด็กทุกคนเกิดมาเป็นศิลปิน ปัญหาก็คือ จะทำอย่างไรให้ความเป็นศิลปินนั้นยังคงอยู่เมื่อเราโตเป็นผู้ใหญ่ ผมเชื่ีอเป็นอย่างยิ่งว่า พวกเราไม่ได้มีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นตามการเจริญเติบโต แต่พวกเรากลับมีลดน้องถอยลง ตามอายุที่มากขึ้น หรืออาจจะพูดได้ว่า พวกเราได้รับการศึกษาให้มีความถดถอยด้านความคิดสร้างสรรค์ มันเป็นอย่างนี้ไปได้อย่างไรล่ะ?
6:21 ผมอาศัยอยู่ที่เมือง Stratford-on- Avon เมื่อ 5 ปีก่อน หลังจากนั้น ครอบครัวเราก็ได้ย้ายย้ายจาก Stratford มาที่ Los Angeles ลองจินตนาการดูซิครับว่า มันเป็นการเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือขนาดไหน (หัวเราะ) จริงๆ แล้ว พวกเราอยู่ในเมืองที่เรียกว่า Snitterfield ซึ่งอยู่ในรอบนอกของ Stratford มันเป็นสถานที่ที่ เป็นบ้านเกิดของคุณพ่อของ Shakespeare คุณได้ยินอย่างนี้เกิดความคิดอย่างหนึ่งขึ้นรึเปล่า? ผมเป็นนะ คุณไม่เคยคิดว่า Shakespeare มีพ่อใช่ไหมครับ จริงไหม คุณคงไม่เคยคิดถึงว่า Shakespeare ตอนเป็นเด็ก ใช่ไหมครับ? Shakespeare อายุ 7 ขวบ เหรอ? ผมไม่เคยคิดถึงหรอก แต่จริงๆ แล้ว ณ ช่วงเวลาหนึ่ง เขาเคยอายุ 7 ขวบ เขาเคยเรียนอยู่ในวิชาภาษาอังกฤษของครูสักคนหนึ่ง ใชไหมครับ? มันจะน่ารำคาญสักแค่ไหนน๊า? (หัวเราะ) ครูของเขาคงจะเขียนรายงานผลการเรียนว่า"ต้องพยายามมากกว่านี้" หรืออย่างตอนที่พ่อของ Shakespeare ส่งเขาเข้านอน "ไปนอนได้แล้ว" "วางดินสอลง แล้วก็หยุดพูดแบบนี้ซะที มันทำให้คนอื่นเค้าสับสนกันไปหมด" (หัวเราะ)
7:34 เอาล่ะครับ กลับมาเข้าเรื่อง ก็คือครอบครัวของผมย้ายจากเมือง Stratford มาที่ Los Angeles ที่ผมอยากจะเล่าเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือ ลูกชายของผมไม่อยากย้ายมาเลย ผมมีลูกสองคนครับ ลูกชายตอนนี้อายุ 21 ส่วนลูกสาวอายุ 16 เจ้าลูกชายผมเค้าไม่อยากย้ายไป Los Angeles จริงๆ เขาชอบเมืองนี้นะครับ แต่ว่า ณ ตอนนั้น เขามีแฟนอยู่ในอังกฤษ ชื่อ ซาร่าห์ รักเดียวของเขาเลยล่ะครับ เขารู้จักเธอมาได้ประมาณเดือนนึง แต่จะว่าไป อาจจะเรียกได้ว่าพวกเขาเหมือนแต่งงานกันมาแล้วครบ 4 ปี เพราะว่าการคบกับใครได้ 1 เดือนสำหรับเด็กอายุ 16 แล้ว มันเหมือนเป็นระยะเวลายาวนาน ดังนั้น ลูกชายผมจึงเสียใจมากตอนที่อยู่บนเครื่อง เขาบอกว่า "ผมคงไ่ม่มีทางเจอผู้หญิงอย่างซาร่าห์อีกแล้ว" จริงๆ แล้ว ผมกับภรรยา ดีใจครับที่เป็นแบบนั้น เพราะว่า ซาร่าห์ คือเหตุผลหลักที่เราตัดสินใจย้ายออกจากอังกฤษ (หัวเราะ)
