15 มรรควิธีรวยแบบ 3 เจ้าสัว

29 ต.ค. 2555
โดยกรุงเทพธุรกิจ เมื่อ 22 ตุลาคม 2555


1. ดำเนินธุรกิจที่สุขุมลุ่มลึก ให้ความสำคัญกับระบบอุปถัมภ์ ตลอดถึงต้องซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภค

2. ศึกษาและแสวงหาความรู้ รวมทั้งมีการวิเคราะห์เจาะลึกทางด้านการตลาด ไม่ลงทุนในกิจการที่ตนไม่ถนัดและไม่ชอบ รอจังหวะที่เหมาะสม

3. ตัดสินใจรุกหรือถอยทางธุรกิจ อย่างเด็ดเดี่ยวทันกาล กล้าได้กล้าเสีย ยอมขาดทุนก่อน มีกำไรภายหลัง

4. ยึดหลักสร้างภาพลักษณ์โดดเด่น ด้วยกิจกรรมทางสังคม

5. มีศิลปะใช้คนให้เหมาะกับงาน ใช้งานให้เหมาะกับคน เปิดโอกาสให้บุคลากรในองค์กรได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน เปิดใจกว้างรับฟังและเรียนรู้

6. ยึดหลักการบริหารงานแบบทีมเวิร์ค ด้วยวิธีกระจายอำนาจ ไม่เหมาทำงานหรือมุ่งบริหารงานด้วยคนๆ เดียว

7. มีความสามารถสร้างคน และรักษาคนให้อยู่กับองค์กรยาวนาน ยึดหลัก “ใช้คนไม่ระแวง ถ้าระแวงไม่ใช้” และให้ผลตอบแทนที่ดี

8. ยึดหลักทำในสิ่งที่ชอบ และชอบในสิ่งที่ทำ และรู้ในสิ่งที่ทำ ทำในสิ่งที่รู้

9. มีการปรับเปลี่ยนระบบบริหาร และปรับเปลี่ยนบุคลากรในองค์กร ให้ทันยุคทันสมัยอยู่เสมอ

10. ยึดหลักการบริหารแบบผสมผสาน ระหว่างตะวันตกกับตะวันออก เฉพาะอย่างยิ่งนำแนวทางบริหารที่ก้าวหน้าทันสมัย

11. ยึดหลักขยายธุรกิจครบวงจร แต่ต้องสร้างธุรกิจเดิมให้มีความมั่นคงเสียก่อน

12. เน้นประกอบธุรกิจที่สามารถขยายฐานลูกค้า ไม่จำกัดเฉพาะเชื้อชาติหรือประเทศหนึ่งประเทศใด

13. เป็นผู้ที่มีโลกทัศน์และวิสัยทัศน์กว้างไกล เฉพาะอย่างยิ่งวิสัยทัศน์ทางการค้า มองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น

14. “คิดใหญ่ไม่คิดเล็ก” และ “ทำใหญ่ไม่ทำเล็ก” ด้วยเหตุนี้จึงต้อง “อิงฐานอำนาจรัฐ” เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ

15. อาศัยพันธมิตรทางธุรกิจ เฉพาะอย่างยิ่งการนำเทคโนโลยีของพันธมิตร มาสรรค์สร้างสินค้าและผลิตภัณฑ์ของตน
Read more ...

2+2 = 5 ต้องเชื่อในสิ่งที่สั่ง

24 ส.ค. 2555
โดยวอยซ์ทีวี เมื่อ 20 ก.ค.2555

หนึ่งในผลพวงของการปฎิวัติอาหรับสปริง ที่คนไทยในโลกออนไลน์ กำลังรู้จักกันเป็นอย่างดี คือ หนังสั้นเรื่อง 2 บวก 2 เท่ากับ 5 เพราะผู้กำกับบอกว่าการปฎิวัติของประชาชนคือแรงบันดาลใจของเขา ซึ่งแท้จริงแล้ว แนวคิดนี้ ปรากฏอยู่ในวรรณกรรมชื่อดังระดับโลก ที่มีอายุถึง 63 ปีแล้ว

ในโลกออนไลน์ คลิปหนังสั้นที่ถูกตั้งชื่อใหม่ว่า 2+2 = 5 ความยาวเกือบ 7 นาทีกำลังถูกเผยแพร่ในวงกว้าง คลิปนี้ มาจากหนังสั้นเรื่อง "Two And Two" ของ

บาบัค อันวารี ผู้กำกับชาวอิหร่านที่อาศัยในอังกฤษ 

ออกฉายครั้งแรกในปี 2553 ในเทศกาลภาพยนตร์ต่าง ๆ

โดยเขาเปิดเผยว่า ได้รับแรงบันดาลใจจากการลุกฮือของประชาชนหลายประเทศทั่วโลก ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

เนื้อหาของหนังสั้นเรื่องนี้ ต้องการบอกผู้ชมเกี่ยวกับความจริง และความเหนือจริง จากผู้มีอำนาจ ซึ่งในเนื้อเรื่อง ความจริงจะถูกครูและปลายกระบอกปืน

แนวคิด 2+2 เท่ากับ 5 ไม่ได้มีเพียงในหนังสั้นเท่านั้น เพราะสำหรับแฟนหนังสือ 1984 ของ

จอร์จ ออร์เวลล์ หรือ เอริค อาร์เธอร์ แบลร์ 

นักอ่านจะรู้จักแนวคิดนี้เป็นอย่างดี และยังอาจรู้จักผ่านภาพยนตร์ที่ใช้ชื่อเรื่องเดียวกัน

เรื่องราวของหนังสือเล่มนี้ เกิดขึ้นในประเทศที่มีชื่อว่า โอเชียเนีย ซึ่งปกครองด้วยพรรคการเมือง ที่มีชื่อว่า "English Socialism" หรือ "Ingsoc" ซึ่งระบอบการปกครองนี้ ไม่เปิดให้ประชาชน มีความคิดเห็นที่แตกต่างจากชุดความคิดของผู้มีอำนาจ

พรรค Ingsoc จึงควบคุมประชาชนให้คิด พูด และมีการกระทำที่เหมือนกัน ผ่านเครื่องมือ คือการโฆษณาชวนเชื่อ ทั้งโทรภาพ การคิดค้นภาษาขึ้นใหม่ และการเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นใหม่ ทดแทนสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในอดีต รวมทั้งคำตอบทางคณิตศาสตร์ ที่ว่า 2+2 เท่ากับ 5 และหากใครไม่เชื่อฟัง การลงโทษอย่างรุนแรงคือสิ่งที่ผู้ต่อต้านจะได้รับ

หนังสือเล่มนี้ เป็นผลงานเขียนของ

จอร์จ ออร์เวลล์

ในปี 2492 และเป็นงานชิ้นสุดท้าย ก่อนเขาเสียชีวิต ซึ่งเพียงปีแรก ก็ตีพิมพ์มากถึง 4 แสนเล่ม และในช่วงเวลาต่อมาได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ เกือบ 50 ภาษา รวมทั้งภาษาไทยในปี 2525 และกำลังจะมีการจัดพิมพ์ครั้งที่ 3 โดยสำนักพิมพ์สมมุติ

ในวิกิพีเดีย มีการระบุว่า จอร์ค ออร์เวลล์ ไม่ได้ถูกพูดถึงแนวคิด 2 + 2 เท่ากับ 5 ครั้งแรกในหนังสือเรื่อง 1984 เพราะระหว่างที่เขาทำงานกับสำนักข่าวบีบีซี เขาก็พูดถึงทฤษฎีของกลุ่มนาซี ที่ไม่เพียงแต่ควบคุมอนาคต พวกเขายังควบคุมอดีต โดยจะสั่งให้เชื่อว่า สิ่งนั้นไม่เคยเกิดขึ้นจริง
 
Read more ...

หนังชีวิต! เผยฮีโร่โอลิมปิกผู้ดีมีฝาแฝดอยู่โซมาเลีย พลัดพรากเพราะสงคราม

23 ส.ค. 2555

โดยไทยรัฐ เมื่อ 19 ส.ค.2555

เผยเรื่องราวสุดดราม่าของ "โม ฟาราห์" ฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิกของสหราชอาณาจักร ว่า มีฝาแฝดอยู่ที่ประเทศโซมาเลีย หลังต้องพลัดพรากกันตั้งแต่อายุ 8 ขวบ เพราะสงครามกลางเมือง เผยชีวิตต่างกันสุดขั้ว ขณะที่อีกคนหนึ่งต้องอยู่อย่างแร้นแค้น แต่อีกคนสามารถไต่เต้าขึ้นมาจนกลายเป็นนักกีฬาที่มีชื่อเสียงได้สำเร็จ...

เว็บไซต์ "เดลีเมล์" รายงานเมื่อวันที่ 19 ส.ค. ตีแผ่ชีวิตสุดดราม่าของ โม ฟาราห์ นักวิ่งระยะไกลฮีโร่ 2 เหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ 2012 ของสหราชอาณาจักร เมื่อพบมีฝาแฝดชื่อว่า ฮัสซัน ฟาราห์ อยู่ที่ประเทศบ้านเกิดโซมาเลีย จากที่ทั้งคู่พลัดพรากจากกันเมื่อตั้งแต่อายุเพียง 8 ขวบ จากเหตุสงครามกลางเมืองของโซมาเลีย หลังลูกๆ ของครอบครัวฟาราห์ 3 จากทั้งหมด 6 คน ติดตามผู้เป็นพ่อย้ายมาอยู่ที่อังกฤษ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า แต่อีก 3 คนที่เหลือกลับต้องอยู่อย่างแร้นแค้นที่โซมาเลีย

โดย ฮัสซัน ฟาราห์ เปิดใจผ่านเดลีเมล์ ถึงการต้องแยกทางกับ โม ฟาราห์ ฝาแฝด ก่อนที่ฝ่ายหลังจะไต่เต้าขึ้นเป็นนักกีฬาชื่อเสียงได้สำเร็จว่า ทั้งคู่เคยมีความผูกพันใกล้ชิดกันอย่างมาก แม้ฝ่าย โม จะไม่ค่อยเปิดเผยถึงชีวิตส่วนตัว และครอบครัวที่โซมาเลียมากนักก็ตาม โดยทั้งคู่ต่างเคยกินข้าวในจานเดียวกัน, นอนเตียงเดียวกัน, เรียนและเล่นที่เดียวกัน พร้อมยืนยันว่า เขาไม่เคยอิจฉาหรือขุ่นเคืองในวาสนาของฝาแฝดอีกคนแต่อย่างใด

"เราทำทุกอย่างร่วมกัน เราเป็นเงาของกันและกัน เรามีความรักที่พิเศษที่ฝาแฝดมีให้กัน แตกต่างจากแค่พี่น้องธรรมดาทั่วไป แต่ก็เหมือนครอบครัวชาวโซมาเลียอื่นๆ ที่หลายครอบครัวต้องพลัดพรากกันเพราะสงคราม แต่กรณีของผมมันยิ่งกว่า เพราะผมเสียครึ่งหนึ่งของตัวเองไป เสียฝาแฝดของผมไป ทุกวันนี้ผมยังเหลือพื้นที่ในใจไว้ให้เขา มันเป็นพื้นที่ว่างที่ไม่เคยถูกเติมเต็ม เขายังคงอยู่ในใจของผมเสมอ และผมรู้ว่า ผมเองก็ยังอยู่ในใจของเขาเช่นกัน"

"ผมยังจำได้ดีถึงวันที่เราต้องแยกกัน ระหว่างเรามีเพียงคนเดียวที่จะได้ไปอังกฤษกับพี่ชายอีกสองคน และยายของเราบอกว่า โม ควรจะไป ขณะที่ผมต้องรอไปก่อน แต่พวกเขาบอกว่าวันหนึ่งผมจะได้ตามไป พวกเขาบอกว่า เราจะได้พบกันอีกครั้งในเร็วๆ นี้"

"ตอนเด็กๆ เราต่างเป็นเด็กที่ชอบเล่นกีฬา เราเล่นฟุตบอลด้วยกันบนถนน และวิ่งเล่นไปทั่วๆ แต่ที่นี่ค่อนข้างร้อน ร้อนเกินไปไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม มันไม่มีสิ่งปลูกสร้างมากนัก มีแต่ถนนเป็นส่วนใหญ่ เราต่างชอบวิ่งเล่น บางครั้งเขาวิ่งไล่ชนะผม บางครั้งผมก็ชนะเขา แต่ตอนนี้เขาคงเหนือกว่าผมไปแล้ว หลังจากได้ซ้อมอย่างต่อเนื่องในสนามวิ่งดีๆ และในยิมดีๆ ขณะที่ผมไม่มีอะไรเลย แต่ใครจะรู้ล่ะ? บางทีเราอาจเป็นยอดฝาแฝดนักวิ่งโอลิมปิกที่มีชื่อเสียง ซึ่งผมอดคิดแบบนั้นไม่ได้เวลาเห็นเขาในโทรทัศน์ แต่เขาคือพี่น้องของผม ผมรักเขา และยินดีกับความสำเร็จของเขา"

ด้าน นิโม พี่สาวอีกคนของ โม ฟาราห์ ที่มีลูกชายป่วยเป็นโปลิโอด้วยนั้น เผยถึงชีวิตอันยากลำบากในโซมาเลียว่า "การใช้ชีวิตที่นี่ค่อนข้างลำบาก แต่เรารักที่นี่ เราเป็นคนของที่นี่ เพียงแต่มันค่อนข้างยากที่จะใช้ชีวิตอยู่รอด เราต้องการโรงเรียนและการแพทย์ที่ดีกว่านี้เพื่อเด็กๆ เราหวังว่า ความสำเร็จของโมจะช่วยให้เขาช่วยพวกเราได้".
Read more ...

ความเชื่อ 7 ประการของผู้ประสบความสำเร็จ

23 ก.ค. 2555
1. ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างมีเหตุผล และมีจุดมุ่งหมาย สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านั้นเพื่อเปลี่ยนแปลงเราไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้น

2. ไม่มีความล้มเหลว มีแต่ผลลัพธ์ ไม่มีคำว่าศูนย์เสีย มีแต่บทเรียน ประสบการณ์ และความรู้ที่มากขึ้น

3. เราเป็นผู้รับผิดชอบจากทุกๆ การกระทำของเราไม่ว่าจะดีหรือร้าย
“ไม่มีการแก้ตัวหรือกล่าวโทษ มีแต่แก้ไข”

4. ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกแง่มุมของมัน ก่อนที่จะทำสิ่งนั้นได้
 
“จะเดินทางไกลแค่ไหนก็ตามอยู่ที่การออกเดินในก้าวแรก”
“เราสามารถเริ่มต้นทำและเริ่มเรียนรู้ไปพร้อมกัน”

5. ทีมงานและเพื่อนร่วมงานคือขุมพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ให้ความเคารพ และให้เกรียติพวกเขา

6. งานคือการเล่น ต้องสนุกไปกลับการทำงาน

7. ไม่มีความสำเร็จที่ยั่งยืนหากปราศจากความมุ่งมั่น และทุ่มเท
Read more ...

เคล็ดลับแปดประการสู่ความสำเร็จของริชาร์ด เซนต์จอห์น

24 มิ.ย. 2555
ทำยังไงถึงจะประสบความสำเร็จ? เก่งหรือเฮง? จริงๆ แล้วไม่ใช่ทั้งคู่ ริชาร์ด เซนต์จอห์น นักวิเคราะห์ธุรกิจได้ย่อเวลาหลายปีที่สัมภาษณ์บุคคลต่างๆ มากมายให้กลายเป็นเคล็ดลับสู่ความสำเร็จแค่ 3 นาทีที่คุณไม่ควรพลาด

A self-described average guy who found success doing what he loved, Richard St. John spent more than a decade researching the lessons of success -- and distilling them into 8 words, 3 minutes and one successful book
Read more ...

โรงเรียนเป็นแหล่งทำลายความคิดสร้างสรรค์ โดย Ken Robinson

24 มิ.ย. 2555
Sir Ken Robinson แสดงความเห็นที่ให้ทั้งความบันเทิงและกระตุ้นความคิด เพื่อสร้างระบบการศึกษาที่หล่อเลี้ยงความคิดสร้างสรรค์ (แทนที่จะเป็นการทำลาย)

Creativity expert Sir Ken Robinson challenges the way we're educating our children. He champions a radical rethink of our school systems, to cultivate creativity and acknowledge multiple types of ntelligence 
Read more ...

สนามแข่งหนู

24 มิ.ย. 2555
โดย http://chantrawong.blogspot.com/2010/08/blog-post_17.html

วันอังคารที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2553

อีกไม่นานนัก หนูแก่ๆ หลายตัวก็จะเกษียณไป หนูหัวหน้าตัวใหม่กำลังจะขึ้นมาแทน และก็ยังมีหนูอีกหลายตัวกำลังวิ่งแข่งขันกันอยู่ภายในสนาม....

วันนี้..ผมคิดถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่เคยอ่าน มีอยู่ตอนหนึ่งเขียนเรื่อง "สนามแข่งหนู" ไว้ เลยนำมาคิดเปรียบเทียบกับชีวิตในสังคมเราทุกวันนี้....โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...ชีวิตของข้าราชการอย่างผม...

วันๆ เรานั่งอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ บนโต๊ะข้างหน้ามีหนังสือกองโตที่รอให้เซ็นต์ โถ..นึกว่างานเยอะ แต่แท้ที่จริงแล้วหนังสือกองโตเหล่านั้น เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง และการดำรงสภาพของหน่วยตัวเองเสียส่วนใหญ่..แทบไม่มีเรื่องราวอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมเลย....

ผมเคยหยิบกระดาษ A4 เปล่าๆ ขึ้นมาหนึ่งแผ่น ตั้งใจจะเขียนว่า วันนี้ ข้าราชการอย่างผม ได้ทำอะไรให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมบ้าง...เชื่อไหมว่า...ผมไม่รู้จะเขียนอะไร.... (อันนี้ไม่ได้หมายถึงข้าราชการทุกคนนะครับ หมายถึงตัวของผมเอง)

ผมจินตนาการภาพของสนามแข่งหนู ที่กำลังมีผู้นั่งชมและเชียร์อยู่รอบๆ พวกหนูทั้งหลาย ก็กำลังวิ่งแข่งขันกันอยู่ภายในลู่ที่จัดเตรียมไว้ให้ แรกๆ เมื่อเริ่มปล่อยตัวจากจุดสตาร์ท หนูทุกตัวต่างสดชื่น ตั้งหน้าตั้งตาวิ่งไปยังเส้นชัย เพื่อจะได้เป็นผู้ชนะ...

วิ่งไปสักพักลู่เริ่มแคบลงเรื่อยๆ หนูบางตัวหมดแรงและถูกหนูกันเองกัดจนแผลเหวอะหวะไปหมด หนูตัวที่แข็งแรงและรู้หลบหลีก ก็ยังวิ่งไปข้างหน้าเรื่อยๆ....

มีหนูบางตัวรู้สึกว่าตัวเองมาแข่งขันกันทำไมในลู่เล็กๆ เหล่านี้...ทั้งๆ ที่ข้างหน้าก็รู้ว่ามันเป็นอะไร...จึงตัดสินใจกระโดดออกจากสนามแข่งหนู ทันที....หนูตัวนั้นจึงรู้ว่า....โลกนอกสนามแข่งนี้...มันช่างกว้างใหญ่เสียจริงๆ มีเรื่องราวชวนให้เรียนรู้อีกมากมาย....

หนูที่เหลือส่วนใหญ่ก็ยังวิ่งแข่งขันกันไปยังเส้นชัยเรื่อยๆ...เพื่อจะได้เป็นผู้ชนะ....ทั้งๆ ที่รู้ว่าผู้ชนะต้องมีตัวเดียว.... หนูเริ่มใช้ปากกัดตัวข้างหน้า เท้าถีบตัวข้างหลัง เบียดเพื่อนหนูที่วิ่งอยู่ข้างๆ ให้ตกลู่ไป...หนูบางตัวสู้ไม่ไหว ก็ย้ายไปแข่งขันในสนามอื่น...

กว่าจะถึงเส้นชัย...ได้เป็นผู้ชนะก็สะบักสบอม เสียพวกพ้องเพื่อนหนูที่วิ่งแข่งขันร่วมกันไปหลายตัว...หลงดีใจอยู่พักหนึ่ง..ว่าตนเองเป็นผู้ชนะ...หันกลับมาดูอีกที..เพิ่งรู้ว่าอีก 2-3 ปีข้างหน้า ข้าก็จะเป็นหนูแก่ๆ ที่จะเกษียณแล้วเหรอ...นึกในใจว่า...น่าเสียดายเวลาที่เอาแต่วิ่งแข่งขันกันมาตลอดอายุราชการ....

หนูที่แข่งขันกันในสนามนั้น...แทบไม่รู้เลยว่าความสุขระหว่างทางนั้นเป็นอย่างไร....

ผมจำคติของคุณตรง ตันติเวชกุล ที่เขียนไว้ในบทความหนึ่งแต่จำไม่ได้ว่าอะไร คุณตรงมีคติว่า

"ผมยืนอยู่บนเส้นทางที่แตกต่างจากคนอื่น โดยไม่สนใจว่าปลายทางจะเป็นอะไร แต่ระหว่างทางต้องมีความสุข"

ผมมองเห็นวิธีการที่หนูในสนามแต่ละตัวแข่งขันกัน...มันช่างสกปรกสิ้นดี...ผมรู้สึกว่าผมทำอย่างหนูพวกนั้นไม่ได้ ผมไม่สามารถเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนพฤติกรรมและเปลี่ยนความรู้สึกของตนเองได้ ผมจึงไม่อยากที่จะเป็นผู้ชนะในสนามแข่งขันนั้น...เพราะความสุขระหว่างทางของผมจะหายไปหมด เพียงเพื่อจะได้เป็นผู้ชนะและชื่นชมความเป็นผู้ชนะอยู่เพียงปีสองปี...

ผมเบื่อสนามแข่งหนู...และผมต้องรู้ตนเองให้ได้ว่า...ความสุขที่ผมต้องการนั้น แท้จริงคืออะไร...
Read more ...

แนวทางการลงทุน

24 มิ.ย. 2555
 
 
 
โดย http://www.fungistock.com/2012/04/06/books/

หนังสือชุด “พ่อรวยสอนลูก”

หนังสือชุด พ่อรวยสอนลูก เล่มที่ 1 สอนให้ผมรู้จัก รายได้ รายจ่าย สินทรัพย์ และหนี้สิน

เมื่อเรามีรายได้จากการทำงาน เราก็นำรายได้ของเราไปจับจ่ายใช้สอย หรือ ก่อหนี้ ด้วยการซื้อบ้าน ซื้อรถ

เมื่อเราซื้อบ้านหรือรถ เริ่มก่อหนี้ เราก็กลายเป็นหนูถีบจักร ทำงานให้นายจ้าง ทำงานให้ธนาคาร เมื่อทำงานแล้วไม่มีเงินเก็บ

และเมื่อเราทำงานแล้วมีรายได้มากขึ้น เงินเดือนเพิ่ม ก็ก่อหนี้มากขึ้น ใช้จ่ายซื้อสินค้ามากขึ้น ซื้อบ้านหลังใหญ่ขึ้น ซื้อรถคันใหม่ เราก็ต้องยิ่งทำงานหนักขึ้น ทำงานให้ธนาคารมากขึ้น ทำงานให้นายจ้างมากขึ้น

สภาวะเช่นนี้ โรเบิร์ต คิโยซากิ เรียกว่า Rat Race หรือสนามแข่งหนูนั่นเอง นั่นคือ ทำงานแล้วไม่ไปไหน รายได้มากขึ้น แต่ไม่รวยเสียที

ให้สินทรัพย์ทำงานแทน

แต่เมื่อใดก็ตามที่เราเริ่มเก็บเงินก่อน “จ่ายเงินให้ตัวเองก่อน” แล้วซื้อสินทรัพย์ที่สามารถสร้างกระแสเงินสดให้เราได้ เราก็จะมีรายได้มากขึ้น โดยที่ไม่ต้องทำงานเพิ่ม แล้วเราก็นำรายได้ที่มากขึ้นนี้ ไปซื้อสินทรัพย์ ให้สินทรัพย์ทำงานแทน สร้างกระแสเงินสดให้กับเรา ทำให้เรามีรายได้ที่มากขึ้นนอกเหนือจากงานประจำ

ทำไมคนรวยจึงรวยยิ่งขึ้น ? ก็เพราะว่าคนรวย นำเงินรายได้ไปซื้อสินทรัพย์ แล้วให้สินทรัพย์สร้างรายรับให้กับเรา เมื่อเรามีรายได้มากขึ้น ก็จะนำรายได้ส่วนนั้นไปซื้อสินทรัพย์ต่อเนื่อง รายได้ยิ่งมากขึ้น ก็ยิ่งซื้อสินทรัพย์มากขึ้น จนถึงจุดที่ไม่ต้องทำงานก็ยังมีรายได้อย่างต่อเนื่องจนครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่างๆได้ทั้งหมด ก็คือเข้าสู่ อิสรภาพทางการเงินนั่นเอง
เงิน 4 ด้าน รายรับ 4 ช่องทาง

ในส่วนของพ่อรวยสอนลูก เล่มที่สอง “เงินสี่ด้าน” จะสอนให้เรารู้จักรายได้ 4 ช่องทางของคนทุกๆคน นั่นก็คือ รายได้จากงานประจำ รายได้จากกิจการส่วนตัว ทางด้านซ้าย รายได้จากธุรกิจ และรายได้จากการลงทุน ทางด้านขวา

โดยที่รายได้จาก งานประจำ หรือ ประกอบธุรกิจส่วนตัว เช่น แพทย์ ก็จะมีรายได้จากการประกอบธุรกิจส่วนตัวคือคลินิก ช่างตัดผม มีรายได้จากการประกอบธุรกิจส่วนตัวคือร้านตัดผม เป็นต้น ซึ่งรายได้ด้านนี้จะจำกัด เพราะรายได้ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าของกิจการ

ในขณะที่รายได้จากด้านขวา ก็คือรายได้จากการประกอบธุรกิจ “ใช้ระบบและทำงานเป็นทีม” และรายได้จากการลงทุน “ใช้สินทรัพย์ทำงานแทน” สามารถทำให้เรามีรายได้ไม่จำกัด

ผมเลือกที่จะเป็นนักลงทุน

ด้วยเหตุที่ว่า ผมยังต้องทำงานประจำอยู่ ทางหนึ่งที่ผมจะสามารถมีรายได้ทางด้านขวา นั่นคือ ผมต้องทำธุรกิจส่วนตัวไปด้วย ซึ่งผมคิดว่าไม่มีความสามารถมากเพียงพอที่จะออกไปประกอบธุรกิจเองได้ นอกเหนือจากนี้ จากสถิติ 95% ของธุรกิจเกิดใหม่จะล้มเหลวภายใน 5 ปี

หรือทางเลือกที่สองก็คือเป็นนักลงทุนซึ่งคิดว่าเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่คนทำงานกินเงินเดือนอย่างผมจะสามารถลงทุนไปด้วยและทำงานไปด้วยได้

จุดเริ่มต้นของการลงทุน

ในหนังสือพ่อรวยสอนลูกนั่น กล่าวถึง และข้อแตกต่างระหว่าง

นักพนัน กับ นักลงทุน

นักลงทุน กับ นักเก็งกำไร

การเลี้ยงวัวนมที่ให้นมกับเราทุกเช้า กับ การเลี้ยงโคเนื้อที่ต้องขายก่อนที่จะถูกหมาป่ามากิน

การลงทุนเพื่อกระแสเงินสด กับ การลงทุนเพื่อกำไรจากส่วนต่างราคา

การเปรียบเทียบแต่ละคู่นี้ มีความเสี่ยงต่างกันสุดขั้ว การลงทุนเพื่อกระแสเงินสดเป็นการรับประกันการคืนเงิน แต่ถ้าคุณลงทุนเพื่อหวังกำไรส่วนต่างราคาก็คือการลงทุนบนความหวังและความฝัน

ผมต้องการการลงทุนที่รับประกันการคืนเงิน แม้ในช่วงที่ตลาดตกต่ำ ก็ยังสามารถสร้างกระแสเงินสดให้ผมมีใช้จ่ายและมีเงินเหลือพอลงทุนต่อไปได้ ดังนั้น ผมจึงเลือกตามแนวทาง “หุ้นที่มีปันผลต่อเนื่อง”
Read more ...

"หนุ่มเมืองจันท์ : คาถาซัมซุง

12 มิ.ย. 2555
ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ (ที่มา:มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 11-17 พ.ค.2555)

ไม่ได้หยิบหนังสือเล่มนี้มานานแล้ว(ที่มา:มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 11-17 พ.ค.2555)

"ซัมซุง มหาอำนาจอิเล็กทรอนิกส์"

จนวันก่อนเห็นข่าวยอดขายสมาร์ทโฟนของ "ซัมซุง" ชนะ "ไอโฟน" ของ "แอปเปิล" แล้ว

ผมจึงหยิบหนังสือเล่มนี้มาพลิกอ่านอีกครั้ง

คนรุ่นใหม่อาจไม่แปลกใจในปรากฏการณ์นี้มากนัก

แต่คนอายุ 30 ปีขึ้นไปที่ยังจำภาพ "ซัมซุง" ในอดีตได้คงแปลกใจ

เพราะในอดีตภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ซัมซุง คือ สินค้าราคาถูก

เกรดต่ำกว่าสินค้าจากญี่ปุ่น

แต่เพียงชั่วเวลาไม่นาน "ซัมซุง" กลับกลายเป็นสินค้าเกรดเอ

โทรศัพท์มือถือรุ่นแรกเมื่อประมาณ 10 กว่าปีก่อนของ "ซัมซุง" โชว์นวัตกรรม "จอสี" และเสียงโทร.เข้าที่ไพเราะกว่าเสียงโมโนโทน

เหนือกว่า "โนเกีย" ซึ่งเป็นเจ้าตลาดในยุคนั้น

คุยกับผู้บริหาร "เอไอเอส" ในยุคนั้น เขายังบ่นเลยว่า "ซัมซุง" กล้าหาญมากที่ตั้งราคาสูงกว่ามือถือทั่วไป

ทั้งที่ใช้แบรนด์ "ซัมซุง"

แต่สุดท้าย "ซัมซุง" รุ่นนั้นก็ประสบความสำเร็จ

จากวันนั้นเป็นต้นมา "ซัมซุง" ก็ไม่ใช่ "ซัมซุง" ที่เราคุ้นเคย

เขาเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ ไม่ผลิตสินค้าเกรดต่ำ ราคาถูกอีกต่อไป

ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ ตู้เย็น หรือแม้แต่โทรศัพท์มือถือ

สินค้า "ซัมซุง" กลายเป็นสินค้าคุณภาพ ที่โชว์เหนือเรื่องนวัตกรรมใหม่ๆ

ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดจาก 

"ลี กอน ฮี"

 ที่รับสืบทอดกิจการมาจากรุ่นพ่อ 

"ลี เบียง ชอล"

ผมพลิกหนังสือเล่มนี้แบบอ่านเล่น ไม่ได้อ่านจริงจัง

แต่กลับพบเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ

เป็นคาถา "ซัมซุง

ที่ "พ่อ" มอบให้กับ "ลูก"

วันที่ "ลี เบียง ชอล" ประกาศว่าผู้สืบทอดกิจการ "ซัมซุง" คือ "ลี กอน ฮี" บุตรชายคนที่ 3

เขาเรียกลูกชายมาที่ห้องทำงาน แล้วหยิบพู่กันจุ่มหมึกเขียนข้อความสั้นๆ
"จงรับฟัง"

นี่คือ คาถาข้อแรกของการเป็นผู้บริหารสูงสุดในองค์กรใหญ่ที่ "พ่อ" มอบให้กับ "ลูก"

"ลี เบียง ชอล" รู้ซึ้งถึงสัจธรรมของ "อำนาจ" ว่ายิ่งมีอำนาจมาก ยิ่งรับฟังน้อยลง

และเมื่อ "พูด" มากกว่า "ฟัง"

"ความรู้ใหม่" ก็ไม่เกิด

"ลาร์ลี่ คิง" นักพูดชื่อดัง เคยบอกว่า "เราไม่เคยฉลาดขึ้นจากการพูด"

มีแต่การฟังเท่านั้นที่จะได้ "ความรู้" จากผู้อื่น

เขาจึงเตือน "ลี กอน ฮี" ตั้งแต่เริ่มต้นการเรียนรู้งานในตำแหน่ง "ประธาน"

ในวันที่ "ลี กวน ฮี" มีอำนาจเต็มใน "ซัมซุง" เขาจึงเป็นคนที่ได้รับคำชมอย่างมากว่าเป็น "ผู้ฟัง" ที่ดี

ทั้งที่ "ลี กวน ฮี" เป็นคนพูดเก่ง เขาสามารถบรรยายติดต่อกัน 3-4 ชั่วโมงได้อย่างสบาย

แต่ "จุดเด่น" ของเขากลับอยู่ที่การรับฟัง

ฟังเพื่อนนักธุรกิจ ฟังนักวิชาการ ฟังผู้บริหาร ฟังพนักงาน ฯลฯ

จากนั้นจึงเริ่มตั้งคำถาม

"ทำไม-ทำไม-ทำไม ฯลฯ"

ว่ากันทุกปัญหา "ลี กวน ฮี" จะตั้งคำถามว่า "ทำไม" อย่างน้อย 6 คำถาม

คาถาเรื่อง "จงรับฟัง" นั้น ผมจำได้ว่า "กานต์ ตระกูลฮุน" กรรมการผู้จัดการใหญ่ของ "เอสซีจี" หรือ "ปูนซิเมนต์ไทย" เคยบอกว่าตอนที่จะเปลี่ยนองค์กร "เอสซีจี" สู่นวัตกรรม

เขาต้องเข้าอบรมหลักสูตรหนึ่ง

ชื่อว่า "การฟัง"

สอนให้รู้จักอดทนรับฟังความคิดเห็นของลูกน้อง

เพราะถ้าไม่มีท่าทีรับฟังก็จะไม่มีลูกน้องคนใดกล้าเสนอความเห็นที่นอกกรอบ

และองค์กรนั้นก็ยากที่จะเปลี่ยนแปลง

คาถาบทที่สองที่ "ลี เบียง ชอล" มอบให้กับลูกชายผู้สืบทอดกิจการ ก็คือ
"ไก่ไม้"

"ไก่ไม้" คือ ไม้ที่แกะสลักเป็นตัวไก่

ในห้องนอนของเขาจะมี "ไก่ไม้" แขวนอยู่

"ไก่ไม้" นั้นมาจากนิทานเรื่องหนึ่งในหนังสือคำสอนของ "จวงจื่อ" ปราชญ์คนหนึ่งของจีน

คนเลี้ยงไก่ชนชื่อดังคนหนึ่ง ชื่อ "จี้ เซิง จื่อ" เป็นคนเลี้ยงไก่ชนให้กับ "โจว ซวน อ๋อง"

วันหนึ่ง "โจว ซวน อ๋อง" นำไก่ชนตัวหนึ่งมาให้เลี้ยง

ผ่านไป 10 วัน "โจว ซวน อ๋อง" ก็ถามเขาว่า "ไก่ชนใช้ได้หรือยัง"

"ยังไม่ได้ เพราะมันยังเดินกร่างอยู่ ทะนงตน ท้าทายไปทั่ว" จี้ เซิง จื่อ ตอบ

ผ่านไปอีก 10 วัน "โจว ซวน อ๋อง" ก็ถามด้วยคำถามเดิม

ไก่ชนใช้ได้แล้วหรือยัง"

คำตอบของ "จี้ เซิง จื่อ" เหมือนเดิม คือ "ยัง"

แต่เหตุผลเปลี่ยนไป

"ยังไม่ได้ ตอนนี้ไม่ท้าทายไก่ตัวอื่นแล้ว แต่มักจะโดดตีถ้าไก่ตัวอื่นเข้าใกล้"

อีก 10 วัน "โจว ซวน อ๋อง" ถามอีก "ไก่ชนใช้ได้หรือยัง"

"ยังไม่ได้ ตอนนี้ไม่โดดตีแล้ว และลดความทระนงตนลงแต่สายตายังดุร้าย เหมือนพร้อมจะตีกับไก่ตัวอื่น"

อีก 10 วัน "โจว ซวน อ๋อง" ถามด้วยคำถามเดิม

ครั้งนี้คำตอบมีพัฒนาการ

"จี เซิง จื่อ" ตอบว่าพอใช้ได้แล้ว เพราะเมื่อไก่ตัวอื่นขัน ก็ไม่แสดงอาการตอบ เป็นราวกับ "ไก่ไม้"

"เห็นไก่ตัวอื่นก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ ไก่ตัวอื่นเห็นก็ไม่กล้าเข้าใกล้ เดินหนีไปหมด"

ครับ "ไก่ชน" ที่ดีนั้นไม่ใช่ "ไก่" ที่ตีเก่ง ฮึกเหิมห้าวหาญท้าทีท้าต่อยไปทั่ว

แต่ "ไก่ชน" ที่ดีต้อง "นิ่ง" เป็น

สงบสยบเคลื่อนไหว

รู้จักเก็บความรู้สึกของตนเอง แต่สามารถเปล่งประกายจนไก่ชนตัวอื่นย้ำเกรง

ชนะโดยไม่ต้องชน

ผู้บริหารที่ดีในความหมายของ "ลี เบียง ชอล" คือ ต้องใจเย็น สงบนิ่งในสถานการณ์ที่กดดันให้ได้

"นิ่ง" เหมือน "ไก่ไม้"

เขามอบ "ไก่ไม้" ให้ลูกชาย เพื่อเป็นสิ่งเตือนใจให้รู้จัก "นิ่ง"

"จงรับฟัง" และ "ไก่ไม้" อาจไม่ใช่คาถาที่นำความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาสู่ "ซัมซุง"

แต่เป็นคาถาที่ "ลี กวน ฮี" ใช้ในการบริหารงานมาโดยตลอด

และนำพา "ซัมซุง" ยิ่งใหญ่ในปัจจุบัน
Read more ...

