ทำไม "ไก่ทอด" เป็นอาหารต้องห้ามสำหรับกีฬากอล์ฟ

7 มิ.ย. 2556
โดยพิศณุ นิลกลัด นสพ.ประชาชาติ เมื่อ 6 มิ.ย.2556

"ไก่ทอด" กลายเป็นอาหารที่เผ็ดร้อนในวงการกอล์ฟ เมื่อเซอร์จิโอ การ์เซียพูดขำ ๆ ว่า ในช่วงการแข่งขันยูเอส โอเพ่นกลางเดือนนี้ เขาจะเชิญไทเกอร์ วูดส์มาทานอาหารค่ำ และจะสั่งไก่ทอดให้ไทเกอร์รับประทาน

ไก่ทอดเป็นอาหารยอดนิยมของคนทั่วโลก แต่อาจเรียกได้ว่าเป็น "อาหารต้องห้าม" ในวงการกอล์ฟ เพราะการใช้คำนี้ในอเมริกา อาจหมายถึงการเหยียดคนผิวดำ

ไก่เป็นอาหารยอดนิยมของคนผิวดำในสมัยที่อเมริกายังไม่เลิกทาส เพราะว่าไก่มีราคาถูก และคนผิวดำเลี้ยงไก่ไว้รับประทานเอง

การ์เซียกับไทเกอร์ไม่ถูกกันมานานแล้ว ตั้งแต่การ์เซียเริ่มดังในปลายยุค 90 และได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นนักกอล์ฟจากยุโรปที่เป็นคู่แข่งของไทเกอร์

การ์เซียต้องรีบขอโทษ โดยย้ำว่าเขาไม่ได้ตั้งใจเหยียดผิว ไทเกอร์ ซึ่งเป็นชาวอเมริกัน เชื้อสายแอฟริกัน เขาพลาดเพราะตอบคำถามนักข่าวโดยไม่ทันคิด

มีเสียงเรียกร้องให้ทิม ฟินเชม ผู้อำนวยการพีจีเอ ทัวร์ ช่วยเป็น "กาวใจ" ของ 2 คนนี้ เพราะทั้งคู่เป็นสมาชิกของพีจีเอ ทัวร์

วงการกอล์ฟหวังให้จอร์จ โอเกรดี้ หัวหน้าฝ่ายบริหารของยูโรเปี้ยน ทัวร์ เป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่าง 2 คนนี้ก็ไม่ได้ เพราะโอเกรดี้ยังเอาตัวไม่รอด เพราะเจอข้อหาเหยียดผิวเช่นกัน

หลังจากที่การ์เซียพูดถึงไก่ทอด โอเกรดี้พยายามลดอุณหภูมิของความตึงเครียด โดยบอกว่าการ์เซียไม่ใช่คนเหยียดผิว เพราะมีเพื่อนเป็นนักกีฬา "ผิวสี" มากมายในอเมริกา

โอเกรดี้ต้องรีบขอโทษเช่นเดียวกับการ์เซีย เพราะคำว่า "ผิวสี" ในอเมริกามักจะหมายถึงคนผิวดำ

ไก่ทอดเป็นประเด็นใหญ่ในวงการกอล์ฟครั้งแรกเมื่อปี 1997 หลังจากที่ไทเกอร์ได้แชมป์เมเจอร์ครั้งแรกที่มาสเตอร์สพร้อมกับสร้างสถิติต่าง ๆ มากมาย รวมทั้งเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันคนแรกที่ได้แชมป์เมเจอร์

นักข่าวโทรทัศน์คนหนึ่งถามความเห็นของฟัซซี่เซลเลอร์อดีตแชมป์มาสเตอร์สเกี่ยวกับการได้แชมป์ของไทเกอร์

เซลเลอร์บอกว่า "คุณตบหลังและแสดงความยินดีกับไทเกอร์และบอกเขาว่าอย่าเลือกไก่ทอดเป็นอาหารสำหรับแชมเปี้ยนส์ดินเนอร์ก่อนการแข่งขันมาสเตอร์สปีถัดไป"

แชมเปี้ยนส์ดินเนอร์เป็นหนึ่งในธรรมเนียมของออกัสต้า ซึ่งแชมป์มาสเตอร์สปีนี้จะเป็นผู้เลือกเมนูเลี้ยงอดีตแชมป์มาสเตอร์สทุกคนในคืนวันอังคารสัปดาห์แข่งขันมาสเตอร์สในปีถัดไปเซลเลอร์มีสิทธิ์ร่วมแชมเปี้ยนส์ดินเนอร์ในฐานะแชมป์มาสเตอร์สปี 1979

หลังจากพูดถึงไก่ทอดแล้ว เซลเลอร์ทำท่าว่าจะหยุดการให้สัมภาษณ์และเดินจากไป แต่เขาคิดยังไงไม่รู้ ก็เลยตบท้ายอีกชอตว่า "หรือคอลลาร์ด กรีนส์" Collard greens เป็นผักชนิดหนึ่งคล้ายคะน้า ซึ่งคนไทยในอเมริกา หรือร้านอาหารจีนในอเมริกานำมาทำราดหน้า มันเป็นผักยอดนิยมในแถบภาคใต้ของอเมริกา ซึ่งเป็นถิ่นของคนผิวดำในยุคที่ยังมีทาส วิธีปรุงเขาเอามาต้มให้เปื่อย ลักษณะคล้าย ๆ จับฉ่าย

หลังจากที่การ์เซียพูดถึงไก่ทอด มีนักข่าวไปถามความเห็นจากเซลเลอร์ เขาบอกว่าเขาได้รับบทเรียนจากโจ๊กที่ไม่ตลกของเขา (สปอนเซอร์ 2 เจ้าเลิกสัญญากับเซลเลอร์ หลังจากที่เขาพูดถึงไก่ทอด เจ้าใหญ่คือซูเปอร์มาร์เก็ตดังระดับแถวหน้าในอเมริกา ซึ่งคนผิวดำเป็นลูกค้ากลุ่มสำคัญ) และหวังว่าความขัดแย้งระหว่างไทเกอร์กับการ์เซียจะจบลงเร็ว ๆ

ไทเกอร์ไม่ได้เลือกไก่ทอดเป็นอาหารสำหรับแชมเปี้ยนส์ ดินเนอร์ในปี 1998 เมนูที่ไทเกอร์เลือก คือชีสเบอร์เกอร์, แซนด์วิชไก่, เฟรนช์ฟรายส์และมิลค์เชค

มันเป็นอาหารที่ธรรมดามาก แต่นักวิจารณ์คนหนึ่งบอกว่า นี่เป็นเมนูในแชมเปี้ยนส์ ดินเนอร์ที่เขาชอบที่สุด เพราะแสดงให้เห็นถึงความใสซื่อบริสุทธิ์ของเด็กวัย 21 ปี ก่อนที่ไทเกอร์จะถูกแฉว่าเป็น "เสือผู้หญิง" ตอนอายุ 34 !
Read more ...

ต้นกำเนิดนวัตกรรม (1) แค่ตั้งคำถาม ก็เปลี่ยนโลกได้

24 พ.ค. 2556
http://www.cglifeapp.com/index.php?option=com_content&view=article&id=293%3A-1--&catid=7%3Abooks-recommended&Itemid=81

โดย : วรวิสุทธิ์ ภิญโญยาง

ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อว่า "The Innovator’s DNA" ของกูรูชื่อดังก้องโลกด้านนวัตกรรม พบว่ามีหลายประเด็นที่น่าสนใจและน่าหยิบมาฝาก

เมื่อสุดสัปดาห์ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อว่า "The Innovator’s DNA" ของกูรูชื่อดังก้องโลกด้านนวัตกรรมและผู้ให้กำเนิดทฤษฎี "Disruptive Innovation" อย่าง ศาสตราจารย์เคลย์ตัน เอ็ม คริสเต็นเซ่น แห่ง Harvard Business School พบว่ามีหลายประเด็นที่น่าสนใจและน่าจะหยิบยกมาฝากท่านผู้อ่านคอลัมน์นี้

หนังสือเล่มนี้ เขียนโดยมีพื้นฐานมาจากงานวิจัยของศาสตราจารย์เคลย์ตัน ที่ต้องการค้นหาว่า แท้จริงแล้ว ต้นกำเนิดของนวัตกรรมต่างๆ นั้น มาจากคนประเภทไหน มีบุคลิก ลักษณะนิสัยเป็นอย่างไร และเขาเหล่านี้ แตกต่างจากบุคคลธรรมดาเช่นไร

งานวิจัยชิ้นนี้ เป็นการเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ ทำแบบสอบถาม จากกลุ่ม "นวัตกร" (Innovator) กว่า 500 คน และจากผู้บริหารระดับสูงมากกว่า 5 พันคนจาก 75 ประเทศทั่วโลก เพื่อกลั่นกรองหาคุณสมบัติร่วมของผู้ให้กำเนิดนวัตกรรม

ก่อนจะไปถึงคุณสมบัติที่ว่า มาลองดูครับว่างานวิจัยนี้มีประเด็นอะไรน่าสนใจบ้าง

ประเด็นแรก บริษัทที่มีนวัตกรรมที่โดดเด่น ทีมผู้บริหารจะต้องมีคนที่มีความคิดสร้างสรรค์สูงอยู่ในทีม ซึ่งเมื่อเทียบกับบริษัทปกติที่ทีมผู้บริหารเก่งแต่เฉพาะด้านการบริหาร จะไม่สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมอะไรออกมาได้เลย เพราะถนัดแต่การ "Execution" งานให้สำเร็จตามเป้าหมายที่ได้รับ

และไม่เพียงแค่ผู้บริหารเท่านั้นที่ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ที่ดี แต่ปัจจัยในองค์กร จะต้องเอื้ออำนวยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ผ่านการพัฒนาใน 3 แกนหลัก คือ

People (คน) 
Process (ขั้นตอนการทำงาน) และ 
Philosophies (ปรัชญาขององค์กร) 

โดยพนักงานจะต้องผ่านการฝึกอบรม เคี่ยวกรำอย่างจริงจัง ทักษะความคิดสร้างสรรค์ จึงจะมีโอกาสก่อกำเนิดขึ้นมา

ที่น่าสนใจ คือ ในการวิจัย ได้ตั้งคำถามไปยังผู้บริหารระดับสูงทั้งหลายว่า "ทำอย่างไรพนักงานจะเกิดความคิดสร้างสรรค์" ท่านผู้บริหารส่วนใหญ่ก็จะตอบกลับมาว่า ให้พนักงานหัด "คิดนอกกรอบ" (Think out of the box) กันเกือบหมด ซึ่งเป็นคำตอบที่พนักงานบริษัทหลายๆ คน ได้รับจากผู้บริหารของตัวเอง

และเมื่องานวิจัยถามต่อไปว่า "ทำอย่างไรจึงจะคิดนอกกรอบได้" พบว่าท่านผู้บริหารกว่า 5 พันคนทั่วโลกนี้ แทบจะส่งกระดาษเปล่า ไม่มีใครสามารถตอบได้ และมีจำนวนหนึ่ง ตอบกลับมาเพียงแค่ว่า "Be creative" เท่านั้น

นั่นหมายความว่า ผู้บริหารระดับสูงทั้งหลาย ขาดความเข้าใจ ขาดทักษะในเรื่องของการใช้ความคิดสร้างสรรค์ ไม่สามารถบอกพนักงานของตัวเองได้ว่า จะสร้างความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ ให้แก่พนักงานในองค์กร ทำอย่างไร กลายเป็นคำพูดที่พูดลอยๆ เหมือนกันหมดทั้งโลกว่า ๐Think out of the box

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1977 การตั้งคำถามของ สตีฟ จ็อบส์ ว่า "ทำไมคอมพิวเตอร์ต้องมีพัดลม" (เพื่อระบายความร้อนที่สร้างขึ้นมาจากอุปกรณ์ภายในคอมพิวเตอร์และระบบจ่ายไฟ) และ "เราสามารถทำให้คอมพิวเตอร์เย็นโดยไม่ต้องใช้พัดลมได้รึเปล่า" ซึ่งมาจากสาเหตุเพียงเพราะจ็อบส์รู้สึกว่า เสียงดังของพัดลมในคอมพิวเตอร์ทำให้เขาเสียสมาธิ

จ็อบส์จึงหาคนที่จะมาออกแบบระบบจ่ายไฟ (Power Supply) แบบใหม่ ที่สร้างความร้อนน้อยลง และทิ้งการออกแบบระบบจ่ายไฟแบบเดิมๆ ที่ใช้กันมานานถึง 40 ปีไป ทำให้แอ๊ปเปิ้ล ทู เป็นคอมพิวเตอร์ตัวแรกของโลกที่ไม่มีพัดลมระบายความร้อน และกลายเป็นพีซีที่เงียบ และเล็กที่สุดในยุคนั้น

"การตั้งคำถาม" (Questioning) เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นคุณสมบัติแรกที่มีอยู่ในผู้ให้กำเนิดนวัตกรรมเกือบทุกคนที่อยู่ในงานวิจัย เช่น ปิแอร์ โอมิดยาร์ ผู้ก่อตั้งอีเบย์ มีคะแนนการตั้งคำถามสูงถึง 95% หรือจะเป็น ไมค์ ลาซาริดิส ซีอีโอของริม ผู้ผลิตแบล็คเบอร์รีก็เป็นคนที่มีทักษะการตั้งคำถามสูงถึง 96% เมื่อเทียบกับผู้บริหารทั่ว ๆ ไปที่มีทักษะการตั้งคำถามเฉลี่ยอยู่ที่ 40%

การตั้งคำถามเป็นทักษะง่ายๆ อย่างแรกที่จะช่วยให้คนเราคิดต่างไปจากเดิม เพราะคำถามที่ดี จะนำไปสู่คำตอบที่ใช่ ดังเช่นทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่มีผลการทดลอง พิสูจน์สมมติฐาน จนนำไปสู่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีต่างๆ มากมาย

สัปดาห์หน้า เรามาดูประเด็นที่น่าสนใจอื่นๆ ของหนังสือเล่มนี้ครับ

ติดตามอัพเดทใหม่ๆ เรื่องการตลาดและโซเชียลมีเดียได้ที่ www.facebook.com/MktHub และทวิตเตอร์ @worawisut นะครับ
Read more ...

รวมเคล็ดลับความมั่งคั่งสำหรับมนุษย์เงินเดือน

24 พ.ค. 2556
salary_jobs
มาถึงสัปดาห์นี้ ผมได้เขียนคอลัมน์นี้มาได้ประมาณหนึ่งปีแล้ว เลยอยากถือโอกาสนี้ทบทวนสักนิดว่า เคล็ดลับในการสร้างความมั่งคั่งสำหรับมนุษย์เงินเดือน ที่ผมได้เคยนำเสนอไปแล้วนั้น มีอะไรบ้าง
1. การซื้อบ้าน ถือเป็นทั้งการบริโภคและการลงทุน เพราะบ้านมักจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเมื่อถือครองไว้นานๆ ต่างกับ รถยนต์ ที่มูลค่ามีแต่จะลดลงไปเรื่อยๆหลังจากที่ซื้อ ดังนั้น ถ้าต้องเป็นหนี้เพราะซื้อบ้านก็ไม่ใช่เรื่องที่เสียหายอะไร แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องเป็นบ้านที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองเท่านั้น ไม่ใช่กู้ซื้อบ้านเพื่อเก็งกำไร
2. พยายามมีค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าดอกเบี้ยให้น้อยที่สุด ถ้าจำเป็นต้องซื้อรถยนต์ด้วยเงินผ่อน ก็ให้รีบใช้คืนให้เร็วที่สุดถ้ามีโอกาส ถ้าหากเป็นไปได้ ไม่ควรกู้เงินเพื่อนำมาใช้บริโภคเลย อยู่ให้ไกลจากสินเชื่อบุคคล สินเชื่อบัตรเครดิต
3. จงซื้อประกันเพราะมีความจำเป็นจริงๆ เท่านั้น อย่าซื้อแค่เพราะหวังผลตอบแทน
4. ความรวยไม่ได้วัดกันที่รายได้ แต่วัดกันที่เงินออม คนที่มีรายได้น้อยกว่าแต่ออมได้มากกว่าถือว่ารวยกว่า จงให้ความสำคัญกับการออมในระยะยาว พลังของดอกเบี้ยทบต้นจะสร้างมหัศจรรย์ให้กับการออม
5. ก่อนที่จะตัดสินใจทำอาชีพอิสระเพื่อแสวงหาอิสรภาพทางการเงิน อย่าลืมสำรวจความพร้อมทางด้านจิตใจของเราด้วย เพราะมันคือหนึ่งในปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญมากทีเดียว
6. ทองคำ เป็นเครื่องปกป้องภาวะเงินเฟ้อชั่วคราวที่ดี แต่การถือทองคำไว้ในระยะยาว มักไม่ใช่กลยุทธ์ที่ดีเนื่องจากการถือทองคำไว้จะไม่ได้รับดอกเบี้ย
7. ในยุคโลกาภิวัตน์ อย่าลืมสะสมทุนทางปัญญา พยายามเปิดหูเปิดตารับรู้ข่าวสาร หาความรู้ใหม่ๆ ใส่ตัวอยู่เสมอ ถึงจุดหนึ่งทุนทางปัญญาจะพาเราไปสู่โอกาสที่ดีๆ ในชีวิตได้ อินเทอร์เน็ต ถือเป็นแหล่งความรู้ที่ราคาถูกที่สุด
8. เทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป จะทำให้วิถีชีวิตเปลี่ยนแปลงไปด้วย สิ่งที่เคยเหมาะสมกับคนในยุคก่อน อาจไม่เหมาะกับยุคนี้ก็ได้ อย่ายึดติดอยู่กับค่านิยมแบบเก่ามากจนเกินไป จงพยายามทำใจกว้าง ยอมรับสิ่งใหม่ๆเสมอ
9. การเกิดขึ้นของห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ เป็นสิ่งที่ดีกับผู้บริโภคอย่างเรา แต่อย่าติดกับดักการตลาดที่ล่อให้เราซื้อของมากเกินความจำเป็น เพียงเพื่อแลกกับส่วนลดที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น
10. แทนที่เราจะฝากความหวังทุกอย่างไว้กับภาครัฐ หรือรอคอยว่าเมื่อไรการเมืองจะนิ่ง ทัศนคติที่เชื่อว่าความสำเร็จทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวเราเอง จะช่วยนำพาเราไปได้ไกลกว่า
11. ใส่ใจกับสุขภาพของตนเองตั้งแต่เนิ่นๆ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายเป็นประจำ ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ และอย่าปล่อยให้เครียด การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องที่ไม่ได้ใช้เงินมาก แต่จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพได้อย่างมากเมื่อแก่ตัวลง
12. ธุรกิจแฟรนไชส์เหมาะสำหรับผู้ที่มีความพร้อมเรื่องเงินทุนแล้ว แต่ขาดช่องทางในการทำธุรกิจ จงเลือกแฟรนไชส์ที่มี Track Record ที่ดี มากกว่าแฟรนไชส์ที่เรียกเก็บค่าแฟรนไชส์ถูกๆ
13. เงินฝากระยะสั้น แม้จะได้ดอกเบี้ยต่ำกว่า แต่ก็มีข้อดีตรงที่เสี่ยงต่อเงินเฟ้อและความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยในตลาดน้อยกว่า ดังนั้น การฝากประจำระยะสั้นที่สุด และเมื่อครบกำหนด ก็ขอต่อใหม่ไปเรื่อยๆ หรือการพักเงินเอาไว้ใน Money Market Fund มักเป็นกลยุทธ์ที่ดีกว่าการฝากประจำแบบระยะยาวๆ
14. จงออมเงินเกษียณส่วนหนึ่งไว้ในกองทุนรวมหุ้นที่เลียนแบบดัชนี เพราะจะได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าในขณะที่ความเสี่ยงไม่ได้สูงขึ้นมากนัก เนื่องจากเป็นการออมในระยะที่ยาวมากๆ
ลองนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันดูนะครับ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อแนะนำที่ปฏิบัติได้ไม่ยากเหล่านี้ จะช่วยทำให้คุณภาพชีวิตในโลกยุคโลกาภิวัตน์ของคุณ ดีขึ้นบ้างไม่มากก็น้อยครับ
รวมเคล็ดลับความมั่งคั่ง
นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ (กรุงเทพธุรกิจ)
Read more ...