8:24 แต่การย้ายมาอเมริกาทำให้เราฉุกคิดครับ เมื่อคุณได้ท่องเที่ยวมาแล้วทั่วโลก คุณจะพบว่า ระบบการศึกษา ทุกที่บนโลกนี้ มีืการจัดระดับของวิชาต่าง ๆ แบบเดียวกัน ทุกที่เลยครับ ไม่ว่าคุณจะไปที่ไหน คุณอาจคิดว่ามันน่าจะต่างกัน แต่มันไม่ใช่แบบนั้นเลยครับ ระดับบนสุดก็คือ คณิตศาสตร์ และ ภาษา จากนั้ืนก็มนุษยศาสตร์ และล่างสุดคือศิลปะ เป็นแบบนี้ทั้งโลกเลยครับ และเป็นแบบนี้ในทุกระบบด้วยครับ นอกจากนี้ข้างในสาขาศิลปะเองก็ยังแบ่งออกเป็นระดับต่างๆ ในสถานศึกษา จิตรกรรม และ ดนตรี จะมีสถานะที่สูงกว่า การแสดง และการเต้นรำ ไม่มีระบบการศึกษาใดเลยในโลกนี้ ที่เราสอนให้เด็กๆ เต้นรำ ทุกวัน เหมือนกับที่เราสอนคณิตศาสตร์ ทำไมล่ะครับ ทำไมเราถึงไม่ทำอย่างนั้น ผมว่าเรื่องนี้สำคัญมากทีเดียว ใช่ครับ ผมยอมรับว่าความรู้ด้านคณิตศาสตร์นั้นสำคัญ แต่ผมว่าการเต้นก็สำคัญเหมือนกัน เด็กๆ เต้นตลอดเวลา ถ้าพวกเขาได้รับอนุญาต พวกเราก็มีร่างกายด้วยกันทั้งนั้นใช่ไหมครับ ผมไม่ได้พลาดอะไรไปใช่ไหม (หัวเราะ) จริงๆ นะครับ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เมื่อเด็กๆ โตขึ้นๆ พวกเราก็ค่อยๆ สอนเด็กเหล่านั้น ให้ใช้ความสามารถตั้งแต่เอวขึ้นไป แล้วเราก็เน้นเฉพาะการใช้สมอง และค่อนข้างจะไปทางซีกหนึ่งของสมองด้วย
9:21 ถ้าหากคุณเป็นมนุษย์ต่างด้าวแล้วได้เข้าไปเยี่ยมชมงานด้านการศึกษา เพื่อตอบคำถามว่า "การศึกษา มีไว้เพื่ออะไร?" คุณคงจะได้ข้อสรุป จากการพิจารณาจากผลผลิตที่ออกมา จากคนที่ได้รับผลประโยชน์จากมัน คนที่ทำในสิ่งที่คิดว่าสมควรทำ คนที่ประสบความสำเร็จ คุณน่าจะได้ข้อสรุปว่า วัตถุประสงค์ ของการศึกษา ของทั้งโลกใบนี้ คือ การผลิตอาจารย์มหาวิทยาลัย ว่ามั๊ยครับ พวกเขาเหล่านั้น คือ คนที่อยู่อันดับต้นๆ ของการจัดอันดับครับ ผมก็เคยอยู่ในคนกลุ่มนั้นครับ เป็นยังไงล่ะ (หัวเราะ) ผมชอบอาจารย์มหาวิทยาลัยนะครับ แต่ผมว่า เราไม่ควรยกย่องพวกเขาว่าเป็นบุคคลที่ยอดเยี่ยมที่สุด พวกเขาก็แค่สิ่งมีชีวิตกลุ่มหนึ่งเท่านั้นครับ ที่ค่อนข้างจะมีความช่างคิด ช่างสงสัย และผมพูดอย่างนี้โดยไม่คิดถึงความชื่นชมที่มีต่อพวกเขานะครับ จากประสบการณ์ที่ผมมี มีบางอย่างน่าสนใจเกี่ยวกับบรรดาศาสตราจารย์เหล่านี้ครับ ไม่ใ่ช่ทุกคนนะครับ แค่บางคน ที่ีมีชีวิตอยู่แต่กับความคิดในหัวของตัวเอง อยู่อย่างนั้นเลยครับ แล้วค่อนข้างไปทางสมองซีกหนึ่ง พวกเขาไม่สนใจร่างกายของพวกเขาหรอกครับ พวกเขามองว่าร่างกายนั้น ก็เป็นเพียงแค่สิ่งที่ทำให้ศีรษะของพวกเขาเคลื่อนที่ไปยังสถานที่ต่างๆ ได้ (หัวเราะ) ร่างกายก็เป็นแค่สิ่งที่พาศีรษะของเขาไปประชุม ถ้าคุณอยากเห็นหลักฐานเกี่ยวกับประสบการณ์การละทิ้งร่างกาย ลองไปเข้าร่วมงานสัมนาของอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยซิครับ บรรดาผู้มีคุณวุฒิทางการศึกษา ไปงานเต้นรำในคืนสุดท้ายของการสัมนานะครับ (หัวเราะ) ณ ที่นั่น คุณจะได้เห็น ชาย หญิง ที่โตแล้ว ขยับแข้ง ขยับขา แบบไม่เข้าจังหวะเอาเสียเลยครับ อยู่จนงานเลิก แล้วไปเขียนบนความเกี่ยวกับเรื่องนั้นนะครับ
10:58 ทีนี้ ระบบการศึกษาของเราเกิดจากความคิดเกี่ยวกับความสามารถทางวิชาการ แ่ต่มันก็มีเหตุผลจากว่า ระบบนี้ในทั่วโลก ถูกสร้างขึ้นในช่วง ก่อนศตวรรษที่ 19 ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีระบบการศึกษาสาธารณะเกิดขึ้นเลยครับ มันถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อ ตอบสนองความต้องการในยุค การปฏิวัติอุตสาหกรรม ดังนั้น อันดับ ความสำคัญของวิชาต่างๆ ถูกจัดโดยพิจารณาจาก 2 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยแรก วิชาที่มีประโยชน์กับลักษณะงานที่มีอยู่ในยุคนั้นมากที่สุด จะถูกจัดไว้สูงสุด ดังนั้น คุณจะได้รับการชี้นำให้ออกห่าง จากสิ่งที่คุณชอบ ณ ตอนที่คุณเป็นเด็ก ด้วยเหตุผลที่ว่า คุณไม่มีทางทำมาหากินได้จากวิชาความรู้ที่คุณชอบได้ จริงรึเปล่าครับ ไม่ต้องเรียนดนตรีหรอก โตขึ้นจะเป็นนักดนตรีไม่ได้นะ ไม่ต้องเีรียนศิลปะหรอก โตขึ้นไม่ได้จะเป็นศิลปินเสียหน่อย คำแนะนำเหล่านี้ ณ ตอนนี้เราพลแล้วว่าเป็นความคิดที่ผิด โลกเราตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงการปฏิวัติ ถัดมาคือความสามารถในด้านวิชาการ ที่มีผลเป็นอย่างมาก กับมุมมองของพวกเราในเรื่องของสติปัญญา นั่นเป็นเพราะว่ามหาวิทยาลัยได้ออกแบบระบบการศึกษาจากภาพลักษณ์ของตัวมันเอง ลองนึกดูซิครับว่า ระบบการศึกษาสาธารณะทุกที่ในโลกนี้ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ ในการเข้าสู่มหาวิทยาลัย และผลก็คือ มีหลายคนที่้ มีพรสวรรค์ มีความสามารถเฉพาะตัว เก่ง และมีความสร้างสรรค์ กลับคิดว่าพวกเขาไม่มีความสามารถอะไรเลย เพียงเพราะว่า พวกเขาเรียนไม่เก่ง ไม่มีใครมองเห็นคุณค่า แล้วกลับถูกมองว่าผิดปกติ ผมว่า เราไม่ควรปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปนะครับ
12:07 ด้วยข้อมูลจากองค์กรยูเนสโก้ ภายใน 30 ปี จากนี้ ทั่วโลกจะมีคนจบการศึกษา มากกว่าจำนวนคนทั้งหมด ณ จุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ จะมีคนจำนวนมากขึ้น แล้วก็มีสิ่งต่างๆ ที่เราได้พูดถึงก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี และการเปลี่ยนรูปร่างของมันที่มีผลต่อ งาน และลักษณะโครงสร้างของประชากร และจำนวนของประชากรที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศา่ล ถึงตอนนั้น การมีปริญญาจะไ่ม่มีความหมายอีกต่อไป จริงไหมครับ ตอนที่ผมเป็นนักศึกษา ตอนนั้นถ้าคุณมีปริญญา คุณก็จะมีงานทำ แล้วถ้าหากคุณไม่มีงานทำ นั่นเป็นเพราะว่าคุณไม่ต้องการมัน แล้วจริงๆ แล้วผมก็ไม่อยากได้มันหรอกครับ (หัวเราะ) แต่คนรุ่นใหม่ที่ีมีปริญญาตอนนี้ หลายคนกลับไปอยู่บ้าน แล้วยังคงเล่นวีดีโอเกมส์ เพราะคุณต้องมีปริญญาโท เพื่อขยับจากงานเก่าที่ต้องการคนจบปริญญาตรี แล้วตอนนี้คุณก็ต้องมีปริญญาเอกเพื่ีอให้ได้อีกงานหนึ่ง มันเป็นกระบวนการเฟ้อของการศึกษา และมันชี้ให้เป็นว่าโครงสร้างของการศึกษา ได้มีการเปลี่ยนแปลงแล้วในช่วงชีวิตของพวกเรา เราจึงจำเป็นต้องคิดใหม่ เกี่ยวกับมุมมองของเราในเรื่องของสติปัญญา
12:55 เรารู้อยู่ 3 อย่างเกี่ยวกับสติปัญญา สิ่งแรกคือมันหลากหลาย เรามองโลกในมุมมองที่หลากหลาย จากสิ่งที่เราได้ประสบ เราคิดจากสิ่งที่เห็น จากสิ่งที่ได้ยิน จากการลงมือทำ เราคิดในแบบที่เป็นนามธรรม เราคิดในการเคลื่อนไหว สิ่งที่สองคือ สติปัญญานั้นมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ถ้าคุณมองการปฏิสัมพันธ์ในเซลล์ต่างๆ ของสมอง จากที่เราได้ฟังจากหลายการนำเสนอเมื่อวานนี้ สติปัญญาเป็นการปฏิสัมพันธ์ที่มหัศจรรย์ สมองของเราไม่ได้ถูกแบ่งออกเป็นชิ้นส่วนต่างๆ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ที่ผมนิยามไว้ว่า เป็นกระบวนการ ในการสร้างให้เกิดแนวความคิดที่เป็นต้นฉบับ ที่มีคุณค่า หลายครั้งมันไม่ได้มาจากการปฏิสัมพันธ์ ของการมองสิ่งต่างๆ ในรูปแบบที่ต่างกันไป