แนวคิดต่อสู้กับคนขี้โกง จากหนังสือโคตรโกง ภาค เล่ห์ ลวง โลก

6 พ.ค. 2555
โดยหลิวยง หนังสือโคตร โกง ภาค เล่ห์ ลวง โลก

สรุปเมื่อ 9 ก.ย.2553

1. คนอื่นทำร้ายเราได้เพียงกายภาพเท่านั้น ทางจิตใจมีแต่ตัวเราเท่านั้นที่ทำร้ายตนเอง ฉะนั้น จงสร้างสุขเข้าไว้ แม้สถานการณ์จะแก้ไขไม่ได้ก็ตาม

2. สมัยนี้ ไม่มีธุรกิจ ไม่เล่นการเมือง ไม่เล่นการเมือง ไม่ทำธุรกิจ และ ผู้มีวิชาความรู้ก้าวหน้าก็รับราชการ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอง

3. ระวังคู่ปรับขโมยความคิดสร้างสรรค์ของเรา

4. ระวังศัตรูใช้ยุทธศาสตร์ทะเลคน

5. ระวังผู้ที่เชิญเราเข้าร่วมงานเลี้ยงที่เสื่อมเสีย แล้วถ่ายภาพและเก็บข้อมูลไว้

6. มนุษย์ทุกคน ต่างก็เห็นนารีคิดล่วงเกิน เห็นสมบัติคิดลักขโมย

7. กลแย่งชมรม หากใครอยากเป็นประธานชมรม ก็หาเพื่อนของตนเข้ามาเยอะ ๆ เวลาเลือกประธานคนหาคนเข้าได้เยอะย่อมได้รับเลือก

8. ระวัง พวกมีคุณธรรม แต่ไร้ความกล้า ผลักดันให้คนกล้าที่เซ่อซ่า ออกไปตายก่อน

9. ทหารจีน ถูกทหารญี่ปุ่นที่กำลังน้อยกว่ามหาศาล หลอกให้มอบตัว แล้วเอาไปฆ่าตายเงียบ ๆ ป้องกันการลุกฮือขึ้นสู้ ที่อาจทำให้ทหารญี่ปุ่นยุ่งยาก ลามไปถึงพ่ายแพ้ได้

10. ชาวยิว ถูกทหารเยอรมันหลอกไปรมแก๊ส เพราะถูกหลอกให้เชื่อว่า หากทำตามแล้วจะรอด

11. อันธพาลข่มขู่ ทำให้กลัว เพราะกลัวคนส่วนใหญ่ลุกฮือขึ้นต่อต้าน

12. เคล็ดวิชาแม้เพียงเล็กน้อย อย่าแพร่งพราย เพราะคนที่ลักขโมยความคิดของผู้อื่น ว่องไวกว่าที่เราคิด

13. คนที่ขบคิดแข่งกันแรมปี หากเผยเคล็ดลับเล็กน้อย คู่แข่งก็สามารถรู้ได้ในบัดดล เพราะเป็นเส้นผมบังภูเขาโดยแท้

14. การดำรงชีวิตในสังคม ต้องรู้เรื่องที่ควรสู้ เรื่องไม่ควรสู้ อย่าคิดว่าเราจะเป็นผู้ชนะเสมอ

15. การที่ต้องต่อสู้นาน ๆ อาจทำลายกำลังใจเรา และสิ้นเปลืองเวลาอย่างมาก หากเป็นเรื่องที่ต่างคนต่างอ้างเหตุผลได้่ ควรยอมขาดทุน ปลีกตัวออกมาดีกว่า

16. จ่ายขาดครั้งเดียว เสียเงินฟาดเคราะห์

17. บ้านเมืองมีธรรม กล้าพูดกล้าทำ บ้านเมืองไร้ธรรม กล้าทำพูดน้อย

18. จงยึดมั่นในหลักการตนเองอยู่ไกล ๆ โดยค่อย ๆ เดินอ้อมเข้าสู่เป้าหมายอย่างระวังตัว

19. สุภาพบุรุษย่อมส่งเสริมผู้อื่น

20. หากหลวงเป็นผู้ออกเงิน เราเป็นแขก ควรตามใจเจ้าหน้าที่ เพราะเขาก็อยากกินเที่ยวเช่นกัน อย่าไปริดรอนโอกาสของเขา

21. สหายร่วมอุดมการณ์ หากหักหลังกัน เข้าทฤษฎี ในเมื่อเองใจไม้ อย่ามาว่าข้าไส้ระกำ

22. กฎหมายห้ามสถานบริการ การพนันเล็ก ๆ น้อย ๆ ตำรวจตรวจผ่านบ่อย ๆ แต่ทำไม่เห็น เป็นหนี้บุญคุณ กลายเป็นตำรวจผู้โอบอ้อมอารี

23. หลีกเลี่ยงการไปสถานเริงรมณ์กับผู้ที่จะได้ประโยชน์ในทางไม่ชอบจากเรา ไม่ว่าขณะปัจจุบันหรืออนาคต

24. ในอดีตขุนนางท้องถิ่นขูดรีดชาวบ้าน เพื่อดูแลเจ้านายส่วนกลาง และได้เก็บส่วนเกินไปด้วย

25. ข้าราชการชั้นผู้น้อยไม่ใช่อยากโกงกิน แต่ ไม่บังอาจไม่โกงกิน เพราะ ต้องส่งบรรณาการ และจะถือตนมือสะอาดก็จะโดนรังเกียจ

26. เป็นปกติที่กลุ่มอำนาจใหม่ จะกำจัดลูกน้องของกลุ่มอำนาจเก่า เพื่อให้ไพร่พลของตนมีกินมีใช้ เพราะร่วมกันหักร้างถางพง หาทางกันมา

27.หากไม่รู้จักแยกแยะ มิตร ศัตรู ใกล้ ไกล บุญคุณ ความแค้น ให้ชัดเจน จะเรียกว่าไร้หลักการ ยากที่จะสร้างฐานบารมี

28. อย่าไปร่วมงานเลี้ยงที่ไม่รู้ว่าแขกเป็นใครบ้าง เพราะจะถูกทำให้ไขว้เขว แล้วตกกระไดพลอยโจร กลายเป็นสมาชิกผู้กระทำผิดกฎหมายได้

29. อำนาจ คือ พลังของมวลชน ที่ได้รับการเชิดชูของมหาชน

30. ผู้มีอำนาจรัฐ ย่อมเก็บข้อมูลความผิดพลาด ความทุจริตของหอกข้างแคร่ตนเองไว้ เพื่อลงมือจัดการ เมื่อถึงเวลา

31. คนมือสะอาด บริสุทธิ์ทุกอย่าง หากผู้นำจะเล่นงาน เขาก็จะเล่นงานคนรอบข้าง เพื่อให้ช่วยพูดให้ทำตามที่ผู้นำต้องการ หากไม่ทำอีก เขามีวิธีเล่น เพื่อบีบให้ทำ หากไม่ทำ จะถูกมหาชนประนามว่า เป็นผู้สร้างความลำบากให้มหาชน

32. นักเลงผู้มีอิทธิพลชั่วถูกเก็บไม่ยาก แต่ผู้มีอิทธิพลดี ถ้าเป็นมิตรกับทุกฝ่าย เก็บตัว คิดแต่เรื่องประเทศเจริญ โอภาปราศรัย ผู้นำย่อมเก็บไว้ไม่มีพิษภัย

33. ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ถูกยึดโดยง่ายแต่ไม่ถูกทำลาย เพราะเป็นกลาง

34. แข็งกร้าวย่อมถูกทำลาย แหลมคมย่อมถูกลับฝน

35. อดทนได้ แต่มิควรอดทน หมายถึง เมื่อชั่งน้ำหนักดูแล้ว ถูกเอาเปรียบไม่ได้รับความเป็นธรรม ต้องส่งเสียง ไม่งั้นจะเป็นไก่อ่อน แม้มีความสามารถแต่ก็ดูเหมือนไร้น้ำยา

36. ปกติไม่เคยขออะไร หากเสียงดังขึ้นมา โกรธเกรี้ยว ผู้คนย่อมตกใจ และอาจยกคน ๆ นั้นขึ้นเหนือคนอื่น เห็นผลชะงัดนัก

37. การพูดข้อเสียของตนฟังดูอ่อนน้อมถ่อมตน แต่ถ้าไปพูดต่อมันจะเป็นน่าเกลียดมากทันที และเป็นจุดตายของเจ้าของข้อเสียนั้น

38. ไม่พูดข้อดีของคนอื่น ไม่พูดข้อเสียของตนเอง เพื่อไม่เสริมกำลังรบให้ศัตรู บั่นทอนกำลังใจตนเอง และไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นจี้จุดตายของเราเอง

39. จงรู้จักกั๊ก อย่าให้ความลับสำคัญรั่วไหล เช่นสิทธิบัตร ส่วนผสมต่าง ๆ เพราะศัตรูจะนำไปขยายผลเป็นผลประโยชน์ของศัตรูอย่างรวดเร็วและเราจะอด

40. ตีข้าให้ตายข้าก็ไม่พูดแม้แต่คำเดียว แม้จะเก่งแค่ไหน ถ่อมตนแค่ไหน ก็อย่าพูด เพราะจุดตายจะถูกเปิดเผย แล้วถูกทิ่มแทงได้

41. คนนำหน้าตายก่อน ยุทธวิธีของเผด็จการ เพื่อเล่นงานคนหมู่มาก ของผู้ปกครองที่มีกำลังน้อยกว่า
Read more ...

แฟนเพจ เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนในประเทศคู่ขัดแย้ง อิสราเอล- อิหร่าน

7 เม.ย. 2555
โดยวอยซ์ทีวี เมื่อ 26 มี.ค.2555

ชาวอิสราเอลตั้งกลุ่มในเฟซบุ๊ก เป็นกระบอกเสียงส่งไปถึง ชาวอิหร่านและผู้นำประเทศ ว่าพวกเขาไม่ต้องการจะทำสงครามกับอิหร่าน ซึ่งแฟนเพจนี้ ได้รับการตอบรับอย่างดีจากประชาชนทั่วโลก

เริ่มต้นจากการที่นักออกแบบภาพกราฟฟิกชาวอิสราเอล 2 คน ต้องการเพียงแค่จะสร้างพื้นที่ เพื่อเป็นกระบอกเสียงส่งความเห็นเกี่ยวกับการต่อต้านสงคราม พวกเขาจึงสร้างกลุ่มในเฟซบุ๊ก ที่ชื่อว่า

 'Israel-Loves-Iran' หรือ อิสราเอลรักอิหร่าน

ขึ้น

รอนนี เอ็ดรี และมิชาล์ ทาเมียร์ ผู้ก่อตั้งกลุ่มแฟนเพจ 'Israel-Loves-Iran' 

เริ่มเห็นว่ากลุ่มเฟซบุ๊ก ที่พวกเขาสร้างขึ้นเป็นช่องทางการสื่อสารใหม่ระหว่างประชาชนที่อาศัยอยู่ในตะวันออกกลาง ที่มีโอกาสกลายเป็นสมรภูมิรบ เมื่อมีผู้เล่นเฟซบุ๊ค เข้ามากดไลค์แฟนเพจ กว่าแสนคน หลังจากนั้นก็มีการตั้งกลุ่มต่อต้านสงครามคล้ายๆกันกระจายทั่วโลก

เอ็ดรี กล่าวว่าในฐานะที่เป็นชาวอิสราเอล พวกเขาเกิดมาด้วยความพร้อม สำหรับประเทศของเขาแล้ว เขาพร้อมที่จะออกรบทุกเมื่อหากเกิดสงคราม อิสราเอลมีความพร้อมด้านการรบ แต่สำหรับครั้งนี้ พวกเขาต้องการจะส่งข้อความใหม่ออกไปว่า แม้ว่าพวกเขาจะพร้อมสำหรับการปกป้องประเทศ

แต่พวกเขาก็ไม่ต้องการจะทำสงคราม ซึ่งเขาหวังว่ารูปภาพและข้อความต่างๆ ที่ชาวอิสราเอลช่วยกันโพสต์ในเฟซบุ๊ก อาจจะช่วยเปลี่ยนแปลงบางอย่าง และป้องกันไม่ให้เกิดการปะทะได้

ในแฟนเพจ 'Israel-Loves-Iran' เต็มไปด้วยรูปภาพของชาวอิสราเอล ที่ถือป้ายหลากหลายแบบ ส่งสารที่ได้ใจความว่า ชาวอิหร่าน เรารักพวกคุณ และเราจะไม่มีวันทำสงครามกับคุณ ซึ่งผู้ก่อตั้งเพจในเฟซบุ๊ค ระบุว่าเขารู้สึกประหลาดใจอย่างมากเมื่อเห็นชาวอิหร่านที่อาศัยอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก ตอบรับอย่างกว้างขวาง

เพียงไม่ถึง 24 ชั่วโมง หลังจากที่เขาโพสต์ข้อความลงไป ก็มีชาวอิหร่านมากดไลค์ และโพสต์ข้อความตอบรับจำนวนมาก อาทิ ใช่ พวกเรารู้แล้ว เราก็รักพวกคุณเช่นกัน โดยหลังจากที่แฟนเพจดังกล่าวได้รับผลตอบรับอย่างดี ประเทศเยอรมนีและโปแลนด์ ซึ่งมีความขัดแย้ง ก็เปิดแฟนเพจลักษณะนี้ขึ้นมาเช่นกัน

ซึ่งชาวอิสราเอลและชาวอิหร่านหวังว่าข้อความเหล่านี้ จะส่งผ่านไปถึงบุคคลในรัฐบาล ให้ผู้นำของพวกเขา เข้าใจถึงความต้องการของประชาชน ที่ไม่อยากให้มีสงครามเกิดขึ้น

ความคิดเห็นของคนในโลกออนไลน์ ก็สอดคล้องผลสำรวจความคิดเห็นที่ระบุว่า ชาวอิสราเอล 3 ใน 4 จะคัดค้านการใช้กำลังโจมตีอิหร่าน หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ต่อกรณีความขัดแย้งด้านโครงการนิวเคลียร์ กระแสต่อต้านสงครามนี้ ทำให้ชาวอิสราเอลหลายร้อยคนร่วมตัวกันที่ใจกลางกรุงเทล อาวีฟ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เรียกร้องให้ผู้นำของพวกเขา อย่าเปิดฉากทำสงครามกับอิหร่าน
Read more ...

เฟธ สุนัขสองขา สู้ชีวิต

26 มี.ค. 2555
 
 
Faith เฟธ เป็นสุนัข สองขา ที่อาจจะดูคล้ายนกกระจอกเทศเวลามันเดิน
Read more ...

สุดยอดครูหญิง คนเดียวสอนทั้งโรงเรียนแถมพ่วงหน้าที่ภารโรง

1 มี.ค. 2555
 
 
โดยไทยรัฐ เมื่อ 1 มี.ค.2555

ฮือฮา สุดยอดครูหญิงปากน้ำโพ คนเดียวสอนนักเรียนทั้งโรงเรียน แถมพ่วงทั้งหน้าที่บริหารและนักการภารโรง แต่ผลงานสุดยอด ผลสอบ O-NET ค่าคะแนนเฉลี่ยกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สูงเป็นลำดับที่ 6 ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 3

ที่

โรงเรียนบ้านหนองบัวทอง ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ต.ห้วยหอม อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ 

มีเนื้อที่ 6 ไร่ 2 งาน มีอาคารเรียนและอาคารประกอบ 3 หลัง คือ อาคารเรียนแบบ 105/29 และแบบ ป.1 ฉ และยังมีห้องสมุดอีก 1 หลัง มีเด็กนักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาล ถึง ป.6 รวมทั้งสิ้น จำนวน 21 คน นอกจากนั้นยังมีเด็กพิการเรียนร่วมอีก 1 คน

โดยทั้งโรงเรียนมีครูผู้หญิง ทำหน้าที่สอนอยู่เพียงคนเดียว ตั้งแต่อนุบาลถึงชั้น ป.6 แถมยังต้องทำหน้าที่ผู้บริหาร และเป็นนักการภารโรงในตัว เพราะโรงเรียนแห่งนี้ มีครูเพียง 2 คน โดยเป็นผู้บริหาร 1 คน คือ 

ผอ.อัสดง แฉ่งกอง 

และครูผู้สอน 1 คน คือ 

ครูบุญทวี ไชยเครื่อง ครู คศ.2 วิทยฐานะชำนาญการ 

ซึ่งได้ทำการสอนเช่นนี้มาเป็นเวลา 1 ปีแล้ว
และล่าสุด ผอ.อัสดง แฉ่งกอง ผู้บริหารโรงเรียนได้รับการพิจารณา ย้ายไปเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยหอม โดยกำลังรอคำสั่งในการเดินทาง ทำให้จะเหลือประจำโรงเรียนอยู่เพียงคนเดียว คือ 

คุณครูบุญทวี ไชยเครื่อง 

ทำให้จะต้องทำหน้าที่ทั้งสอนหนังสือ งานบริหาร และแม้แต่การบริการอาหารกลางวันให้กับนักเรียนแต่เพียงผู้เดียว

อย่างไรก็ดี คุณครูบุญทวี ซึ่งต้องทำสารพัดหน้าที่ในคนเดียวผู้นี้ กลับได้รับคำชมเชยว่า สามารถสอนให้นักเรียนทุกคนสามารถอ่านออก เขียนได้ เป็นอย่างดี 

นอกจากนั้น โรงเรียนบ้านหนองบัวทอง ยังได้รับเกียรติบัตร จาก สพป.นว 3 ที่นักเรียนมีค่าคะแนนเฉลี่ยกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สูงเป็นลำดับที่ 6 ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 3 จากผลการประเมินคุณภาพผู้เรียนระดับชาติ (O-Net) ประจำปีการศึกษา 2553 อีกด้วย

นอกจากนี้ คุณครูบุญทวี ยังได้รับเกียรติบัตรรางวัลหนึ่งแสนครูดี จากคุรุสภา และยังได้รับการประเมินห้องเรียนคุณภาพ ได้รับเกียรติบัตรห้องเรียนคุณภาพในระดับดี จาก ผอ.วิระ แข็งกสิการ ผอ.สพป นว 3 อีกด้วย
Read more ...

เสื่อผืนหมอนใบ

7 ม.ค. 2555
จากเว็บ http://winbookclub.com/article.php?articleid=354


โดย วินทร์ เลียววาริณ เมื่อ 13 สิงหาคม 2554

เทียม โชควัฒนา

เกิดเมื่อปี 2459 ในครอบครัวใหญ่ มีพี่น้องมาก ทุกคนต้องช่วยกันทำงาน เมื่ออายุสิบห้าปี ฐานะทางบ้านไม่ดี จึงต้องออกจากโรงเรียนมาช่วยทางบ้านค้าขาย ทำงานทุกอย่างด้วยความอดทน เริ่มจากระดับล่างสุด เป็นตั้งแต่เด็กรับใช้ กรรมกรยกของหนัก แบกน้ำตาลหนัก 100 กิโลกรัม ไปจนถึงขายสินค้า

แม้จะออกจากโรงเรียนแล้ว เขาก็ยังหาโอกาสศึกษาหาความรู้ใส่ตัวตลอดเวลา เรียนหนังสือภาคค่ำ และศึกษาเรื่องธุรกิจจากคนรอบตัวที่มีประสบการณ์แบบครูพักลักจำ สิ่งหนึ่งที่เทียมเรียนรู้จากพ่อคือการรักษาสัจจะ รับปากอะไรใครแล้ว ก็ต้องทำให้ได้ดังคำพูด นอกจากนี้ยังไม่ผิดนัดเป็นอันขาด ในทางธุรกิจสองสิ่งนี้เป็นเครดิตที่ดีที่สุด

ปรัชญาของเขาคือ ทำงานหนัก เขาถามตัวเองเสมอว่า “วันนี้เราทำงานเต็มที่แล้วหรือไม่?”