สิ่งที่กูเกิลเชื่อมั่น

24 พ.ค. 2556
หลักการ 10 ข้อที่เรารู้ว่าเป็นจริง

เราเขียน "หลักการ 10 ข้อ" เหล่านี้เป็นครั้งแรกเมื่อ Google มีอายุเพียงไม่กี่ปี โดยเราได้เข้ามาดูว่าหลักการทั้งหมดนี้ยังคงเป็นจริงหรือไม่อยู่เรื่อยๆ เราหวังว่าจะเป็นอย่างนั้น และคุณสามารถช่วยให้เราทำสิ่งนี้ได้

1. ยึดผู้ใช้เป็นหลักแล้วสิ่งอื่นๆ จะตามมา

นับเริ่มดำเนินการ เราได้มุ่งเน้นการให้ประสบการณ์ที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แก่ผู้ใช้ ไม่ว่าเราจะออกแบบอินเทอร์เน็ตเบราว์เซอร์ใหม่หรือการเปลี่ยนแปลงหน้าตาให้กับหน้าแรกใหม่ เราระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้มั่นใจว่าการปรับเปลี่ยนต่างๆ จะให้ความสะดวกแก่คุณมากกว่าจะเน้นที่เป้าหมายหรือผลประกอบการของบริษัท ส่วนติดต่อผู้ใช้หน้าแรกของเราจึงเรียบง่ายและชัดเจน และหน้าเว็บต่างๆ ก็สามารถโหลดได้ทันที เราไม่เคยเสนอขายตำแหน่งในผลการค้นหาของเราให้ใคร และโฆษณาต่างๆ ก็ได้รับการระบุไว้ให้ทราบอย่างชัดเจน โดยนำเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวข้องและไม่รบกวนการอ่านของคุณ นอกจากนี้ เมื่อเราสร้างเครื่องมือและแอปพลิเคชันใหม่ๆ ขึ้น เราก็เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ควรใช้งานได้ดีสำหรับคุณเพื่อที่คุณจะไม่ต้องกังวลว่าทำไมจึงไม่ออกแบบเครื่องมือและแอปพลิเคชันในแบบอื่น

2. ทำแค่อย่างเดียวให้ดีมากๆ นั่นแหละดีที่สุด

เราทำการศึกษาวิจัย ด้วยกลุ่มนักวิจัยที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งเน้นที่การแก้ไขปัญหาการสืบค้นข้อมูลโดยเฉพาะ ทำให้เรามีความรู้ในสิ่งที่ทำเป็นอย่างดีและรู้ว่าจะปรับปรุงอย่างไรให้ดีขึ้น ความพยายามอย่างต่อเนื่องของเราในการแก้ไขปัญหายากๆ ทำให้เราสามารถแก้ไขเรื่องที่สลับซับซ้อนและทำการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องเพื่อมอบบริการการค้นหาข้อมูลที่รวดเร็วและราบรื่นยิ่งขึ้นให้แก่ผู้คนหลายล้านคน ความมุ่งมั่นในการปรับปรุงการค้นหาของเราช่วยให้เราสามารถนำประสบการณ์มาปรับใช้กับผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น Gmail และ Google แผนที่ เราหวังว่าจะสามารถขยายพลังอำนาจแห่งการค้นหาให้ครอบคลุมขอบข่ายของสิ่งที่ยังไม่ได้รับการสำรวจ และช่วยให้ผู้คนสามารถเข้าถึงและนำข้อมูลที่แผ่ขยายออกไปมากขึ้นนี้มาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น

3. เร็วย่อมดีกว่าช้า

เราทราบว่าเวลามีค่า ดังนั้นเมื่อคุณหาอะไรสักอย่างบนเว็บก็ย่อมอยากจะหาเจอในทันที และเรามุ่งมั่นที่จะทำให้คุณได้อย่างที่ตั้งใจ เราอาจเป็นผู้เดียวในโลกที่สามารถพูดได้ว่าเป้าหมายของเราคือการให้ผู้ใช้ออกจากหน้าเว็บของเราโดยเร็วที่สุด ด้วยการตัดบิตและไบต์ส่วนเกินออกจากหน้าของเราและเพิ่มประสิทธิภาพของสภาพแวดล้อมการให้บริการ เราจึงสามารถสร้างสถิติความเร็วใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อให้เวลาการตอบสนองต่อผลการค้นหาแต่ละครั้งใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที เราคำนึงถึงอัตราเร็วเสมอเมื่อเราเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันสำหรับมือถือหรือ Google Chrome ซึ่งก็คือเบราว์เซอร์ที่ได้รับการออกแบบมาให้ทำงานรวดเร็วเพียงพอสำหรับเว็บสมัยใหม่ และเรายังคงพยายามต่อไปเพื่อทำให้ทั้งหมดนี้เร็วยิ่งขึ้นไปอีก

4. ประชาธิปไตยบนเว็บสามารถใช้งานได้

การค้นหาโดย Google ได้ผลเพราะอาศัยคนจำนวนหลายล้านคนที่ช่วยกันโพสต์ลิงก์บนเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อช่วยในการพิจารณาว่ามีไซต์ใดบ้างที่นำเสนอเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ เราประเมินความสำคัญของหน้าเว็บทุกหน้าโดยใช้สัญญาณจำนวนมากกว่า 200 สัญญาณและเทคนิคต่างๆ มากมาย รวมทั้งอัลกอริธึม PageRank™ ที่ได้รับสิทธิบัตรของเรา ซึ่งช่วยวิเคราะห์ว่าไซต์ได้รับการ "ลงคะแนน" โดยหน้าเว็บอื่นๆ ให้เป็นแหล่งข้อมูลที่ดีที่สุด เมื่อเว็บมีขนาดใหญ่ขึ้น วิธีนี้ก็จะได้รับการปรับปรุงขึ้นตามไปด้วย เพราะไซต์ใหม่ๆ แต่ละไซต์จะเป็นแหล่งข้อมูลที่เพิ่มเติมเข้ามาและร่วมลงคะแนนด้วย ในทำนองเดียวกัน เรายังคงพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สอย่างต่อเนื่อง โดยความพยายามร่วมกันของบรรดาโปรแกรมเมอร์ของเราได้สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ

5. คุณไม่จำเป็นต้องอยู่ที่โต๊ะทำงานเพื่อค้นหาคำตอบ

โลกทุกวันนี้พัฒนาไปสู่ระบบเคลื่อนที่มากขึ้น ผู้คนต้องการเข้าถึงข้อมูลจากทุกที่และทุกเวลาที่พวกเขาต้องการ เรากำลังบุกเบิกเทคโนโลยีใหม่ๆ และเสนอโซลูชันใหม่ๆ ด้านบริการสำหรับมือถือเพื่อช่วยให้ผู้คนทั่วโลกสามารถทำงานต่างๆ มากมายโดยผ่านโทรศัพท์ นับตั้งแต่การเช็คอีเมลและกิจกรรมสำคัญบนปฏิทินไปจนถึงการดูวิดีโอ ทั้งนี้ยังไม่ต้องพูดถึงวิธีการอันหลากหลายในการเข้าถึงการค้นหาของ Google ผ่านโทรศัพท์ นอกจากนี้ เราหวังว่าจะสามารถสร้างนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นสำหรับผู้ใช้มือถือไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหนก็ตามด้วย Android แพลตฟอ ร์มระบบเคลื่อนที่แบบโอเพนซอร์สที่ให้บริการฟรีของเรา Android ช่วยเชื่อมโลกของอินเทอร์เน็ตเข้ากับโลกของมือถือ ซึ่งไม่เพียงเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคที่จะมีทางเลือกเพิ่มขึ้นและได้รับความพึงพอใจใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์จากการใช้งานมือถือเท่านั้น หากยังสร้างรายได้ให้แก่ผู้ให้บริการ ผู้ผลิต และนักพัฒนาอีกด้วย

6.หาเงินได้โดยไม่ต้องทำสิ่งไม่ดี

Google เป็นธุรกิจ เรามีรายได้จากการเสนอเทคโนโลยีการค้นหาให้แก่บริษัทต่างๆ และจากการขายโฆษณาที่ปรากฏบนไซต์ของเรา ตลอดจนไซต์อื่นๆ บนเว็บ ผู้ลงโฆษณานับแสนรายทั่วโลกต่างใช้ AdWords ในการส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ของตน บรรดาผู้จัดพิมพ์หลายแสนรายได้รับประโยชน์จากโปรแกรม AdSense ของเราในการเสนอโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของไซต์ของตน ทั้งนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าเราสามารถให้บริการแก่ผู้ใช้ทั้งหมดของเราในท้ายที่สุด (ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นผู้ลงโฆษณาหรือไม่ก็ตาม) เราจึงได้จัดทำชุดหลักการคำแนะนำสำหรับโปรแกรม. โฆษณาและแนวทางปฏิบัติของเรา นั่นคือ:


เราไม่อนุญาตให้โฆษณาแสดงขึ้นในหน้าผลการค้นหาของเราเว้นแต่ว่าจะมีข้อมูลเชื่อมโยงกับข้อมูลในตำแหน่งที่แสดง และเราเชื่อมั่นอย่างจริงจังว่า โฆษณาสามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ได้ก็ต่อเมื่อโฆษณานั้นมีข้อมูลที่เชื่อมโยงกับสิ่งที่คุณต้องการค้นหา ดังนั้น จึงเป็นไปได้ว่าการค้นหาบางอย่างจะไม่นำไปสู่โฆษณาใดๆ เลย


เราเชื่อว่าโฆษณาสามารถมีประสิทธิภาพได้โดยไม่จำเป็นต้องหวือหวา เราไม่ยอมรับโฆษณาป๊อปอัปซึ่งรบกวนความสามารถในการดูเนื้อหาที่คุณได้ขอมา เราพบว่าโฆษณาในรูปข้อความที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่บุคคลอ่านอยู่จะจูงใจให้เกิดอัตราการคลิกดูสูงกว่าโฆษณาที่ปรากฏขึ้นแบบสุ่ม ผู้ลงโฆษณาไม่ว่ารายเล็กหรือรายใหญ่สามารถได้รับประโยชน์จากสื่อกลางที่เจาะได้ตรงกลุ่มเป้าหมายนี้


การโฆษณาใน Google มักได้รับการระบุอย่างชัดเจนว่าเป็น "ลิงก์ของผู้สนับสนุน" ดังนั้นจะไม่ส่งผลต่อความเที่ยงตรงของผลการค้นหาของเรา เราไม่เคยจัดการการจัดอันดับใดๆ เพื่อให้พันธมิตรของเราอยู่ในอันดับที่สูงกว่าในรายการผลการค้นหาของเรา และไม่มีใครสามารถซื้อเพจแรงก์ในอันดับที่ดีขึ้นได้ ผู้ใช้ของเราจึงเชื่อมั่นในความเป็นกลางของ Google และผลตอบแทนระยะสั้นใดๆ ก็ไม่สามารถทำลายความเชื่อมั่นนี้ลงได้

ข้อมูลใหม่ๆ เกิดขึ้นเสมอ

7.เมื่อเราได้สร้างดัชนีหน้า HTML ต่างๆ บนอินเทอร์เน็ตไว้มากกว่าบริการค้นหาอื่นๆ วิศวกรของเราจึงให้ความสำคัญกับข้อมูลที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ทันที บางครั้งก็เป็นแค่เรื่องของการรวมฐานข้อมูลใหม่ๆ เข้าไว้ในการค้นหาของเรา เช่น การเพิ่มการค้นหาหมายเลขโทรศัพท์ และที่อยู่ ตลอดจนไดเรกทอรีของธุรกิจ ความพยายามอื่นๆ อาจจำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น เช่น การเพิ่มความสามารถในการค้นหาข่าวที่เก็บไว้ สิทธิบัตร วารสารทางวิชาการ รูปภาพนับพันล้านรูป และหนังสืออีกหลายล้านเล่ม และนักวิจัยของเรายังคงพยายามค้นหาวิธีเพื่อนำเสนอข้อมูลทั้งหมดในโลกให้แก่ผู้คนที่ต้องการค้นหาคำตอบ

ผู้คนในทุกแห่งหนต้องการข้อมูลเหมือนกัน

บริษัทของเราได้รับการก่อตั้งขึ้นในแคลิฟอร์เนีย แต่พันธกิจของเราคือการอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลทั่วโลกและในทุกภาษา เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ เราจึงมีสำนักงานในกว่า 60 ประเทศที่คอยดูแลรักษาโดเมนอินเทอร์เน็ตกว่า 180 โดเมนและให้บริการการค้นหาสำหรับผู้คนที่อยู่นอกสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ใช้บริการทั้งหมดของเรา เรานำเสนออินเทอร์เฟซการค้นหาของ Google ในภาษาต่างๆ มากกว่า 130 ภาษา มอบความสามารถในการจำกัดผลลัพธ์ของเนื้อหาที่เขียนในภาษานั้นๆ และมุ่งให้บริการแอปพลิเคชันและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของเราในภาษาอื่นๆ และในรูปแบบที่สามารถเข้าถึงได้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ การใช้เครื่องมือการแปลของเราจะทำให้สามารถค้นหาเนื้อหาที่เขียนในอีกซีกโลกหนึ่งด้วยภาษาที่พวกเขาไม่ได้ใช้กัน ด้วยเครื่องมือต่างๆ เหล่านี้และความช่วยเหลือของอาสาสมัครนักแปล เราจึงสามารถปรับปรุงทั้งความหลากหลายและคุณภาพของบริการได้เป็นอย่างมาก และเราสามารถให้บริการต่างๆ แก่ผู้ที่แม้จะอยู่ในอีกมุมโลกที่ไกลโพ้นก็ตาม

คุณสามารถจริงจังได้โดยไม่ต้องใส่สูท

ผู้ก่อตั้งของเราสร้าง Google ขึ้นมาจากความคิดที่ว่าการทำงานควรจะท้าทาย และความท้าทายควรจะสนุก เราเชื่อว่าสิ่งที่ดีและสร้างสรรค์มักจะเกิดขึ้นในบรรยากาศที่ดีของบริษัท และนั่นไม่ได้หมายถึงการมีโคมไฟลาวาและลูกบอลยางเท่านั้น แต่ยังมีการให้ความสำคัญกับความสำเร็จของทีมงานและความภูมิใจในความสำเร็จของแต่ละบุคคลที่ส่งผลต่อความสำเร็จโดยรวมของเรา เราลงทุนเป็นอย่างมากเพื่อให้พนักงานที่มีความกระฉับกระเฉงและกระตือรือร้นซึ่งมีภูมิหลังที่แตกต่างกันไปของเรามีกลยุทธ์ที่สร้างสรรค์ในการทำงาน เล่น และใช้ชีวิต บรรยากาศของเราอาจจะสบายๆ แต่ความคิดใหม่มักจะเกิดขึ้นขณะเข้าแถวซื้อกาแฟ ในการประชุมกับทีมงาน หรือในที่ออกกำลังกาย ความคิดเหล่านี้จะถูกแลกเปลี่ยน ทดสอบ และนำไปลองใช้งานอย่างรวดเร็ว และอาจจะเป็นการเปิดตัวสำหรับโครงการใหม่ที่จะสามารถนำไปใช้งานทั่วโลกได้ในอนาคต

ถึงจะดีมากก็ยังไม่ดีพอ

เราเห็นการเป็นเลิศในด้านใดด้านหนึ่งเป็นจุดเริ่มต้น มิใช่จุดสิ้นสุด เราตั้งเป้าหมายที่เราเองก็ทราบดีว่ายากที่จะบรรลุผล เพราะเราคิดว่าการพยายามบรรลุเป้าหมายที่สูงเช่นนั้นจะทำให้เราไปไกลกว่าที่คาดไว้ เรามีเป้าหมายที่จะนำสิ่งที่ใช้การได้ดีอยู่แล้วมาพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นในรูปแบบที่ไม่คาดคิดด้วยนวัตกรรมและการฉีกแนว ตัวอย่างเช่น เมื่อวิศวกรคนหนึ่งของเราเห็นว่าการค้นหาจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อผู้ใช้สะกดคำอย่างถูกต้อง เขาจึงตั้งคำถามถึงวิธีการจัดการกับคำที่พิมพ์ผิด นั่นทำให้เขาสร้างสรรค์ตัวตรวจสอบการสะกดที่ใช้งานง่ายและเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

แม้ว่าคุณจะยังไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วคุณต้องการค้นหาอะไร แต่การหาคำตอบบนเว็บเป็นปัญหาของเราไม่ใช่ของคุณ เราพยายามที่จะคาดการณ์ความต้องการที่ยังไม่ชัดเจนของผู้ใช้ทั่วโลกของเรา และตอบสนองความต้องการเหล่านั้นด้วยผลิตภัณฑ์และบริการที่สร้างมาตรฐานใหม่ เมื่อเราเปิดตัว Gmail ก็ได้ให้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่มากกว่าพื้นที่ซึ่งบริการอีเมลอื่นๆ มีให้ เมื่อนึกทบทวนดู ข้อเสนอนี้อาจเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัด แต่นั่นเป็นเพราะปัจจุบันเรามีมาตรฐานใหม่สำหรับพื้นที่เก็บข้อมูลอีเมล สิ่งเหล่านี้คือความเปลี่ยนแปลงที่เราพยายามสร้างขึ้น และเรามักมองหาสถานที่ใหม่ๆ ที่จะสามารถสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นได้ ท้ายที่สุด ความไม่เคยพอใจในสิ่งที่เป็นอยู่นั้นเองที่กลายเป็นแรงผลักดันเบื้องหลังทุกสิ่งที่เราได้ทำขึ้น
Read more ...