13:32 สมองนั้นถูกออกแบบ ให้มีการประสานกันของเส้นประสาท ที่ได้หลอมรวมสมองทั้งสองส่วน เรียกว่า Corpus Collosum ซึ่งในผู้หญิงนั้นพบว่าจะมีความหนากว่าผู้ชาย ซึ่งก็เป็นไปตามที่ เฮเลน ได้พูดไว้เมื่อวานนี้ ผมคิดว่า มันคือเหตุผลว่าทำไมผู้หญิงจึงสามารถทำงานหลายอย่างพร้อมๆ กันได้ดีกว่าผู้ชาย เพราะว่าพวกคุณเก่งกว่าจริงๆ ใช่มั๊ย มีงานวิจัยสนับสนุนความคิดนี้มากมายเลยครับ แต่ผมรู้ได้จากชีวิตของผมเอง ถ้าหากภรรยาของผมทำอาหารที่บ้าน โชคดีครับที่เธอไม่ได้ทำมันบ่อยนัก (หัวเราะ) เธอทำอาหารบางจานอร่อยนะครับ เอาเป็นว่า ถ้าภรรยาผมทำอาหาร เธอสามารถคุยโทรศัพท์ คุยกับลูกๆ พร้อมกับทาสีผนังไปด้วย ให้ผ่าตัดหัวใจไปด้วยก็ยังได้ แต่ถ้าตอนผมทำอาหาร ประตูครัวจะถูกปิด เด็กๆ จะต้องออกไปข้างนอก หูโทรศัพท์ต้องยกออก ถ้าภรรยาผมเข้ามาในครัว ผมจะรำคาญมาก ผมจะบอกว่า เทอรี่ ได้โปรดเถอะ ขอเวลาส่วนตัวหน่อยได้ไหม ผมกำลังทอดไข่ดาวอยู่นะ คุณเคยได้ยินคำพูดนี้รึเปล่า ถ้าต้นไม้ต้นหนึ่งในป่าล้มลง แล้วไม่มีใครได้ยิน เรายังคิดว่ามันเกิดขึ้นจริงรึเปล่า จำเรื่องต้น Chestnut ต้นนั้นได้ไหมครับ เมื่อเร็วๆ นี้ ผมเห็นเสื้อยืดตัวหนึ่งสกรีนคำว่า "ถ้าชายคนหนึ่งบอกความในใจของเขาในป่า และไม่มีผู้หญิงคนไหนได้ยิน เขาจะยังผิดรึเปล่า?" (หัวเราะ)
14:51 เอาล่ะครับ มาถึงลักษณะที่ 3 ของความฉลาด ซึ่งก็คือ มันมีความเป็นแตกต่างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ตอนนี้ผมกำลังเขียนหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง ชื่อว่า Epiphany ซึ่งเนื้อหานำมาจาก บทสัมภาษณ์บุคคลหลายๆ ท่าน เกี่ยวกับการค้นพบ ความสามารถพิเศษของพวกเขา ผมหลงไหลกับวิธีการที่คนเหล่านั้นก้าวมาถึงจุดที่พวกเขายืนอยู่ แนวคิดของหนังสือนี้ มาจากการที่ผมได้พูดคุย กับผู้หญิงที่วิเศษคนหนึ่ง ซึ่งคนส่วนใหญ่ อาจจะไม่รู้จัก เธอคนนั้นชื่อ จิลเลี่ยน ลินน์ ครับ คุณเคยได้ยินชื่อเธอมาบ้างรึเปล่า? บางคน ณ ที่นี้รู้จักนะครับ เธอเป็นนักออกแบบท่าเต้นครับ ทุกคนจะต้องรู้จักผลงานของเธอ เธอทำละครเวทีเรื่อง Catz และ Phantom of the Opera ครับ เธอเยี่ยมมากเลย ผมเคยเป็นกรรมการบริหารของ Royal Ballet ในประเทศอังกฤษ พอจะเดาออกไหมครับ เอาล่ะ วันหนึ่งผมกับจิลเลี่ยนทานอาหารกลางวันด้วยกัน ผมถามเธอว่า "จิลเลี่ยน คุณมาเป็นนักเต้นได้อย่างไร" เธอตอบว่า ตอนที่เธอเป็นนักเรียน การเรียนของเธอย่ำแย่มาก