ด้วยสองมือเปล่า เขาสร้างตัวเป็นผู้ร่ำรวยที่สุดคนหนึ่งในเมืองไทย

ชิน โสภณพนิช 

เกิดเมื่อปี 2453 เริ่มต้นชีวิตทำงานเป็นลูกจ้างเรือโยงบรรทุกสินค้าเกษตร ล่องระหว่างกรุงเทพ - อยุธยา เป็นเสมียนของโรงไม้แห่งหนึ่ง เมื่อโรงไม้ไฟไหม้ปิดกิจการ ก็เปลี่ยนสายงาน ไปทำกิจการการเดินเรือในเมืองจีน ก็ไม่ประสบความสำเร็จ  เขาไม่ยอมแพ้ ลองทำธุรกิจอื่นๆ ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จในวงการค้าขายวัสดุก่อสร้าง แล้วแตกหน่อเป็นธุรกิจอื่นๆ เช่น การก่อสร้าง ค้าทองคำ ค้าข้าว ธุรกิจห้างสรรพสินค้า และธนาคาร

ปรัชญาของเขาคือ ทำงานหนัก ไม่ยอมแพ้ ล้มแล้วลุกขึ้นมาเสมอ

ด้วยสองมือเปล่า เขาสลัดพ้นความยากจนเป็นผู้มีฐานะดีที่สุดคนหนึ่งในเมืองไทย

นี่เป็นเพียงสองตัวอย่างในจำนวนคนจำนวนมากที่สร้างตัวจากศูนย์ จากเสื่อผืนหมอนใบจนลืมตาอ้าปากได้ บางคนก็ไปไกลถึงขั้นมหาเศรษฐี โดยมีความขยันเป็นยาบำรุง ความอดทนเป็นวิตามินชีวิต

คนรุ่นก่อนคุ้นกับวลี ‘เสื่อผืนหมอนใบ’ เป็นอย่างดี หมายถึงคนที่ตั้งตัวจากศูนย์ ไต่เต้าขึ้นมาจนมีฐานะดีหรืออย่างน้อยก็ข้ามพ้นความยากจน ตัวอย่างส่วนมากเป็นคนจีนที่อพยพมาหาโอกาสใหม่ในเมืองไทย ตั้งแต่ต้นสมัยรัตนโกสินทร์ถึงกลางศตวรรษที่ 20 โดยสารเรือสำเภาจากท่าเรือในมณฑลกวางตุ้ง ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเมืองไทย สองมือกับเสื่อหนึ่งผืน หมอนหนึ่งใบ เป็นที่มาของสำนวนนี้

ปรัชญา ‘เสื่อผืนหมอนใบ’ อาจจะเชยไปแล้วในสายตาคนรุ่นใหม่ที่สามารถรวยพันล้านในเวลาสั้นๆ ตั้งแต่ยังหนุ่มสาว ไม่ต้องแบกของหนัก ไม่ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ ใช้สมองและการหาจังหวะอย่างเดียวก็พอ สามารถ ‘เออร์ลี รีไทร์’ ตั้งแต่อายุยังน้อยถือเป็นสุดยอด

แน่ละ การใช้สมองและการหาจังหวะในธุรกิจมิใช่เรื่องผิดหรือน่าดูหมิ่น ธุรกิจก็คือการรู้จักมองหาโอกาสอยู่แล้ว และมันก็เป็นเพียงอีกหนทางหนึ่งในการสร้างตัว ในเมื่อมีฝีมือและวิสัยทัศน์ที่สามารถมองหาช่องว่างของโอกาส และทำเงินได้มากๆ ก็ไม่ใช่เรื่องผิด

อย่างไรก็ตาม ภาพความสำเร็จโดยการรวยลัดรวยง่ายรวยเร็วอาจปูทางให้เกิดบรรทัดฐานและค่านิยมใหม่ของการทำงานที่ทำให้เกิดความเชื่อว่าการประสบความสำเร็จคือ ‘ความเร็ว’ และ ‘ปริมาณ’ มันยังมีส่วนเสริมค่านิยม ‘เท่าไรก็ไม่พอเพียง’ ปรัชญา ‘ลัด-ง่าย-เร็ว’ นี้เป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่คนสวมสูทบนหอคอยงาช้างลามไปถึงคนเดินดินข้างล่าง

ภาพคนเรียนจบสูงๆ ใช้เวลาในตลาดหุ้นแทนที่จะทำงานในวิชาชีพที่ร่ำเรียนมา 

หรือ

คนขับแท็กซี่จอดรถรอล่าผู้โดยสารต่างชาติเพื่อฟันราคาค่าโดยสารแบบปิดประตูตีแมว 

บอกเราว่านี่เป็นโลกใหม่ที่คนรุ่น ‘เสื่อผืนหมอนใบ’ ใกล้สูญพันธ์ุหรืออาจสูญพันธ์ุไปแล้ว

คนทำงานหนักเพราะไม่มีทางเลือก ไม่ใช่เพราะเชื่อปรัชญาการทำงานแบบนี้ ขณะที่ความสามารถและโอกาส ‘ลัด-ง่าย-เร็ว’ มิได้เกิดขึ้นกับทุกคน ปรัชญา ‘เสื่อผืนหมอนใบ’ กลับเป็นสูตรสำเร็จที่ใช้การได้เสมอกับทุกคนทุกเวลา หากไม่กลัวความลำบากเสียอย่าง อุปสรรคก็เป็นแค่ความขรุขระเล็กน้อยของเส้นทางท่อนหนึ่งของชีวิต

‘เสื่อผืนหมอนใบ’ มิได้แปลว่าทุกคนต้องแบกของหนัก แต่หมายถึง

ให้เป็นคนที่หนักเอาเบาสู้ ไม่เหยาะแหยะ ไม่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ และที่สำคัญที่สุดคือไม่เอาเปรียบสังคมโดย ‘แซงคิว’ หรือเล่นนอกกติกาเพื่อบรรลุเป้าหมายของตน ทำให้สังคมวิบัติในระยะยาว

คนที่คิดแบบ ‘เสื่อผืนหมอนใบ’ อาจจะก้าวถึงจุดหมายช้าไปบ้าง แต่มันมั่นคงกว่า และมีศักดิ์ศรีกว่า เพราะเงินทุกบาทแลกมาด้วยหยาดเหงื่อ

การทำงานไปทีละขั้นก็มีประโยชน์ของมัน มันหล่อหลอมจิตวิญญาณของคนคนหนึ่งให้ไม่กลัวล้ม ไม่กลัวความลำบาก คุณสมบัติที่ปรัชญารวยทางลัดไม่สามารถให้ได้

วัฒนธรรมอเมริกามีวลีหนึ่งว่า

American dream 

หมายความว่า ทุกคนมีโอกาสประสบความสำเร็จเท่าเทียมกัน ผู้ที่รวยมหาศาลจากการทำงานหนักเป็นคนที่สังคมนับถือ ไม่มีใครอิจฉาริษยาคนทำงานหนักแล้วรวย เพราะเป็นสถานะที่เขาคนนั้นสมควรได้รับ สมควรได้รับการยกย่อง ตรงกันข้าม ผู้คนมักดูหมิ่นผู้ที่ร่ำรวยเพราะสืบทอดมรดกมา เพราะดวงดี ไม่ใช่ฝีมือดี

เพราะชีวิตคนเรามิได้มีค่าที่เงินในกระเป๋า มันยังมีคุณค่าอีกตัวหนึ่งที่เรียกว่า ศักดิ์ศรีของมนุษย์ และศักดิ์ศรีของมนุษย์มาจากพฤติปฏิบัติที่เห็นความสำคัญของวิธีการเดินมากกว่าจุดหมายปลายทาง

ลูกจ้างจำนวนมากในโลกทำงานตามที่เขาหรือเธอคิดว่าเหมาะสมกับเงินเดือนที่ได้รับ ไม่ยอมทำงานมากไปเป็นอันขาด เพราะ “มันไม่แฟร์” คนไม่น้อยไม่กระดิกตัวหากเข็มนาฬิกายังไม่ชี้ที่เวลาทำงาน ประหนึ่งถือฤกษ์เอาชัย

ลองมองอีกมุมหนึ่ง การทำงานมากทำให้มีประสบการณ์และทักษะมาก มันติดตัวเราไปตลอดชีวิต

ในมุมมองของปรัชญา ‘เสื่อผืนหมอนใบ’ ทุกคนมีสิทธิ์ร่ำรวยเท่าเทียมกัน แต่หากอยากไปถึงวันนั้น ถามตัวเองเสมอว่า “วันนี้เราทำงานเต็มที่แล้วหรือไม่?”
Read more ...

รัฐบาลพรรคเพื่อไทย เปิดโครงการ "1 อำเภอ 1 ทุน" รุ่น 3

27 ธ.ค. 2554
โดยมติชน เมื่อ 27 ธ.ค.2554

เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. ที่กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) 

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.ศธ. 

แถลงเปิด

โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน รุ่นที่ 3 

ว่าโครงการนี้ได้คัดนักเรียนที่เรียนดีและมีฐานะยากจน มีผลการเรียนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า 3.00 เพื่อมอบทุนให้อำเภอละ 1 ทุน รวม 928 ทุนไปศึกษาต่อปริญญาตรีในประเทศและต่างประเทศ 

โดยรุ่นนี้เปิดโอกาสให้เด็กที่ครอบครัวมีรายได้ 150,000 บาทต่อปี สามารถสมัครเข้าร่วม 464 คน โดย ศธ.จะดูแลและอำนวยความสะดวกในการเตรียมความพร้อมภาษา วิชาพื้นฐาน และทักษะที่จำเป็นต่างๆ พร้อมจัดหาสถานศึกษาในต่างประเทศ แต่จะต้องใช้ทุนส่วนตัว 

ทั้งนี้ ศธ.จะเน้น 5 กลุ่มสาขาคือ 

- เกษตรกรรม 
- อุตสาหกรรม 
- พาณิชยกรรม 
- ความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งบริหารจัดการและ
- วิชาชีพเฉพาะ 

โดยเพิ่มประเทศทางเลือกใหม่ที่อาจมีการติดต่อระหว่างประเทศ และมี

มหาวิทยาลัยอันดับโลกเพิ่มจากเดิม 17 ประเทศ 

อาทิ 

อาร์เจนตินา
เบลเยียม และเ
กาหลีใต้ เป็นต้น 

เมื่อรวมกับกลุ่มประเทศเดิม 18 ประเทศ ที่รุ่นที่ 1 และ 2 ไปศึกษา อาทิ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และจีน ทำให้รุ่นนี้มีทางเลือก

ศึกษาต่อถึง 35 ประเทศ

"ผู้รับทุนในส่วน 928 คนเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วจะต้องกลับมาทำงานในประเทศ โดยรัฐบาลจะจัดทำแผนรองรับการเข้าทำงานทั้งภาครัฐและเอกชน เริ่มเปิดรับสมัครวันที่ 9-31 ม.ค. 2555 ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่สถานศึกษาตั้งอยู่ 

ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบคัดเลือก 6 ก.พ. 2555 สอบข้อเขียนวันที่ 12 ก.พ. 55 และจะคัดผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด 3 อันดับแรกในแต่ละอำเภอ เข้ารับการสอบสัมภาษณ์ ซึ่งผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดจะได้สิทธิ์รับทุนเพื่อไปศึกษาต่อในปี 2555" นายวรวัจน์กล่าว
Read more ...

ไซมอน ซิเน็ค: ผู้นำที่ยิ่งใหญ่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ตามได้อย่างไร

23 พ.ย. 2554
In 2009, Simon Sinek released the book  "Start With Why" -- a synopsis of the theory he has begun using to teach others how to become effective leaders and inspire change.

คุณจะอธิบายยังไง เวลาสิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปตามคาด? หรือเอางี้ดีกว่า คุณจะอธิบายยังไง เวลาคนอื่นเขาทำอะไรบางอย่างสำเร็จ ทั้งที่มันที่ผิดไปจากทุกอย่างที่คุณคาดไว้?ตัวอย่างเช่น ทำไม

แอปเปิล

ถึงสร้างสรรค์นวัตกรรมได้มากนัก ปีแล้วปีเล่า ก็ยิ่งมีนวัตกรรมมากกว่าคู่แข่งทุกราย ทั้งที่แอปเปิลก็เป็นบริษัทคอมพิวเตอร์ธรรมดาๆ เหมือนชาวบ้านเขา มีคนเก่งๆ มาทำงานเหมือนๆ กับบริษัทอื่นๆ ใช้เอเจนซี ที่ปรึกษา และสื่อแบบเดียวกัน แล้วทำไม แอปเปิลถึงแตกต่างจากคนอื่น ทำไม

มาร์ติน ลูเธอร์ คิง 

ถึงนำการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิพลเมืองของคนผิวดำได้สำเร็จ? เขาไม่ใช่คนคนเดียว ที่ได้รับผลกระทบของการขาดสิทธิพลเมืองในอเมริกายุคนั้น และเขาก็ไม่ใช่นักพูดที่มีโวหารเป็นยอดคนเดียวในยุคนั้น แล้วทำไมถึงเป็นเขาล่ะ? แล้วทำไม

พี่น้องตระกูลไรท์

ถึงคิดสร้างเครื่องบินมีคนขับได้ ในเมื่อก็มีทีมนักประดิษฐ์อื่นๆ ที่เก่งกว่า มีเงินทุนมากกว่า แต่ทำไม่สำเร็จ ปล่อยให้พี่น้องตระกูลไรท์เอาชนะไปได้ มันมีอะไรบางอย่างที่เข้ามามีบทบาทตรงนี้ล่ะ

เมื่อสามปีครึ่งที่ผ่านมา ผมค้นพบอะไรอย่างหนึ่ง ซึ่งเปลี่ยนมุมมองของผม ว่าสิ่งต่างๆ ในโลกมันทำงานยังไง และยังเปลี่ยนท่าทีของผม เวลาเข้าไปทำงานเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ ด้วย สิ่งที่ผมพบ คือแบบแผนอย่างหนึ่ง ที่ผู้นำและองค์กรที่เป็นนักสร้างแรงบันดาลใจ ที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นแอปเปิล มาร์ติน ลูเธอร์ คิง และพี่น้องตระกูลไรท์ล้วนคิด ทำ และสื่อสาร ในรูปแบบเดียวกันนี้ ซึ่งตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง กับสิ่งที่คนอื่นทำ ผมแค่มาถอดรหัสพวกนี้ มันอาจจะเป็นความคิด ที่เรียบง่ายที่สุดในโลก ผมเรียกมันว่าวงกลมทองคำ

ทำไม? อย่างไร? และ อะไร? ความคิดเล็กๆ นี่ล่ะ สามารถอธิบายได้ ว่าทำไมบางองค์กร และผู้นำบางคน ถึงสร้างแรงบันดาลใจได้ ในขณะที่คนอื่นทำไม่ได้ ผมขอให้นิยามคำพวกนี้นิดหนึ่ง คนทุกคน และองค์กรทุกองค์กรในโลกนี้ รู้ว่าตัวเองทำอะไร ร้อยเปอร์เซ็นต์ บางคนหรือบางองค์กรรู้ว่าจะทำสิ่งนั้นอย่างไร คุณอาจจะเรียกมันว่าการเสนอคุณค่าที่แตกต่าง หรือกระบวนการผลิตเฉพาะ หรือจุดขายที่แตกต่างแต่มีคนหรือองค์กรจำนวนน้อยมากๆ ที่รู้ว่าเขาทำสิ่งที่เขาทำอยู่ไปทำไม คำว่า "ทำไม" ในที่นี้ผมไม่ได้หมายถึง "การทำกำไร" นั่นเป็นผลลัพธ์ มันเป็นแค่ผลลัพธ์ คำว่า "ทำไม" ในที่นี้ ผมหมายถึง อะไรคือเจตนารมณ์ จุดมุ่งหมาย ความเชื่อของคุณ องค์กรของคุณตั้งขึ้นมาทำไม? ทำไมคุณถึงต้องลุกขึ้นจากเตียงทุกเช้า? แล้วทำไมคนอื่นจึงควรจะสนใจในสิ่งที่คุณทำ? ทีนี้ วิธีคิด การกระทำ และการสื่อสารของเรา มักเริ่มจากข้างนอกเข้ามาข้างใน เห็นได้ชัดเลยว่า เราเริ่มจากสิ่งที่ชัดเจนที่สุดไปหาสิ่งที่คลุมเครือที่สุด แต่ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คน และองค์กรที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือใหญ่ ไม่ว่าจะอยู่ในธุรกิจอะไร ล้วนคิด ทำ และสื่อสาร จากข้างในออกมาข้างนอก

ผมขอยกตัวอย่างให้ฟังเรื่องหนึ่ง ผมจะยกตัวอย่างแอปเปิลเพราะมันเข้าใจง่ายสำหรับทุกคน ถ้าแอปเปิลเป็นเหมือนบริษัทอื่นๆ ข้อความสื่อสารการตลาดคงจะออกมาแบบนี้"เราทำคอมพิวเตอร์ที่สุดยอด การออกแบบสวยงาม ใช้ง่ายและเป็นมิตรกับผู้ใช้ อยากซื้อสักเครื่องไหมครับ" ไม่มีทางแต่นั่นล่ะ เราส่วนใหญ่สื่อสารกันแบบนี้ การตลาดก็ทำแบบนี้ การขายก็ทำแบบนี้ เวลาสื่อสารกับผู้คน เราก็ทำแบบนี้ เราบอกว่าเราทำอะไร เราต่างอย่างไร หรือดีกว่าอย่างไร แล้วก็คาดหวังพฤติกรรมบางอย่างจากผู้บริโภค เช่น อยากให้เขามาซื้อของ มาลงคะแนนเสียงให้ นี่คือบริษัทกฎหมายใหม่ของเรา เรามีทนายความที่ดีที่สุด ลูกค้ารายใหญ่ที่สุด และเราทำงานเต็มที่ให้ลูกค้าของเรา นี่คือรถรุ่นใหม่ของเราประหยัดน้ำมันสุดๆ เบาะหนังด้วย ซื้อรถเรานะ แต่มันไม่สร้างแรงบันดาลใจ

นี่ครับ แอปเปิลเขาสื่อสารแบบนี้ "ทุกอย่างที่เราทำ เราทำเพราะเราเชื่อในการท้าทายสิ่งเก่าๆ เราเชื่อในการคิดต่างและเพื่อท้าทายระบบเก่าๆ นั้น เราสร้างผลิตภัณฑ์ของเราให้มีดีไซน์สวยงาม ใช้งานง่าย และเป็นมิตรกับผู้ใช้ และเราก็เลยสร้างคอมพิวเตอร์ที่ยอดเยี่ยมขึ้นมา อยากซื้อสักเครื่องไหมครับ?" แตกต่างสุดๆ เลยใช่ไหมครับ? คุณอยากซื้อคอมพิวเตอร์จากผมแล้ว ผมแค่สลับลำดับการนำเสนอข้อมูลเท่านั้นเอง สิ่งที่ผมค้นพบก็คือ คนเขาไม่ได้ซื้อสิ่งที่คุณทำเขาซื้อเพราะเหตุผลที่คุณทำมัน คนเขาไม่ได้ซื้อสิ่งที่คุณทำ เขาซื้อเหตุผลที่คุณทำ

นี่เป็นคำอธิบายว่า ทำไมทุกคนในห้องนี้ รู้สึกดีที่จะซื้อคอมพิวเตอร์จากแอปเปิล แต่นอกจากนั้น เรายังยินดีที่จะซื้อเครื่องเล่นเอ็มพีสามจากแอปเปิล โทรศัพท์จากแอปเปิลหรือเครื่องบันทึกดีวีดีจากแอปเปิล แต่อย่างที่ผมบอก แอปเปิลก็เป็นแค่บริษัทคอมพิวเตอร์ ไม่มีความแตกต่างเชิงโครงสร้าง จากคู่แข่งรายใดเลย คู่แข่งของแอปเปิลล้วนมีศักยภาพที่จะผลิตสินค้าแบบเดียวกันได้หมด และที่จริงก็พยายามแล้วด้วย ไม่กี่ปีก่อน บริษัทเกทเวย์ผลิตทีวีจอแบนออกมา บริษัทนี้มีศักยภาพสูงมากในการผลิตทีวีจอแบนแล้วก็ผลิตมาเรื่อย ตั้งหลายปี แต่ไม่มีใครซื้อเลย เดลผลิตเครื่องเล่นเอ็มพีสามและพีดีเอออกมา ล้วนแล้วแต่เป็นสินค้าคุณภาพสูง พร้อมการออกแบบที่สมบูรณ์แบบ แต่ก็ไม่มีใครซื้อ ที่จริง ให้นึกตอนนี้ เราก็จินตนาการตัวเราเอง ซื้อเครื่องเล่นเอ็มพีสามจากเดลไม่ออกแล้ว ทำไมเราต้องซื้อเครื่องเล่นเอ็มพีสามจากบริษัทคอมพิวเตอร์? แต่เราก็ซื้อแล้วใช่ไหมครับ คนเขาไม่ได้ซื้อสิ่งที่คุณทำ เขาซื้อเหตุผลที่คุณทำมัน เป้าหมายไม่ใช่การทำธุรกิจ กับใครก็ได้ ที่อยากได้สิ่งที่คุณมี เป้าหมายอยู่ที่การทำธุรกิจ กับคนที่เขาเชื่อในสิ่งที่คุณเชื่อ ที่เด็ดที่สุดเลยก็คือ