9 บทเรียนทองของ สตีฟ จอบส์

24 พ.ค. 2556
9 คำพูดที่ดีที่สุดที่คัดเลือกมานี้ จะช่วยให้คุณทำงานได้สำเร็จตามสไตล์ซีอีโอแสนล้าน

1. สตีฟ จอบส์ พูดว่า “นวัตกรรมเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างผู้นำและผู้ตาม”

นวัตกรรมหรือวิธีการใหม่ เป็นสิ่งไร้ขีดจำกัด มีเพียงจินตนาการเท่านั้นที่มีขอบเขต ถึงเวลาแล้วที่คุณต้องเริ่มคิดนอกกรอบ ถ้าคุณทำงานในภาคธุรกิจที่กำลังเติบโต ต้องรู้จักคิดหาทางทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทำให้ลูกค้าพึงพอใจ และอยากจะทำธุรกรรมด้วย แต่ถ้าคุณอยู่ในธุรกิจที่กำลังหดตัว ต้องรีบออกมาจากธุรกิจนั้นโดยเร็ว และเปลี่ยนแปลงก่อนที่คุณจะกลายเป็นคนตกยุค ตกงาน หรือธุรกิจล่มสลาย และต้องจำไว้เสมอว่า คุณจะผัดวันประกันพรุ่งไม่ได้ ต้องเริ่มเปลี่ยนแปลงเดี๋ยวนี้

2. สตีฟ จอบส์ พูดว่า “จงเป็นคนที่มีคุณภาพสูง คนบางคนไม่เคยชินกับการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่คาดหวังความเป็นเลิศ”

ไม่มีหนทางลัดสู่ความเป็นเลิศ คุณจะต้องตั้งใจและให้ความสำคัญ ใช้ความสามารถ ทักษะ และพรสวรรค์ที่มี พยายามทำให้มากกว่าคนอื่น มีมาตรฐานสูงกว่า และใส่ใจในรายละเอียดที่ทำให้เกิดความแตกต่างความเป็นเลิศไม่ใช่เรื่องยาก แต่คุณต้องลงมือทำทันที แล้วคุณจะประหลาดใจในสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นในชีวิต

3. สตีฟ จอบส์ พูดว่า “วิธีเดียวที่จะทำงานให้ได้ผลดีเยี่ยม คือ คุณต้องรักในสิ่งที่ทำ ถ้าคุณยังไม่เจอสิ่งที่รักในตอนนี้ จงมองหาไปเรื่อยๆ อย่าด่วนสรุป เพราะมันเป็นเรื่องของหัวใจ คุณจะรู้ได้เอง เมื่อเจอสิ่งที่รัก”

จงทำในสิ่งที่รัก มองหาอาชีพการงานที่ทำให้คุณมีจุดประสงค์ ทิศทาง และความพึงพอใจในชีวิต เมื่อคุณมีเป้าหมายและพยายามไปให้ถึง มันจะทำให้ชีวิตของคุณมีความหมาย ทิศทาง และความพอใจ ซึ่งไม่เพียงช่วยให้มีสุขภาพดีและอายุยืนยาว แต่ยังจะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้นเมื่อต้องเผชิญอุปสรรค

4. สตีฟ จอบส์ พูดว่า “คุณก็รู้ว่า อาหารส่วนใหญ่ที่เรากิน เราไม่ได้ผลิตด้วยตัวเราเอง เราสวมใส่เสื้อผ้าที่คนอื่นผลิต เราพูดภาษาที่คนอื่นพัฒนาขึ้น เราใช้คณิตศาสตร์ที่คนอื่นค่อยๆปรับปรุงมาเรื่อยๆ ผมหมายถึงว่า เราเป็นฝ่ายรับอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้น คงเป็นความรู้สึกที่น่าปลาบปลื้มอย่างยิ่งที่เราสามารถสร้างสรรค์บางสิ่งบางอย่าง ที่เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ”

จงใช้ชีวิตตามหลักศีลธรรม พยายามทำให้เกิดความแตกต่างบนโลกใบนี้และมีส่วนร่วมให้เกิดสิ่งที่ดีงามยิ่งขึ้น คุณจะพบว่า มันจะทำให้ชีวิตของคุณมีความหมายมากยิ่งขึ้น แถมยังเป็นยาแก้ความเบื่อหน่ายที่ได้ผลดีอีกด้วย

ลองมองไปรอบๆตัว แล้วคุณจะพบว่า มีสิ่งต่างๆให้คุณทำอยู่เสมอ และจงพูดคุยกับผู้อื่นถึงสิ่งที่คุณกำลังทำ แต่อย่าพร่ำสอน หรือคิดว่าตัวเองถูกต้อง หรือหลงตัวเอง เพราะจะทำให้คนอื่นไม่อยากคุยด้วย ขณะเดียวกัน คุณต้องไม่กลัวที่จะทำตนเป็นตัวอย่าง และใช้โอกาสที่มี บอกเล่าถึงสิ่งที่คุณกำลังทำ

5. สตีฟ จอบส์ พูดว่า “มีคำพูดในพุทธศาสนาว่า จิตของผู้เริ่มต้น มันเป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างยิ่งที่ทุกคนควรจะมีจิตของผู้เริ่มต้น” ซึ่งเขาอธิบายต่อไปว่า

มันเป็นจิตที่มองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริง ซึ่งค่อยๆทำให้เราตระหนักถึงแก่นแท้ของสิ่งเหล่านั้น จิตของผู้เริ่มต้น ก็คือ การนำหลักการของเซนมาปฏิบัติจริง เป็นจิตบริสุทธิ์ที่ปราศจากอคติ การคาดหวัง การตัดสิน ความลำเอียง ให้คิดว่า จิตของผู้เริ่มต้น เป็นเหมือนจิตของเด็กน้อย ซึ่งเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ความสงสัย และความประหลาดใจ

6. สตีฟ จอบส์ พูดว่า “เราคิดว่า โดยทั่วไปแล้ว คุณดูโทรทัศน์เพื่อพักสมอง และคุณใช้คอมพิวเตอร์ เมื่อต้องการให้สมองทำงาน”
.
ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา มีรายงานการศึกษาจำนวนมากที่ยืนยันหนักแน่นว่า การดูทีวีส่งผลเสียด้านจิตใจและมีอิทธิพลด้านศีลธรรม และคนที่ติดทีวีส่วนมาก แม้จะรู้ว่ามันทำให้ชินชาและเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ แต่ก็ยังใช้เวลาส่วนใหญ่นั่งอยู่หน้าจอสี่เหลี่ยม ดังนั้น จงปิดทีวีซะ เพื่อถนอมเซลล์สมอง แต่ต้องระวัง เพราะการใช้คอมพิวเตอร์ก็อาจเป็นการพักสมองได้เช่นกัน ลองเปลี่ยนมาเล่นเกมที่พัฒนาสติปัญญาดีกว่า

7. สตีฟ จอบส์ พูดว่า “ผมสูญเงินไป 250 ล้านดอลลาร์ภายใน 1 ปี มันทำให้ผมรู้จักตนเองดีขึ้น”

อย่ามองว่า การทำผิดกับความผิดเป็นเรื่องเท่าเทียมกัน เพราะคนที่ประสบความสำเร็จ โดยไม่เคยล้มเหลวหรือทำผิดเลยนั้นไม่มีหรอก มีแต่คนที่ประสบความสำเร็จ เคยทำผิดพลาดและรู้จักเปลี่ยนแปลงแก้ไข เพื่อทำให้ถูกต้องในครั้งต่อไป พวกเขามองความผิดพลาดเป็นเครื่องเตือนสติ มากกว่าความสิ้นหวัง การไม่เคยทำผิดเลย แสดงว่า คนนั้นไม่เคยใช้ชีวิตอย่างเต็มที่

8. สตีฟ จอบส์ พูดว่า “ในโลกนี้ไม่เคยมีใครที่ไม่เคยทำผิดพลาด เราเกิดมาบนโลกใบนี้แล้วก็ได้ทำสิ่งผิดพลาดเช่นกัน ไม่งั้นแล้ว เราจะเกิดมาทำไม”

คุณรู้หรือไม่ว่า มีเรื่องใหญ่ๆหลายเรื่องที่ต้องทำให้สำเร็จในชีวิต และรู้หรือไม่ว่า เรื่องสำคัญเหล่านั้นจะถูกฝุ่นจับ เมื่อคุณใช้เวลามัวแต่นั่งคิดมากกว่าลงมือทำ เราทุกคนล้วนเกิดมาพร้อมของขวัญชิ้นหนึ่งที่จะมอบให้กับชีวิตของเราเอง ของขวัญที่เต็มไปด้วยความปรารถนา ความสนใจ ความหลงใหล และความอยากรู้อยากเห็น ของขวัญชิ้นนี้ แท้จริงแล้ว มันคือเป้าหมายของเรานั่นเอง และคุณตั้งเป้าหมายของคุณได้โดยไม่ต้องขออนุญาตใครทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้างาน ครู พ่อแม่ นักบวช หรือเจ้าหน้าที่ ก็ไม่อาจเลือกเป้าหมายให้คุณได้ คุณต้องหาจุดมุ่งหมายด้วยตัวคุณเอง

9. สตีฟ จอบส์ พูดว่า “เวลาของคุณมีจำกัด จงอย่าเสียเวลาใช้ชีวิตตามแบบคนอื่น อย่าติดอยู่ในหลักความเชื่อ ซึ่งทำให้คุณใช้ชีวิตตามผลความคิดของผู้อื่น อย่ายอมให้เสียงความคิดของคนอื่น มากลบเสียงที่อยู่ภายในตัวของคุณ และที่สำคัญที่สุด คือ คุณต้องมีความกล้า ที่จะทำตามหัวใจปรารถนาและสัญชาติญาณ เพราะมันรู้ดีว่า จริงๆแล้วคุณต้องการเป็นอะไร เรื่องอื่นๆกลายเป็นเรื่องรองไปโดยสิ้นเชิง”
.
คุณเบื่อหรือเปล่าต่อการใช้ชีวิตตามความฝันของคนอื่น ไม่ต้องสงสัยเลย ก็มันเป็นชีวิตของคุณเอง คุณมีสิทธิใช้ชีวิตในแบบที่คุณต้องการ โดยไม่ต้องมีใครมาคอยขัดขวาง ลองให้โอกาสตัวเองฝึกความคิดริเริ่มในบรรยากาศที่ปราศจากความกลัวและแรงกดดัน จงใช้ชีวิตตามแบบที่คุณเลือก และเป็นเจ้านายตัวเอง

9 บทเรียนทองของ สตีฟ จอบส์

ที่มา หนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 118 กันยายน 2553

โดย บุญสิตา

Credit : ผู้จัดการออนไลน์
Read more ...

ความเรียบง่าย

18 เม.ย. 2556
โดย http://www.blacksheep.co.th/article/simplicity/ เมื่อ 23 ก.พ.2556

ผมมีความเห็นว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยพิธีกรรมและกระบวนการในการทำงานที่สลับซับซ้อนที่บั่นทอนประสิทธิภาพของงาน และเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิต

คำว่าพิธีกรรมคืออะไร

พิธีกรรมคือประเพณีปฏิบัติที่ทำตาม​ๆกันจนกลายเป็นสิ่งที่ต้องทำ ใครที่ทำแตกต่างจากนี้ก็จะกลายเป็นคนประหลาด ผมมีความเห็นว่าพิธีกรรมคือสิ่งที่ทำให้เกิดความย้วย เกินพอดี กว่าจะลงมือทำอะไรสักอย่างต้องรำมวย รำอยู่นั่นแหละ

พูดถึงเรื่องพิธีกรรมขอยกตัวอย่างสักสองตัวอย่าง

หนึ่งพวกเราเคยไปร่วมงานประกาศรางวัลในบ้านเราไหมครับ รูปแบบของงานจะมีการเชิญคนเป็นจำนวนมากมายมาพูด และเนื้อหามีแต่น้ำ มีสาระอยู่นิดเดียว หลังจากนั้นพิธีกรต้องกล่าวขอบคุณคนเหล่านั้นและผู้สนับสนุนรายการ กว่าจะเข้าถึงตัวรายการ ใช้เวลาไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง และตอนท้ายพิธีกรจะพูดแบบบินวน ใช้เวลาครู่ใหญ่กว่าจะลงจอด แล้วปิดงานได้

ในทางตรงกันข้าม พวกเราเคยสังเกตุพิธีประกาศรางวัล Oscar ซึึ่งเป็นงานระดับโลก วิธีในการดำเนินรายการสั้น กระชับ ได้ใจความ ใครที่ขึ้นมาพูดบนเวทีมีบทพูดที่ชัดเจน พวกเขาไม่พูดด้วยการเริ่มต้นจากสนามหลวง ส่วนคนที่ขึ้นมารับรางวัล พวกเขาเตรียมเนื้อหามาก่อนว่าจะพูดอะไร เป็นการพูดที่ไม่กินเวลา และบางครั้งเป็นการพูดที่กินใจคนดู ตอนจบงาน ก็จะจบง่าย ๆ ไม่ต้องบินวน

อีกตัวอย่างหนึ่งทุกวันนี้เวลามีองค์กรไหนเชิญผมไปบรรยาย จะมีพิธีกรรมอย่างหนึ่งที่ผมบอกว่าไม่ต้องทำคือการส่งจดหมายเชิญเพื่อเป็นการเชิญอย่างเป็นทางการ ความเห็นของผมคือในเมื่อนัดหมายกันแล้ว ทำไมต้องเปลืองกระดาษหนึ่งแผ่น ทำไมต้องเสียเวลาพิมพ์ และเสียเวลาเซ็นต์ เอาเวลาไปทำอย่างอื่นจะเกิดประโยชน์มากกว่า

เรื่องกระบวนการในการทำงานที่สลับซับช้อนก็เป็นเรื่องที่ผมไม่เคยเข้าใจว่าทำไปแล้วจะได้อะไร

เมื่อห้าปีที่แล้ว ผมเปิดบริษัทแกะดำทำธุรกิจแล้วต้องไปเปิดบัญชีออมทรัพย์กับบัญชีกระแสรายวันกับธนาคาร ทราบไหมครับว่าผมต้องเตรียมเอกสารมากมายขนาดไหน และกว่าจะเปิดบัญชีได้ ผมต้องเซ็นต์เอกสารเป็นจำนวนมาก ใช้เวลาไปทั้งหมดครึ่งชั่วโมง ผมถามพนักงานธนาคารว่าทำไมถึงต้องมีกระบวนการที่ยุ่งยากขนาดนี้

สาเหตุที่ผมถาม เพราะนี่ผมเอาเงินมาให้คุณ ผมไม่ได้มากู้เงินจากธนาคาร การฝากเงิน ผมควรจะ เซ็นต์ชื่อเพียงชื่อเดียวก็พอ ส่วนเอกสารที่ประกอบการเปิดบัญชีน่าจะใช้เท่าที่จำเป็น

แต่นี่กระบวนการกลับมีความสลับซับช้อน แม้แต่พนักงานธนาคารยังตอบผมไม่ได้เลยว่าทำไมมันถึงยุ่งยากขนาดนี้

ทุกวันนี้ผมใช้ชีวิตอยู่บนหลักการง่าย ๆ บนคำว่า “ความเรียบง่าย”

ผมมีความเชื่อว่า ความเรียบง่ายทำให้ทุกอย่างในชีวิตดำเนินด้วยความรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ

ความเรียบง่ายคือการตัดทิ้งสิ่งรุงรัง น้ำไม่เอา เอาแต่เนื้อ ขึ้นเวทีก็ชกเลย ไม่ต้องรำมวยให้เสียเวลา

ความเรียบง่ายคือการตรงประเด็น และมีความเป็นธรรมชาติ

ผมชอบคำพูดเกี่ยวกับเรื่องความเรียบง่ายของคนสองคน

คนที่หนึ่งคือขงจื้อที่พูดว่า “Life is very simple, but we insist on making it complicated”

โดยเนื้อแท้แล้วชีวิตคือความเรียบง่าย แต่ผู้คนกลับทำให้ชีวิตมีความสลับซับซ้อน

คนที่สองคือ Jack Welch อดีตหมายเลขหนึ่งของบริษัท GE ที่นำบริษัทนี้ไปสู่ความยิ่งใหญ่ เขาพูดว่า “Only self-confident people can be simple”

คนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงคือคนที่สามารถดำรงชีวิตบนความเรียบง่าย

ผมขอยกตัวอย่างเรื่องความเรียบง่ายจากชีวิตจริงของผม ผมมีเพื่อนอยู่คนหนึ่งที่คบกันมาตั้งแต่เรียนหนังสือในมหาวิทยาลัย เป็นเพื่อนผู้หญิงชี่อเล่นว่าเล้ง คบกันมากว่าสี่สิบปี

และทุกวันนี้ผมชอบชวนเพื่อนคนนี้ไปกินข้าว เพราะความที่พวกเราเป็นพวกชอบชิม

ทุกครั้งที่ผมชวน เธอจะมีแค่สองคำตอบ “ไป” กับ “ไม่ไป และที่ไม่ไปเพราะอะไร”

นี่คือความเรียบง่าย ทำให้ผมชวนเพื่อนคนนี้ไปทานข้าวอยู่เนือง​ๆ

ไม่ทราบท่านผู้อ่านเคยชวนเพื่อนบางคนไปทานข้าว แทนที่เขาจะให้คำตอบ

เขากลับตั้งคำถามว่า “วันนี้ชวนไปทานข้าวเนื่องในโอกาสอะไร ไปทานกันกี่คน ทานที่ไหน ทานเสร็จแล้วจะทำอะไรต่อหรือเปล่า”

ด้วยคำถามอย่างนี้จะทำให้เราสงสัยว่า นี่เราชวนเขาไปทานข้าว ไม่ได้ชวนไปประชุม ทำไมถึงต้องมีคำถามยาวเหยียดอย่างนี้

ความเรียบง่ายคือความสุข ลองทำดูซิครับ
Read more ...

หมากฝรั่ง สมอง และการเคี้ยว

11 ก.พ. 2556
ผลวิจัยสุดเจ๋ง ของนักวิทย์ฯ ชาวยุ่น ได้ตีพิมพ์ในวารสาร “สมองและการจดจำ” (Brain and Cognition) ทั้งนี้ระบุว่า

” สมองมากกว่า 8 จุด พัฒนาขึ้นจากการเคี้ยวหมากฝรั่ง” 

ประโยชน์ของการเคี้ยวคือทำให้ร่างกายรู้สึกตื่นตัว และเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปสู่สมอง
งานวิจัยนี้สำหรับงานวิจัยชิ้นนี้ ได้ทำการทดลองกับอาสาสมัครเรียบร้อยแล้ว

ผลก็คือสมองของผู้ที่เคี้ยวหมากฝรั่งจะตอบสนองได้เร็วกว่าผู้ที่ไม่ได้เคี้ยวหมากฝรั่ง
Read more ...

คนเปรียบเสมือนองค์กรหนึ่ง และเราต้องเป็นซีอีโอขององค์กรนั้น

30 ม.ค. 2556
เผยแพร่เมื่อ 4 ก.ค. 2012

Susan Butler ผู้เขียนหนังสือ Becoming the CEO of you, Inc แนะนำว่าเราแต่ละคนเปรียบเสมือนองค์กรหนึ่ง และเราต้องเป็นซีอีโอขององค์กรนั้น หน้าที่ซีอีโอคือ

- จัดทำวิสัยทัศน์ (อยากเป็นอะไร) 
- สร้างทีมงาน (ใครจะช่วยเราสร้างฝันให้สำเร็จได้บ้าง) 
- จัดทำแผนชีวิต และ
- ลงมือทำ 

สำหรับการสร้างทีมงานให้ตัวเองนั้น เราต้องถามตัวเราเองว่าใครจะมีส่วนช่วยเราให้บรรลุฝันนั้น ใครจะเป็น Mentor หรือ Coach ให้เรา อย่าเสียเวลาคิดคนเดียว เอาเวลาที่คิดนั้นไปสร้างฝันให้เป็นจริงดีกว่าโดยใช้ประโยชน์จาก Mentor/Coach

และหากมองว่าเราเป็นผลิตภัณฑ์ เราเพิ่มมูลค่าให้มันหรือเปล่า แต่ละวันเราได้เพิ่มทักษะและความรู้ให้ตัวเองหรือปล่อยให้ตัวเองเป็นผลิตภัณฑ์ที่ล้า­สมัย
Read more ...

เราอาจเลือกทำในสิ่งที่เรารักและสนุก แม้ว่ามันอาจจะดูถอยหลังก็ตาม แต่ระยะยาวแล้วผลดีจะตามมาเอง

30 ม.ค. 2556
เผยแพร่เมื่อ 2 ธ.ค. 2012
Former Boing CEO shares his career advice. He chose to move down in the corporate ladder followed his passion. He went from EVP to GM in order to head a new project Boing 777. He did it with passion. It paid back in long term.

ฟิลลิป คอนดิท อดีตซีอีโอโบอิ้ง เล่าให้ฟังว่าเขาเป็นคนชอบเรียนรู้และมี Passion ในสิ่งที่เขาทำ บางครั้งเขาก็ทำในสิ่งที่คนอื่นแปลกใจเช่นเลือกจะทำงานโครงการที่เขามี Passion กับมันซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นการถอยหลังในเชิงของตำแหน่ง ตัวอย่างเช่นครั้งหนึ่งขณะที่เขาเป็น EVP เขามีแนวคิดว่าบริษัทน่าจะมีเครื่องบินขนาดสามร้อยที่นั่ง เขาจึงไปโน้มน้าวนายว่าโบอิ้งน่าจะมีโครงการผลิตรุ่นนี้ขึ้นมา นายเห็นด้วยแต่หาคนทำไม่ได้

เขาจึงลุยโครงการนี้โดยยอมสละตำแหน่งระดับ EVP ลงไปเป็น GM ซึ่งทำให้เกิดโครงการโบอิ้ง 777 ที่โด่งดังในเวลาต่อมา" บทเรียนคือ เราเรียนรู้ได้ตลอด เราเลือกทำในสิ่งที่เรารักและสนุกกับสิ่งที่มันทำแม้ว่ามันอาจจะดูถอยหลังก็ตาม แต่ในระยะยาวแล้วผลดีจะตามมาเอง
Read more ...

Social media case - BP

28 ม.ค. 2556
เผยแพร่เมื่อ 24 มี.ค. 2012

ในปี 2553 บริษัทนำ้มันยักษ์ใหญ่บีพี ทำให้เกิดการรั่วไหลจากการขุดเจาะนำ้มันในอ่าวเม็กซิโก เป็นเรื่องที่ได้รับการโจมตีจากสาธารณชนทั่วโลก ปรากฎว่ามีคนไปสร้างข่าวปลอมล้อเล่นกับบีพีบนทวิตเตอร์และยูทูบ ที่สำคัญคือมีคนดูและติดตามจำนวนมาก โดยมี12 ล้านคลิ๊กบนยูทูบ และคนตามทวิตเตอร์ 1.7 แสนคน บทเรียนคือ องค์กรอาจจะไม่อยากทำ social media แต่จะมีคนมือบอนมาทำให้ ซึ่งเกิดผลกระทบกับแบรนด์ได้
Read more ...