ตอนนั้นก็ยุค 30s ครับโรงเรียนของเธอ ส่งจดหมายถึงคุณพ่อคุณแม่ของเธอ ในนั้นเขียนว่า "เราคิดว่าจิลเลี่ยนมีปัญหาในการเรียนรู้" เธอไม่สามารถมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งใดได้ ผมคิดว่าถ้าเป็นสมัยนี้ เราเรียกอาการนี้ว่า เธอเป็นโรคสมาธิสั้น ว่าไหมครับ แต่ในยุค 1930s โรคสมาธิสั้นยังไม่ถูกค้นพบ มันก็เลยไม่ได้เป็นอาการที่คนจะเลือกเป็นกันได้ (หัวเราะ) คนก็เลยไม่ทราบว่าพวกเขาอาจจะมีปัญหาเรื่องนี้
15:50 จิลเลี่ยนก็ได้ไปพบผู้เชี่ยวชาญ กับคุณแม่ของเธอ เธอนั่งอยู่ที่เก้าอี้ที่อยู่ด้านหนึ่ง เธอนั่งทับมือเธอไว้ 20 นาที ในระหว่างที่ผู้เชี่ยวชาญคนนี้คุยกับคุณแม่ของเธอ เกี่ยวกับปัญหาของจิลเลี่ยนที่โรงเรียนว่า เธอรบกวนเด็กคนอื่นๆ เธอส่งการบ้านสายเสมอ เด็กอายุ 8 ขวบ เท่านั้นครับ ในตอนสุดท้าย คุณหมอท่านนี้ก็เดินมานั่งข้างๆ จิลเลี่ยน แล้วเขาก็บอกกับจิลเลี่ยนว่า หมอได้ฟังเรื่องต่างๆ ของหนูจากคุณแม่แล้วนะจ๊ะ หมอต้องขอคุยกับคุณแม่เป็นการส่วนตัวเสียหน่อย รอพวกเราอยู่ในห้องนี้สักพักนะจ๊ะ เราจะไปไม่นานหรอก แล้วคุณหมอ กับคุณแม่ของเธอก็เดินออกไปจากห้อง ก่อนที่คุณหมอจะออกไปจากห้อง เขาก็เปิดวิทยุ ที่อยู่บนโต๊ะทำงานของเขา เมื่อพวกเขาอยู่ข้างนอก คุณหมอก็พูดกับคุณแม่ของจิลเลี่ยนว่า คอยยืนดูจิลเลี่ยนอยู่ตรงนี้นะครับ และตั้งแต่เมื่อคุณหมอและคุณแม่ของเธอออกจากห้องไป จิลเลี่ยนบอกว่าเธอก็ลุกขึ้นยืน แล้วก็เต้นไปตามเสียงเพลง คุณหมอกับคุณแม่มองเธออยู่จากด้านนอกประมาณ 2-3 นาที คุณหมอก็หันไปบอกกับคุณแม่ของเธอว่า คุณนายลินน์ครับ จิลเลี่ยนไม่ได้ป่วยหรอกครับ เธอเป็นนักเต้นต่างหาก ส่งเธอไป โรงเรียนสอนเต้นรำเถอะ
16:50 ผมถามจิลเลี่ยนว่า แล้วจากนั้นเกิดอะไรขึ้น จิลเลี่ยนบอกว่า แม่ส่งฉันไปค่ะ ฉันบรรยายไม่ถูกเลยว่ามันมหัศจรรย์ขนาดไหน เราเดินเข้าไปในห้องที่เต็มไปด้วย คนที่เหมือนๆ กับฉัน คนที่อยู่เฉยๆ ไม่ได้ คนที่ต้องขยับตัวตลอดเวลาเพื่อคิด ที่นั่นสอนเต้นบัลเล่ต์ แท๊บ แจ๊ส การเต้นสมัยใหม่ และแบบร่วมสมัย เธอได้ไปคัดเลือกตัวที่ Royal Ballet School แล้วเธอก็ได้เป็นนักเต้นเดี่ยว มีอาชีพวิเศษ ที่คณะ Royal Ballet แล้วเธอก็เรียนจบ จาก The Royal Ballet School จากนั้น เธอก็เปิดบริษัทสอนเต้นรำของตัวเอง ชื่อ The Gillian Lynne Dance Company เธอได้เจอกับ แอนดรู ลอยด์ เว๊บเบอร์ (ผู้สร้าง Phantom of the Opera) เธอได้ร่วมงานกับเขา และมีส่วนร่วม กับละครเพลงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด ในประประวัติศาสตร์ เธอได้ให้ความสุขกับคนนับล้าน เธอกลายเป็นมหาเศรษฐี ถ้าเธอไม่ได้เจอคุณหมอคนนั้น เธออาจได้รับยา แล้วก็บอกให้เํธออยู่นิ่งๆ สงบสติอารมณ์