สิ่งที่ผมพูดมาไม่ใช่ความคิดเห็นของผมคนเดียวนะ มันมีรากฐานอยู่ในหลักการของชีววิทยา ไม่ใช่จิตวิทยานะ ชีววิทยาเลย ถ้าคุณดูภาพตัดขวางของสมองมนุษย์ มองจากด้านบนลงไป คุณจะเห็นว่าสมองมนุษย์ แบ่งเป็นสามส่วนหลักๆ ที่สอดคล้องกับวงกลมทองคำนี้เลย สมองส่วนใหม่ของเรา ของมนุษย์โฮโมเซเปียน สมองส่วนนีโอคอร์เท็กซ์คือส่วนที่ตอบคำถามว่า "อะไร" สมองส่วนนีโอคอร์เท็กซ์ทำหน้าที่เกี่ยวกับ เหตุผลและการคิดวิเคราะห์ และภาษา สมองส่วนกลางสองส่วนเรียกว่าลิมบิก สมองส่วนลิมบิกของเราทำหน้าที่เกี่ยวกับความรู้สึก เช่นความไว้วางใจและจงรักภักดีและยังทำหน้าที่เกี่ยวกับพฤติกรรมทั้งหลายของมนุษย์ และการตัดสินใจทั้งหมด และมันไม่มีศักยภาพด้านภาษา

นั่นหมายความว่า เวลาเราสื่อสารจากข้างนอกเข้าไปข้างในใช่ คนเราเข้าใจข้อมูลที่ซับซ้อนได้เยอะมาก เช่นคุณสมบัติ ประโยชน์ ข้อเท็จจริง และตัวเลข แต่มันไม่สามารถขับเคลื่อนพฤติกรรมได้ ถ้าเราสามารถสื่อสารจากข้างในออกมาข้างนอกได้ เรากำลังสื่อสารโดยตรงกับสมอง ส่วนที่ควบคุมพฤติกรรม แล้วเราก็ให้ผู้ฟังหาเหตุผลมาสนันสนุน โดยใช้ข้อมูลที่เป็นรูปธรรมจากสิ่งที่เราพูดและทำ นี่แหละที่มาของการตัดสินใจด้วยสัญชาตญาณ คุณอาจจะให้ข้อมูลและตัวเลขมากมาย กับใครบางคน แล้วเขาก็ตอบกลับมาว่า "ผมรู้ข้อมูลและรายละเอียดพวกนี้แล้ว แต่ก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่อยู่ดี"ทำไมเราถึงใช้คำว่า "รู้สึก" ว่ามันไม่ใช่? เพราะสมองส่วนที่ควบคุมการตัดสินใจ ไม่ได้ทำงานด้านภาษา อย่างดีที่สุดที่เราจะบรรยายออกมาได้คือ "ไม่รู้สิ แต่รู้สึกว่ามันไม่ใช่น่ะ"คุณอาจจะพูดว่า คุณนำด้วยใจ หรือนำด้วยจิตวิญญาณ แต่ขอโทษทีครับ นั่นมันก็ไม่ใช่อวัยวะอีกส่วนหนึ่งของร่างกายที่ทำหน้าที่ควบคุมพฤติกรรมของคุณนะ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นในสมองส่วนลิมบิก สมองส่วนที่ควบคุมการตัดสินใจ ไม่ใช่การใช้ภาษา

ถ้าคุณไม่รู้ว่าทำไมคุณจึงทำสิ่งที่คุณทำอยู่ ทั้งที่คนเขาตอบสนองต่อเหตุผลของสิ่งที่คุณทำ แล้วมันจะเป็นไปได้ยังไง ที่คุณจะทำให้ผู้คน โหวตให้คุณ หรือซื้อของจากคุณหรือที่สำคัญกว่านั้น ทำให้เขาจงรักภักดีต่อคุณ และอยากมีส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในสิ่งที่คุณทำ นี่ไง เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การขายของให้คนที่เขาต้องการสิ่งที่คุณมี เป้าหมายคือการขายไอเดียให้คนเชื่อในสิ่งที่คุณเชื่อ เป้าหมายไม่ใช่แค่จ้างคน ที่ต้องการได้งาน แต่เราต้องจ้างคนที่เชื่อในสิ่งที่เราเชื่อ ผมพูดแบบนี้เสมอเลยครับ ถ้าคุณจ้างคนเพียงเพราะเขาทำงานได้ เขาก็จะทำงานเพื่อเงินของคุณ แต่ถ้าคุณจ้างคนที่เขาเชื่อในสิ่งที่คุณเชื่อ เขาจะทำงานให้คุณชนิดถวายหัวไม่มีตัวอย่างไหนดีเท่ากับ เรื่องของพี่น้องตระกูลไรท์อีกแล้ว

คนส่วนใหญ่ไม่รู้จัก

แซมมวล เพียร์พอนท์ แลงค์ลีย์ 

ย้อนไปตอนต้นศตวรรษที่ 20 การคิดค้นเครื่องบินที่คนบังคับได้ก็เหมือนธุรกิจดอทคอมสมัยนี้ ใครๆ ก็พยายามคิดค้นวิธีสร้างเครื่องบิน แซมมวล เพียร์พอนท์ แลงค์ลีย์ มีสิ่งที่เราเชื่อว่าเป็นสูตรของความสำเร็จ คือ แม้แต่ในปัจจุบันนี้ ถ้าคุณถามใครสักคนว่า "ทำไมสินค้าหรือบริษัทของคุณจึงล้มเหลว?"เขาก็จะให้เหตุผลหลากหลาย แต่สรุปได้ว่า เป็นสามอย่างเดิมๆ เสมอ นั่นคือ

ทุนน้อย 
บุคลากรไม่เก่ง และ
ภาวะตลาดไม่ดี 

สามเรื่องนี้แหละ ตลอดเลย เอาละ ลองมาดูกัน แซมมวล เพียร์พอนท์ แลงค์ลีย์ ได้เงิน 50,000 ดอลลาร์ จากกรมการสงคราม ให้คิดเครื่องจักรกลที่บินได้ ดังนั้น เงินไม่ใช่ปัญหา เขามีตำแหน่งที่ฮาร์วาร์ด และทำงานที่สมิธโซเนียน และรู้จักคนกว้างขวาง เขารู้จักคนเก่งๆ ทุกคนในยุคนั้น เขาจ้างแต่คนระดับสุดยอดหัวกะทิ ด้วยเงินที่มีอยู่ และสภาวะตลาดก็เยี่ยมมาก หนังสือพิมพ์นิวยอร์ค ไทม์ติดตามเขาทุกฝีก้าว ใครๆ ก็ติดตามแลงค์ลีย์ แล้วทำไมคุณถึงไม่รู้จักแซมมวล เพียร์พอนท์ แลงค์ลีย์ล่ะ

สองสามร้อยไมล์ห่างออกไปในเมืองเดย์ตัน รัฐโอไฮโอ ออร์วิล กับวิลเบอร์ ไรท์ ไม่มีอะไรที่เราจะเรียกว่าเป็น ส่วนผสมของความสำเร็จเลย เขาไม่มีเงิน เงินที่เอามาลงทุนกับความฝันของเขา คือกำไรที่ได้จากร้านจักรยานของเขา ทุกคนในทีมของสองพี่น้องตระกูลไรท์ ไม่มีใครมีปริญญาสักคน รวมทั้งออร์วิลและวิลเบอร์เองด้วย หนังสือพิมพ์นิวยอร์ค ไทม์ไม่ได้แยแสพี่น้องคู่นี้สักนิด สิ่งที่แตกต่างคือ ออร์วิลกับวิลเบอร์ทำไปด้วยแรงผลักดัน จากเป้าหมายที่มีความหมาย ด้วยความเชื่อ เขาเชื่อว่าถ้าเขาสามารถ คิดค้นวิธีสร้างเครื่องบินขึ้นมาได้ มันจะเปลี่ยนโลกได้ แซมมวล เพียร์พอนท์ แลงค์ลีย์ไม่คิดอย่างนั้น เขาอยากรวย อยากดัง เขาไขว่คว้าหาผลลัพธ์อย่างอื่น เขาแสวงหาเงินทอง ความร่ำรวย แล้วดูสิครับ เกิดอะไรขึ้น คนที่เชื่อในความฝันของสองพี่น้องตระกูลไรท์ ทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำร่วมกับเขา ส่วนคนอีกกลุ่มหนึ่งทำงานเพื่อค่าจ้าง แล้วพวกเขาก็มักจะเล่าว่า ทุกครั้งที่พี่น้องตระกูลไรท์ออกไปทดสอบเครื่องบิน พวกเขาต้องเอาอะไหล่ไปด้วยห้าชุด เพราะเขาจะทดลองแล้วทดลองอีก จนเครื่องพังถึงห้าครั้ง แล้วถึงจะยอมกลับมากินข้าวมื้อเย็น

แล้วในที่สุด วันที่ 17 ธันวาคม 1903 พี่น้องตระกูลไรท์ก็ออกบินได้สำเร็จ ไม่มีใครอยู่ร่วมรับรู้กับเขาเลยด้วยซ้ำ กว่าโลกจะรู้ข่าวก็สองสามวันหลังจากนั้น ข้อพิสูจน์อีกอย่างว่าแลงค์ลีย์ ทำงานด้วยแรงจูงใจที่ผิด ก็คือ วันที่พี่น้องตระกูลไรท์ทำสำเร็จ เขาก็เลิกเลย เขาน่าจะพูดว่า "สิ่งที่คุณคิดค้นได้มันเจ๋งจริงๆ เลย ผมจะพัฒนาต่อยอดจากเทคโนโลยีของคุณ" แต่เขาไม่พูดอย่างนั้น เมื่อเขาไม่ได้เป็นคนแรก ไม่ได้เงินทอง ไม่ได้ชื่อเสียง เขาก็เลิกเลย

นี่แหละครับ คนไม่ได้ซื้อของที่คุณทำ เขาซื้อเหตุผลที่อยู่เบื้องหลัง ถ้าคุณพูดถึงสิ่งที่คุณเชื่อ คุณจะดึงดูดคนที่เขาเชื่อในสิ่งเดียวกับคุณ ทำไมการดึงดูดคนที่คิดเหมือนคุณจึงสำคัญล่ะครับ? มันมีกฎที่เรียกว่ากฎการกระจายนวัตกรรมถึงคุณไม่รู้ว่ากฎที่ว่ามันเป็นยังไง แต่คุณก็รู้คำศัพท์พวกนี้ใช่ไหมครับ กฎนี้มีอยู่ว่า

2.5% ของประชากรทั้งหมด จะเป็นพวกนิยมนวัตกรรม อีก 


13.5% ของประชากร จะเป็นพวกแรกๆ ที่รับเอานวัตกรรมมาใช้ อีก 


34% ต่อมาจะเป็นคนอีกกลุ่มใหญ่ที่เริ่มใช้บ้าง แล้วก็มีคนอีก


กลุ่มใหญ่ที่ใช้ตามในเวลาต่อมา 


แล้วก็พวกล้าหลัง เหตุผลที่พวกนี้ซื้อโทรศัพท์แบบกดปุ่มมาใช้ เพราะเขาหาซื้อแบบแป้นหมุนไม่ได้แล้ว

(เสียงหัวเราะ)

เราทุกคนต่างก็เคยอยู่ในกลุ่มต่างๆ เหล่านี้ในต่างกรรมต่างวาระ แต่ข้อคิดที่เราได้จากกฎการกระจายนวัตกรรมก็คือ ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จในตลาดขนาดใหญ่ หรืออยากให้คนหมู่มากยอมรับความคิดของคุณ คุณจะประสบความสำเร็จไปไม่ได้ จนกว่าคุณจะมาถึงจุดเปลี่ยน ที่คุณเจาะตลาดได้ 15-18% แล้วสินค้าก็จะเริ่มติดตลาด ผมชอบถามคนทำธุรกิจว่า "อัตราความสำเร็จในการเสนอขายสินค้าใหม่ของคุณเป็นยังไง?" เขามักจะตอบอย่างภาคภูมิใจว่า

"โอ้ ประมาณ 10% ครับ" 

แต่ว่า ถ้าคุณดึงดูดลูกค้าได้ 10% เรามีคน 10 % ที่เริ่ม "ซื้อ" ไอเดียของเรา เราเรียกคนกลุ่มนี้อย่างนี้ใช่ไหมครับ เหมือนมันมาจากความรู้สึกลึกๆ ว่า "โอ้ มีคนเข้าใจเราแล้ว" ทีนี้ เราจะทำยังไงจึงจะหาคนที่เข้าใจเราเจอ เพื่อทำธุรกิจกับคนพวกนี้ แทนที่จะไปเสียเวลากับคนที่ไม่เข้าใจ มันมีช่องโหว่เล็กๆ ตรงนี้ ที่คุณต้องปิดให้ได้เหมือนที่เจฟฟรีย์ มัวร์เรียกว่า "กระโดดข้ามเหว" เพราะว่า คุณเห็นใช่ไหม คนกลุ่มใหญ่ จะไม่ลองใช้อะไร จนกว่าจะเห็นคนอื่น ลองไปก่อนแล้ว และคนพวกนี้ พวกนิยมนวัตกรรมกับพวกชอบลองของใหม่ พวกนี้โอเคกับการตัดสินใจโดยใช้ความรู้สึก กล้าตัดสินใจโดยใช้สัญชาตญาณ ทำอะไรด้วยแรงผลักดันจากความเชื่อของตัวเอง ไม่ใช่ว่ามีสินค้าอะไรให้ซื้อบ้าง

คนพวกนี้คือคนที่ยอมยืนต่อคิวหกชั่วโมง เพื่อซื้อไอโฟนตอนที่มันออกมาครั้งแรก ในขณะที่อีกหนึ่งอาทิตย์ต่อมาคุณสามารถเดินเข้าไปในร้าน แล้วหยิบจากชั้นได้สบายๆ คนเหล่านี้คือคนที่ยอมจ่าย 40,000 ดอลลาร์ ซื้อทีวีจอแบนตอนที่มันออกมาครั้งแรก ทั้งที่เทคโนโลยีก็ยังไม่ได้มาตรฐาน อ้อ ที่จริงเขาไม่ได้ซื้อเพราะว่า เพราะว่าเทคโนโลยีมันดีนะ เขาซื้อเพื่อตอบสนองความต้องการตัวเอง เพราะว่าเขาอยากจะเป็นคนแรก

เขาไม่ได้ซื้อสิ่งที่คุณทำ เขาซื้อเพราะเหตุผลเบื้องหลังที่คุณทำมัน สิ่งที่คุณทำมันเป็นแค่ หลักฐานที่พิสูจน์สิ่งที่คุณเชื่อ และที่จริง คนเราก็จะทำอะไร เพื่อพิสูจน์สิ่งที่ตัวเองเชื่อนั่นแหละ เหตุผลที่คนซื้อไอโฟน ภายในหกชั่วโมงแรก ยอมยืนต่อแถวหกชั่วโมงมันมาจากความเชื่อของเขาว่าเขาเชื่ออะไร และอยากให้คนอื่นมองเขาอย่างไร เขาอยากได้ชื่อว่าเป็นคนแรก คนเขาไม่ได้ซื้อสิ่งที่คุณทำครับ เขาซื้อเหตุผลที่คุณทำมัน

ผมขอยกตัวอย่างที่โด่งดังอีกอันหนึ่ง ความล้มเหลวและความสำเร็จที่โด่งดัง ของกฎการกระจายนวัตกรรม เรื่องแรก ความล้มเหลวที่โด่งดังไปทั่ว เรื่องนี้มาจากแวดวงการตลาดอย่างที่ผมพูดไปเมื่อกี้ สูตรสำเร็จซึ่งประกอบด้วยเงิน คนเก่ง และภาวะตลาดที่เหมาะสม ถ้ามีครบคุณน่าจะประสบความสำเร็จใช่ไหมครับ ลองมาดู

กรณี TiVo 

เมื่อตอน TiVo ออกมาใหม่ๆ แปดเก้าปีก่อน จนกระทั่งวันนี้ มันก็ยังเป็นยี่ห้อเดียวที่คุณภาพดีที่สุดในตลาด ไม่มีใครคัดค้าน บริษัทที่ผลิต TiVo ก็ทุนหนา ภาวะตลาดก็เยี่ยมมาก คือ เราใช้คำว่า TiVo เป็นคำกิริยากันเลย เช่น ฉัน TiVo ขยะในดีวีดีของไทม์วอร์เนอร์ตลอดเลย

แต่ TiVi ล้มเหลวในทางการตลาด มันไม่ทำเงินเลย พอบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ เขาขายหุ้นได้ราคา 30-40 ดอลล่าร์เท่านั้นเอง แล้วราคาก็ตกลง และไม่เคยซื้อขายกันสูงกว่า 10 ดอลลาร์อีกเลย ที่จริง ผมว่ามันไม่เคยซื้อขายเกิน 6 ดอลลาร์ด้วยซ้ำ ยกเว้นช่วงขาขึ้นสุดๆ ไม่กี่ครั้ง เพราะอะไร คุณเห็นไหม ตอน TiVo ออกวางตลาด เขาบอกเราว่าเขามีสินค้าอะไร

"เรามีอุปกรณ์ที่หยุดรายการทีวีที่กำลังถ่ายทอดสดได้ ข้ามโฆษณาได้ ย้อนกลับไปดูใหม่ก็ได้ แล้วก็บันทึกรายการโปรดของคุณไว้ให้ โดยที่คุณไม่ต้องสั่งเลย" 

คนส่วนใหญ่ที่ขี้ระแวงบอกว่า "เราไม่เชื่อหรอก เราไม่อยากได้ เราไม่ชอบไอ้เครื่องนี้ น่ากลัวออก" สมมุติถ้าบริษัทพูดว่า

"ถ้าคุณเป็นคนประเภทที่ ชอบมีอำนาจควบคุม ทุกด้านในชีวิตของตัวเอง เรามีสินค้าที่เหมาะกับคุณ มันหยุดรายการทีวีได้ ข้ามโฆษณาได้ บันทึกรายการโปรดของคุณได้ และอื่นๆ อีกมากมาย" 

คนเขาไม่ได้ซื้อสิ่งที่คุณทำครับ เขาซื้อเหตุผลเบื้องหลังสิ่งที่คุณทำ สิ่งที่คุณทำมันแค่ทำหน้าที่ เป็นหลักฐานยืนยันสิ่งที่คุณเชื่อ

ทีนี้ ผมจะเล่าตัวอย่างอีกเรื่อง เกี่ยวกับกฎการกระจายนวัตกรรม ในฤดูร้อนปี 1963 คน 250,000 คนมารวมตัวกันที่ย่านการค้าในเมืองวอชิงตัน เพื่อฟัง