บังคับนกอินทรีย์ให้บินตามเราเป็นรูปตัววีไม่ได้ Lead creative people

28 ม.ค. 2556
 
เควิน โรเบิร์ต ซีอีโอบ.ซาทชิแอนด์ซาทชิ บ.โฆษณาชั้นนำของโลกให้สัมภาษณ์รายการ Meet the boss TV มีคำถามว่า "คุณนำทีมงานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์และเป็นคนที่มีนวัตกรรมส่วนใหญ่ด้วยวิธีไหน" เขาตอบว่า 

"ด้วยการสร้างแรงบันดาลใจ เราไม่สามารถจะทำให้นกอินทรีบินเป็นรูปตัววีได้หรอก ผมจุดประกาย กระตุ้นและจูงใจ การบริหารแบบควบคุมและสั่งการอบบอดีตไม่เวิร์ค คุณจะนำโดยหวังให้เขาวิ่งตามนั้น เขาไม่ตามหรอก พวกเขาเป็นนักคิด มีอิสระทางความคิด ใช้จินตนาการ พวกเขาทำงานด้วยความมัน และความสร้างสรรค์" 
Read more ...

การโค้ชด้วยคำถาม

28 ม.ค. 2556
เผยแพร่เมื่อ 13 เม.ย. 2012

ตัวอย่างการโค้ชด้วยคำถามที่มีพลังมาก: คุณสุพิชา สอนดำริห์ บก.นิตยสารคลีโอ เล่าประสบการณ์ตอนที่เธอเริ่มทำงานใหม่ๆที่คลีโอว่า ทีมงานในขณะนั้นขาดวินัยและทำงานไม่มีประสิทธิภาพ สิ่งที่เธอทำคือเชิญทีมงานที่มีประสบการณ์และอายุมากกว่าเธอทุกคนเข้ามาหารือกัน โดยเธอใช้วิธีโค้ชด้วยคำถามว่า "อยากเห็นคลีโอเป็นอย่างไร" "ปัญหาอยู่ตรงไหน" "จะแก้ปัญหาอย่างไร"

ในที่สุดทีมงานก็เป็นคนบอกทางออกและลงมือเปลี่ยนแปลงแบบพลิกโฉม ดูคลิปเต็มได้ที่ รายการ the IDOL คุณสุพิชา สอนดำริห์ 3/3 http://www.youtube.com/watch?v=g3lgkOTOLLY 
Read more ...

Jack Welch's Mentors คนและสิ่งรอบตัวเป็นคนต้นแบบให้เรา

28 ม.ค. 2556
เผยแพร่เมื่อ 10 ส.ค. 2012

แจ๊ค เวลซ์ อดีตซีอีโอจีอี ถูกถามว่า "ใครคือ Role Models (คนต้นแบบ) ของเขา ใครที่เขาชื่นชมว่าเป็นผู้นำที่เก่ง" เขาตอบว่า

"Role Models สำหรับเขา เขาคิดว่ามันเหมือนกับ Mentors (พี่เลี้ยง) เขาคิดว่าทุกคนที่เขาพบเป็น Mentors สำหรับเขา เช่นสมัยที่เขาเป็นซีอีโอมีลูกน้อง CFO ที่อายุอ่อนกว่าเขานับสิบปีเป็นพี่เลี้ยงสอนเขาเรื่องการเงิน

บอร์ดหลายคนที่คอยท้าทายเขาก็เป็นพี่เลี้ยงที่ดีของเขา หนังสือพิมพ์ วารสาร และสื่อสิ่งพิมพ์ด้านธุรกิจก็เป็นพี่เลี้ยงของเขา การเรียนรู้มีอยู่รอบๆตัวเราอยู่ที่ว่าเรามองเห็นสิ่งเหล่านั้นเป็นครูของเราหรือไม่­"
Read more ...

หัวหน้างานควรถาม ฟัง และเรียนรู้ไปกับลูกน้องมากกว่าพร่ำสอน

28 ม.ค. 2556
เผยแพร่เมื่อ 25 มี.ค. 2012

มาร์แชล โกลด์สมิท กูรูในเรื่องการโค้ชผู้บริหาร

 เขาให้สัมภาษณ์กับฮาร์วาร์ดบิสซิเนสรีวิว โดยยกคำพูดของปีเตอร์ ดรักเกอร์ว่า

"ผู้นำในอดีตต้องเก่งในการบอก ผู้นำในอนาคตต้องเก่งในการถาม ในอดีตนั้นผู้นำรู้มากกว่าลูกน้อง ลูกน้องคอยฟังคำสั่งและคำชี้แนะจากหัวหน้า

แต่ว่าปัจจุบันเราบริหารคนงานใช้ความรู้ พวกเขารู้เรื่องงานของเขาดีกว่านาย เราบอกเขาไม่ได้แล้ว สิ่งที่เราทำได้ คือการถาม ฟัง และเรียนรู้ไปกับเขา ภาวะผู้นำเป็นเรื่องของการช่วยกันมากขึ้น ไม่ใช่แบบข้ามาคนเดียวอีกต่อไป""
Read more ...

ทำงาน “เก่ง” vs ทำงาน “เป็น

27 ธ.ค. 2555
โดยกรุงเทพธุรกิจ เมื่อ 29 ส.ค.2554

สัปดาห์ที่ผ่านมา ดิฉันได้ทำงานร่วมกับผู้บริหารที่มุ่งมั่นในการพัฒนาดูแลทีมงานโดยมีระบบ Mentor หรือผู้ชี้แนะและให้คำปรึกษา แก่ ท่านผู้บริหารจากอีกหลายองค์กร จึงพร้อมใจกันแสดงความสงสัย แล้วทำไมต้องประคับประคองน้องๆเหมือนของบอบบางปานนั้น ทุ่มเททั้งทรัพยากร ทั้งคนสอนงาน คนชี้แนะ พร้อมพรั่ง จ้างน้องเขามา ก็น่าจะช่วยเรา ไม่ใช่ทำตัวเป็นภาระหนักหน่วง ให้เราห่วงหน้าพะวงหลัง

ท่านผู้บริหารตอบโดนใจว่า การที่เราทุ่มเทดูแลทีมงาน ถือเป็นการ “ได้กับได้” เพราะเป็นการ “ช่วยเขา ให้เขาช่วยเรา” ถือเป็นการให้ เพื่อได้ร่วมกันในระยะยาว

หากได้ฝั่งเดียว เดี๋ยวก็หงุดหงิดใส่กัน ไม่ยั่งยืน เพราะย่อมไม่มีใครอยากอยู่ในฐานะที่คิดว่าถูกเอาเปรียบนานๆ หากมีที่ไป ต่างคงแยกย้าย ทางใครทางมัน

ท่านผู้บริหารท่านอื่นยังกังขา แล้วเรามีหัวหน้าที่ทำหน้าที่ Coach แล้ว ต้องมีใครมาวุ่นวายอีกหรือ

เราจึงสรุปกันถึงความแตกต่างระหว่าง Coach และ Mentor

ความต่างที่สำคัญคือ คนหนึ่งสอน “งาน” คนหนึ่งสอน “ทาง”

Coach ในที่ทำงาน มีบทบาทหลักคล้ายโค้ชกีฬา ที่ทั้งสอนทั้งสั่ง เพื่อให้ลูกทีมเรียนรู้และเพิ่มทักษะในภารกิจที่ทำ โดยมีจุดมุ่งหมายให้ประสบความสำเร็จในงาน

ผลคือ คนทำงาน “เก่ง”

 บทบาทหลักของ Mentor คือ ช่วยให้คนคิดทะลุ โดยมองภาพใหญ่ เนื้องานถือเป็นเพียงส่วนหนึ่ง เพราะชีวิตคนทำงาน ต้องมีปัจจัยสำคัญอื่นๆประกอบ ไม่ว่าจะเป็นการวางตน รู้หนทางเติบโต ตลอดจนแกร่งพอที่จะแก้อุปสรรคที่ต้องประสบ โดย Mentor จะทำหน้าที่เป็นคู่คิด เป็นที่ปรึกษา ชี้แนะวิถีทางสู่ความสำเร็จในชีวิตมืออาชีพ

ผลคือ คนทำงาน “เป็น”

ดังนั้น Mentor หลายครั้งจึงอาจไม่ใช่หัวหน้างานโดยตรง แต่เป็นพี่ที่อาวุโสท่านอื่น หรือในบางกรณี มี Mentor จากภายนอกองค์กรก็ทำได้ ไม่ผิดกติกา

คนทำงาน “เก่ง” แต่ทำไม่ “เป็น” เข้าที่ไหนวงมักแตก หรือทำตัวแปลกแยก เก่งคนเดียว พฤติกรรมกร้าวกร่างสร้างแต่ศัตรู หรือในทางตรงข้าม สู้ไม่เป็น เห็นอุปสรรคแล้วท้อ หงอหงิม ยามที่ต้องรุก ก็ขอรับ ยามที่ต้องรับ กลับถอยไม่เป็นกระบวน

คนที่ทำงานเป็น คือ คนที่รู้กาละ และเทศะ รู้หนัก รู้เบา รู้เร็ว รู้ช้า ตามสถานการณ์ แกร่งโดยไม่จำเป็นต้องกร้าว อ่อนน้อมแต่ไม่อ่อนแอ ชาญฉลาดในการแก้อุปสรรค ทั้งรู้ตัวตนว่าเป็นคนอย่างไร มีจุดอ่อนที่ไหน อนาคตอยากก้าวไปจุดใด

การที่คนหนึ่งคนจะทั้งเก่งและเป็น จะละเลงเล่นเองก็คงพอไหว แต่ต้องใช้เวลา ต้องเรียนรู้จากความผิดพลาด เพราะขาดประสบการณ์ หลายครั้งต้องแลกด้วยน้ำตากว่าจะถึงเส้นชัย

นอกจากนั้น ยังมีคนทำงานจำนวนไม่น้อยที่ไปได้ไม่ไกล เพราะสะดุดตอองค์กรก่อนวัยอันควร หรือ หลบตอพ้น แต่ สะดุดขาตนเอง เพราะหลงตัวลืมตัวจนคนเอือมระอา

ท่านผู้บริหารท่านนี้ เล่าถึงสิ่งที่ได้จากการจัด Mentor ให้ลูกทีม ว่าท่านได้ คนทำงานที่นอกจาก “เป็น” แล้ว ยังมีความรู้สึกดีๆว่าหัวหน้าและองค์กรใส่ใจดูแล มิใช่แค่ใช้ให้ตายกันไปข้างหนึ่ง

ได้คน “เป็น” ที่มีมุมมองทั้งสมดุลย์และกว้างไกล พร้อมทุ่มเทให้ เพราะประโยชน์ที่ได้ มีทั้งต่อตัวเอง ต่อทีม และ องค์กร ในที่สุดก็เป็นคนมีคุณภาพ คืนกลับให้สังคม

ท่านผู้อ่านที่ยังไม่มีใครจัด Mentor มาเคียงคู่ให้

ไม่ต้องกลัวนะคะ

เพียงกล้าลุกขึ้นไปแสวงหา...จัดเองได้ ไม่ต้องรอง้อใครค่ะ
Read more ...

ทัศนคติของคนต่างชาติที่มองการทำงานของคนไทย

11 พ.ย. 2555
ทัศนคติของคนต่างชาติมองการทำงานของคนไทย

เราคว้าตัวฝรั่งมาทั้งหมด 12 คน ซึ่งแต่ละคนโชกโชนกับการทำงานในแวดวงคนไทยไม่ต่ำกว่า 10 ปี
เมื่อถามว่าพวกเค้ามีความเห็นอย่างไรกับการทำงานแบบไทยๆ เราก็ได้คำตอบว่า:

1. ทัศนคติต่อการเปลี่ยนแปลง 

คนไทยมักจะยึดติดกับความเคยชินแบบเดิมๆ เคยทำมาอย่างไรก็จะทำอยู่อย่างนั้น ไม่ค่อยมีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลง และถ้าฝรั่งเอาวิธีใหม่ๆ เข้ามาทำให้พวกเขาต้องทำอะไรที่ต่างไปจากเดิม

ก็จะถูกมองว่าเป็นการสร้างความรำคาญให้พวกเขา มักจะไม่ค่อยได้รับความร่วมืออย่างเต็มที่หรือไม่ก็ถึงกับถูกต่อต้านก็มี

- เจฟฟรีย์ บาร์น

2. การโต้แย้ง

เมื่อมีการเจรจา คนไทยจะไม่กล้าโต้แย้งทั้งๆ ที่ตัวเองกำลังเสียเปรียบ ส่วนใหญ่มักจะปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นคนคุมเกม 

บางคนบอกว่ามีนิสัยอย่างนี้เรียกว่า " ขี้เกรงใจ " แต่สำหรับฝรั่งแล้ว นิสัยนี้จะทำให้คนไทยไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร

- ทานากะ โรบิน (จูเนียร์) ฟูจฮาระ

3. ไม่พูดสิ่งที่ควรพูด

เอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของคนไทยคือ มักจะไม่ค่อยกล้าบอกความคิดของตัวเองออกมาทั้งๆ ที่คนไทยก็มีความคิดดีไม่ไม่แพ้ฝรั่งเลย

แต่มักจะเก็บความสามารถไว้ ไม่บอกออกมาให้เจ้านนายได้รู้ และจะไม่กล้าตั้งคำถาม

บางทีฝรั่งก็คิดว่าคนไทยรู้แล้วเลยไม่บอกเพราะเห็นว่าไม่ถามอะไร ทำให้ทำงานกันไปคนละเป้าหมาย หรือทำงานไม่สำเร็จ เพราะคนที่รับคำสั่งไม่รู้ว่าถูกสั่งให้ทำอะไร

- ไมเคิล วิดฟิล์ค

4. ความรับผิดชอบ

1. ฝรั่งมองว่าคนไทยเรามักทำไม่ค่อยกำหนดระยะเวลาในการทำงานไว้ล่วงหน้า

ทั้งๆทีงานบางชิ้นต้องทำให้เสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดยิ่งงานไหนให้เวลาในการทำงานนาน

ก็จะยิ่งทิ้งไว้ทำตอนใกล้ๆ จะถึงกำหนดส่ง เลยทำงานออกมาแบบรีบๆ ไม่ได้ผลงานดีเท่าที่ควร

2. ไม่ค่อยยอมผูกพันและรับผิดชอบเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าให้เซ็นชื่อรับผิดชอบงานที่ทำคนไทยจะกลัวขึ้นมาทันที

เหมือนกับกลัวจะทำไม่ได้ หรือกลัวจะถูกหลอก

- สเตฟานี จอห์นสัน

5. วิธีแก้ไขปัญหา

คนไทยไม่ค่อยมีแผนการรองรับเวลาเกิดปัญหา แต่จะรอให้เกิดก่อนแล้วค่อยหาทางแก้ไปแบบเฉพาะหน้า

หลายคั้งที่ฝรั่งพบว่าคนไทยไม่รู้จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไรต้องรอให้เจ้านายสั่ง

ลงมาก่อนแล้วค่อยทำตามถ้านายเจ้านายไม่อยู่ทุกคนก็จะประสาทเสียไปหมด

- ดร.มาเรีย โรเซนเบิร์ก

6. บอกแต่ข่าวดีคนไทยมีความเคยชินในการแจ้งข่าวที่แปลกมาก คือ

1. จะไม่กล้าบอกผู้บังคับบัญชาชาวต่างชาติเมื่อเกิดปัญหาขึ้น จนกระทั่งบานปลายไปเกินแก้ไขได้จึงค่อยเข้ามาปรึกษา

2. จะเลือกบอกแต่สิ่งที่คิดว่าเจ้านายจะชอบ เช่น บอกแต่ข่าวดีๆ แทนที่จะเล่าไปตามความจริงหรือถ้าหากเจ้านายถามว่า

จะทำงานเสร็จทันเวลาๆไหม ก็จะบอกว่าทัน (เพราะรู้ว่านายอยากได้ยินแบบนี้) แต่ก็ไม่เคยทำทันตามเวลาที่รับปากเลย

- โจนาธาน ธอมพ์สัน

7. คำว่า " ไม่เป็นไร "

เป็นคำพูดที่ติดปากคนไทยทุกคน ทำให้เวลามีปัญหาก็จะไม่มีใครรับผิดชอบ และจะไม่ค่อยหาตัวคนทำผิดด้วยเพราะเกรงใจกัน

แต่จะใช้คำว่า " ไม่เป็นไร " มาแก้ปัญญหาแทน

- เจนิส อิกนาโรห์

8. ทักษะในการทำงาน

1. ไม่สามารถทำงานร่วมกันเป็นทีมได้ ถ้าทำงานเป็นทีมมักมีปัญหาเรื่องการกินแรงกันบางคนขยันแต่บางคนไม่ทำอะไรเลย

บางทีก็มีการขัดแย้งกันเองในทีม หรือเกี่ยงงานกันจนผลงานไม่คืบหน้า

2. ไม่ค่อยมีทักษะในการทำงาน แม้จะผ่านการศึกษาในระดับสูงมาแล้ว และไม่ค่อยใช้ความพยายามอย่างเต็มทีเพื่อให้ได้ผลงานที่ดีที่สุด


3. พนักงานชาวไทยที่รู้จัก ส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้สึกกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้เรื่องร าวความเคลื่อนไหวของโลกเท่าไรนัก

แล้วไม่ค่อยชอบหาความรู้เพิ่มเติมแม้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับงานก็ตาม

- เดวิด กิลเบิร์ก

9. ความซื่อสัตย์

พนักงานคนไทยควรจะมีความซื่อสัตย์และตรงไปตรงมามากกว่านี้ หลายครั้งที่ชอบโกหกในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น มาสาย

ขาดงานโดยอ้างว่าป่วย ออกไปข้างนอกในเวลางาน

- เฮเบิร์ก โอ ลิสส์

10. ระบบพวกพ้อง

คนไทยมักจะนำเพื่อนฝูงมาเกี่ยวข้องกับธุรกิจเสมอ ผมไม่เคยชอบวิธีนี้เลย ตัวอย่างเช่น การจัดซื้อข้าวของภายในสำนักงาน

พวกเขามักจะแนะนำเพื่อนๆ มาก่อนโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ที่บริษัทควรจะได้รับ นี่เป็นประสบการณ์จริงที่ประสบมา

การให้ความช่วยเหลือเพื่อนไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การที่ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของบริษัทเลยเป็นอะไรที่แย่มาก

และเมื่อพบว่าเพื่อนพนักงานด้วยกันทุจริต คนไทยก็จะช่วยกันปกป้อง และทำให้ไม่รู้ไม่เห็นจนกว่าผู้บริหารจะตรวจสอบได้เอง

- มาร์ค โอเนล ฮิวจ์

11. แยกไม่ออกระหว่างเรื่องงาน และเรื่องส่วนตัว

คนไทยมักจะไม่รู้ว่าอะไรว่าอะไรคือเรื่องงาน และอะไรที่เรียกว่าเรื่องส่วนตัว

พวกเขาชอบเอาทั้งสองอย่างนี้มาปนกันจนทำให้ระบบการทำงานเสียไปหมด ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งขององค์กร

1. ชอบสอดรู้สอดเห็น โดยเฉพาะเรื่องส่วนตัวของเพื่อนร่วมงาน

2. มักจะคุยกันเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับงานมากเกินไป บางครั้งทำให้บานปลายและนำไปสู่ข่าวลือ และการนินทากันภายในสำนักงาน

3. มักจะลาออกจากบริษัทโดยไม่ยอมแจ้งล่วงหน้าตามข้อตกลง แต่กลับคาดหวังว่าจะได้รับผลประโยชน์เต็มที

4. ไม่ยอมรับความผิดชอบที่มีมากขึ้นในช่วงวิกฤติ

5. ต้องการเงินมากขึ้นแต่กลับไม่ค่อยสร้างคุณค่างานอะไรเพิ่มขึ้นเลย

- วิลเลี่ยม แมคคินสัน

12. นับถือระบบอาวุโส

คนไทยให้เกียรติคนที่อายุมากกว่ามากเกินไป จนไม่กล้าทำอะไรที่เรียกว่าเป็นการข้ามหน้าข้ามตา

บางครั้งคนที่อายุน้อยกว่าอาจจะมีความคิดความสามารถมากกว่า แต่ก็ไม่กล้าแสดงออกเพราะเกรงใจคนที่อายุมาก

เป็นการทำลายโอกาสของตัวเอง และโอกาสของบริษัท

- เนลสัน ฟอร์ด — with Raweewan Weerapan and Moddang Nak.