17:38 เอาล่ะ ทีนี้ผมคิดว่า (เสียงปรบมือ) มาถึงเรื่องที่ อัล กอร์ พูดเมื่อคืนก่อน เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และที่ Rachel Carson กล่าวถึงเรื่องของวิวัฒนาการ ผมเชื่อว่า สิ่งเดียวที่เราสามารถฝากอนาคตของเราไว้ได้คือ แนวความคิดเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของมนุษย์ เราจะต้องเริ่มต้นในการปรับเปลี่ยนวิธีการคิด เกี่ยวกับสามารถอันมหาศาลของความสามารถของมนุษย์ ระบบการศึกษาของเราได้ปลูกฝังความคิดของเราในรูปแบบที่ เราใช้ทรัพยากรของเราเพื่อให้ได้มาเพียงผลผลิตบางอย่าง ที่ในอนาคตจะไม่สามารถตอบสนองความต้องการของเราได้ เราจะต้องคิดใหม่ เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานหลัก ในการให้การศึกษาแก่ลูกหลานของเรา ผมขอยกคำพูดหนึ่งของ Jonas Salk ที่ว่า ถ้าพวกแมลงทั้งหมดหายไปจากโลกนี้ ภายใน 50 ปี ทุกชีวิตบนโลกก็จะสิ้นไป แต่หากมนุษย์หายไปจากโลกนี้ ภายใน 50 ปี สิ่งมีชีวิตทุกชนิดก็จะขยายเผ่าพันธุ์ได้สมบูรณ์ เขาพูดถูกนะครับ
18:32 สิ่งที่ TED ส่งเสริม คือของขวัญจากจินตนาการของมนุษย์ เราจะต้องระวังว่า เราได้ใช้ของขวัญนี้ อย่างรู้ค่า และเราได้ป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องราวอย่างที่ เราได้พูดถึงกันในวันนี้ และมีเพียงวิธีการเดียว ที่เราจะทำอย่างนั้นได้ คือ การที่เรามองความสามารถในการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ว่ามันมีมากมายมหาศาล และมองลูกหลานของเราว่าพวกเขามีสิ่งเหล่านั้น และหน้าที่ของเราก็คือสอนพวกเขาเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ เพื่อที่พวกเขาจะสามารถเผชิญกับอนาคตได้ พวกเราอาจจะไม่มีโอกาสได้เห็นอนาคตนั้่น แต่ลูกหลานของเราจะได้เห็น ดังนั้น มันเป็นหน้าที่ของพวกเรา ที่จะช่วยให้ลูกหลานของเราอยู่กับอนาคตนั้นได้ ขอบคุณมากครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

















.jpg)
