ดร. มาร์ติน ลูเธอร์ คิง 

พูด ไม่มีการส่งบัตรเชิญ ไม่มีเว็บไซต์ให้เช็ควันเวลา แล้วท่านทำได้อย่างไร? ดร. คิงไม่ใช่คนคนเดียวในอเมริกา ที่เป็นนักปาฐกถาที่ยอดเยี่ยม ท่านไม่ใช่คนเดียวในอเมริกาที่ได้รับผลกระทบ จากสภาพสังคมอเมริกันก่อนที่สิทธิพลเมืองจะเบ่งบาน ที่จริง ความคิดบางอย่างของท่านก็เป็นความคิดที่แย่ แต่ท่านมีพรสวรรค์ ท่านไม่ได้ไปคอยบอกชาวบ้านว่าเราต้องทำอะไรเพื่อเปลี่ยนอเมริกา แต่ท่านออกไปพบปะและบอกกับผู้คนว่า

"ผมเชื่อ ผมเชื่อ ผมเชื่อ"

 ท่านบอกประชาชนอย่างนั้น และคนที่เชื่ออย่างเดียวกับท่าน ก็เข้ามาร่วมวง และรู้สึกว่ามันเป็นเป้าหมายของตัวเอง แล้วก็บอกต่อๆ กันไป คนเหล่านี้ บางคนก็สร้างระบบ สำหรับกระจายข่าวสารไปยังคนในวงกว้างขึ้นอีก ไม่น่าเชื่อครับ ปรากฏว่าคน 250,000 มาชุมนุมกัน พร้อมเพรียงในวันและเวลาเดียวกัน เพื่อฟัง ดร.คิงพูด

ในจำนวนนี้มีกี่คนครับ ที่มาเพื่อ ดร.คิง? ไม่มีเลย เขามาเพราะเหตุผลของเขาเอง เพราะสิ่งที่เขาเชื่อเกี่ยวกับอเมริกาที่ทำให้เขากระโดดขึ้นรถโดยสาร เดินทางมาแปดชั่วโมงเพื่อยืนตากแดดกลางเดือนสิงหาคมที่วอชิงตัน เขามาเพื่อสิ่งที่เขาเชื่อ ซึ่งไม่ใช่เรื่องของคนดำหรือคนขาวด้วย 25% ของคนที่มาวันนั้นเป็นคนขาว ดร.คิงเชื่อว่า โลกนี้มีกฎหมายอยู่สองประเภท

แบบที่เขียนโดยคนมีอำนาจ กับ
แบบที่เขียนโดยประชาชน 

เราต้องทำให้กฎหมายทุกอย่างที่เขียนด้วยประชาชน กับกฎหมายที่เขียนโดยผู้มีอำนาจสอดคล้องกันเสียก่อน เราถึงจะได้อยู่ในโลกที่ยุติธรรมอย่างแท้จริงกลุ่มการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมือง เป็นกลุ่มที่ช่วยสนับสนุน ดร.คิง ในการทำความคิดนี้ให้เป็นจริง เราเดินตามท่าน ไม่ใช่เพื่อตัวท่าน แต่เพื่อตัวเราเอง อ้อ แล้วปาฐกถาที่ท่านพูดน่ะครับ ชื่อว่า "ผมมีความฝัน" ไม่ใช่ "ผมมีแผน" นะครับ

(เสียงหัวเราะ)

ลองฟังนักการเมืองเดี๋ยวนี้พูดถึงแผน 12 ยุทธศาสตร์สิครับไม่เห็นสร้างแรงบันดาลใจให้ใครได้เลย โลกนี้มี "คนในตำแหน่งผู้นำ" กับ "คนที่เป็นผู้นำ" คน "ในตำแหน่งผู้นำ" เขามีอำนาจ ตามตำแหน่งหน้าที่ แต่คนที่ "เป็นผู้นำ" เขาสร้างแรงบันดาลใจให้เรา ไม่ว่าจะเป็นระดับบุคคลหรือในองค์กรเราเดินตามคนที่ "เป็นผู้นำ" ไม่ใช่เพราะเราจำเป็นต้องทำแต่เพราะเราอยากทำ เราเดินตามคนที่ "เป็นผู้นำ" ไม่ใช่เพื่อเขา แต่เพื่อตัวเราเอง คนที่เริ่มต้นด้วยคำถามว่า "ทำไม" นั่นแหละคือคนที่มีความสามารถ ที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้คนรอบข้าง หรือค้นพบคนที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเองได้

ขอบคุณมากครับ

(เสียงปรบมือ)
Read more ...

self-esteem

22 พ.ย. 2554
self-esteem

คำนี้ยังไม่มีคำแปลสำหรับภาษาไทย หรืออาจจะมีแต่ผู้เขียนไม่ทราบ นักการศึกษา ผู้ปกครอง นักธุรกิจ ตลอดจนรัฐบาลกำลังมุ่งสร้างประชาชนให้มี self-esteemสูง ซึ่งหมายถึง

บุคคลที่มีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง มีความซื่อสัตย์ มีความภูมิใจในผลสำเร็จของงาน บุคคลซึ่งมีความคิดริเริ่มและมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาและรับผิดชอบปัญหาที่จะเกิดตามมา เป็นคนที่คนอื่นรักและรักคนอื่น เป็นบุคคลที่สามารถควบคุมตัวเองเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของงาน

โดยสรุปแล้วคนที่มี self-esteem สูงจะหมายถึงคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีความรับผิดชอบสูงและซื่อสัตย์

ตรงกันข้ามกับคนที่มี self-esteem ต่ำหรือพฤติกรรมป้องกัน (defensive)คนกลุ่มนี้มักจะต้องการพิสูจญ์ตัวเองหรือวิจารณ์คนอื่น ใช้คนอื่นเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง บางคนอาจจะหยิ่งหรือดูถูกผู้อื่น มักจะไม่มีความมั่นใจในตัวเอง ไม่มั่นใจว่าตัวเองจะมีคุณค่าหรือความสามารถหรือการยอมรับ ทำให้คนกลุ่มนี้ไม่กล้าที่จะทำอะไรเนื่องจากกลัวความล้มเหลว คนกลุ่มนี้มักจะวิจารณ์คนอื่นมมากกว่าที่จะกระทำด้วยตัวเอง และยังพบอีกว่าคนกลุ่มนี้มักจะชอบความรุนแรง ติดสุรา ยาเสพติด มีเพศสัมพันธุ์ก่อนวัย

คนที่มี self-esteem จะต้องมีความสมดุลของความต้องการผลสำเร็จหรืออำนาจ และความรู้จักคุณค่า ความมีเกียรติและความซื่อสัตย์ ซึ่งอาจจะหมายถึงจิตใต้สำนึกและพฤติกรรมนั่นเอง จิตใต้สำนึกของคนที่มี self-esteem จะต้องรู้จักบาป บุญคุณโทษ รู้สิ่งใดดี สิ่งใดไม่ดี ความสื่อสัตย์ ความมีเกียรติ

ส่วนพฤติกรรมของ self-esteem มีความสามารถที่จะคิดแก้ปัญหา เชื่อมั่นในความคิดและความสามารถของตัวเอง สามารถเลือกวิธีการตัดสินใจที่ถูกต้อง หากสูญเสียความสมดุลก็จะทำให้เกิดปัญหา เช่น

หากจิตใต้สำนึกไม่แข็งแรงหรือสมบูรณ์พอก็จะทำให้คนเกิดพฤติกรรมเชื่อมั่นตัวเองมากเกินไป หยิ่งยโส ดูถูกคนอื่น หากแต่มีแต่จิตใต้สำนึกที่ดีแต่ไม่มีความมุ่งมั่นที่จะประสบผลสำเร็จชีวิตก็อาจจะไม่ถึงเป้าหมาย ดังนั้นบุคคลที่ชอบพูดถึงแต่ตัวเอง อวดดี ดูถูกคนอื่น คนพาล ชอบเอาเปรียบคนอื่นคนที่กล่าวโทษคนอื่นไม่ถือว่ามี self-esteem

คนที่มี self-esteem มักจะประกอบด้วยสิ่งต่อไปนี้

- มองโลกในแง่ดีเสมอ มองวิกฤตให้เป็นโอกาส เมื่อมีมืดต้องมีสว่าง มีร้ายต้องมีดี ขาวคู่กับดำ

- ประเมินตัวเราให้มีคุณค่าอยู่เสมอ

- เชื่อมั่นในความสามารถตัวเอง

- มองว่าตัวเราเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและเราสามารถเปลี่ยนแปลงตามที่เราต้องการ

ผู้ที่ไม่รู้คุณค่าตัวเองไม่มีความมั่นใจจะไม่มีความหวัง ไม่มีพลังในการต่อสู้ในที่สุดจะเป็นคนที่ซึมเศร้า

การสร้างความมั่นใจในตัวเอง self-esteem

ความเชื่อมั่นตนเองและรู้คุณค่าตัวเองเป็นส่วนสำคัญในการดำเนินชีวิต ลำพังความคิดอย่างเดียวไม่สามารถสร้างความมั่นใจในตัวเองได้ ความมั่นใจจะเริ่มสร้างตั้งแต่เด็กจนกระทั่งเราตาย ความมั่นใจจะกระทบต่อการตัดสินใจดังนั้นทุกคนความสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองอย่างสม่ำเสมอ

ตัวอย่างของความมั่นใจเช่นหากคนจะเปลี่ยนอาชีพเขาจะต้องมั่นใจในตัวเองหรือมีคนอื่นเห็นถึงความสามารถของเขาที่จะทำให้ให้สำเร็จ เมื่อมีความผิดหวังหรือความเครียดความมั่นใจหรือเชื่อมั่นในตัวเองจะช่วยให้แก้ไขสถานการณ์ให้ผ่านไปด้วยดี

- ครอบครัวซึ่งมีความมั่นใจหรือเชื่อมั่นในตัวเองสูงความมั่นใจของลูกก็จะสูง

- การพัฒนาความมั่นใจของเด็กจะเกิดขึ้นได้เมื่อเด็กได้เล่นกับเพื่อน

- ผู้ที่มีความมั่นใจสูงมักจะไม่ทำร้ายตัวเอง ไม่ดื่มสุราหรือติดยาเสพติด

- เด็กหญิงวัยรุ่นที่มีความมั่นใจสูงมักจะไม่ประพฤติผิดประเพณี

- ความมั่นใจเป็นลักษณะของแต่ละคนไม่สามารถที่จะให้กันได้แต่สามารถฝึกฝนได้

ในสังคมปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงเร็ว ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ คนที่มีความมั่นใจและมีความสามารถในการตัดสินใจ ความคิดริเริ่มใหม่ๆการปฏิบัติงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการสื่อสารกับผู้อื่นเพื่อให้เข้าใจเหมือนกัน คนเช่นนี้จึงจะอยู่รอดในสังคม

เรามาเสริมสร้าง self-esteem เพื่อที่จะเป็นคนที่มีประสิทธิภาพสูง Peak Performance

- หาเวลาสักหนึ่งชั่วโมงในตอนเช้าเพื่อพัฒนาตัวเอง อาจจะเป็นการนั่งสมาธิ หรือการพิจารณาตัวเอง หรือ่านหนังสือที่สร้างความเชื่อมั่น หรือฟังเทปคำสอนต่างๆ การเริ่มต้นที่ดีจะทำให้เกิดความมั่นในและประสบผลสำเร็จ

- มองปัญหาและมองโลกในแง่ดี เลิกบ่นสิ่งที่ไม่ดีเกี่ยวกับตัวเอง ลองหากระดาษสักแผ่นจดความคิดที่ดีๆเกี่ยวกับตัวเองไว้ด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งจดสิ่งที่ไม่ดีแล้วมาวิเคราะห์ ว่ามีสิ่งไม่ดีหรือสิ่งที่ดีมากว่ากัน หานามบัตรจดสิ่งที่ดีหรือคำขวัญที่ดีไว้กระตุ้นเตือนตัวเองอยู่ตลอดเวลา

- ทำบ้านให้ปราศจากความวุ่นวาย ฟังเพลง อ่านหนังสือ หรือคุยกับเพื่อนที่สนิท

- หาวันละ 10 นาทีเพื่อพิจารณาจุดยืนของตัวเอง สิ่งที่สำคัญของชีวิตคืออะไร เราบรรลุหรือยัง เราเดินผิดแนวทางหรือไม่

- คนกับคนที่มองโลกในแง่ดีหรือคนที่มี self-esteem เพราะเพื่อนจะกระตุ้นให้เรามีความมั่นใจและความมุ่งมั่นเพิ่มขึ้น ตรงกันข้ามหากคบคนที่มองโลกในแง่ร้ายจะทำให้เรามองโลกในแง่ร้าย ความมั่นใจก็จะสูญเสียไปด้วยดังนั้นเลิกคบกับคนที่มองโลกแง่ร้าย

- ให้เลิกเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น เพราะเราต้องยอมรับว่าคนเราไม่สมบูรณ์ 100 % ทุกคน หากเราเปรียบเทียบกับคนอื่นจะทำให้เกิดปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้อย่างมากมาย

- ให้หาคนที่จะเป็นต้นแบบเพื่อเป็นแนวทางการดำเนินชีวิต

- ตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้และมุ่งสู่ความสำเร็จนั้น

- หาผู้ที่คอยช่วยเหลือด้านทักษะและทัศนะคติในการดำรงชีวิตหรือการงาน

- หากมีคนชมหรือกล่าวโทษให้กล่าวคำว่าขอบคุณ

- อย่าดูถูกตัวเองหรืออย่ามองว่าตัวเองไม่มีความสามารถ หากเราคอยตอกย้ำถึงจุดด้อยของเรา เราจะไม่มีทางประสบผลสำเร็จ

- ให้เพิ่มทักษะหรือคุณภาพชีวิตจากการทำงาน การอ่านหนังสือ หรือจากสื่ออื่นๆ

- ให้จดสิ่งที่ดีเกี่ยวกับตัวคุณ เช่นความซื่อสัตย์ ความคิดริเริ่ม ความมุ่งมั่น ความเอื้ออาธร เป็นต้น ให้อ่านสิ่งเหล่านี้บ่อย ๆ

- จดผลงานที่คุณชื่นชมหรือประสบผลสำเร็จสัก 10 อย่าง เช่นการศึกษา ผลการศึกษา การได้รับรางวัล การช่วยเหลือผู้อื่น

- จดคำขวัญไว้ในที่เห็นชัดและนำมาท่องเมื่อมีโอกาส เช่น ผมยอมรับความสามารถตัวเอง ผมเป็นคนลิขิตชะตาชีวิตของผมเอง หนูภูมิใจและเชื่อมั่นในตัวเอง
Read more ...

สุนทรพจน์ สตีฟ จ๊อบ

22 พ.ย. 2554
‎สตีฟ จ๊อบ สุนทรพจน์ปี 2005 ม.สแตนฟอร์ด

" บางครั้งชีวิตอาจทำคุณเจ็บ แต่จงอย่าสูญเสียความเชื่อมั่น 

สิ่่งเดียวที่ทำให้ผมลุกขึ้นสู้ต่อคือความรักในสิ่งที่ผมทำ 

ดังนั้นคุณจำเป็นต้องค้นหาว่า อะไรคือสิ่งที่คุณรัก 

และวิธีเดียวที่จะทำให้คุณรู้สึกพึงพอใจอย่างแท้จริงก็คือ การได้ทำในสิ่งที่คุณเชื่อว่ามันยอดเยี่ยม 

ซึ่งคุณจะสามารถสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมได้ด้วยการรักในสิ่งที่คุณทำเท่านั้น"
Read more ...

โตไปไม่โกง คำตอบจากฮ่องกง

22 พ.ย. 2554
โดยไทยโพสต์ เมื่อ 27 ก.ค.2553

ในปี 2517 ฮ่องกงได้จัดตั้ง

คณะกรรมการอิสระเพื่อการต่อต้านคอร์รัปชั่น 

(Independent Commission Against Corruption หรือ ICAC) 

ตอนนั้นก็ไม่ค่อยมีใครตั้งความหวังกับ ICAC สักเท่าไร คิดว่าสุดท้ายคงไม่แคล้วลงเอย เหมือนกับความพยายามหลายครั้งก่อนหน้านี้ แต่แล้ว ICAC ก็ได้สร้างความประหลาดใจให้กับชาวฮ่องกงและชาวโลกที่สนใจติดตามการทำงานของพวกเขา การคอร์รัปชั่นของฮ่องกงค่อยๆลดลงอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะไม่สามารถสยบปัญหานี้อย่างราบคาบแต่เกาะฮ่องกงก็สะอาดและสูงขึ้น 

ความสำเร็จของ ICAC เกิดจากการใช้มาตรการทางกฏหมายควบคู่ไปกับการสร้างชุดคุณค่าใหม่ให้แก่สังคม เพราะทีมงานเชื่อว่า “ทัศนคติ” ของประชาชนเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าวิธีการแก้ปัญหา

กลยุทธ์ของ ICAC แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ “ปราบปราม” และ “เปลี่ยนแปลง” การปราบปรามเป็นกลยุทธ์ระยะสั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาคอร์รัปชั่นในช่วงนั้นลุกลามใหญ่โตไปกว่าเดิมการเปลี่ยนแปลงเป็นกลยุทธ์ระยะยาวเพื่อป้องกันไม่ให้การคอร์รัปชั่นกลับเป็นปัญหารุนแรงอีกในอนาคต

บทเรียนของฮ่องกง น่าจะเป็นความหวังให้แก่เราได้ว่า หากตั้งใจจริงและช่วยกันทำอย่างต่อเนื่องโครงการ “โตไปไม่โกง” ของเราก็มีสิทธิสำเร็จได้เหมือนกัน
Read more ...

บทสัมภาษณ์ คุณสุพจน์ ศิริพรเลิศกุล

21 พ.ย. 2554
(เจ้าของ Papaya อาณาจักรเฟอร์นิเจอร์แอนทีคชื่อดัง)
จาก นิตยสาร LIPS ปักษ์หลังเมษายน 2554

"ผมมีพลังงานเยอะมาก ตื่นมาทำงานแต่เช้าทุกวัน
ผมเป็นคนชอบคิด ชอบสร้าง อยากตื่นมาค้นคว้าทำงานตลอด
กลางวันทำงาน พอตกกลางคืนไปดูแลร้าน Tuba ถึงตีสอง

ระหว่างอยู่ที่ร้าน ผมจะเข้าอินเตอร์เน็ตเพื่อหาข้อมูลใหม่ๆ ให้แก่ชีวิต
google นี่สุดยอด ผมหลงรักมันมาก
ผมคาดการณ์ว่า ในอนาคตโลกของเราจะมีภาษาเดียว
คือภาษาคอมพิวเตอร์

คอมพิวเตอร์นี่มาแรงจนหยุดไม่ได้แล้ว
ถ้าเราเดินช้า เราก็จะตามไม่ทัน เดี๋ยวนี้โลกหมุนเร็วมาก
แค่เราอยู่เฉยๆ ก็ตกขอบแล้ว...

ผมเป็นคนแก่ที่หูตากว้างไกล วิชั่นดี ชอบหาช่องว่างในตลาด
สมัยก่อนผมเป็นผู้นำเทรนด์ในหลายๆ ด้าน
แต่ตอนนี้มีอินเตอร์เน็ต ใครๆ ก็หาข้อมูลได้
เดี๋ยวนี้ไม่มีใครเก่งกว่าใครแล้วล่ะ
ทุกคนสามารถทำและรู้ในทุกสิ่งทุกอย่างที่เรารู้ได้หมดแล้ว..."
Read more ...