ข้อมูลจาก People Magazine
Read more ...

วิเคราะห์ลักษณะอุปนิสัยของคนไทยที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ

11 พ.ย. 2555
โดย รองศาสตราจารย์ วิรัช วิรัชนิภาวรรณ

อุปสรรคของการพัฒนาประเทศเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น จากผู้นำรัฐบาล ข้าราชการและประชาชน บทความนี้มุ่งเน้นพิจารณาศึกษาอุปสรรคที่เกิดจากประชาชนเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลักษณะอุปนิสัยบางประการของประชาชนคนไทยที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ 30 ประการ ดังต่อไปนี้

1. เชื่อเรื่องเวรกรรม คนไทยมีความเชื่อมูลฐานในเรื่องเวรกรรม กฎแห่งกรรม หรือสวรรค์นรก โดยเชื่อว่าคนที่มีฐานะและความเป็นอยู่แตกต่างกัน เป็นเรื่องของโชคชะตาฟ้าลิขิต เช่น คนมีฐานะร่ำรวยมีอำนาจวาสนาเพราะเมื่อชาติก่อนหรือแม้กระทั่งชาตินี้ คนนั้นหรือบิดามารดาของคนนั้นได้สร้างบุญกุศลไว้มาก จึงเกิดมารวยและสบาย ตรงกันข้ามคนที่มีฐานะยากจน เพราะเมื่อชาติก่อนได้สร้างบาปกรรมไว้มาก และทำบุญน้อยจึงเกิดมาลำบากหรือเกิดมาใช้เวรใช้กรรมในชาตินี้ ซึ่งเห็นได้จากถ้อยคำที่ว่า ถ้าคนรวยตายเรียกว่า “สิ้นบุญ” แต่ถ้าคนจนตายเรียกว่า “สิ้นเวรสิ้นกรรม” หรือ "หมดเวรหมดกรรม" เป็นต้น และถ้าหากคนใดไม่เชื่อเรื่องเวรกรรมก็จะถูกห้ามหรือเตือนในทำนองที่ว่า "ไม่เชื่ออย่าลบหลู่" นอกจากนี้แล้ว ถ้าสิ่งใดหาคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ ก็จะกล่าวอ้างว่าเป็นเรื่องของสวรรค์นรกบันดาล เช่น ส่วนหนึ่งเห็นได้จากคำว่า "สวรรค์มีตา"

การที่คนไทยเชื่อและยอมรับสภาพความแตกต่างของคนในเรื่องฐานะและอำนาจนั้น มีส่วนสำคัญทำให้คนไทยที่มีฐานะยากจนและไม่มีอำนาจขาดความกระตือรือร้นในการพึ่งตนเองหรือพัฒนาฐานะของตนเอง เพราะเชื่อว่าทำอย่างไรก็ไม่มีทางร่ำรวย มีฐานะ มีหน้ามีตาหรือมีชื่อเสียงขึ้นมาได้ สอดคล้องกับคำกล่าวที่ว่า “แข่งเรือแข่งแพแข่งได้ แต่แข่งบุญวาสนาแข่งไม่ได้” และเมื่อใดก็ตามที่พบอุปสรรค ความยากลำบาก หรือทำสิ่งใดไม่สำเร็จตามใจปรารถนาก็จะเกิดความท้อแท้ใจได้ง่ายพร้อมกับอ้างว่าเป็นเรื่องของเวรกรรม ซึ่งอาจเรียกสั้น ๆ ว่า “ดวง” ซ้ำร้ายยังตีความ "สันโดษ" คลาดเคลื่อนอีกด้วย โดยเข้าใจว่าหมายถึง "พอใจในสิ่งที่มี" ทำให้ไม่ดิ้นรนต่อสู้ ไม่กระตือรืนร้น ปล่อยชีวิตไปตามสบาย ทั้ง ๆ ตนเองที่มีความรู้ความสามารถหรือมีศักยภาพที่จะทำงานอื่นได้อีกมาก แต่ไม่ยอมทำ คำว่าสันโดษนั้นน่าจะหมายถึง "ให้พอใจในสิ่งที่มีถ้าสิ่งนั้นเปลี่ยนแปลงแก้ไขไม่ได้" เช่น คนบางคนเกิดมาพิการ สันโดษสอนให้คน ๆ นั้นพึงพอใจและยอมรับในสิ่งที่มีและเปลี่ยนแปลงแก้ไขไม่ได้นั้น ในเวลาเดียวกัน ก็ควรพยายามหาสิ่งอื่นมาชดเชยหรือทดแทน เช่น มุมานะทำงานให้เป็นผู้ชำนาญในด้านอื่นที่ไม่ต้องใช้คุณสมบัติที่ขาดไปนั้น

ยิ่งไปกว่านั้น ในบางกรณีคนไทยยังมีอุปนิสัยที่ชอบพูดตอกย้ำต่อไปไม่จบสิ้น เข้าลักษณะ "ถล่มตัวเองให้สะใจ" หรือ "จำในสิ่งที่ควรลืม และลืมในสิ่งที่ควรจำ" ทั้งนี้ เป็นลักษณะของการไม่มุมานะ ไม่พยายามปรับปรุงแก้ไข หรือแม้กระทั่งไม่คิดให้กำลังใจแก่ตนเองในทำนองที่ว่า “พลาดไปประการหนึ่งเป็นครู” "ล้มแล้วรีบลุก" "ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น" "ไม่มีใครสมบูรณ์ที่สุด" (nobody is perfect) หรือ "บางครั้งชนะ บางครั้งแพ้" (sometimes we win, sometimes we lose หรือ we win some, we lose some)

ลักษณะอุปนิสัยของคนไทยที่ฝังใจอยู่กับความเชื่อเรื่องเวรกรรมนี้ ทำให้คนไทยปล่อยตัวปล่อยใจไปตามเวรตามกรรม โดยปล่อยตัวตามสบาย ไม่มีชีวิตจิตใจ ไม่มุมานะดิ้นรนต่อสู้ ไม่ทะเยอทะยาน และไม่เข้ามาร่วมในกิจกรรมเพื่อสังคม ดังนั้น จึงเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศในแง่ที่ทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะความรู้ความสามารถของคนไทยไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่และคุ้มค่า

2. ถ่อมตัวและยอมรับชนชั้นในสังคม จากการศึกษาประวัติศาสตร์พบว่า ก่อนการปฏิรูปการปกครองแผ่นดินในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โครงสร้างของสังคมไทยได้แบ่งเป็น 2 ชนชั้น ชนชั้นแรก คือชนชั้นปกครอง ซึ่งประกอบด้วยเจ้า นาย หรือขุนนาง อีกชนชั้นก็คือ ชนชั้นที่ถูกปกครอง ประกอบด้วยไพร่ คนธรรมดา สามัญชนและชาวนา แม้เวลาจะล่วงเลยมา โครงสร้างชนชั้นในสังคมดังกล่าวยังคงมีให้เห็นแต่อาจเปลี่ยนแปลงไปบ้าง เช่น ชนชั้นที่ได้เปรียบกับชนชั้นที่เสียเปรียบ หรือชนชั้นร่ำรวยกับชนชั้นยากจน สำหรับชนชั้นปกครองในปัจจุบันก็คือ นักการเมืองระดับสูง ข้าราชการระดับสูง พ่อค้านักธุรกิจนายทุน และคนร่ำรวย ส่วนชนชั้นที่ถูกปกครองคือ คนธรรมดาสามัญ ชาวไร่ชาวนา ผู้ใช้แรงงาน หรือชาวบ้าน เป็นต้น

การแบ่งคนในสังคมออกเป็น 2 ชนชั้นนี้ มิใช่เป็นเรื่องแปลกหรือน่าเสียหาย เป็นปรากฏการณ์ธรรมดาของสังคมทั่วโลก แต่ส่วนที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศคือ การที่คนไทยถ่อมตัวหรือเจียมเนื้อเจียมตัวและยอมรับสภาพที่เป็นผู้ถูกปกครองด้วยดีตลอดเวลา เช่น ยอมรับสภาพที่ยากจน พอใจรายได้ที่มีอยู่ ให้ความเคารพเชื่อฟังและยกย่องผู้มีอำนาจอย่างเกินกว่าเหตุ ไม่โต้เถียงโต้แย้งผู้มีอำนาจ ไม่แสดงความคิดเห็นที่ขัดแย้ง และไม่พัฒนาตนเอง เหล่านี้ย่อมเป็นผลเสียต่อการพัฒนาประเทศมากกว่าผลดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมี "จิตใจ" ทำนองเดียวกับการเป็นผู้ถูกปกครอง ถึงกับมีคำกล่าวเปรียบเทียบว่า การเลิกทาสเกิดมาช้านานแล้วแต่บางคน "กายเป็นไท แต่ใจเป็นทาส" และถึงแม้ว่าขนบธรรมเนียมประเพณีและศีลธรรมอันดีของไทยได้สอนให้คนไทย "อ่อนโยน แต่อย่าอ่อนแอ" แต่กลับมีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ "อ่อนโยนและอ่อนแอ"

ลักษณะอุปนิสัยของคนไทยที่ถ่อมตัวหรือเจียมเนื้อเจียมตัว ซึ่งบางครั้งแสดงออกในลักษณะที่ "ชอบถล่มตัวเอง" และทำตัวเป็น "ผู้น้อยต้อยต่ำ" อยู่ร่ำไป รวมตลอดทั้งการยอมรับชนชั้นในสังคมประการนี้ ไม่เพียงเพิ่มช่องว่างระหว่างชนชั้นในสังคมให้มากขึ้นเท่านั้น ยังมีส่วนทำให้ผู้มีอำนาจและประชาชนใกล้ชิดกันน้อยลง ผู้ปกครองหรือผู้มีอำนาจที่ขาดคุณธรรมอาจ "เหลิงอำนาจ" และเข้าใจว่าตนเองเป็น "เทวดาเดินดิน"

3. ยึดถือระบบอุปถัมภ์ คนไทยมีลักษณะอุปนิสัยที่ยึดมั่นในระบบอุปถัมภ์ซึ่งเห็นได้จากความสัมพันธ์ของคนไทยจะเป็นแบบผู้นำ-ผู้ตาม ลูกพี่-ลูกน้อง หรือผู้ใหญ่-ผู้น้อย ความสัมพันธ์นี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ดังที่เรียกว่า "ข้าพึ่งเจ้า บ่าวพึ่งนาย" ระบบอุปถัมภ์ ประกอบด้วย กลุ่มอุปถัมภ์ ซึ่งหมายถึงกลุ่มที่มีการจัดลำดับสมาชิกเป็นชั้นลดหลั่นกันไป โดยมีผู้นำคนเดียวและมีผู้ตามหลายคน ผู้นำจะรวมอำนาจไว้ที่ตัวเองและมีฐานะสูงกว่าผู้ตาม ผู้นำสามารถผูกพันยึดเหนี่ยวผู้ตามให้จงรักภักดีอยู่ภายใต้อิทธิพลด้วยการจัดสรรผลประโยชน์ เช่น เงินทอง ทรัพย์สิน หรืออำนาจให้อย่างถ้วนหน้าแต่ไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งต่อมาเรียกว่าระบบอุปถัมภ์หรือระบบพวกพ้อง ระบบนี้มีลักษณะสำคัญ

3.1 ผู้อุปถัมภ์ อาจเรียกว่า ผู้นำ ลูกพี่ หรือผู้ใหญ่ มีภาระหน้าที่ให้ความช่วยเหลือ ดูแล คุ้มครองและปกป้องบริวารของตนซึ่งได้แก่ ผู้ตาม ลูกน้อง หรือผู้น้อย ซึ่งรวมเรียกว่าผู้ถูกอุปถัมภ์ ไม่ว่าผู้ถูกอุปถัมภ์จะถูกหรือผิด ลักษณะเช่นนี้เห็นได้จากในอดีตขุนนางหรือข้าราชการไม่มีเงินเดือนประจำเหมือนในสมัยปัจจุบัน ดังนั้น จึงต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการรับ “ของกำนัน” จากไพร่ซึ่งเป็นลูกน้องของตน และจากค่าธรรมเนียมในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อเป็นการตอบแทนต่อของกำนันที่ได้รับจากไพร่ ข้าราชการแต่ละคนจึงมีหน้าที่ให้ความคุ้มครองแก่ไพร่ของตนจากรัฐและคนอื่น ๆ และในบางกรณี ข้าราชการจะช่วยให้ไพร่ของตนก้าวหน้าขึ้นไปมีตำแหน่งสูงและมีอำนาจมากขึ้นด้วย การที่ผู้ใหญ่พิทักษ์ปกป้องผู้น้อยที่กระทำความผิด เห็นได้จากการเอาหูไปนาเอาตาไปไร่หรือไม่สนใจการร้องเรียน หรือแม้กระทั่งหาทางออกให้ลูกน้อง ไม่ลงโทษอย่างจริงจังเข้มงวด หรือย้ายไปอยู่พื้นที่อื่นซึ่งอาจไปกระทำความผิดเช่นเดิมนี้ในพื้นที่อื่นต่อไป

3.2 ผู้ถูกอุปถัมภ์หรือผู้น้อยมีภาระหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อผู้ใหญ่ เริ่มจากพยายามแสวงหาผู้ใหญ่ที่มีความสามารถ มีอิทธิพล และมีบารมีไว้สนับสนุนและคุ้มครอง โดยหาช่องทางเข้าไปฝากเนื้อฝากตัว เข้าเป็นพวก และเกาะติดผู้ใหญ่ไว้เพื่อความเจริญก้าวหน้าในชีวิต อันเป็นลักษณะของการหวัง "พึ่งใบบุญหรือพึ่งบารมี" การไม่เข้าเป็นพวกเดียวกันกับผู้ใหญ่ อาจถูกมองว่าเป็นศัตรูหรือเป็นฝ่ายตรงข้าม แต่เมื่อเข้าไปเป็นพวกพ้องก็ยิ่งทำให้ระบบพวกพ้องมั่นคงและเข้มแข็งมากขึ้น นอกจากนี้ ลูกน้องต้องคอยติดสอยห้อยตาม เป็นสมุนเป็นบริวาร ปรนนิบัติรับใช้ประดุจบ่าวไพร่ คอยเออออห่อหมก และเป็นลูกขุนพลอยพยักอยู่เสมอ โดยใช้คำพูดที่ว่า "ครับผม ๆ" หรือ "ถูกครับพี่ ดีครับท่าน" รวมทั้งต้องคอยเคารพยกย่อง สรรเสริญเยินยอผู้ใหญ่ และมือไม้อ่อนตลอดเวลา ในลักษณะ “ผู้น้อยค่อยประนมกร” ดังนั้น การที่ผู้น้อยคอยห้อมล้อม ยกย่องสรรเสริญ และเอาอกเอาใจผู้ใหญ่จนเรียกว่าเป็นการ "ก้มหัวให้” เหล่านี้มีส่วนทำให้ผู้น้อยได้รับการแต่งตั้งหรือปูนบำเหน็จรางวัล โดยไม่คำนึงถึงความสามารถหรือผลงานในการปฏิบัติหน้าที่ความเจริญก้าวหน้าในชีวิตของผู้น้อยจึงมิได้อยู่ที่ผลงานแต่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเป็นพวกเดียวกับผู้ใหญ่ ดังคำกล่าวที่ว่า "ค่าของคนไม่ได้อยู่ที่ผลของงาน แต่อยู่ที่คนของใคร"

ในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่มีสังคมใดอยู่โดยไม่มีพวกพ้องหรือไม่พึ่งพาอาศัยกัน แต่ลักษณะอุปนิสัยของคนไทยที่ยึดถือระบบอุปถัมภ์ประการนี้ เป็นไปในลักษณะที่มากเกินกว่าความจำเป็นหรือมากเกินกว่าเหตุ จึงเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศทั้งในแง่ของผู้ใหญ่และผู้น้อย กล่าวคือ ในแง่ของผู้ใหญ่ จะทำให้ลืมตัว รวมอำนาจและใช้อำนาจในทางมิชอบได้ง่าย สนใจและปูนบำเหน็จรางวัลให้เฉพาะคนใกลชิด ไม่มีโอกาสใช้คนที่มีความรู้ความสามารถได้มากเท่าที่ควร เกิดระบบเส้นสายหรือการวิ่งเต้น เกิดการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม ผู้ที่มีความสามารถแต่ไม่มีเส้นสายจะก้าวหน้าได้ยาก และยังเป็นการสนับสนุนให้ผู้น้อยกระทำความผิดอีกด้วย เพราะผู้น้อยจะคิดว่าถึงอย่างไรก็มีผู้ใหญ่คอยช่วย มีเส้นสาย มีเกราะคุ้มกัน

ส่วนในแง่ของผู้น้อย ผู้น้อยที่ไม่ประจบสอพลอจะไม่ได้รับการเหลียวแลจากผู้ใหญ่ ผู้น้อยจะเกิดความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ท้อแท้ใจ และทำงานไปวันหนึ่ง ๆ อย่างไม่เต็มที่ นอกจากนี้ ระบบอุปถัมภ์ซึ่งตั้งอยู่บนรากฐานของความไม่เท่าเทียมระหว่างผู้ใหญ่และผู้น้อยได้ก่อให้เกิดความเกรงใจซึ่งโดยปรกติผู้น้อยจะเกรงใจผู้ใหญ่ ความเกรงใจที่ผู้น้อยมีต่อผู้ใหญ่ในบางครั้งก็กลายเป็นอุปสรรคของการพัฒนาประเทศ เช่น คนไทยเกรงใจผู้มีอำนาจ เช่น นายอำเภอหรือปลัดอำเภอ ไม่แสดงความคิดเห็นตอบโต้ต่อหน้า วางเฉย ไม่ขัดคอ ผู้มีอำนาจจะพูดอย่างไรคนไทยก็จะเป็นผู้ฟัง บางครั้งทำตัวเป็น “ทองไม่รู้ร้อน” การแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างออกไป ผู้น้อยอาจถูกเขม่นและในภายหน้าไม่อาจไปขอความช่วยเหลือหรือพึ่งบารมีได้

4. ไม่ยอมรับคนที่มีอายุเท่ากันหรือต่ำกว่า คนไทยไม่ยอมรับคนที่มีอายุไล่เลี่ยกันหรือต่ำกว่า สืบเนื่องมาจากระบบอุปถัมภ์หรือระบบพวกพ้องที่ติดตรึงอยู่ในจิตใจของคนไทยมานาน ได้มีส่วนทำให้คนไทยนิยมยกย่องเฉพาะผู้ที่มีอาวุโสกว่าตนเป็นส่วนมาก ส่วนแนวคิดที่ยอมรับคนที่มีอายุเท่ากันหรือต่ำกว่ามีแนวโน้มที่จะปรากฏให้เห็นในสังคมหรือในประเทศที่ให้ความสำคัญกับระบบเลือกตั้งหรือการเลือกตั้ง โดยถือว่าถ้าผู้ใดได้รับเลือกตั้งมาจากประชาชน แม้จะอายุน้อยก็ถือว่าได้รับการยอมรับ ทั้งนี้ สังคมหรือประเทศนั้นต้องยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอีกทั้งระบบเลือกตั้งจะต้องเป็นที่ยอมรับโดยเฉพาะในเรื่องความบริสุทธิ์ยุติธรรม การซื้อสิทธิ์ขายเสียงมีน้อย แต่สำหรับสังคมหรือประเทศที่ให้ความสำคัญกับระบบเจ้าขุนมูลนาย ระบบอาวุโส และระบบเลือกตั้งยังคงไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมแล้ว อุปนิสัยที่ไม่ยอมรับคนที่มีอายุเท่ากันหรือต่ำกว่าก็ยังคงมีให้เห็นอยู่ทั่วไป แต่มีข้อยกเว้นในบางกรณี เช่น ถ้าบุคคลนั้นเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถโดดเด่น เด่นชัด และมีฐานะร่ำรวย