ว่าด้วยจิตวิทยาเชิงบวก

26 ต.ค. 2554
TED โดย

Martin Seligman

Martin Seligman is the founder of positive psychology, a field of study that examines healthy states, such

เมื่อสมัยที่ผมเป็นประธานสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน เขาพยายามฝึกให้ผมออกสื่อ ทีนี้ มันมีการให้สัมภาษณ์ครั้งหนึ่งของผมกับซีเอ็นเอ็น ซึ่งสรุปเรื่องที่ผมกำลังจะพูดวันนี้ได้ดีทีเดียว นั่นคือ

"เหตุผลข้อ 11 ที่เราควรมองโลกแง่ดี"

บรรณาธิการนิตยสารดิสคัพเวอร์บอกเรามาแล้ว 10 ข้อ ผมจะบอกข้อที่ 11 ให้

ตอนนั้นพิธีกรของซีเอ็นเอ็นมาหาผมแล้วบอกว่า "ศาสตราจารย์เซลิกแมนคะ อาจารย์เล่าให้เราฟังหน่อยได้ไหมคะว่าศาสตร์จิตวิทยาทุกวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง? เราอยากสัมภาษณ์อาจารย์เกี่ยวกับเรื่องนี้" ผมบอกว่า "ดีเลยครับ" แล้วเธอก็บอกว่า "แต่นี่เป็นรายการของ CNN เราจะตัดคำพูดอาจารย์ไปออกสั้นๆ นะคะ" ผมเลยถามว่า "แล้วผมพูดได้กี่คำล่ะ?" เธอตอบว่า "คำเดียวค่ะ"

(เสียงหัวเราะ)

แล้วกล้องก็เดิน แล้วเธอก็ถามว่า "ศาสตราจารย์เซลิกแมนคะ สถานะของศาสตร์จิตวิทยาทุกวันนี้เป็นอย่างไรบ้างคะ?"ดี"

(เสียงหัวเราะ)

"ตัดออกๆ ใช้ไม่ได้ เราคงต้องให้เวลาอาจารย์ยาวขึ้นนะ""แล้วคราวนี้ผมพูดได้กี่คำล่ะ?" "สองคำค่ะ" ด็อกเตอร์เซลิกแมนคะ สถานะของศาสตร์จิตวิทยาทุกวันนี้เป็นอย่างไรบ้างคะ? "ไม่ดี"

(เสียงหัวเราะ)

"เอ่อ ด็อกเตอร์เซลิกแมนคะ เราเข้าใจแล้วค่ะ ว่าอาจารย์ไม่ค่อยถนัดกับสื่อรูปแบบนี้จริงๆ เราให้เวลาอาจารย์มากขึ้นแล้วกัน คราวนี้อาจารย์พูดได้สามคำค่ะ ศาสตราจารย์เซลิกแมนคะ สถานะของศาสตร์จิตวิทยาทุกวันนี้เป็นอย่างไรบ้างคะ? "ไม่ดีพอ" และนี่คือสิ่งที่ผมกำลังจะพูดวันนี้

ผมอยากพูดว่าทำไมจิตวิทยาจึงดี ทำไมมันจึงไม่ดี แล้วภายในสิบปีข้างหน้า มันจะดีพอได้อย่างไร และด้วยบทสรุปที่คล้ายกัน ผมอยากพูดแบบเดียวกันเกี่ยวกับเทคโนโลยีวงการบันเทิง และการออกแบบ เพราะผมคิดว่าประเด็นมันเหมือนกันมาก

เอาล่ะ ทำไมสถานะของจิตวิทยาถึงดี คือ จิตวิทยาศึกษาวิจัยมนุษย์ภายใต้โมเดลของโรคมามากกว่าหกสิบปี สิบปีที่แล้ว เวลาผมอยู่บนเครื่องบิน แล้วแนะนำตัวกับคนที่นั่งข้างๆ บอกเขาว่าผมมีอาชีพอะไร เขาจะย้ายที่หนีผมเลยครับเพราะว่าคนเขาพูดกัน ซึ่งก็ถูกนะครับ ว่าจิตวิทยาคือการค้นหาว่าคุณผิดปกติยังไง คือ "ค้นหาคนบ้า" ว่างั้นเถอะ แต่เดี๋ยวนี้ เวลาผมบอกใครว่าผมทำงานอะไร เขาจะขยับเข้ามาหาผม

อีกอย่างที่ดีเกี่ยวกับจิตวิทยา กับเงินสามหมื่นล้านดอลล่าร์ที่สถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติ (NIMH) ลงทุนไปกับการศึกษาวิจัยภายใต้โมเดลของโรค กับสิ่งที่คุณเรียกกันว่าศาสตร์จิตวิทยาเนี่ย ก็คือ 60 ปีที่แล้ว ไม่มีโรคทางจิตประเภทใดเลยที่รักษาได้ มันเหมือนปริศนาของมายากลที่ไม่มีใครเข้าใจเลย แต่ตอนนี้ มี 14 โรคที่รักษาให้ดีขึ้นได้ ซึ่ง 2 โรคในนั้นรักษาให้หายขาดได้

และอีกอย่างที่เกิดขึ้นก็คือ ศาสตร์นี้ก้าวหน้าไปมาก ศาสตร์เกี่ยวกับความผิดปกติทางจิตน่ะครับ เราพบว่า เราสามารถหยิบมโนทัศน์ที่จับต้องไม่ได้ เช่น ภาวะซึมเศร้า การติดเหล้า เอามาวัดได้อย่างแม่นยำมากขึ้น และเราก็สามารถจำแนกแยกแยะและจัดหมวดหมู่อาการป่วยทางจิต เราสามารถเข้าใจสาเหตุของอาการป่วยทางจิต เราสามารถศึกษาคนคนเดียวกันข้ามช่วงเวลา เช่น คนที่มีแนวโน้มทางพันธุกรรมที่เสี่ยงจะเป็นโรคจิตเภท แล้วตั้งคำถามว่าการเลี้ยงดูกับพันธุกรรมมีผลมากน้อยแค่ไหน เราสามารถควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนได้ โดยศึกษาอาการป่วยทางจิตด้วยวิธีการทดลอง

และที่เยี่ยมที่สุด คือ ในห้าสิบปีที่ผ่านมา เราสามารถคิดค้นสร้างยาและวิธีการรักษาอาการป่วยทางจิต และเราก็สามารถทดสอบมันได้อย่างเที่ยงตรง ด้วยการทดลองที่มีการสุ่มเข้ากลุ่มและมีกลุ่มเปรียบเทียบที่ได้ยาหลอก อะไรที่ไม่ได้ผลก็ทิ้งไป อะไรที่ได้ผลดีก็เก็บไว้

และข้อสรุปก็คือ ศาสตร์จิตวิทยาและจิตเวชในหกสิบปีที่ผ่านมา สามารถประกาศได้ว่าเราทำให้คนที่ทุกข์เพราะเจ็บป่วยเขาทุกข์น้อยลง และผมคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ผมภูมิใจมาก แต่สิ่งที่ไม่ดี ซึ่งเป็นผลจากเรื่องที่ผมเพิ่งพูดไป มีอยู่สามอย่าง

อันดับแรกเลยคือ

เรื่องคุณธรรม 

นักจิตวิทยาและจิตแพทย์กลายเป็นผู้ศึกษาเรื่องเหยื่อที่ทำให้คนอื่นกลายเป็นเหยื่อ หรือผู้ตัดสินว่าใครเจ็บป่วย มุมมองของเราต่อธรรมชาติของมนุษย์กลายเป็นว่า ถ้าคุณมีปัญหา แปลว่าคุณโชคร้าย เราลืมไปว่าคนเราเลือกและตัดสินใจนะครับ เราลืมความรับผิดชอบของมนุษย์ไป นั่นเป็นปัญหาข้อแรก

ปัญหาข้อที่สอง คือ

เราลืมผู้คนอย่างพวกคุณไปเลย

เราลืมเรื่องการยกระดับชีวิตของคนปกติ เราลืมภารกิจในการทำให้คนที่ไม่ได้มีปัญหาเขามีความสุขมากขึ้น มีชิวิตที่เติมเต็ม และเป็นประโยชน์มากขึ้น แล้วคำว่า"อัจฉริยะ" "พรสวรรค์" กลายเป็นคำหยาบ ไม่มีใครศึกษาเรื่องพวกนี้

และ

ปัญหาข้อที่สามของจิตวิทยาภายใต้โมเดลของโรค คือ

เมื่อเรารีบเร่งที่จะทำอะไรสักอย่างกับคนที่มีปัญหา ในความรีบเร่งที่จะซ่อมแซมความเสียหายนั้น เราไม่เคยคิดจะสร้างระบบหรือวิธีการอะไร ที่จะทำให้คนมีความสุขมากขึ้น เราไม่สร้างวิธีการที่จะพัฒนาด้านบวกของมนุษย์

นั่นแหละที่ผมมองว่าจิตวิทยานั้นไม่ดี และนั่นคือสิ่งที่ทำให้คนอย่าง

แนนซี เอตคอฟ, 
แดน กิลเบิร์ต, 
ไมค์ ชิคเซนมิฮาย และ
ตัวผมเอง 

มาเริ่มศึกษาสิ่งที่ผมเรียกว่า จิตวิทยาเชิงบวกซึ่งมีเป้าหมายสามอย่าง

ข้อแรก คือ จิตวิทยาควรให้ความสำคัญ กับจุดแข็งของมนุษย์เช่นเดียวกับที่ใส่ใจในจุดอ่อน มันควรจะมุ่งสร้างเสริมความแข็งแกร่ง เช่นเดียวกับที่มุ่งซ่อมแซมข้อบกพร่อง ควรจะให้ความสนใจกับสิ่งดีๆ ทั้งหลายในชีวิต และควรใส่ใจกับการทำให้ชีวิตของคนปกติธรรมดาเติมเต็มมากขึ้น ให้ความสนใจกับอัจฉริยะ และการบ่มเพาะผู้มีพรสวรรค์หรือความสามารถพิเศษด้วย

ดังนั้น ใน 10 ปีที่ผ่านมา และในความหวังของผมที่มีต่ออนาคต เราได้เห็นการเริ่มต้นของศาสตร์ จิตวิทยาเชิงบวกศาสตร์เกี่ยวกับสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีคุณค่า เราพบว่าเราสามารถวัดความสุขได้ในหลากหลายรูปแบบ คุณสามารถเข้าไปที่เว็บไซต์นั้น

(www.authentichappiness.org) 

แล้วลองทำแบบทดสอบมากมายเกี่ยวกับความสุขได้ฟรี คุณคงสงสัยว่า เราจะวัดอารมณ์ทางบวก ความหมายในชีวิต และภาวะที่จิต มีสมาธิจดจ่อเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งที่ทำ (flow) ไปเปรียบเทียบกับคนอื่นนับหมื่นๆ ได้ยังไง? เราได้สร้างสิ่งที่ตรงกันข้ามกับคู่มือวินิจฉัยความผิดปกติทางจิต คือ ระบบจัดประเภทจุดแข็งและคุณธรรมของมนุษย์ที่แยกแยะเปรียบเทียบระหว่างเพศ พร้อมด้วยคำนิยาม และวิธีวินิจฉัย อะไรที่สร้าง และอะไรที่ขัดขวางมัน เราพบว่าเราสามารถค้นพบสาเหตุของภาวะแง่บวกต่างๆ ได้ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมในสมองซีกซ้าย กับกิจกรรมในสมองซีกขวา ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของความสุข

ผมเองเคยใช้เวลาทั้งชีวิตศึกษาคนที่ทุกข์สุด ๆ โดยตั้งคำถามว่า คนที่ทุกข์สุด ๆ เขาแตกต่างจากคนอื่นทั่วไปอย่างไร? เพิ่งมาหกปีหลังนี้เอง ที่เราเริ่มถามถึงคนที่มีความสุขสุดๆ ว่าเขาแตกต่างจากพวกเราทั้งหมดอย่างไร? แล้วก็ปรากฏว่า มีความแตกต่างอยู่อย่างเดียว เขาไม่ได้เคร่งศาสนามากกว่า ไม่ได้สุขภาพดีกว่า ไม่ได้มีเงินมากกว่า ไม่ได้รูปร่างหน้าตาดีกว่า ไม่ได้มีเรื่องดีๆ ในชีวิตมากกว่า และมีเรื่องร้ายๆ ในชีวิตน้อยกว่า สี่งที่เขาแตกต่างจากเรา คือ

เขามีความสัมพันธ์ทางสังคมดีมากๆ 

เขาไม่นั่งมาอยู่ในงานสัมมนาตอนเช้าวันเสาร์แบบนี้ (เสียงหัวเราะ) เขาไม่ใช้เวลาอยู่คนเดียว แต่ละคนมีความรัก และมีเพื่อนเยอะมาก

แต่เราต้องระวังในการตีความนะครับ นี่เป็นข้อมูลแบบสหสัมพันธ์ ซึ่งไม่ได้บอกสาเหตุ และที่ผมพูดถึงมันก็เป็นความสุขในความหมายแบบฮอลลีวู้ด คือ ความสุขสนุกสนาน หัวเราะ ร่าเริงเบิกบาน อีกเดี๋ยวผมจะบอกคุณว่าความสุขแบบนี้มันยังไม่เพียงพอ เราพบว่า เราสามารถสืบค้นวิธีสร้างสุขที่มีคนเสนอไว้ย้อนหลังไปหลายศตวรรษ ตั้งแต่

พระพุทธเจ้า 

มาจนถึง

โทนี ร็อบบินส์ 

มีผู้เสนอวิธีกว่า 120 วิธีที่ว่ากันว่าจะทำให้ผู้คนมีความสุข และเราก็พบว่า เราสามารถสร้างคู่มือของวิธีการเหล่านั้นได้ แล้วเราก็ไปทำการทดลองที่มีการสุ่มคนเข้ากลุ่มทดลองต่างๆ เพื่อศึกษาประสิทธิภาพและประสิทธิผลของวิธีสร้างสุขเหล่านี้ ว่าวิธีไหนทำให้คนมีความสุขอย่างยั่งยืนกว่า อีกสักครู่ผมจะใช้เวลาสองสามนาทีเล่าผลการวิจัยบางส่วนให้คุณฟัง

แต่ข้อสรุปสุดท้ายก็คือ ภารกิจที่ผมอยากให้ศาสตร์จิตวิทยานำไปปฏิบัติ นอกจากการรักษาคนที่เจ็บป่วยทางจิตนอกจากการช่วยให้คนที่ทุกข์เขาทุกข์น้อยลงแล้ว คือ

จิตวิทยาจะช่วยให้คนมีความสุขมากขึ้นได้ไหม? 

และการตั้งคำถามนี้ -- ที่จริงผมไม่ค่อยใช้คำว่าความสุขเท่าไหร่นักนะครับ -- เราต้องแยกแยะความสุขออกมาเป็นแง่มุมต่างๆ ที่เราสามารถตั้งคำถามได้ ซึ่งผมเชื่อว่าความสุขมันมีอยู่สามแง่มุมที่แตกต่างกัน ที่ผมว่ามันต่างก็เพราะมันสร้างได้ด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน และเราอาจจะมีอย่างใดอย่างหนึ่งมากกว่าอย่างอื่น ในบรรดาชีวิตที่มีความสุขสามแบบนั้น

แบบแรก คือ

ชีวิตที่รื่นรมย์ 

นี่คือชีวิตที่คุณมีอารมณ์ทางบวกมากเท่าที่จะเป็นไปได้ และมีทักษะที่จะเพิ่มอารมณ์ทางบวกเหล่านั้นด้วย

แบบที่สอง คือ

ชีวิตที่ได้ทุ่มเท เอาใจจดจ่ออยู่กับอะไรสักอย่าง

เช่นตอนที่คุณใช้เวลากับงาน พ่อแม่ คนรัก งานอดิเรก แล้วรู้สึกเหมือนเวลาหยุดนิ่งเพื่อคุณนั่นคือความสุขแบบที่อริสโตเติลพูดถึง และ

แบบที่สาม คือ

ชีวิตที่มีความหมาย 

ทีนี้ ผมอยากพูดถึงชีวิตที่มีความสุขแต่ละแบบ และสิ่งที่ผมรู้เกี่ยวกับมันสักหน่อย

ชีวิตที่มีความสุขแบบแรก คือ

ชีวิตที่รื่นรมย์ มีความสนุกสนานมากที่สุดเท่าที่เราจะหาได้ เป็นชีวิตที่มีสิ่งตอบสนองความเพลิดเพลินมากเท่าที่คุณต้องการ มีอารมณ์ทางบวกมากเท่าที่คุณจะมีได้ รวมทั้งเรียนรู้ทักษะที่จะดื่มด่ำ มีสติจดจ่อ ซึ่งจะเพิ่มความเข้มข้น และแผ่ขยายอารมณ์ทางบวกนั้นออกไปข้ามกาลเวลาและสถานที่ แต่ชีวิตที่รื่นรมย์ก็มีแง่ลบอยู่สามอย่าง และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมจิตวิทยาเชิงบวกจึงไม่ใช่วิชาว่าด้วยความสุขและไม่ได้จบแค่ตรงนี้

ปัญหาข้อแรกคือ ปรากฏว่าชีวิตที่รื่นรมย์ และประสบการณ์อารมณ์ทางบวกของคุณนั้น ส่วนหนึ่งเป็นมรดกทางพันธุกรรม 50 เปอร์เซ็นต์เป็นอิทธิพลจากพันธุกรรม และก็ไม่ได้เปลี่ยนกันได้ง่ายนัก ดังนั้น เทคนิคหลากหลายที่แมทธิเออ (ริการ์) กับผม และคนอื่นๆ มีอยู่ สำหรับการเพิ่มปริมาณอารมณ์ทางบวกในชีวิตของคุณ ก็ช่วยเพิ่มขึ้นมาได้ 15 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ของพื้นอารมณ์เดิมเท่านั้น ปัญหาข้อสองคือ เราจะชินชากับอารมณ์ทางบวก ซึ่งจะเกิดขึ้นเร็วมากเลย ก็เหมือนไอศครีมรสเฟรนชวนิลา คำแรกอร่อย 100 เปอร์เซ็นต์พอถึงคำที่หก รสชาติมันก็งั้นๆ แล้ว และอย่างที่ผมบอก มันไม่ใช่สิ่งที่แก้กันได้ง่ายๆ ด้วย

ซึ่งประเด็นนี้ก็นำไปสู่


ปัญหาที่สอง 

ผมต้องเล่าเรื่องเล็น เพื่อนของผม ให้คุณฟัง เพื่ออธิบายว่าทำไมจิตวิทยาเชิงบวกจึงมีอะไรมากกว่าอารมณ์ทางบวก มากกว่าการสร้างความสนุกสนานรื่นรมย์ ถ้าเราดูสองในสามด้านของชีวิตของ

เล็น ตอนเขาอายุ 30 เขาประสบความสำเร็จอย่างสูงมากๆ เลย

ด้านแรก คือเรื่องงาน ตอนอายุ 20 เขาเป็นผู้ค้าสัญญาออปชั่น พออายุ 25 เขาก็เป็นมหาเศรษฐี และเป็นประธานบริษัทค้าสัญญาออปชั่น

ด้านที่สอง การเล่น เขาเป็นแชมป์ไพ่บริดจ์ระดับชาติ

แต่ในด้านที่สามของชีวิต เรื่อง ความรัก เล็นล้มเหลวไม่เป็นท่า เหตุผลก็คือ เล็นเป็นคนตายด้าน(เสียงหัวเราะ)