ลักษณะอุปนิสัยนี้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศในแง่ที่กำลังความคิดและกำลังกายของทรัพยากรมนุษย์ส่วนหนึ่งไม่ได้เอามาใช้ให้เป็นประโยชน์อย่างเต็มที่ ความมีอาวุโสน้อยจะถูกนำมากล่าวอ้างและถูกกีดกันโดยผู้มีอาวุโสมากกว่า



5. พึ่งพาพึ่งพิงคนอื่น คนไทยติดนิสัยต้องคอยพึ่งผู้อื่น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนไทยพบกับความผิดหวัง ด้วยเหตุผลที่คนไทยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งเป็นอาชีพที่ต้องพึ่งดินฟ้าอากาศ หาความแน่นอนไม่ได้ บางปีฝนตกมากทำให้นาล่ม บางปีฝนตกน้อยเกิดนาแล้งหรือแม้กระทั่งบางปีดินฟ้าอากาศดีและผลผลิตดี แต่ก็ต้องประสบกับการขายผลผลิตไม่ได้หรือขายได้ราคาต่ำ เป็นต้น นอกจากนี้ พื้นที่ที่ทำการเพาะปลูกของไทยนับวันจะน้อยลงและสภาพของดินเสื่อมลงในขณะที่ประชากรเพิ่มมากขึ้น รวมตลอดทั้งการถูกเอารัดเอาเปรียบหรือตกอยู่ภายใต้อิทธิพลและการครอบงำของผู้มีอำนาจหรือชนชั้นปกครองตลอดมา สภาพเหล่านี้บางครั้งทำให้คนไทยหมดหวังสิ้นหวัง ขาดขวัญและกำลังใจ มีความรู้สึกว่าชีวิตนี้ไม่แน่นอนและเชื่อว่าตนเองไม่อาจกำหนดชะตาชีวิตของตนเองและครอบครัวได้ จึงทำให้คนไทยต้องหาหลักประกันที่มั่นคงกว่าหรือเชื่อว่ามั่นคงกว่า ด้วยการไปพึ่งพาพึ่งพิงผู้อื่น และ/หรือ สิ่งอื่นที่มีตัวตน เช่น ผู้อุปถัมภ์และผู้นำ ถึงกับมีคำกล่าวว่า "เชื่อผู้นำ ชาติเจริญ" หรือ "เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย" สำหรับสิ่งที่ไม่มีตัวตน เช่น ผีสางนางไม้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ที่เชื่อว่ามีอำนาจเหนือมนุษย์ การที่คนไทยต้องไปพึ่งพิงผู้อุปถัมภ์ที่มีฐานะร่ำรวยและมีอิทธิพลก็มีส่วนดีอยู่บ้าง แต่ในที่สุดคนไทยก็ถูกครอบงำและตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้อุปถัมภ์หรือผู้นำมากขึ้น เช่น การที่คนไทยต้องสร้างความผูกพันกันเป็นการส่วนตัว ก็จะต้องแลกเปลี่ยนและการลงทุนในสิ่งที่ผู้อุปถัมภ์หรือผู้นำเป็นผู้กำหนด

ลักษณะอุปนิสัยประการนี้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศในแง่ที่คนไทยขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง ขาดความคิดริเริ่ม ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น เพราะถ้าแสดงออกมาแล้ว ผู้อุปถัมภ์หรือผู้นำไม่ชอบก็จะเป็นผลร้ายต่อตัวเองและครอบครัวในภายภาคหน้าคนไทย

6. ไม่รู้จักประมาณ คนไทยมีนิสัยไม่รู้จักประมาณ ต้องการมีหน้ามีตา และพยายามรักษาหน้าตาหรือชื่อเสียงเกียรติยศไว้ เข้าทำนอง "หน้าใหญ่ใจโต" ไม่ต้องการให้ "เสียหน้า" และนิยม "รักษาหน้า" หรือ “ฉิบหายไม่ว่าขออย่าให้เสียหน้า” หรือ "ฉิบหายไม่ว่าต้องการชื่อเสียง" ในบางกรณีบางคนเคยร่ำรวย แต่เมื่อต้องมาอยู่ในสภาพที่ยากจนลง ก็ยังทำตัวฟุ้งเฟ้อเหมือนเดิม ซึ่งเรียกว่า "จมไม่ลง"

ลักษณะอุปนิสัยประการนี้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ ตัวอย่างเช่น ชาวไร่ชาวนาจะยอมขายไร่ขายนา ขายวัวขายควาย หรือยอมไปกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อจัดงานบวชหรืองานแต่งงาน โดยไม่คำนึงถึงฐานะของตน ไม่ต้องการให้ใครมาดูถูกดูหมิ่นว่าไม่มีปัญญาจัดงานอย่างมีหน้ามีตาให้ทัดเทียมผู้อื่น ผลลัพธ์ก็คือ คนไทยเป็นหนี้เป็นสินมากขึ้น และยิ่งยากจน

7. รักอิสระเสรี คนไทยมีอุปนิสัยที่รักอิสระเสรี รักความเป็นไท ไม่ยอมอยู่ในระเบียบ ดังมีคำกล่าวว่า “ทำได้ตามใจคือคนไทยแท้” อันมีส่วนทำให้คนไทยขาดระเบียบวินัย ไม่ยึดถือระเบียบวินัย ส่งผลให้การพัฒนาประเทศขาดประสิทธิภาพด้วย

8. ไม่ชอบค้าขาย ในอดีตคนไทยเชื่อว่าอาชีพที่ได้รับการยกย่องคือรับราชการ ดังที่มีคำกล่าวกันว่า “สิบพ่อค้าไม่เท่าหนึ่งพระยาเลี้ยง” คนไทยจึงมีลักษณะอุปนิสัยที่ไม่ชอบค้าขาย เพราะการค้าขายต้องเอาอกเอาใจลูกค้า การค้าขายจึงตกอยู่ในมือของคนชาติอื่น เช่น จีน และคนอินเดีย การค้าขายมีความเกี่ยวพันกับระบบเศรษฐกิจทุกระดับตั้งแต่ระดับชาติจนถึงระดับหมู่บ้าน ถ้าหากการค้าขายของคนไทยไม่เข้มแข็งเพียงพอย่อมเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ ทุกวันนี้ พ่อค้านักธุรกิจได้เข้ามามีอำนาจและอิทธิพลในประเทศมากขึ้น แต่ลักษณะอุปนิสัยของคนไทยประการนี้ก็ยังคงมีปรากฏให้เห็น โดยเฉพาะในกลุ่มข้าราชการ

9. เอาตัวรอดและโยนความผิดให้ผู้อื่น คนไทยมีอุปนิสัยเอาตัวรอดซึ่งรวมทั้งการชอบโยนความผิดให้ผู้อื่น เห็นได้จากการชอบหลบเลี่ยงการงานไปวันหนึ่ง ๆ หรือพฤิตกรรมที่เรียกว่า “ขายผ้าเอาหน้ารอด” กระทำตัวเป็นศรีธนญชัย ลื่นไหล ไหลรื่นไปเรื่อย ๆ ทำนอง "ปลาไหล" หรือ "ปลาไหลติดสเก็ต" หรือ "มะกอกสามตะกร้า ปาไม่ถูก" ยิ่งไปกว่านั้น หากกระทำสิ่งใดแล้วล้มเหลวจะโยนความผิดให้ผู้อื่นหรือโทษผู้อื่นแทน ดังคำกล่าวที่ว่า "รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง" หรือ "ดีฝากเมีย เสียฝากเพื่อน" หรือตามตัวอย่างที่ว่า ถ้าตนเองเดินไปชนกระโถนล้ม ก็จะโยนความผิดว่ามีคนวางกระโถนเกะกะขวางทาง ทั้งที่เป็นความผิดของตัวเองที่เดินซุ่มซ่าม

การพัฒนาประเทศจึงหา "เจ้าภาพ" หรือผู้รับผิดชอบที่แท้จริงได้ยาก เพราะอุปนิสัยคนไทยชอบซัดทอดกันหรือโยนกันไปเรื่อย ๆ ตรงกันข้าม ถ้ากระทำสิ่งใดแล้วมีความดีความชอบเกิดขึ้น ก็จะมีคนเป็นจำนวนมากเข้ามาขอรับความดีความชอบนั้น เข้าทำนอง "รับแต่ชอบ ไม่ยอมรับผิด" หรือ "เสนอหน้ารับความชอบ" หรือ "ขอมีเอี่ยวด้วย"

10. ไม่ชอบรวมกลุ่มและขาดการร่วมมือประสานงาน คนไทยมีลักษณะอุปนิสัยที่ไม่ชอบการรวมกลุ่มหรือทำงานแบบทีม แต่ชอบทำงานเดี่ยว ดังที่เรียกกันว่า "ฉายเดี่ยว" (one man show) หรือ "ข้ามาคนเดียว" กล่าวกันว่า คนไทยมีความสามารถเฉพาะตัวสูงมาก โดยความสามารถของคนไทยจะเปี่ยมล้นเมื่อทำงานคนเดียว แต่ถ้าเมื่อใดต้องทำงานร่วมกับผู้อื่น เมื่อนั้นความสามารถจะลดลงเหลือเพียงครึ่งเดียว ที่เป็นเช่นนี้เพราะเกิดการชิงดีชิงเด่น แย่งกันเก่ง ไม่ยอมให้ใครเกินหน้าเกินตา ไม่ยอมก้มหัวให้กัน อิจฉาริษยาและขัดขวางซึ่งกันและกัน สรุป ถ้ารวมกลุ่มกันเมื่อใดจะเกิดปัญหาหรือความแตกแยกขึ้นไม่ช้าก็เร็ว ตรงกับคำกล่าวที่ว่า “มากหมอมากความ” "รวมกันตายหมู่ แยกกันตายเดี่ยว" หรือ "สามัคคีคือพัง"
การรวมกลุ่มที่มีขึ้นส่วนใหญ่จะเป็นการรวมกลุ่มแบบชั่วคราวและหละหลวมในงานพิธีหรือในงานรื่นเริง เป็นต้นว่า การรวมกลุ่มกันในงานบวช งานสงกรานต์ และการลงแขกหรือขอแรง เมื่องานเสร็จก็เลิกราแยกย้ายกันไป และเป็นที่น่าสังเกตว่าหากมีการรวมกลุ่มเกิดขึ้น กลุ่มของคนไทยส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่ขาดอุดมการณ์หรือขาดจิตสำนึกของการรวมกลุ่มเพื่อส่วนรวม แต่มุ่งรวมกลุ่มเพื่อหวังผลประโยชน์ส่วนตนเป็นหลัก เช่น การรวมกลุ่มตั้งเป็นสหกรณ์เพื่อหวังกู้เงินยืมเงิน หรือการรวมกลุ่มเพื่อตั้งพรรคการเมือง จะมีลักษณะเป็น "กลุ่มการเมือง" หรือ "กลุ่มกวนเมือง" มากกว่าพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์เพื่อส่วนรวม

ลักษณะอุปนิสัยที่ไม่ชอบการรวมกลุ่มดังกล่าวนี้มีความหมายใกล้เคียงกับมีลักษณะอุปนิสัยที่ไม่ชอบร่วมมือประสานงานกับผู้อื่นจึงนำมารวมไว้ด้วยกัน

ลักษณะอุปนิสัยของคนไทยที่ไม่ชอบรวมกลุ่มและขาดการร่วมมือประสานงานนี้ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศในแง่ที่การพัฒนาใด ๆ เพื่อสังคมหรือส่วนรวมไม่อาจเกิดขึ้นได้ถ้าไม่มีการรวมกลุ่ม ดังคำกล่าวที่ว่า “ถ้าไม่มีกลุ่ม ก็ไม่มีงานพัฒนา" (no group, no development) และยิ่งการรวมกลุ่มมั่นคงเข้มแข็งมากเพียงใด การพัฒนาประเทศก็ยิ่งเข้มแข็งเป็นเงาตามตัว ในเวลาเดียวกัน การพัฒนาประเทศเป็นงานที่ต้องร่วมมือกันหลาย ๆ ฝ่าย เป็นงานของหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ถ้าขาดความร่วมมือประสานงานกันอย่างจริงจังแล้ว ย่อมประสบความสำเร็จได้ยาก เห็นได้จากบ่อยครั้งที่การประสานงาน กลับกลายเป็น "การประสานงา"

11. ขาดการวางแผน คนไทยขาดการวางแผนอย่างเป็นทางการ ชอบมองโลกในแง่ดี โดยไม่เกรงว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นในอนาคต เมื่อมีปัญหาใดเกิดขึ้นก็แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในแต่ละครั้งไปตามสถานการณ์ ซึ่งบางครั้งก็เป็นแบบ “สุกเอาเผากิน” ผู้ที่วางแผนในการทำงานจะถูกมองไปว่าเป็นตัวปัญหา คิดมาก หรือวิตกกังวลเกินไป ดังนั้น การทำงานใด ไม่จำเพาะแต่งานพัฒนาเท่านั้น ถ้าขาดการวางแผนทั้งระยะสั้นและระยะยาว จะทำให้การทำงานไม่มีทิศทางไม่รอบคอบ หละหลวม และล้มเหลวได้ง่าย

12. ชอบการพนัน เหล้า และความสนุกสนาน คนไทยมีลักษณะอุปนิสัยที่เปรียบได้กับของใช้ติดตัว 3 อย่าง ได้แก่ ถ้วย ขวด และกลอง

ถ้วย หมายถึงลักษณะอุปนิสัยที่ชอบการพนันขันต่อ ถ้วยเป็นอุปกรณ์หนึ่งที่ใช้ในการเล่นการพนัน โดยเฉพาะไฮโล และยังหมายความรวมไปถึงการพนันชนิดอื่นด้วย เป็นต้นว่า ถั่ว ไพ่ กัดปลา ตีไก่ ชนวัว แข่งม้า และมวย กล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่าคนไทยชอบการ "เสี่ยงโชค" และชอบ “หวังน้ำบ่อหน้า”

ขวด หมายถึงลักษณะอุปนิสัยที่ชอบดื่มเครื่องดองของเมา ไม่ว่าจะเป็นเหล้า สาโท กระแช่ หรือเบียร์ หรือเครื่องดื่มมึนเมาอื่น โดยเรียกนักดื่มว่า “คอทองแดง” เครื่องดื่มประเภทนี้ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ในงานรื่นเริงต่าง ๆ คนไทยนั้นดีใจก็ดื่มเหล้า เสียใจก็ดื่มเหล้า อยู่เฉย ๆ ไม่มีอะไรทำก็ดื่มเหล้า หรือดื่มเหล้าเพียง 2 เวลา คือ เวลาฝนตกกับเวลาฝนไม่ตก การดื่มก็มิใช่เป็นการดื่มพอเป็นพิธีหรือเพื่อสังคม แต่บางครั้งจะดื่มกันจนเมามาย ดังที่เรียกกันหลายอย่างว่า “ดื่มหัวราน้ำ” “ไม่เมาไม่เลิก” หรือ “กินเผื่อหมา” หรือ "จิบนิด ๆ พออาเจียน" เป็นต้น

ส่วนกลอง หมายถึงลักษณะอุปนิสัยที่ชอบสรวลเสเฮฮา ชอบสนุกสนาน รื่นเริง และชอบการเลี้ยงดูกันอย่างเต็มที่ดื่มกินและเที่ยวผู้หญิงด้วย ดังที่เรียกกันว่า “เลี้ยงดูปูเสื่อ” ที่จัดขึ้นในระหว่างญาติสนิทมิตรสหาย ทั้งนี้เพราะคนไทยมองโลกในแง่สวยงาม ชอบเล่นและทำงานไปพร้อมกัน มิใช่งานเป็นงานหรือเล่นเป็นเล่น การมีลักษณะอุปนิสัยที่ชอบสรวลเสเฮฮานี้มีส่วนทำให้คนไทยไม่ตั้งใจประกอบอาชีพอย่างจริงจัง แต่มุ่งทำงานเพื่อให้พอมีพอกินหรือเพื่อให้อยู่รอดไปในแต่ละวันโดยไม่คิดถึงอนาคตมากนักซึ่งสอดคล้องกับคำกล่าวที่ว่า “ตำข้าวสารกรอกหม้อ”

ลักษณะอุปนิสัยสิ่งเหล่าย่อมเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการที่คนไทยหลงมัวเมาในอบายมุขซึ่งล้วนมีทุกข์และโทษมากกว่าผลดี และการไม่เอาจริงเอาจังในการทำงาน เพราะใจมัวแต่ไปคิดถึงอบายมุขและความสนุกสนานดังกล่าว อันถือได้ว่าเป็นลักษณะที่ภูมิคุ้มกันสิ่งยั่วเย้าทั้ง 3 อย่างบกพร่อง

13. เกียจคร้าน คนไทยมีลักษณะอุปนิสัยเกียจคร้าน ขี้เกียจ ชอบความสะดวกสบาย ไม่ชอบทำงานหนัก ขาดความมุมานะ อดทน การทำงานของคนไทยเข้าทำนอง "หลีกเลี่ยงงานหนักคอยสมัครงานสบาย" เมื่อพบปัญหาอุปสรรคก็ท้อถอย ไม่อดทน ไม่ต่อสู่อย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยจะทำเป็นแข็งขันเฉพาะตอนเริ่มแรกเท่านั้น เรียกว่า "ม้าตีนต้น" หรือ "พวกแผ่วปลาย"

คนไทยจะทำงานเมื่อมีคนคอยคุม ถ้าไม่มีใครคุมก็จะหลบหลีกเข้าทำนอง "แมวไม่อยู่หนูระเริง" การทำงานด้วยความสำนึกในหน้าที่ด้วยจิตใจรักงานมีให้เห็นไม่มากเท่าที่ควร มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ชอบยกเอาหลักธรรมทางพุทธศาสนามากล่าวอ้างเพื่อปกปิดความเกียจคร้าน โดยเฉพาะสันโดษและมักน้อย ทั้งที่เนื้อแท้ของหลักธรรมดังกล่าวมิได้สั่งสอนเช่นนั้น

การพัฒนาประเทศเป็นงานกว้างใหญ่ไพศาล ทั้งยังเผชิญกับปัญหาอุปสรรค ความยากลำบาก และต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ถ้าประชาชนไม่ทำงานหนัก ไม่มุมานะ ไม่อดทน ไม่ขยันและไม่มีความเพียรแล้ว ก็ยากที่จะสำเร็จได้

14. ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง คนไทยไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ชอบรักษาสถานภาพเดิม และยังต่อต้านการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่ไปกระทบกระเทือนสถานะและผลประโยชน์ของตน โดยเฉพาะคนไทยในชนบทยังชอบทำอะไรที่สืบต่อกันมาแต่ดั้งเดิม และมีไม่น้อยที่คนภายนอกมองว่างมงาย แต่คนไทยก็ยังทำต่อไปโดยไม่สนใจเหตุผล ไม่ตั้งข้อสงสัย เช่น เห็นกันมานานว่า พ่อแม่ปู่ย่าตายายมีลูกหลานหลายคนก็ทำตามโดยไม่สนใจการวางแผนครอบครัว หรือแม้แต่การประกอบอาชีพทำนาปลูกข้าว พ่อแม่ปู่ย่าตายายทำมาอย่างไรก็จะทำอยู่เช่นเดิมโดยไม่คิดปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น

ลักษณะอุปนิสัยที่ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงและต่อต้านการเปลี่ยนแปลงจะมีส่วนทำให้การพัฒนาประเทศเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากการรับและนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไปจะถูกต่อต้าน