เล็นเขาเป็นคนเงียบ ปิดตัว เคยมีผู้หญิงอเมริกันหลายคนบอกกับเล็นตอนที่เขาเริ่มจีบกัน ว่า "คุณนี่น่าเบื่อสุดๆ ไม่มีอารมณ์กุ๊กกิ๊กหวานแหววเลย ไปให้พ้นเลยไป" เล็นก็รวยพอที่จะไปหานักจิตวิเคราะห์ในย่านพาร์ค อเวนิว ซึ่งใช้เวลาห้าปี พยายามค้นหาบาดแผลทางใจเกี่ยวกับเรื่องเพศ ที่อาจจะปิดกั้นอารมณ์ความรู้สึกทางบวกที่อยู่ภายในใจของเขาแต่ก็ไม่เจอบาดแผลหรือปมทางใจเกี่ยวกับเรื่องเพศเลยสักนิด

เรื่องของเรื่องคือ เล็นเกิดและโตที่ลองไอร์แลนด์ เขาเล่นฟุตบอล ดูฟุตบอล แล้วก็เล่นไพ่บริดจ์ เล็นเป็นคนที่มีอารมณ์ทางบวกน้อย คืออยู่ในกลุ่มห้าเปอร์เซ็นต์ต่ำสุด

คำถามคือ เล็นเป็นคนไม่มีความสุขหรือเปล่า ผมขอบอกว่าไม่ใช่ ตรงกันข้ามกับที่ศาสตร์จิตวิทยาว่าไว้เกี่ยวกับคนที่อยู่ใน 50 เปอร์เซ็นต์ต่ำสุด ของมนุษยชาติในแง่ของคะแนนอารมณ์ทางบวก ผมคิดว่าเล็นเป็นคนที่มีความสุขมากที่สุดเท่าที่ผมเคยรู้จัก เขาไม่ได้จมอยู่กับความทุกข์ แต่เขาเข้าถึง

ภาวะ flow หรือการมีสมาธิลึกซึ้งอยู่กับกิจกรรมที่ทำในแต่ละขณะได้อย่างดีเยี่ยม 

เมื่อเขาเดินขึ้นตึกอเมริกันเอ็กซเชนจ์ตอน 9:30 ในตอนเช้า เวลาก็เหมือนหยุดนิ่งไปจนกริ่งเลิกงานดังขึ้นในตอนเย็น ตั้งแต่เริ่มเปิดไพ่ใบแรก ไปจนกระทั่งสิบวันให้หลังเมื่อการแข่งขันจบลง เวลาสำหรับเล็นก็หยุดนิ่งอยู่กับที่

นี่แหละที่

ไมค์ ชิคเซนมิฮาย

เรียกว่าภาวะที่จิตเป็นหนึ่งเดียวกับกิจกรรมที่ทำ ซึ่งเรียกว่า "flow" และมันก็แตกต่างจากความสนุกสนานรื่นรมย์มากเลย ความสนุกสนานเป็นความรู้สึกที่ดิบ คุณรู้ตัวว่ามันเกิดขึ้น มันมีความคิดและความรู้สึกอยู่ในนั้น แต่อย่างที่คุณได้ฟังไมค์พูดเมื่อวานนี้ ถ้าคุณอยู่ในภาวะ flow คุณจะไม่รู้สึกอะไรเลย คุณเป็นหนึ่งเดียวกับเสียงดนตรี โลกทั้งใบหยุดหมุน คุณอยู่ในภาวะมีสมาธิจดจ่ออย่างลึกซึ้ง นี่แหละคือลักษณะของสิ่งที่เรามองว่าเป็นชีวิตที่ดีงาม และเราคิดว่ามันมีสูตรที่จะทำอย่างนั้นได้

คุณต้องรู้ว่าจุดแข็งของคุณอยู่ที่ไหน และเราก็มีแบบทดสอบที่เชื่อถือได้ ที่ใช้วัดว่าจุดแข็งสูงสุด 5 ประการของคุณคืออะไร แล้วคุณก็ออกแบบชีวิตของคุณเพื่อให้ได้ใช้จุดแข็งเหล่านี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ออกแบบงานของคุณ ความรักของคุณ การเล่น มิตรภาพ และการเลี้ยงดูลูกของคุณ

มาดูตัวอย่างอันหนึ่ง ผมรู้จัก

พนักงานที่คอยเอาของใส่ถุงที่ห้าง Genuardi's อยู่คนหนึ่ง 

เธอไม่ชอบงานที่ทำ ตอนนี้กำลังเรียนวิทยาลัยอยู่ จุดแข็งที่สุดของเธอคือความฉลาดทางสังคม เธอก็เลยออกแบบ งานหยิบของใส่ถุง ของเธอ โดยตั้งใจว่าการพบกันระหว่างเธอกับลูกค้า ต้องเป็นช่วงเวลาที่พิเศษสุดของวันสำหรับลูกค้าทุกๆ คน แน่ละ เธอไม่ประสบความสำเร็จหรอก

แต่สิ่งที่เธอทำคือ เธอเอาจุดแข็งของเธอมาเป็นตัวตั้ง แล้วออกแบบงานของตัวเองให้ได้ใช้จุดแข็งนี้มากที่สุด สิ่งที่คุณได้จากการทำอย่างนี้ไม่ใช่รอยยิ้ม หน้าตาคุณคงไม่ดูเหมือนเด็บบี้ เรย์โนลด์ขึ้นมาหรอกและคุณก็คงไม่ได้หัวเราะร่วนด้วย สิ่งที่คุณจะได้คือจิตใจที่มีสมาธิอยู่กับสิ่งที่ทำ นั่นคือเส้นทางที่สองนะครับ เส้นทางแรกคืออารมณ์ทางบวก เส้นทางที่สองคือภาวะ flow ที่ทำให้เกิดความอิ่มเอิบงอกงามทางใจ

และ

เส้นทางที่สาม คือ

ชีวิตที่มีความหมาย 

นี่เป็นความสุขรูปแบบที่มักได้รับยกย่องว่ามีคุณค่าสูงสุด คำว่าความหมายในที่นี้ คล้ายกับคำว่า

ความอิ่มเอิบหรืองอกงามทางจิตใจมากเลย 

มันประกอบด้วยการรู้ว่าอะไรคือจุดแข็งของคุณ แล้วก็ใช้มัน เพื่อเข้าถึง เป็นส่วนหนึ่ง และรับใช้อะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวคุณเอง

ผมพูดถึงชีวิตที่มีความสุขไปแล้วสามแบบ ชีวิตที่เต็มไปด้วยความสนุกเพลิดเพลิน ชีวิตที่ดีงาม และชีวิตที่มีความหมาย ตอนนี้ผู้คนก็พยายามหาคำตอบกันอย่างคร่ำเคร่ง ว่ามีอะไรไหมที่จะเปลี่ยนชีวิตเราให้มีความสุขได้อย่างยั่งยืนถาวร ดูเหมือนคำตอบคือ มีครับ และผมจะเล่าตัวอย่างให้คุณฟัง

งานนี้มีการทดสอบอย่างเข้มงวด แบบเดียวกับเวลาทดลองยาว่ายาตัวไหนได้ผลจริงบ้าง เราแบ่งคนเป็นสองกลุ่มด้วยการสุ่ม มีกลุ่มควบคุมที่ได้ยาหลอก ศึกษาวิธีสร้างสุขแบบต่างๆ ต่อเนื่องในระยะยาว และนี่คือตัวอย่างของวิธีสร้างสุขที่เราพบว่าได้ผล เมื่อเราสอนให้คนรู้จักชีวิตที่รื่นรมย์ ให้รู้ว่าจะเพิ่มความสนุกสนานเพลิดเพลินในชีวิตได้อย่างไร

การบ้านอันหนึ่งก็คือ การฝึกสติ และการดื่มด่ำไปกับอารมณ์ความรู้สึก การบ้านอีกอย่างที่ต้องทำคือการออกแบบวันที่สวยงาม เสาร์หน้านะครับ ลองจัดให้เป็นวันว่าง ออกแบบวันที่สวยงามของคุณเอง แล้วใช้การฝึกสติและการดื่มด่ำกับอารมณ์เพื่อเพิ่มความเพลิดเพลินใจ เราพบว่าการทำอย่างนี้ทำให้คนเรามีชีวิตที่สนุกสนานรื่นรมย์มากขึ้น

การไปเยี่ยมเพื่อแสดงความซาบซึ้งในเมตตา ผมอยากให้คุณลองทำตามที่ผมจะบอก โปรดหลับตาลงครับ ผมอยากให้คุณนึกถึงใครสักคนหนึ่งที่ได้ทำอะไรบางอย่างที่มีความสำคัญยิ่งใหญ่ ซึ่งได้เปลี่ยนชีวิตคุณไปในทิศทางที่ดี คนที่คุณไม่เคยขอบคุณเขาให้มากอย่างที่เขาควรได้รับ คนคนนั้นต้องยังมีชีวิตอยู่นะครับ เอาล่ะ ทีนี้ ลืมตาได้

ผมหวังว่าทุกคนคงมีคนคนนั้นอยู่ในใจแล้วนะครับ สิ่งที่คุณต้องทำเวลาเรียนรู้เรื่องการไปเยี่ยมเพื่อแสดงความซาบซึ้งในเมตตา คือ คุณต้องเขียนข้อความยาวสัก 300 คำเกี่ยวกับคนคนนั้น,โทรหาเขา เช่น สมมุติว่าเขาอยู่ที่เมืองฟีนิกซ์ แล้วถามเขาว่า คุณขอไปเยี่ยมได้ไหม ไม่ต้องบอกว่าทำไม แค่ไปปรากฏตัวหน้าประตู แล้วอ่านข้อความที่คุณเขียนให้เขาฟัง --ที่ผ่านมาทุกคนร้องไห้หมดเมื่อมาถึงจุดนี้-- และสิ่งที่เกิดขึ้นคือ เมื่อเราวัดความสุขของคนเหล่านี้หนึ่งสัปดาห์ หนึ่งเดือนและสามเดือนให้หลัง ทั้งคู่มีความสุขมากขึ้น และซึมเศร้าน้อยลง

อีกตัวอย่างหนึ่งคือการออกเดทเพื่อเสริมสร้างจุดแข็ง เราให้คู่รักมาทำแบบทดสอบเพื่อหาว่าจุดแข็งของแต่ละคนคืออะไร แล้วให้วางแผนว่าเย็นนั้นจะไปทำกิจกรรมอะไร ที่ทั้งคู่ได้ใช้จุดแข็งของตัวเอง เราพบว่าวิธีนี้ช่วยกระชับความสัมพันธ์ของคู่รักให้แน่นแฟ้นขึ้น แล้วก็มีการทดลองเปรียบเทียบความสนุกกับการได้ช่วยเหลือผู้อื่น

แต่การได้อยู่ในกลุ่มคนแบบนี้ทำให้รู้สึกดีมากเลยนะครับ อย่างที่พวกคุณหลายคนก็ได้หันมาทำการกุศลช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์กันแล้ว แต่นักศึกษาปริญญาตรีกับผู้ร่วมการทดลองของผมยังไม่บรรลุขั้นนั้นกัน เราก็เลยให้เขามาทำกิจกรรมได้ช่วยเหลือคนอื่น แล้วก็ให้ทำอะไรสนุกๆ เพื่อเปรียบเทียบกัน คุณจะพบว่า เวลาทำอะไรสนุกๆ ระดับความสุขขึ้นแล้วก็ลงเป็นรูปกราฟสี่เหลี่ยม

แต่เวลาได้ช่วยเหลือคนอื่น ความสุขคงอยู่ยั่งยืน ยาวนาน

 นั่นก็เป็นตัวอย่างวิธีการสร้างเสริมคุณสมบัติด้านบวกของมนุษย์

เรื่องรองสุดท้ายที่ผมอยากพูดคือ ตอนนี้เราสนใจศึกษาว่าคนเรามีความพึงพอใจในชีวิตมากแค่ไหน พูดง่ายๆ ก็คือ คุณรู้สึกว่าชีวิตคุณเป็นยังไงบ้าง นั่นเป็นตัวแปรที่เป็นเป้าหมายของเรา เราถามคำถามนี้ให้คนตอบโดยแยกเป็นชีวิตสามด้าน ว่าเขาได้รับความพึงพอใจจากชีวิตแต่ละด้านมากแค่ไหน

เราทดสอบซ้ำแบบนี้ในการวิจัย 15 ชิ้น ซึ่งมีผู้ร่วมการวิจัยรวมทั้งหมดเป็นพันๆ คน โดยถามว่า

- การแสวงหาความเพลิดเพลิน, อารมณ์ทางบวก, และชีวิตที่รื่นรมย์ 
- การได้ทุ่มเทเอาใจจดจ่ออยู่กับอะไรสักอย่างจนเหมือนเวลาหยุดนิ่ง และ
- การแสวงหาความหมายในชีวิต 

แต่ละอย่างมีส่วนเติมเต็มความพึงพอใจในชีวิตมากแค่ไหน?

ผลที่ออกมาทำให้เรางงไปเลยครับ เพราะมันกลับตาลปัตรกับที่เราคาด ปรากฏว่า

การแสวงหาความสนุกสนานเพลิดเพลินแทบไม่ได้เพิ่มความพึงพอใจในชีวิตเลย

การแสวงหาความหมายในชีวิต มีผลมากที่สุด 

และการได้ทำอะไรด้วยจิตที่มีสมาธิจดจ่อจริงจังก็มีผลมากเช่นกัน ถ้าความสนุกสนานรื่นรมย์จะมีบทบาทบ้าง ก็เมื่อคุณมีทั้งภาวะที่จิตจดจ่อทุ่มเทกับอะไรสักอย่าง และมีชีวิตที่มีความหมายแล้ว

ความสนุกสนานก็เป็นวิปครีมและเชอร์รี่ที่มาแต่งหน้าสวยขึ้นเท่านั้น 

นั่นหมายความว่า ในชีวิตที่เติมเต็มแล้ว ถ้าคุณมีครบทั้งสามด้านของชีวิต คุณก็ได้กำไรขึ้นมาทันที ในทางกลับกัน ถ้าคุณไม่มีสามด้านของชีวิตนี้เลยสักด้าน คือเมื่อชีวิตคุณว่างเปล่า ก็เท่ากับชีวิตคุณติดลบไปทันที

ตอนนี้เราก็เริ่มศึกษาด้วยว่า มีความสัมพันธ์แบบเดียวกันนี้ไหม ใน กรณีสุขภาพกาย การเจ็บป่วย อายุขัย และผลการทำงาน เราอยากรู้ว่าความสัมพันธ์เป็นแบบเดียวกันไหม?เช่น ในบริษัทหนึ่ง ๆ ผลการทำงานได้รับอิทธิพลจากอารมณ์ทางบวก จิตที่มีสมาธิจดจ่อ และความหมายในชีวิตไหม?

สุขภาพเป็นผลมาจากการได้ทำอะไรด้วยใจที่ทุ่มเทจดจ่อความเพลิดเพลินใจ และความหมายในชีวิตหรือเปล่า? มันก็มีเหตุผลที่ชวนให้คิดว่าคำตอบของทั้งสองคำถามนี้คือ ใช่

คริส (ผู้จัด TED) บอกว่า ผู้พูดคนสุดท้ายมีโอกาสกล่าวสรุปโดยบูรณาการสิ่งที่ได้ฟังมาเข้าด้วยกัน ผมอยากบอกว่างานนี้น่าทึ่งมากสำหรับผม ผมไม่เคยเข้าร่วมงานประชุมสัมมนาแบบนี้เลย ไม่เคยเห็นผู้พูดที่ก้าวล้ำขีดจำกัดตัวเองออกมาได้มากขนาดนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าทึ่งมาก ผมพบว่าโจทย์ของจิตวิทยาก็เหมือนกับโจทย์ของ เทคโนโลยี งานบันเทิง และการออกแบบ ตรงที่ เราทุกคนรู้ว่า เทคโนโลยี งานบันเทิง และการออกแบบ สามารถนำมาใช้ และได้ถูกใช้เพื่อเป้าหมายที่เป็นอันตราย

และเราก็รู้ว่า เทคโนโลยี งานบันเทิง และการออกแบบ สามารถนำไปใช้เยียวยาความทุกข์ได้เช่นกัน ในขณะเดียวกัน การแยกแยะระหว่างการบำบัดทุกข์ กับการบำรุงสุข ก็สำคัญมากๆ เมื่อตอนที่ผมเริ่มเป็นนักจิตบำบัดใหม่เมื่อ 30 ปีก่อน ผมเคยคิดนะ ว่าถ้าผมเก่งพอที่จะทำให้ใครสักคนหายซึมเศร้า ไม่วิตกกังวล ไม่โกรธ นั่นแปลว่าผมทำให้เขามีความสุขแล้ว แต่ผมไม่เคยพบผลอย่างที่คิด

ผมพบว่า อย่างดีที่สุดคุณก็ทำได้แค่ดึงเขามาที่ศูนย์ แต่แล้วเขาก็รู้สึกว่างเปล่า

ปรากฏว่าทักษะที่จะทำให้เรามีความสุข มีชีวิตที่รื่นรมย์ มีจิตจดจ่อกับสิ่งที่ทำ และมีชีวิตที่มีความหมาย มันแตกต่างจากทักษะที่ใช้ในการเยียวยาความทุกข์

ผมเชื่อว่าในกรณีของเทคโนโลยี งานบันเทิง และการออกแบบก็เหมือนกันนั่นคือ มันเป็นไปได้ที่กลจักรทั้งสามตัวที่ขับเคลื่อนโลกของเรานี้ จะช่วยเพิ่มความสุข อารมณ์ทางบวก และที่จริงมันก็ถูกใช้เพื่อการนี้เป็นหลักอยู่แล้ว แต่เมื่อคุณแจกแจงความสุขออกมาเป็นสามด้านอย่างที่ผมว่ามา

มันไม่ใช่แค่อารมณ์ทางบวกแล้ว

แค่อารมณ์ดียังไม่เพียงพอ  ชีวิตต้องมี flow และ มีความหมายด้วย 

เหมือนที่คุณลอราลีบอกเราว่าการออกแบบ และผมเชื่อว่างานบันเทิงและเทคโนโลยีด้วยสามารถช่วยให้เราเข้าใกล้และได้ทำหรือสัมผัสสิ่งที่มีความหมายในชีวิต

ดังนั้น เหตุผลข้อที่ 11 ที่เราควรมองโลกแง่ดี นอกจากเป็นเพราะเราจะมีลิฟต์อวกาศแล้ว ผมคิดว่า ยังเป็นเพราะด้วยเทคโนโลยี งานบันเทิง และการออกแบบ เราจะสามารถเพิ่มปริมาณความสุข ของมนุษย์บนโลกนี้ได้มหาศาลด้วย และถ้าในอีกหนึ่งหรือสองทศวรรษข้างหน้า เทคโนโลยีสามารถทำให้มนุษย์มีชีวิตที่น่ารื่นรมย์ ชีวิตที่ดี และชีวิตที่มีความหมายมากขึ้นได้

มันก็จะเป็นเทคโนโลยีที่ดีพอ ถ้าเราสามารถนำงานบันเทิงไปใช้เพื่อเพิ่ม
อารมณ์ทางบวก (ซึ่งหมายถึง ความงอกงามของชีวิต) มันก็จะเป็น งานบันเทิงที่ดีพอ และ

ถ้าการออกแบบสามารถเพิ่มอารมณ์ทางบวก ความงอกงาม ภาวะ flow และความหมายในชีวิต สิ่งที่เราทุกคนกำลังร่วมมือทำ ก็จะดีพอ

ขอบคุณครับ (เสียงปรบมือ)
Read more ...

ความคิดเห็นล่าสุด

Recent Comments Widget