15. เห็นแก่ตัวและเอาแต่ได้ คนไทยมีลักษณะอุปนิสัยเห็นแก่ตัวและเอาแต่ได้ โดยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม ชอบเอาเปรียบและกินแรงผู้อื่น ไม่ยอมเสียสละ เสแสร้ง ต่าง ๆ นานาเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ ตัวอย่างเช่น ตัวเองมิได้เป็นคน “ยากจน” แต่แสร้งทำตัวเป็นคน “อยากจน” เพื่อจะได้รับสิทธิและผลประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงคนยากจนจริง ๆ หรือในกรณีร่วมแรงร่วมใจกันทำงานยกของหนัก ก็จะแกล้งแสดงออกในลักษณะเสียงดัง เอะอะ ๆ ทำเป็นขะมีขะมันให้ความร่วมมือร่วมแรงอย่างเต็มที่ แต่แท้ที่จริงกลับไม่ยอมออกแรง อันเป็นลักษณะของ "หน้าแดง แรงไม่ออก" เพื่อกินแรงและเอาเปรียบผู้อื่น นอกจากนี้ คนไทยยังไม่ยอมขาดทุน ชอบทุจริตประพฤติมิชอบ กินนอกกินใน กินเล็กกินน้อย และทำอะไรจะหวังสิ่งตอบแทนเสมอ เมื่อไม่ได้ก็พร้อมที่จะตัดความสัมพันธ์ได้ตลอดเวลา ในเวลาเดียวกัน คนไทยยังมีนิสัยเฉโก คือฉลาดแกมโกง และนักวิชาการบางคนถึงกับกล่าวว่า คนไทยมีนิสัย “ขี้ขโมย” อีกด้วย

ดังนั้น การพัฒนาประเทศจึงเป็นไปอย่างไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย การรั่วไหลมีตลอดทางและตลอดเวลาถึงกับบางคนกล่าวเปรียบเทียบไว้ในอดีตว่า เงินที่รัฐบาลอนุมัติให้ใช้สำหรับการพัฒนาประเทศ เริ่มแรกเมื่ออยู่ในคลังที่ส่วนกลางมีเต็มจำนวน แต่เมื่อมาถึงประชาชนจะเหลือไม่เต็มจำนวน ขาดหายไประหว่างทางมากโดยกล่าวว่า เงินงบประมาณดังกล่าวเปรียบเสมือนไอศกรีมแท่ง เมื่อเอาออกจากตู้แช่แข็งหรือตู้เย็นจะมีอยู่เต็มแท่งดี แต่ระหว่างทางผ่านรัฐมนตรีประจำกระทรวงและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเลขานุการ ทำให้ไอศกรีมละลายไปบางส่วน พอผ่านข้าราชการประจำในส่วนกลาง เช่น ปลัดกระทรวง และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ก็ยิ่งละลายหายไปอีก เมื่อมาถึงส่วนภูมิภาคเข้าจังหวัด ผ่านข้าราชการในจังหวัดและอำเภอ เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ ประกอบกับอากาศร้อนอบอ้าวมาก ไอศกรีมก็ยิ่งละลายเร็วขึ้น ไอสกรีมจะถูกส่งลงไปยังกำนันผู้ใหญ่บ้านซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากในระดับตำบลและหมู่บ้านโดยอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของนายอำเภอและปลัดอำเภอ ไอศกรีมก็ยังคงละลายอยู่เช่นเดิมแม้ไอศกรีมจะตกไปถึงมือของหน่วยการปกครองท้องถิ่น และท้ายที่สุดไอศกรีมก็จะตกไปถึงมือประชาชนซึ่งบางครั้งเหลือแต่ไม้ไอศกรีม ลักษณะอุปนิสัยของคนไทยที่เห็นแก่ตัวและเอาแต่ได้ประการนี้เป็นอุปสรรคของการพัฒนาประเทศเนื่องจากงบประมาณที่ส่งไปนั้น รั่วไหลและหายไประหว่างทางมากมาย ทำให้ประชาชนเดือดร้อนและประเทศชาติเสียหาย ถาวรวัตถุต่าง ๆ เช่น ถนน ฝาย บ่อน้ำ ที่สร้างขึ้นจะไม่ได้มาตรฐานไม่มั่นคงถาวร ทั้งนี้เพราะการมีอุปนิสัยที่เอาแต่ได้หรือการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม

16. ลืมง่าย คนไทยมีอุปนิสัยลืมง่าย ให้อภัยง่าย และเห็นอกเห็นใจ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากพุทธศาสนาในเรื่องเมตตากรุณา

ลักษณะอุปนิสัยประการนี้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศในแง่ที่ว่า เมื่อมีผู้กระทำความผิด โกงชาติบ้านเมือง คนไทยก็ไม่จดจำและไม่นำมาเป็นบทเรียน ไม่ต่อต้านอย่างจริงจังและต่อเนื่อง กลับให้อภัยหรือยกโทษให้ ดังนั้น ผู้กระทำความผิดก็อาจหวนกลับมากระทำความผิดซ้ำอีก

17. ชอบอภิสิทธิ์ คนไทยมีนิสัยชอบอภิสิทธิ์ สิทธิพิเศษ มีเส้นสาย ผู้ใดมีหรือได้รับอภิสิทธิ์จะรู้สึกภาคภูมิใจว่าเก่งกว่าเหนือกว่าผู้อื่น เช่น การไปติดต่อราชการ ถ้ามีข้าราชการคนใดมาต้อนรับหรือให้บริการเป็นพิเศษเหนือกว่าประชาชนทั่วไป นอกจากทำให้ตนเองได้รับบริการที่ลัดคิวและรวดเร็วกว่าคนอื่นแล้ว ยังรู้สึกภาคภูมิใจอีกด้วย

ลักษณะอุปนิสัยประการนี้ได้สร้างความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมกันมากขึ้น คนรวยหรือผู้มีฐานะที่มีอภิสิทธิ์ ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาประเทศมากกว่าคนจน ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนมีให้เห็นชัดเจนขึ้น

18. ฟุ่มเฟือย คนไทยมีลักษณะอุปนิสัยที่ฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว ไม่ประหยัดและอดออม บางคนทำตัวเป็นพวก “คอสูง” หรือ “รสนิยมสูง แต่รายได้ต่ำ”

ลักษณะอุปนิสัยนี้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศในแง่ที่คนไทยยิ่งยากจนมากขึ้นเนื่องจากเป็นหนี้มากขึ้น เพราะนิยมใช้สินค้าที่ใช้นำเข้ามาจากต่างประเทศ เช่น อาหารและเสื้อผ้าราคาแพง ก็ยิ่งทำให้ประเทศชาติและประชาชนเป็นหนี้มากขึ้น

19. ไม่รู้แพ้รู้ชนะ ลักษณะอุปนิสัยของคนไทยที่ไม่รู้จักแพ้ชนะปรากฏให้เห็นทั่วไป โดยเฉพาะในการแข่งขันกีฬา ผู้ได้รับชัยชนะอาจ “กระพือปีก” เยอะเย้ย หรือเย้ยหยัน ดูถูกผู้แพ้ ส่วนผู้แพ้จะไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ ไม่มีน้ำใจเป็นนักกีฬา เข้าทำนอง “กีฬาแพ้คนไม่แพ้” บางครั้งหาหนทาง “แก้เผ็ด” โดยถือว่า “วันพระไม่ได้มีหนเดียว”

ลักษณะอุปนิสัยประการนี้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายหมกมุ่นอยู่กับการแก้แค้นกันในเรื่องส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม ทำให้เกิดความวุ่นวาย เสียเวลา และแตกความสามัคคี

20. ไม่ยกย่องผู้หญิง คนไทยมีอุปนิสัยที่ไม่ยกย่องผู้หญิงมากเท่าที่ควร ทั้งที่ผู้หญิงในประเทศไทยมีไม่น้อยกว่าผู้ชาย แต่คนไทยยกย่องผู้ชาย เห็นได้จากผู้นำในทุกระดับส่วนมากจะเป็นผู้ชาย อีกทั้งการส่งเสริมบุคคลให้เข้าสู่ตำแหน่งสำคัญก็จะเป็นการส่งเสริมผู้ชายเป็นหลัก

อุปนิสัยประการนี้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศในแง่ที่ทรัพยากรมนุษย์ที่เป็นหญิงเป็นจำนวนมากไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่

21. มีจิตใจคับแคบ ลักษณะอุปนิสัยของคนไทยประการนี้ครอบคลุมถึงการมองโลกในแง่ร้าย หวาดระแวง วิตกกังวลเกินกว่าเหตุ รวมตลอดทั้งการเห็นแก่ตัว สกัดกั้น กีดกัน หรือกันท่าผู้อื่นด้วยเกรงว่าจะเด่นกว่าดีกว่าตนเองด้วย เข้าทำนอง ”ไม่มีใครอยากเห็น เราเด่นเกิน” เป็นลักษณะอุปนิสัยที่ไม่ยอมรับความจริง ไม่ยอมรับการโต้แย้งหรือคำตำหนิติเตียนจากผู้อื่น ถ้าหากมีขึ้นก็จะโกรธและผูกใจเจ็บ บ่อยครั้งที่การรับฟังความคิดเห็นเป็นเพียงการ “ได้ยิน” และ "ฟัง" เข้าหูพอเป็นพิธีเท่านั้น มิได้ถือเป็นเรื่องจริงจังและให้ความสำคัญมาก ฉะนั้นการรับฟังดังกล่าวนี้จึงเหมือนกับการ “ได้ยิน” แต่ไม่สนใจเท่านั้น นอกจากนี้การออกปากให้ความช่วยเหลือหรือพูดว่าสนับสนุนส่วนใหญ่จะเป็นการช่วยเหลือสนับสนุนแต่ปากเท่านั้น

ลักษณะอุปนิสัยประการนี้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศในแง่ที่ไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย และไม่มีใครอยากเข้ามาร่วมทำงานกับผู้ที่มีจิตใจคับแคบหรือเห็นแก่ตัว

22. ชอบสร้างอิทธิพล คนไทยมีอุปนิสัยที่ชอบสร้างอิทธิพล สร้างอาณาจักร และชอบแสดงความเป็นเจ้าของ ลักษณะอุปนิสัยเช่นนี้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะในส่วนที่ความคิดและวิธีการในการพัฒนาประเทศถูกผูกขาดเฉพาะกลุ่มและเพื่อประโยชน์เฉพาะกลุ่ม ประชาชนจะไม่ได้รับประโยชน์ ความคิดใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้ยาก ทั้งยังขัดกับหลักประชาธิปไตยและหลักพุทธศาสนาที่ไม่สนับสนุนให้สะสมมากจนเกินพอความจำเป็น

23. ชอบประนีประนอม คนไทยมีลักษณะอุปนิสัยที่ชอบการประนีประนอม ชอบการผสมกลมกลืน เป็นลักษณะที่แสดงถึงการ "พบกันครึ่งทาง" "แทงกั๊ก" หรือ “ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง” ลักษณะอุปนิสัยเช่นนี้ทำให้คนไทยสามารถปรับตัวให้เข้ากับทุกสถานการณ์ ทุกยุคทุกสมัย ประดุจน้ำที่สามารถแปรไปตามลักษณะของภาชนะต่าง ๆ ได้ง่าย กล่าวคือ ถ้านำน้ำไปเทใส่ในถาดสี่เหลี่ยมหรือถาดกลม น้ำก็จะมีลักษณะเป็นไปตามลักษณะของถาดสี่เหลี่ยนหรือถาดกลมนั้น

ลักษณะอุปนิสัยประการนี้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศในแง่ที่การพัฒนาประเทศหรือการพัฒนาใด ๆ จะไม่ได้ผลอย่างชัดเจน ถ้าตราบใดที่อุปนิสัยของคนไทยยังเวียนว่ายอยู่กับความเป็นกลาง พ่อค้าคนกลาง หรือผู้นำที่เป็นกลาง หรือแทงกั๊ก พบกันครึ่งทางตลอดมา ตราบนั้นผลของการพัฒนาก็จะออกมากลาง ๆ ไม่ดีเด่น เป็นไปอย่างล่าช้า ไม่ทันต่อเหตุการณ์ และได้ผลไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ได้ผลเพียงครึ่งเดียว ไม่ท้าทาย ไม่กล้าได้กล้าเสีย และไม่กล้าเสี่ยง

24. ไม่ตรงต่อเวลา เป็นลักษณะอุปนิสัยที่ไม่ให้ความสำคัญกับเวลา การไม่ตรงต่อเวลา การผลัดผ่อนเรื่องเวลา ไม่ห่วงเวลาในรายละเอียดเป็นชั่วโมงเป็นนาที เพียงแค่ดูแดดก็รู้ว่าบ่ายหรือเช้า ดูดาวก็รู้ว่าค่ำรุ่งแค่ไหน ซึ่งก็เพียงพอแล้ว ลักษณะอุปนิสัยประการนี้อาจมาจากความเชื่อที่ยึดถือตนเองเป็นหลัก ส่วนเวลาไม่ใช่เรื่องสำคัญ ไม่เพียงเท่านั้นอาจมองไปได้อีกว่า คนที่มาสายไม่ตรงเวลา ถือว่าเป็นคนใหญ่โตมีอำนาจ เพราะแม้มาผิดเวลาก็ยังมีคนรออยู่เช่นเดิม เช่น การมาสายของผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้หญิงบางคน เพราะรู้ดีว่าถึงอย่างไรชาวบ้านหรือผู้ชายก็ยังคงรออยู่ เป็นอาทิ

ลักษณะอุปนิสัยที่ไม่ตรงต่อเวลานี้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะผู้ที่มีอุปนิสัยประการนี้จะไม่ได้รับความเชื่อถือ ขาดไว้วางใจ และถูกมองว่าเป็นคนขาดความรับผิดชอบ การนัดหมายหรือกำหนดเป้าหมายร่วมกันกับผู้อื่น จะคลาดเคลื่อนไปหมด

25. ไม่รักษาสาธารณสมบัติ เป็นลักษณะอุปนิสัยของคนไทยที่ไม่สนใจทำนุบำรุงหรือรักษาของส่วนรวม และไม่ยึดถือหลักที่ว่า สาธารณะสมบัติแม้ไม่ใช่สิ่งของส่วนตัว แต่ก็เป็นสิ่งที่ควรช่วยกันรักษา ถ้าไม่ช่วยรักษาก็ไม่ควรทำลาย ที่ผ่านมามีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ทำลายสาธารณะสมบัติทั้งที่ไม่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ เช่น ทำลายโทรศัพท์สาธารณะ สลักชื่อไว้ตามกำแพงวัด และทิ้งขยะมูลฝอยลงในแหล่งน้ำ

ลักษณะอุปนิสัยประการนี้ทำให้เสียหายต่อการพัฒนาประเทศ เห็นตัวอย่างได้จาก สาธารณะสมบัติที่สร้างขึ้นจะอยู่ได้ไม่นาน ทำให้เปลืองงบประมาณและแรงงานที่ต้องมามาใช้ในการซ่อมแซมหรือสร้างใหม่ อีกทั้งเป็นการที่ทำให้ผู้อื่นหมดโอกาสที่จะได้ใช้สาธารณะสมบัตินั้นไปด้วย

26. ชอบพูดมากกว่าทำ เป็นลักษณะอุปนิสัยของคนไทยที่ชอบพูดมากกว่าทำ ซึ่งครอบคลุมทั้งการชอบพูดมากกว่าเขียน และชอบติเพื่อทำลาย ตัวอย่างลักษณะอุปนิสัยประการนี้เห็นได้จากการประชุมปรึกษาหารือกัน โดยการประชุมจะเป็นการพูดหรือคุยหรือการระบายอารมณ์กัน ปะทะคารมกัน พูดไม่รู้จักจบ เข้าทำนอง “ผีเจาะปาก” แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องการแบ่งงานกันทำจะมีคนช่วยทำน้อยมาก ขณะเดียวกัน จะมี "การติติงเพื่อทำลาย" หรือใช้เหตุผลส่วนตัวมากกว่า “ติเพื่อก่อ” หรือเพื่อสร้างสรร และขณะที่ตินั้นก็มิได้มีข้อเสนอที่ดีกว่าขึ้นมาแทน เข้าทำนอง ขอให้ได้ติ หรือ “ค้านลูกเดียว”

ลักษณะอุปนิสัยประการนี้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ ทำให้ผู้ที่ทำงานจริง ๆ หมดกำลังใจ ไม่คิดที่จะติดต่อร่วมมือทำงานด้วย และปลีกตัวออกห่าง การพัฒนาประเทศจะไม่เจริญก้าวหน้าเท่าที่ควร ถ้ามีนักพูดหรือนักช่างพูดเป็นจำนวนมาก แต่ไม่ใช่นักปฏิบัติหรือทำงานไม่เป็น นักช่างพูดดังกล่าวจะอาศัยความสามารถในการพูดเก่งซึ่งเป็นปมเด่นของตนเพื่อก้าวไปสู่ตำแหน่ง

27. ยกย่องวัตถุ หรือเรียกว่า วัตถุนิยม เป็นลักษณะอุปนิสัยของคนไทยที่นิยมเงินตรา โดยถือว่า “เงินคือพระเจ้า” หรือเชื่อว่า “เหล็กที่แข็ง ง้างด้วยเงินอ่อนทันใด” รวมทั้งการยกย่องและคบหาสมาคมกับคนที่มีฐานะร่ำรวย โดยไม่สนใจว่าความร่ำรวยได้มาจากความสุจริตหรือไม่ ดังคำกล่าวว่า "มีเงินเป็นน้อง มีทองเป็นพี่" นอกจากนี้ ยังเป็นอุปนิสัยที่นิยมวัตถุหรือของใช้ที่ฟุ่มเฟือย เช่น คนในชนบทชอบใช้สินค้าจากในเมือง ส่วนคนในเมืองชอบใช้สินค้าจากต่างประเทศ และประกวดประชันความร่ำรวยกันด้วยจำนวนเงิน ที่ดินทรัพย์สิน หรือการแต่งกาย

ลักษณะอุปนิสัยนี้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศเพราะถ้าการพัฒนาประเทศมุ่งเน้นด้านวัตถุและละเลยการพัฒนาด้านจิตใจ เช่น พัฒนาด้านการศึกษา คุณธรรม และจริยธรรม ย่อมทำให้คนไทยแล้งน้ำใจ ขาดน้ำใจ หรือขาดจิตใจเสียสละเพื่อส่วนรวม แต่ต้องตกเป็นทาสของเงินตราและวัตถุมากขึ้นตามแนวทางของทุนนิยม และยังเป็นหนี้ต่างชาติอีกด้วย
28. ชอบของฟรี เป็นลักษณะอุปนิสัยของคนที่ชอบสิ่งจูงใจหรือชอบของฟรีของแถม ชอบการรอรับหรือการสงเคราะห์โดยไม่ยอมพึ่งตนเอง

ลักษณะอุปนิสัยประการนี้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศในแง่ที่ทำให้คนไทยทำสิ่งใดเพราะหวังสิ่งตอบแทนเท่านั้น ถ้าไม่มีการแจกการแถมหรือไม่มีของฟรีก็จะไม่ให้ความร่วมมือ หรือไม่ร่วมมืออย่างเต็มที่ เช่นนี้ขัดกับหลักการพัฒนาประเทศที่มุ่งเน้นในเรื่องการทำงานด้วยจิตสำนึกเพื่อส่วนรวมและการเสียสละ

29. สอดรู้สอดเห็น คนไทยมีลักษณะอุปนิสัยที่ชอบสอดรู้สอดเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องไร้สาระหรือเรื่องส่วนตัวของผู้อื่น ดังที่มีคำว่า “ไทยมุง” เกิดขึ้นมานาน นอกจากนี้ เมื่อใดที่มีประกาศการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง สิ่งที่คนไทยสนใจก็คือดูว่าตัวเองได้เลื่อนตำแหน่งกี่ขั้น แล้วก็จะดูของเพื่อนฝูงหรือของศัตรูว่าได้กี่ขั้น ถ้าได้น้อยกว่าตัวเองก็จะรู้สึกสะใจ สมน้ำหน้าเพื่อน แต่ถ้าตัวเองได้เลื่อนขั้นน้อยกว่าก็จะแสดงความไม่พอใจ บางคนถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ เป็นต้น

ลักษณะอุปนิสัยประการนี้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ โดยเป็นรากฐานของการอิจฉาริษยากัน ทำให้จิตใจไม่สงบ และย่อมส่งผลการทำงาน เสียเวลาทำงานหรือนำเวลาไปใช้ในเรื่องที่ไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร

30. ขาดจิตสำนึกและอุดมการณ์เพื่อชาติบ้านเมือง เป็นลักษณะอุปนิสัยของคนไทยที่คิดเฉพาะความอยู่รอดของตนเองเท่านั้นโดยไม่คิดถึงชาติบ้านเมือง โดยคิดอยู่เสมอว่า "ประเทศชาติ ไม่ใช่ของเขาคนเดียว" เมื่อทำกิจการใดจะคิด "มุ่งแสวงหากำไรเกินควร" หรือกำไรสูงสุดเสมอ และแม้เป็นเศรษฐี เมื่อประชุมกันครั้งใดก็คิดแต่จะเอาเปรียบขูดรีดคนยากจน ในทำนองที่ว่า "ไม่มีน้ำตาของคนยากจน ในที่ประชุมของเศรษฐี" ลักษณะอุปนิสัยประการนี้เป็นลักษณะของ "กาฝากสังคม" หรือ "ปลิงดูดเลือดสังคม" คนไทยผู้ใดขาดจิตสำนึกและอุดมการณ์ดังกล่าวนี้ จะมีพฤติกรรมในลักษณะดังนี้ โกงชาติโกงแผ่นดิน ฉ้อราษฎร์บังหลวง ค้ากำไรเกินควร ขูดรีดประชาชน ค้ายาเสพติด ค้าของหนีภาษี หรือค้ามนุษย์ เป็นต้น ลักษณะเหล่านี้ตรงข้ามกับลักษณะของ "มนุษย์พันธุ์ใหม่ที่สังคมไทยปรารถนา" นั่นก็คือ "ลูกผู้ชายหรือลูกผู้หญิงตัวจริงที่มีจิตสำนึกและอุดมการณ์ที่เสียสละและทำประโยชน์เพื่อชาติบ้านเมือง"

ลักษณะอุปนิสัยของคนไทยประการนี้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศเพราะทำให้การทำงานใด ๆ จะมุ่งไปที่ประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น ไม่คิดถึงประโยชน์ของส่วนรวม จะนิ่งเฉยหรือเมินเฉยต่อความทุกข์ยากของประชาชนส่วนรวมและประเทศชาติ

สรุป

การพัฒนาประเทศไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ส่วนหนึ่งเกิดจากความไม่เข้าใจลักษณะอุปนิสัยของคนไทยว่ามีบางส่วนที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ และที่ยังไม่มีการแยกแยะอธิบายให้เห็นอย่างชัดเจน ลักษณะอุปนิสัยทั้ง 30 ประการข้างต้นนี้ แม้จะมีอยู่ในคนไทยที่อาศัยอยู่ในเมืองและในชนบท แต่ไม่ปรากฏให้เห็นในคนไทยทุกคนทุกเวลาหรือทุกสถานที่ การปรากฏอาจชัดเจนหรือไม่ชัดเจนก็ได้ ลักษณะอุปนิสัยบางประการอาจใกล้เคียงกันหรืออาจขัดกันก็ได้เช่นกัน การจัดแบ่งลักษณะอุปนิสัยของคนไทยอาจมีมากหรือน้อยกว่านี้ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาศึกษาของผู้เขียนแต่ละคน อย่างไรก็ตาม อุปนิสัยเหล่านี้น่าจะมากเพียงพอที่จะเป็นประโยชน์สำหรับการวางแผนและการกระทำหรืองดเว้นการกระทำใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับประชาชนและส่งผลถึงการพัฒนาประเทศได้

อาจปฏิเสธได้ยากถ้ามีผู้ใดกล่าวว่าลักษณะอุปนิสัยของคนไทยในบทความนี้เป็นการพิจารณาศึกษาเฉพาะในแง่ลบเท่านั้น ยังมีลักษณะอุปนิสัยของคนไทยในแง่บวกจำนวนมากมายทำไมไม่นำมาเขียนไว้ด้วย เช่นนี้ ทำให้ผู้เขียนเกิดความวิตกกังวลไปได้ว่าผู้อ่านที่เป็นคนไทยด้วยกันจะไม่เข้าใจเจตนาของการเขียนครั้งนี้ ในการเขียนบทความนี้ผู้เขียนได้ระลึกอยู่ 2 ประการ ประการแรก การพิจารณาศึกษาลักษณะอุปนิสัยในแง่ลบข้างต้นสามารถนำไปเป็นแนวทางในการสร้างหรือสนับสนุนลักษณะอุปนิสัยในแง่บวกเพื่อนำไปต่อต้านถ่วงดุลกับลักษณะอุปนิสัยในแง่ลบได้ อีกประการหนึ่ง การพิจารณาศึกษาและเรียนรู้ให้เข้าใจลักษณะอุปนิสัยของคนไทยอื่น ๆ ให้มากที่สุดเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศและพัฒนาคนดังที่ได้ทำในบทความนี้ จึงเป็นเรื่องที่น่าจะให้ความสำคัญและน่าวิตกกังวลมากกว่าเรื่องที่ผู้อ่านบางคนไม่เข้าใจ สมดังคำกล่าวของขงจื๊อที่ว่า “จงอย่าวิตกกังวลว่าผู้อื่นจะไม่เข้าใจท่าน แต่จงวิตกกังวลว่าท่านเข้าใจผู้อื่นมากน้อยเพียงใด”

ที่มา : http://www.wiruch.com
Read more ...

15 มรรควิธีรวยแบบ 3 เจ้าสัว

29 ต.ค. 2555
โดยกรุงเทพธุรกิจ เมื่อ 22 ตุลาคม 2555


1. ดำเนินธุรกิจที่สุขุมลุ่มลึก ให้ความสำคัญกับระบบอุปถัมภ์ ตลอดถึงต้องซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภค

2. ศึกษาและแสวงหาความรู้ รวมทั้งมีการวิเคราะห์เจาะลึกทางด้านการตลาด ไม่ลงทุนในกิจการที่ตนไม่ถนัดและไม่ชอบ รอจังหวะที่เหมาะสม

3. ตัดสินใจรุกหรือถอยทางธุรกิจ อย่างเด็ดเดี่ยวทันกาล กล้าได้กล้าเสีย ยอมขาดทุนก่อน มีกำไรภายหลัง

4. ยึดหลักสร้างภาพลักษณ์โดดเด่น ด้วยกิจกรรมทางสังคม

5. มีศิลปะใช้คนให้เหมาะกับงาน ใช้งานให้เหมาะกับคน เปิดโอกาสให้บุคลากรในองค์กรได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน เปิดใจกว้างรับฟังและเรียนรู้

6. ยึดหลักการบริหารงานแบบทีมเวิร์ค ด้วยวิธีกระจายอำนาจ ไม่เหมาทำงานหรือมุ่งบริหารงานด้วยคนๆ เดียว

7. มีความสามารถสร้างคน และรักษาคนให้อยู่กับองค์กรยาวนาน ยึดหลัก “ใช้คนไม่ระแวง ถ้าระแวงไม่ใช้” และให้ผลตอบแทนที่ดี

8. ยึดหลักทำในสิ่งที่ชอบ และชอบในสิ่งที่ทำ และรู้ในสิ่งที่ทำ ทำในสิ่งที่รู้

9. มีการปรับเปลี่ยนระบบบริหาร และปรับเปลี่ยนบุคลากรในองค์กร ให้ทันยุคทันสมัยอยู่เสมอ

10. ยึดหลักการบริหารแบบผสมผสาน ระหว่างตะวันตกกับตะวันออก เฉพาะอย่างยิ่งนำแนวทางบริหารที่ก้าวหน้าทันสมัย

11. ยึดหลักขยายธุรกิจครบวงจร แต่ต้องสร้างธุรกิจเดิมให้มีความมั่นคงเสียก่อน

12. เน้นประกอบธุรกิจที่สามารถขยายฐานลูกค้า ไม่จำกัดเฉพาะเชื้อชาติหรือประเทศหนึ่งประเทศใด

13. เป็นผู้ที่มีโลกทัศน์และวิสัยทัศน์กว้างไกล เฉพาะอย่างยิ่งวิสัยทัศน์ทางการค้า มองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น

14. “คิดใหญ่ไม่คิดเล็ก” และ “ทำใหญ่ไม่ทำเล็ก” ด้วยเหตุนี้จึงต้อง “อิงฐานอำนาจรัฐ” เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ

15. อาศัยพันธมิตรทางธุรกิจ เฉพาะอย่างยิ่งการนำเทคโนโลยีของพันธมิตร มาสรรค์สร้างสินค้าและผลิตภัณฑ์ของตน
Read more ...

2+2 = 5 ต้องเชื่อในสิ่งที่สั่ง

24 ส.ค. 2555
โดยวอยซ์ทีวี เมื่อ 20 ก.ค.2555

หนึ่งในผลพวงของการปฎิวัติอาหรับสปริง ที่คนไทยในโลกออนไลน์ กำลังรู้จักกันเป็นอย่างดี คือ หนังสั้นเรื่อง 2 บวก 2 เท่ากับ 5 เพราะผู้กำกับบอกว่าการปฎิวัติของประชาชนคือแรงบันดาลใจของเขา ซึ่งแท้จริงแล้ว แนวคิดนี้ ปรากฏอยู่ในวรรณกรรมชื่อดังระดับโลก ที่มีอายุถึง 63 ปีแล้ว

ในโลกออนไลน์ คลิปหนังสั้นที่ถูกตั้งชื่อใหม่ว่า 2+2 = 5 ความยาวเกือบ 7 นาทีกำลังถูกเผยแพร่ในวงกว้าง คลิปนี้ มาจากหนังสั้นเรื่อง "Two And Two" ของ

บาบัค อันวารี ผู้กำกับชาวอิหร่านที่อาศัยในอังกฤษ 

ออกฉายครั้งแรกในปี 2553 ในเทศกาลภาพยนตร์ต่าง ๆ

โดยเขาเปิดเผยว่า ได้รับแรงบันดาลใจจากการลุกฮือของประชาชนหลายประเทศทั่วโลก ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

เนื้อหาของหนังสั้นเรื่องนี้ ต้องการบอกผู้ชมเกี่ยวกับความจริง และความเหนือจริง จากผู้มีอำนาจ ซึ่งในเนื้อเรื่อง ความจริงจะถูกครูและปลายกระบอกปืน

แนวคิด 2+2 เท่ากับ 5 ไม่ได้มีเพียงในหนังสั้นเท่านั้น เพราะสำหรับแฟนหนังสือ 1984 ของ

จอร์จ ออร์เวลล์ หรือ เอริค อาร์เธอร์ แบลร์ 

นักอ่านจะรู้จักแนวคิดนี้เป็นอย่างดี และยังอาจรู้จักผ่านภาพยนตร์ที่ใช้ชื่อเรื่องเดียวกัน

เรื่องราวของหนังสือเล่มนี้ เกิดขึ้นในประเทศที่มีชื่อว่า โอเชียเนีย ซึ่งปกครองด้วยพรรคการเมือง ที่มีชื่อว่า "English Socialism" หรือ "Ingsoc" ซึ่งระบอบการปกครองนี้ ไม่เปิดให้ประชาชน มีความคิดเห็นที่แตกต่างจากชุดความคิดของผู้มีอำนาจ

พรรค Ingsoc จึงควบคุมประชาชนให้คิด พูด และมีการกระทำที่เหมือนกัน ผ่านเครื่องมือ คือการโฆษณาชวนเชื่อ ทั้งโทรภาพ การคิดค้นภาษาขึ้นใหม่ และการเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นใหม่ ทดแทนสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในอดีต รวมทั้งคำตอบทางคณิตศาสตร์ ที่ว่า 2+2 เท่ากับ 5 และหากใครไม่เชื่อฟัง การลงโทษอย่างรุนแรงคือสิ่งที่ผู้ต่อต้านจะได้รับ

หนังสือเล่มนี้ เป็นผลงานเขียนของ

จอร์จ ออร์เวลล์

ในปี 2492 และเป็นงานชิ้นสุดท้าย ก่อนเขาเสียชีวิต ซึ่งเพียงปีแรก ก็ตีพิมพ์มากถึง 4 แสนเล่ม และในช่วงเวลาต่อมาได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ เกือบ 50 ภาษา รวมทั้งภาษาไทยในปี 2525 และกำลังจะมีการจัดพิมพ์ครั้งที่ 3 โดยสำนักพิมพ์สมมุติ

ในวิกิพีเดีย มีการระบุว่า จอร์ค ออร์เวลล์ ไม่ได้ถูกพูดถึงแนวคิด 2 + 2 เท่ากับ 5 ครั้งแรกในหนังสือเรื่อง 1984 เพราะระหว่างที่เขาทำงานกับสำนักข่าวบีบีซี เขาก็พูดถึงทฤษฎีของกลุ่มนาซี ที่ไม่เพียงแต่ควบคุมอนาคต พวกเขายังควบคุมอดีต โดยจะสั่งให้เชื่อว่า สิ่งนั้นไม่เคยเกิดขึ้นจริง
 
Read more ...

หนังชีวิต! เผยฮีโร่โอลิมปิกผู้ดีมีฝาแฝดอยู่โซมาเลีย พลัดพรากเพราะสงคราม

23 ส.ค. 2555

โดยไทยรัฐ เมื่อ 19 ส.ค.2555

เผยเรื่องราวสุดดราม่าของ "โม ฟาราห์" ฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิกของสหราชอาณาจักร ว่า มีฝาแฝดอยู่ที่ประเทศโซมาเลีย หลังต้องพลัดพรากกันตั้งแต่อายุ 8 ขวบ เพราะสงครามกลางเมือง เผยชีวิตต่างกันสุดขั้ว ขณะที่อีกคนหนึ่งต้องอยู่อย่างแร้นแค้น แต่อีกคนสามารถไต่เต้าขึ้นมาจนกลายเป็นนักกีฬาที่มีชื่อเสียงได้สำเร็จ...

เว็บไซต์ "เดลีเมล์" รายงานเมื่อวันที่ 19 ส.ค. ตีแผ่ชีวิตสุดดราม่าของ โม ฟาราห์ นักวิ่งระยะไกลฮีโร่ 2 เหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ 2012 ของสหราชอาณาจักร เมื่อพบมีฝาแฝดชื่อว่า ฮัสซัน ฟาราห์ อยู่ที่ประเทศบ้านเกิดโซมาเลีย จากที่ทั้งคู่พลัดพรากจากกันเมื่อตั้งแต่อายุเพียง 8 ขวบ จากเหตุสงครามกลางเมืองของโซมาเลีย หลังลูกๆ ของครอบครัวฟาราห์ 3 จากทั้งหมด 6 คน ติดตามผู้เป็นพ่อย้ายมาอยู่ที่อังกฤษ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า แต่อีก 3 คนที่เหลือกลับต้องอยู่อย่างแร้นแค้นที่โซมาเลีย

โดย ฮัสซัน ฟาราห์ เปิดใจผ่านเดลีเมล์ ถึงการต้องแยกทางกับ โม ฟาราห์ ฝาแฝด ก่อนที่ฝ่ายหลังจะไต่เต้าขึ้นเป็นนักกีฬาชื่อเสียงได้สำเร็จว่า ทั้งคู่เคยมีความผูกพันใกล้ชิดกันอย่างมาก แม้ฝ่าย โม จะไม่ค่อยเปิดเผยถึงชีวิตส่วนตัว และครอบครัวที่โซมาเลียมากนักก็ตาม โดยทั้งคู่ต่างเคยกินข้าวในจานเดียวกัน, นอนเตียงเดียวกัน, เรียนและเล่นที่เดียวกัน พร้อมยืนยันว่า เขาไม่เคยอิจฉาหรือขุ่นเคืองในวาสนาของฝาแฝดอีกคนแต่อย่างใด

"เราทำทุกอย่างร่วมกัน เราเป็นเงาของกันและกัน เรามีความรักที่พิเศษที่ฝาแฝดมีให้กัน แตกต่างจากแค่พี่น้องธรรมดาทั่วไป แต่ก็เหมือนครอบครัวชาวโซมาเลียอื่นๆ ที่หลายครอบครัวต้องพลัดพรากกันเพราะสงคราม แต่กรณีของผมมันยิ่งกว่า เพราะผมเสียครึ่งหนึ่งของตัวเองไป เสียฝาแฝดของผมไป ทุกวันนี้ผมยังเหลือพื้นที่ในใจไว้ให้เขา มันเป็นพื้นที่ว่างที่ไม่เคยถูกเติมเต็ม เขายังคงอยู่ในใจของผมเสมอ และผมรู้ว่า ผมเองก็ยังอยู่ในใจของเขาเช่นกัน"

"ผมยังจำได้ดีถึงวันที่เราต้องแยกกัน ระหว่างเรามีเพียงคนเดียวที่จะได้ไปอังกฤษกับพี่ชายอีกสองคน และยายของเราบอกว่า โม ควรจะไป ขณะที่ผมต้องรอไปก่อน แต่พวกเขาบอกว่าวันหนึ่งผมจะได้ตามไป พวกเขาบอกว่า เราจะได้พบกันอีกครั้งในเร็วๆ นี้"

"ตอนเด็กๆ เราต่างเป็นเด็กที่ชอบเล่นกีฬา เราเล่นฟุตบอลด้วยกันบนถนน และวิ่งเล่นไปทั่วๆ แต่ที่นี่ค่อนข้างร้อน ร้อนเกินไปไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม มันไม่มีสิ่งปลูกสร้างมากนัก มีแต่ถนนเป็นส่วนใหญ่ เราต่างชอบวิ่งเล่น บางครั้งเขาวิ่งไล่ชนะผม บางครั้งผมก็ชนะเขา แต่ตอนนี้เขาคงเหนือกว่าผมไปแล้ว หลังจากได้ซ้อมอย่างต่อเนื่องในสนามวิ่งดีๆ และในยิมดีๆ ขณะที่ผมไม่มีอะไรเลย แต่ใครจะรู้ล่ะ? บางทีเราอาจเป็นยอดฝาแฝดนักวิ่งโอลิมปิกที่มีชื่อเสียง ซึ่งผมอดคิดแบบนั้นไม่ได้เวลาเห็นเขาในโทรทัศน์ แต่เขาคือพี่น้องของผม ผมรักเขา และยินดีกับความสำเร็จของเขา"

ด้าน นิโม พี่สาวอีกคนของ โม ฟาราห์ ที่มีลูกชายป่วยเป็นโปลิโอด้วยนั้น เผยถึงชีวิตอันยากลำบากในโซมาเลียว่า "การใช้ชีวิตที่นี่ค่อนข้างลำบาก แต่เรารักที่นี่ เราเป็นคนของที่นี่ เพียงแต่มันค่อนข้างยากที่จะใช้ชีวิตอยู่รอด เราต้องการโรงเรียนและการแพทย์ที่ดีกว่านี้เพื่อเด็กๆ เราหวังว่า ความสำเร็จของโมจะช่วยให้เขาช่วยพวกเราได้".
Read more ...

ความเชื่อ 7 ประการของผู้ประสบความสำเร็จ

23 ก.ค. 2555
1. ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างมีเหตุผล และมีจุดมุ่งหมาย สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านั้นเพื่อเปลี่ยนแปลงเราไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้น

2. ไม่มีความล้มเหลว มีแต่ผลลัพธ์ ไม่มีคำว่าศูนย์เสีย มีแต่บทเรียน ประสบการณ์ และความรู้ที่มากขึ้น

3. เราเป็นผู้รับผิดชอบจากทุกๆ การกระทำของเราไม่ว่าจะดีหรือร้าย
“ไม่มีการแก้ตัวหรือกล่าวโทษ มีแต่แก้ไข”

4. ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกแง่มุมของมัน ก่อนที่จะทำสิ่งนั้นได้
 
“จะเดินทางไกลแค่ไหนก็ตามอยู่ที่การออกเดินในก้าวแรก”
“เราสามารถเริ่มต้นทำและเริ่มเรียนรู้ไปพร้อมกัน”

5. ทีมงานและเพื่อนร่วมงานคือขุมพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ให้ความเคารพ และให้เกรียติพวกเขา

6. งานคือการเล่น ต้องสนุกไปกลับการทำงาน

7. ไม่มีความสำเร็จที่ยั่งยืนหากปราศจากความมุ่งมั่น และทุ่มเท
Read more ...

ความคิดเห็นล่าสุด

Recent Comments Widget